ปรารถนารักแวมไพร์

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 150
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    11 ธ.ค. 56

นับจากวันนั้นทุกคนจึงเป็นอันรู้กันว่ามนุษย์สาวเพียงคนเดียวในหมู่แวมไพร์เป็นคนรักของเจ้าผู้เป็นใหญ่แห่งนครแวมไพร์ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลายทุกครั้งที่เห็นมรกตเดินผ่าน แต่หญิงสาวเองกลับไม่คิดหวั่นไหวและเริ่มจะคุ้นชินกับที่นี่

เธออยู่ร่วมกับพวกเขาโดยปกติสุขมานานถึง 7 วัน โดยอาศัยการทานผลไม้เป็นอาหาร แต่สิ่งที่เธอไม่เคยคาดหวังเลยก็คือ คำสารภาพรักของโอลิเวอร์ เจ้าผู้ครองดินแดนแห่งนี้ เขาบอกรักเธอและขอให้เธอเป็นราชินีของเขา หัวใจของเธอสั่นไหว

 เธอไม่เคยรู้สึกใจเต้นแรงอย่างนี้มาก่อนแม้กับผู้ชายที่ดีกับเธอที่สุดอย่างมาคัส ป่านนี้เขาคงวิ่งวุ่นกับการตามหาเธอ

พ่อกับแม่รวมทั้งป้าอำพัน ทุกคนคงเป็นห่วงมาก ในวันนี้ วันที่เธอต้องตัดสินใจแต่งงานกับโอลิเวอร์ เธออยากให้พวกท่านได้รับรู้ แต่คงเป็นไปไม่ได้

จะให้พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าหัวใจของเธอกำลังตกหลุมรักแวมไพร์ ผีดิบดูดเลือดและไม่ใช่คน

มรกตตัดสินใจแต่งงานกับเขา ยินยอมเป็นราชินีของโอลิเวอร์ แต่มีข้อแม้ขอให้เธอยังคงความเป็นมนุษย์อยู่โดยสมบูรณ์ แต่เขาไม่เต็มใจรับข้อต่อรองของเธอ ในขณะที่ตัวเขาไม่มีวันตาย แล้วเขาจะทนมองผู้หญิงที่ตัวเองรักต้องอยู่ในวังวนของการเกิด แก่ เจ็บและตายได้อย่างไร

 

5 ปีผ่านไป มรกตยังคงอยู่เป็นปกติดีที่เมืองแวมไพร์ แต่เธอกำลังจะมีข่าวดีให้กับสามี เมื่อได้ให้กำเนิดทารกน้อยเพศหญิง

ผู้เป็นพ่อตั้งชื่อให้คล้องจองกับเขาว่าเอลิเซีย เด็กหญิงมีใบหน้าละม้ายกับผู้เป็นพ่อแต่ก็ถอดแบบความสวยมาจากแม่ ดวงตาสีฟ้าสดใสทำให้ใครที่มองเห็นต่างก็เกิดความเอื้อเอ็นดู

เด็กหญิงผู้มีความแตกต่างจากเด็กในปราสาทแห่งนี้ เพราะมีความเป็นมนุษย์อยู่ถึงครึ่งหนึ่ง ทำให้โอลิเวอร์หนักใจไม่น้อย เพราะกลัวลูกสาวจะไม่ได้รับความเคารพยำเกรงจากคนอื่นๆ

อีกแค่สามวันก็จะถึงวันเกิดของเขาซึ่งตรงกับคืนวันเพ็ญ ใจมรกตอยากจะห้ามเพราะไม่อาจทนเห็นผู้หญิงบริสุทธิ์ต้องถูกเอามาทำพิธีต่อหน้าต่อตา ยิ่งมีลูกเธอก็ยิ่งกลัวผลกรรมที่สามีของเธอทำตกมาถึงเอลิเซีย แต่ก็สุดจะห้ามปราม เพราะเธอ ถึงทำให้เขาต้องเสียเวลาถึง 5 ปี

“น่ารักจริงๆ ลูกพ่อ น่าเสียดายที่ลูกคนโตเป็นผู้หญิง คนต่อไปจะต้องเป็นผู้ชายนะมรกต ฉันอยากได้ลูกชาย” โอลิเวอร์พรมจูบไปบนใบหน้าขาวใสของเอลิเซีย เพราะมีเลือดเนื้อของมนุษย์ครึ่งหนึ่งผิวจึงไม่ขาวซีดเหมือนเด็กทารกที่มีเลือดของแวมไพร์แท้ๆ

“อายคนอื่นบ้างสิคะ”มรกตหน้าแดง เพราะอยู่ต่อหน้าคนอื่น แต่นิโคลัสไม่มีเวลาใส่ใจกับสีหน้าของพี่สะใภ้ ตอนนี้เขากังวลใจอยู่อย่างเดียวเรื่องการทำพิธีมหาอำมตะ หากโอลิเวอร์ทำสำเร็จพี่ชายของเขาก็จะเป็นใหญ่ในเมืองแวมไพร์ ตัวเขาก็จะเป็นเพียงแค่เงาที่ได้แต่เดินตามหลังพี่ชายไม่มีวันได้ขึ้นเป็นใหญ่ เพราะโอลิเวอร์จะไม่มีวันตาย ไม่มีวันถูกทำลายล้างไปได้ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีมหาอำมตะ

“อายทำไมคนกันเองทั้งนั้น” โอลิเวอร์หัวเราะร่วน อีกไม่กี่วันก็ถึงกำหนดพิธีมหาอำมตะ และตัวเขาต้องออกล่าเหยื่อด้วยตัวเองอีกครั้ง เพื่อให้ได้ตัวผู้หญิงบริสุทธิ์ไม่เคยต้องมือชายคนที่ 99 โดยแท้จริง ซึ่งนับวันจะหายากยิ่งในโลกมนุษย์ปัจจุบัน และหากคนที่พามาไม่ใช่สาวพรหมจรรย์ พิธีก็จะล้มเหลวและต้องเลื่อนไปอีก 5 ปี

เป็นปัญหาหนักสำหรับแวมไพร์ที่ต้องการประกอบพิธี เพราะต้องแน่ใจจริงๆ ว่าผู้หญิงที่พามาเป็นหญิงพรหมจรรย์แน่นอน สำหรับโอลิเวอร์เองแล้วคิดว่ามันยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก

“พี่จะออกไปเมื่อไหร่” นิโคลัสถามขึ้น แม้ไม่ได้ถามตรงๆ ว่าไปไหนต่อหน้ามรกต แต่ผู้ฟังก็รู้ความหมายเป็นอย่างดีจึงตอบออกไป

“คืนนี้”

“คืนนี้หรือคะ” มรกตตกใจ ลูกสาวของเธอพึ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่วัน เธอไม่อยากให้ผู้สามีจากไปไหนเลยจริงๆ เธอเกิดความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างทำให้อยากใช้ชีวิตร่วมกันสามคนพ่อแม่ลูกให้นานที่สุด

ไม่ต้องห่วงนะมรกต ฉันจะรีบกลับมา ที่ฉันต้องรีบไปก็เพราะเดี๋ยวนี้แทบจะหาผู้หญิงบริสุทธิ์กันไม่ได้ ขนาดเด็กอายุน้อยๆ ก็ไม่ใช่สาวพรหมจรรย์เสียแล้ว” ถ้อยคำตัดพ้อของสามีทำให้เธออดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ เห็นท่าจะจริงอย่างที่เขาว่า สมัยนี้ผู้หญิงบริสุทธิ์ใช่จะควานหาตัวกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในประเทศแถบตะวันตกอย่างนี้

“แค่คนเดียวนะคะ” หญิงสาวต่อรอง ไม่อยากให้เขาฆ่าคนอีกแล้ว ตอนนี้บริวารของเขามีมากเหลือเกิน ต่อไปเธอกลัวว่ามนุษย์จะสูญพันธ์ไป คงเหลือเอาไว้แต่ครึ่งคนครึ่งผีดิบดูดเลือดอย่างที่เธอเห็นเกลื่อนกลาดในเมืองนี้ เธอเองได้แต่หวังว่าเอลิเซียจะไม่ต้องกลายเป็นผีดิบอย่างพวกเขา

และเท่าที่เธอเห็น ทารกน้อยก็มีเลือดเนื้อเหมือนมนุษย์ทุกอย่าง บางทีเอลิเซียอาจมีเลือดของมนุษย์มากกว่าแวมไพร์จนไม่แสดงออกอะไรเลยก็เป็นได้

แม่หวังให้เป็นอย่างนั้นนะเอลิเซีย….

 

“ท่านพ่อจะยอมให้ท่านลุงทำพิธีจริงๆ หรือ” นิกซ์ลูกชายคนโตของนิโคลัสร้อนใจแทน ตัวเขาเองก็เหมือนพ่อที่ต้องการกำจัดผู้เป็นลุงไปให้พ้นทาง

“พ่อไม่มีทางยอมหรอกนิกซ์ เราวางแผนกันมาตั้งห้าปี ไม่มีทางที่เราจะปล่อยให้โอลิเวอร์มันได้เป็นใหญ่ตลอดไปหรอกนะ จัดการตามแผนของเรา แกกับนิโคลจะต้องล่อให้มันตกลงไปในทะเลเพลิง” นิโคลัสบอกขึ้นแต่ก็ทำให้นิโคลหน้าซีด จะให้เธอเล่นกับอะไรก็ได้ในโลกใบนี้แต่กับทะเลเพลิงมันเสี่ยงเหลือเกิน

หากคนที่ตกลงไปเป็นเธอไม่ใช่โอลิเวอร์ ร่างกายของเธอมิต้องดับสูญไปหรือ

“พ่อคะ ทางอื่นไม่มีแล้วหรือ พ่อก็รู้ว่าพวกเราไม่มีใครอยากเฉียดใกล้ทะเลเพลิง แม้แต่ลุงโอลิเวอร์ก็เถอะ เขาเองก็คงไม่ยอมให้เราหลอกไปที่นั่นง่ายๆ”

“หึพ่อจะให้มันโดดลงไปเอง”

“หมายความว่ายังไงคะพ่อ”

อย่าโง่ไปหน่อยเลยน่านิโคล ลืมไปแล้วหรือไงว่าลุงโอลิเวอร์รักลูกรักเมียมากขนาดไหน” ผู้เป็นพี่ชายทำสีหน้าเจ้าเล่ห์ค่อยคำให้นิโคลคิดออก

“ว้าว พ่อฉลาดจังค่ะ หึ..นังเอลิเซียช่างเกิดมาได้จังหวะดีจริงๆ แล้วพ่อจะทำยังไงคะจับลูกเมียท่านลุงเป็นตัวประกันหรือ”

“ไม่เชิงหรอกหน้าที่แกคือพาตัวสองแม่ลูกนั่นไปรอที่ทะเลเพลิงก่อนก็แล้วกัน” นิโคลัสออกคำสั่ง ทำให้นิโคลหน้าเสีย

 เป็นที่รู้กันดีว่าแวมไพร์ทั้งหลายไม่มีทางที่จะพาตัวเองไปเฉียดใกล้ทะเลเพลิง ซึ่งมันถูกเรียกอย่างนั้นทั้งที่มันไม่ใช่ทะเล หากแต่เป็นภูเขาไฟเบื้องล่างนครแวมไพร์ที่เคยมอดดับแต่ยังไม่สนิทดีนัก จู่ๆ เมื่อร้อยกว่าปีก่อนมันก็ปะทุขึ้นมาใหม่ ด้านล่างของภูเขาลูกนั้นเป็นแอ่งเหมือนทะเล เป็นเพลิงร้อนที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างให้มอดไหม้เป็นจุณ โดยเฉพาะชีวิตแวมไพร์ที่เคยถูกมนุษย์ผู้อาจหาญพาตัวมาสังหารที่นี่

แล้วพ่อยังจะให้เธอไปที่นั่นอีกหรือ

“ไม่ต้องกลัวน่านิโคล แกแค่พานังสองแม่ลูกไปรอที่นั่น ส่วนลุงของแกพ่อจะจัดการเอง และเมื่อไหร่ที่มันตายไปพ่อก็จะขึ้นเป็นใหญ่เหนือใคร พวกแกก็เป็นใหญ่ด้วยในฐานะลูกๆ ของพ่อ ฮะๆ” นิโคลัสแผดเสียงหัวเราะขึ้นด้วยความสุขเพียงแค่เห็นภาพตัวเองขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ทอง มีข้าทาสบริวารมากมายที่พร้อมจะสวามิภักดิ์ให้ และเมื่อเขาผ่านพิธีมหาอำมตะ เขาก็จะไม่มีวันตาย ยังคงอยู่คู่กับโลกมนุษย์ไปอีกนานเท่านาน

 

“ฉันต้องไปแล้วนะ” โอลิเวอร์พรมจูบไปบนใบหน้าของทารกน้อยแล้วหันมาบอกกับภรรยาคู่ใจ นับตั้งแต่อยู่กินกันมาหลายปี เขาไม่เคยจากเธอไปไหนไกล

“กลับมาเร็วๆ นะคะ อย่าลืมว่าเราสองคนรออยู่” หญิงสาวสวมกอดสามีด้วยความรักและอาลัยอาวรณ์ โอลิเวอร์สวมกอดตอบก่อนผละออกมาเพื่อมอบกล่องเหล็กกำมะหยี่สีดำแข็งแรงเอาไว้ให้

“ฉันไม่อยู่จงเก็บกล่องนี้เอาไว้กับตัว มันจะช่วยให้มรกตกับลูกปลอดภัย”

“อะไรคะ”

“กริชกับเขี้ยวมังกร มันจะทำให้ผู้ถือครองมันเอาตัวรอดได้หากมีอันตราย แต่ต้องพกมันติดตัวไปด้วยเสมอ เดี๋ยวฉันจะเอาไปใส่กล่องใบเล็กกว่านี้จะได้สะดวก”

“โธ่ทำไมพูดเหมือนจะไปนานอย่างนั้นละคะ ยังไงก็ต้องกลับมาในอีกสองวันไม่ใช่หรือ” มรกตย้อนถาม ท่าทางแปลกๆ ของสามีทำให้เธอนึกสงสัย

“เพื่อความรอบคอบเท่านั้นเองล่ะ เดี๋ยวนี้บริวารของเรามีมากเกินกว่าจะควบคุมพวกมันได้หมด อีกอย่างมรกตเองก็เป็นมนุษย์ ฉันไม่ไว้ใจพวกมันนัก” เขาบอกถึงเหตุผลค่อยทำให้เธอคลายใจ แต่ก็คิดว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอและลูก เพราะทุกคนก็ยังยำเกรงเธออยู่ในฐานะราชินี

“กริชกับเขี้ยวมังกร นั่นเป็นของที่จะใช้ในพิธีนี่คะ”

“ใช่ แต่ของทุกอย่างยอมมีทั้งคุณและโทษ มันสามารถสร้างความเป็นอำมตะให้กับผู้ถือครองแต่ก็สามารถกวาดล้างเผ่าพันธุ์ของแวมไพร์ทุกตัวที่อยู่ที่นี่ เมื่อไหร่ที่ของสองสิ่งนี้ถูกทะเลเพลิงเผาไหม้พร้อมชีวิตของแวมไพร์ที่เป็นใหญ่ที่สุด ทุกชีวิตที่เป็นแวมไพร์ในบริวารของเราก็จะแตกดับ”

“แบบนี้น่ากลัวจังค่ะ ฉันจะรักษามันเอาไว้อย่างดี ไม่ให้ใครนำมันมาทำร้ายท่านได้”

“เรายังไม่อาจวางใจได้สนิทนัก จนกว่าพิธีมหาอำมตะจะแล้วเสร็จ หากมีคนนำกริชวิเศษมาแทงไปในหัวใจของฉันแล้วยัดด้วยเขี้ยวมังกรเพื่อผลักร่างลงไปสังเวยเจ้าแห่งทะเลเพลิง ทุกชีวิตในนี้ก็จะจบสิ้น จงจำเอาไว้ว่าต้องรักษามันเอาไว้ให้ดีที่สุด” เขากำชับ

“ค่ะ ฉันจะรอจนกว่าท่านจะกลับมา” หญิงสาวจูบเขาดูดดื่มเนิ่นนานกว่าจะผละตัวออกมา

“ดูแลตัวเองกับลูกให้ดี ฉันจะรีบกลับมา” แวมไพร์พ่อลูกอ่อนกวาดสายตาจับไปทั่วหน้าของภรรยาสาวและลูกน้อยก่อนเดินตัวตรงออกไปไม่เหลียวหลัง      

 

โอลิเวอร์เดินทางเพื่อเสาะแสวงหาหญิงพรหมจรรย์เพื่อประกอบพิธีมหาอำมตะ และเมื่อได้ตัวเด็กสาวสวยคนหนึ่งจึงพาตัวกลับมาด้วย แต่พึ่งมาถึงครึ่งทางก็สวนเข้ากับผู้เป็นน้องชายที่หน้าตาตื่นออกมาตามหาเขา

“แย่แล้วท่านพี่”

“เกิดอะไรขึ้นนิโคลัส”

“มรกตพาลูกหนีไป แต่ถูกพวกชาวบ้านจับตัวไปที่ทะเลเพลิง”

“ว่าไงนะ” โอลิเวอร์ผลักร่างของเหยื่อสาวทิ้งลงกับพื้นอย่างไม่ไยดี เป็นไปได้อย่างไรที่มรกตจะพาลูกหนีไป ในเมื่อตลอดเวลา 5 ปี เธอไม่เคยพูดถึงบ้านให้เขาได้ยิน 

“เธออาศัยตอนเราเผลอหอบหิ้วเอลิเซียออกไป พวกเราออกตามหาแต่เพราะเธอขู่ว่าจะฆ่าเอลิเซีย เธอหนีไปถึงหมู่บ้านมนุษย์ แต่เพราะมีกลิ่นอายของพวกเราติดอยู่จึงถูกบาทหลวงและชาวบ้านรุมจับตัวมาไว้ที่ทะเลเพลิง ไม่มีใครกล้าตามไป ข้าถึงต้องมาตามพี่ถึงที่นี่” นิโคลัสละล่ำละลักบอก โอลิเวอร์จึงเร่งรุดออกไปที่ทะเลเพลิงในทันที ท่ามกลางสายตาเยาะหยันของน้องชาย

“แกมันโง่ คนโง่ยอมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดเสมอโอลิเวอร์”

 

เมื่อไปถึงโอลิเวอร์ก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองพลาดท่าเสียทีน้องชายที่เขาไว้วางใจมาตลอดเสียแล้ว นิกซ์กับนิโคลกำลังควบคุมภรรยาและลูกสาวตัวน้อยของเขาอยู่ไม่ห่างจากทะเลเพลิงนัก

“มาแล้วหรือคะท่านลุง”

“พวกเจ้าคิดจะทำอะไร”

“ไม่น่าถามโง่ๆ เลยนี่นาพี่ชายสุดที่รักของข้า ก็ต้องการฆ่าท่านกับลูกเมียน่ะสิ ก่อนที่ท่านจะเข้าสู่พิธีมหาอำมตะ ข้าไม่มีทางยอมให้ท่านเป็นนิรันดร”

“ทำไม นิโคลัส ที่ผ่านมาข้าไม่ดีกับเจ้าหรือไง” โอลิเวอร์คำราม หากเป็นเวลาอื่นเขาคงไม่มีทางยืนเฉยอย่างนี้แน่หากเพราะลูกเมียกำลังตกอยู่ในอันตรายจึงไม่อาจผลีผลามได้

“ดีสิดีมาก แต่ท่านมันไม่เหมาะจะเป็นเจ้าแห่งนครแวมไพร์ เพราะท่านมันอ่อนแอ เห็นผู้หญิงซึ่งเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาสำคัญกว่าการเป็นนิรันดร แล้วอย่างนี้หรือจะกล้าเรียกตัวเองว่าราชาแห่งแวมไพร์ ท่านควรปล่อยวางอำนาจนี้ให้กับข้าซะเถอะ”

“เจ้าอยากได้อะไรก็เอาไปนิโคลัส แต่ปล่อยลูกเมียข้าก่อน”

“หึข้ารับปาก แต่ท่านจะต้องกระโดดลงไปในทะเลเพลิงและมอบของวิเศษให้ข้า” นิโคลัสบอกขึ้น มรกตดิ้นรน น้ำตาไหลพรากด้วยความเป็นห่วงสามี

“โอลิเวอร์ ท่านไม่ต้องห่วงฉัน ฉันเป็นมนุษย์ธรรมดายังไงก็ต้องตายอยู่แล้ว” หญิงสาวตะโกนบอกแก่สามี อ้อมแขนโอบกระชับทารกน้อยแน่นอย่างหวงแหน หากจะตายก็พร้อมจะตายด้วยกัน และหากชาติหน้ามีจริงเธอก็ขอเคียงคู่กับโอลิเวอร์อีก

 แต่ก็นั่นแหละหากเขาเป็นนิรันดรย่อมไม่มีวันแตกดับ เธอต่างหากที่ต้องเวียนว่ายกลับมาหาเขาเอง แม้ต้องเจอกับบ่วงกรรมซ้ำซากแต่เธอก็ยังยินดี

“ไม่ได้ ฉันจะยอมให้เธอกับลูกตายไม่ได้ นิโคลัส ปล่อยลูกเมียข้าไป แล้วข้าจะมอบทุกอย่างให้กับเจ้า” โอลิเวอร์ต่อรอง

 นิโคลแสยะยิ้ม ลุงโอลิเวอร์ช่างโง่ซ้ำซาก หากปล่อยลูกเมียเขาไป มรกตเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาจะหนีไปไหนได้ไกล ยังไงก็ตามตัวเจออยู่แล้ว

ดูเหมือนนิโคลัสจะคิดเช่นเดียวกับลูกสาว เพราะเขาพยักหน้าทันทีแบบไม่ต้องคิด เพราะรู้ยู่แล้วว่ามรกตกับลูกไม่มีทางหนีไปไหนได้ไกล

“ได้”

“ข้าจะยอมตาย แต่ต้องมั่นใจว่ามรกตกับเอลิเซียปลอดภัย”

“จะตายอยู่แล้วยังต่อรองไม่เลิกนะพี่ชายสุดที่รักของข้า แต่เอาเถอะเห็นแก่ความเป็นพี่น้องกัน ข้าจะยอมยืดเวลาตายของท่านออกไปอีกสักหน่อย” นิโคลัสแสยะยิ้มก่อนพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้ลูกสาวที่กำลังคุมตัวมรกตกับลูกสาวอยู่ให้ปล่อยไป

แวมไพร์สาวทำตามคำสั่ง แต่ก็หมายมาดเอาไว้ในใจเพราะอยากลิ้มรสเลือดสดๆ จากตัวของมรกตกับเอลิเซียมาตั้งนานแล้ว

“โอลิเวอร์” มรกตร่ำไห้

“ไปเถอะมรกต ไม่ต้องห่วง ลูกของเราสำคัญที่สุด ปกป้องเอลิเซีย”

“ไม่ ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น เราจะอยู่ด้วยกัน” หญิงสาวดิ้นรนพร้อมกับร่ำไห้หนักขึ้น ภายใต้เสื้อผ้าและเสื้อคลุมสีดำแบบแวมไพร์ เธอซุกซ่อนกริชวิเศษกับเขี้ยวมังกรเอาไว้ มันจะช่วยคุ้มครองให้เธอกับลูกปลอดภัย โอลิเวอร์เองก็คลายใจในข้อนี้จึงกล้าต่อรองข้อเสนอที่พวกมันได้ยินก็คงมีแต่หัวเราะเยาะในความโง่เขลาของเขา

“ไปเถอะมรกต เก็บรักษาสิ่งที่ฉันให้เอาไว้ให้ดีที่สุด” เขาบอกเป็นนัย มรกตรู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร แต่หากเป็นไปได้เธอต้องการให้เขาเป็นคนครอบครองของวิเศษเหล่านั้นมากกว่า

“ท่านพี่โอลิเวอร์”

“ข้าให้เวลาได้ไม่มากนักหรอกนะมรกต ถ้าเจ้าต้องการรักษาชีวิตลูกก็จงรีบไปจากที่นี่ซะ” นิโคลัสตวาด มรกตสูดลมหายใจเข้าปอดด้วยความเข้มแข็ง คนเป็นพ่อแม่ย่อมสามารถสละชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องลูกได้ เธอเข้าใจความรู้สึกของโอลิเวอร์ดี

 ในเวลานี้หากเธอไม่หนีไปก็ตายกันทั้งสามคน แต่หากเธอเลือกที่จะหนี ชีวิตของโอลิเวอร์ก็ไม่สูญเปล่า อย่างน้อยเอลิเซียจะต้องปลอดภัย

“ลาก่อน” หญิงสาวสบสายตาแห่งความอาดูรให้กับสามี เขาเองก็มองตอบเธอด้วยความเศร้าสร้อย เพราะครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่มีโอกาสได้มองหน้าเธอให้เต็มตา

“ปกป้องเอลิเซีย คุ้มครองเขา” โอลิเวอร์พึมพำ หยาดน้ำตาของเขาคลอเอ่อ แต่เพียงไม่นานก็ไล่มันกลับคืนเข้าไปใหม่ แล้วหันมาสบสายตาแข็งกร้าวเข้ากับดวงตาของน้องชายผู้ทรยศ

“อย่าคิดตุกติกนะพี่ชายสุดที่รักของข้า อย่าลืมว่าเมียและลูกของท่านเป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดา ไม่มีทางหนีรอดไปได้หรอก หากข้าออกคำสั่งให้นิกซ์กับนิโคลติดตามไป”

“ข้าเป็นเจ้าแห่งแวมไพร์ ไม่คิดทำอะไรอย่างเจ้าหรอก ข้าไม่ใช่คนกลิ้งกลอก” โอลิเวอร์บอกเสียงห้วน ความร้อนจากทะเลเพลิงทำให้พละกำลังของเขาและทุกคนอ่อนแอลง แต่ก็ยังฝืนยืนกันอยู่จนกว่าจะเห็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ

“ยังปากดีไม่หายนะพี่ชายข้า อย่างนั้นก็รีบบอกข้ามาว่าของวิเศษอยู่ที่ไหน”

“อยู่ในห้องนอนของข้า นิโคลัส” โอลิเวอร์เรียกชื่อของผู้เป็นน้องชายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้ากล่าวหาว่าข้าขี้ขลาด ไม่เหมาะจะเป็นเจ้าแห่งแวมไพร์ แต่การที่เจ้ายึดอำนาจของข้าไปด้วยวิธีการแบบนี้ เจ้าคิดว่าตัวเองเหมาะสมงั้นหรือ ทำไมเจ้าไม่สู้กับข้าเพื่อหาคนแพ้ชนะ”

“ข้าไม่ต้องการเสียเวลาอะไรกับท่านอีก ลาก่อนพี่ชายของข้า”

นิโคลัสทำท่าจะใช้แรงที่มีทั้งหมดผลักโอลิเวอร์ให้ตกลงไปในทะเลเพลิงที่อยู่ไม่ไกลนัก หากแล้วโอลิเวอร์ก็ใช้ทีเผลอฟาดพลังทั้งหมดลงบนแผ่นหลังของผู้เป็นน้องชายจนเซไป

หลังจากนั้นการต่อสู้สามรุมหนึ่งจึงเริ่มขึ้น โอลิเวอร์ผู้ได้รับการถ่ายทอดวิชาการต่อสู้จากผู้เป็นพ่อมามากกว่านิโคลัสเพราะเห็นเป็นลูกชายคนโต ทางฝ่ายมากกว่าจึงอยู่ในภาวะเสียเปรียบ พละกำลังของทุกคนถดถอยด้วยความเหนื่อยอ่อน เมื่อต่อสู้กันยาวนานและความร้อนจากทะเลเพลิง

“นิกซ์ ไปตามจับมรกตกับเอลิเซียมา” นิโคลัสเบือนหน้ากลับมาหาลูกชาย นิกซ์ทำท่าจะหมุนตัวออกไป แต่โอลิเวอร์โถมเข้าหาแล้วใช้กำลังที่เหนือกว่าผลักเขาลงไปในทะเลเพลิงท่ามกลางความตื่นตะลึงระคนคาดไม่ถึงของนิโคลัสกับนิโคลผู้เป็นน้องสาว

“นิกซ์!” นิโคลัสกับนิโคลคำรามลั่น ก่อนโถมเข้าหา นิโคลเองก็ช่วยสุดแรงด้วยความแค้นที่เห็นพี่ชายถูกทำลายล้างไปต่อหน้าต่อตา

“แกฆ่าพี่ชายฉัน ตายซะเถอะ” กริชในมือของนิโคลปักลงไปบนตำแหน่งหัวใจของผู้เป็นลุงอย่างแม่นยำ แต่เขาก็เซเพียงแค่ไม่กี่ก้าวแล้วมุ่งตรงเข้าหา

“โอ๊ย

เสียงของนิโคลัสดังขึ้นพร้อมกับที่ตัวเขาทรุดลงกับพื้น โอลิเวอร์หันไปมอง นิโคลมองเห็นแต่แรกว่าพ่อส่งสัญญาณอะไรบางอย่างมา เมื่อเห็นโอลิเวอร์เอี้ยวตัวไปจึงอาศัยจังหวะนั้นผลักเขากระเด็นลงไปในทะเลเพลิง เสียงร้องโหยหวนของเขาดังขึ้นในใจของมรกต

หญิงสาววิ่งหนีไม่คิดชีวิต เธอจะต้องไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของเอลิเซีย ในใจกำลังอธิษฐานกับของวิเศษที่สามีมอบให้ ขอให้มันช่วยคุ้มครองลูกน้อยของเธอ

“ท่านพ่อ พี่นิกซ์” นิโคลมองทะเลเพลิงด้วยความอาดูร พี่ชายสุดที่รักของเธอจากไปแล้วด้วยน้ำมือของโอลิเวอร์”

เมื่อหันมามองผู้เป็นพ่อก็เห็นว่าเขาเองก็กำมือแน่นด้วยเพลิงแห่งโทสะ

“ไปตามลูกเมียมันมาสังเวยชีวิตให้กับนิกซ์”

“ค่ะพ่อ” หญิงสาวรับคำ ก่อนร่ายเวทย์กางปีกคล้ายค้างคาวแล้วเหาะขึ้นไปในอากาศ พวกเธอมองเห็นได้ชัดในเวลากลางคืน แต่สำหรับมรกตซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดาย่อมเป็นอุปสรรคในการหนี อีกอย่างจมูกของแวมไพร์ไม่เคยพลาดในเรื่องการดมกลิ่นมนุษย์

ไม่นานเธอก็ตามมาทัน ขณะมรกตกำลังข้ามเขตของเหล่าแวมไพร์ไปยังแดนมนุษย์ นิโคลแสยะยิ้มร้ายกาจก่อนโถมกายเข้ามาดักหน้า

“จะไปไหนคะป้าสะใภ้”

“นิโคล ปล่อยฉันไปเถอะ ถือว่าเห็นแก่ฉันที่ดีกับเธอมาโดยตลอด” มรกตร้องขอกึ่งอ้อนวอน เสียงทารกน้อยที่ดังขึ้นไม่ได้ช่วยให้นิโคลใจอ่อนขึ้นมาสักนิด

“โอลิเวอร์ตายแล้ว”

แม้จะนึกสังหรณ์ใจอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ยินอย่างนี้เธอก็เข่าอ่อนยวบลงแทบหมดเรี่ยวแรง หากไม่เพราะมีเอลิเซียเธอก็คงยอมตายอย่างสงบโดยไม่บิดพลิ้ว

“ทำไมทำไมต้องฆ่าเขา”

“ก็เพราะมันฆ่าพี่ชายของฉันนะสิ นิกซ์ต้องตาย เพราะฉะนั้นอย่ามาอ้อนวอนฉันเสียให้ยาก” นิโคลตาขวาง มรกตมองไม่เห็นทางรอดใดนอกจากออกแรงวิ่งสุดฝีเท้า นิโคลยืนกอดอกมองแล้วปล่อยให้ฝ่ายนั้นวิ่งไป และเมื่อเห็นว่ามรกตจะไปได้ไกลก็โผล่มาดักหน้า

“ฮะๆ”

มรกตวิ่งหนีไปอีกด้าน แต่ก็ถูกต้อนจนมุมในที่สุด นิโคลเห็นว่าหมดเวลาจะล้อเล่นแล้วจึงกระแทกฝ่ามือเข้ากับร่างของมรกตปลิวไปปะทะต้นไม้ใหญ่จนกระอักเลือด ห่อผ้าของทารกน้อยกระเด็นหลุดจากมือ

นิโคลคิดลงมือกับเด็กจึงเตรียมฟาดฝ่ามือเข้าหา แต่มรกตผวาเข้ามารับแทน และเพราะอำนาจของสิ่งวิเศษที่ซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมทำให้ร่างที่ถูกปะทะด้วยแรงมหาศาลกลับเป็นนิโคลเอง

“กรี๊ด!” แวมไพร์สาวหวีดร้องเมื่อร่างของเธอลอยละลิ่ว พละกำลังก็หดหายราวกับคนป่วยหนัก มรกตเห็นอย่างนั้นจึงรีบช้อนตัวเอลิเซียวิ่งหนีไปอีกด้าน ในใจนึกขอบคุณของวิเศษที่สามีมอบให้ เธอเองก็บาดเจ็บสาหัส เพราะเป็นมนุษย์ธรรมดาจึงไม่อาจต้านแรงของนิโคลได้

มรกตหนีข้ามมาถึงเขตดินแดนที่แบ่งแยกระหว่างเหล่าแวมไพร์กับมนุษย์ธรรมดา เธอจำต้นไม้ลูกสีแดงสดต้นนี้ได้ เพราะเธอพบกับโอลิเวอร์ครั้งแรกที่นี่ มันเป็นความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ของเธอ หญิงสาวลูบไล้มือไปยังผืนดินที่สามีเคยนอนบาดเจ็บอยู่ หยาดน้ำตาของเธอหลั่งริน แต่ไม่มีเวลาคร่ำครวญหา เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือรักษาชีวิตของเอลิเซียเอาไว้

 

มาคัสทอดสายตามองไปรอบหมู่บ้านด้วยความรู้สึกหดหู่ ตอนนี้ผ่านมา 5 ปีแล้วก็ยังไร้ข่าวคราวของผู้หญิงที่เป็นรักแรกของเขา หลังจากที่เขากลับมาจากหาฟืนก็ไม่เจอเธออยู่ที่ธารน้ำ ตอนแรกนึกว่าเธอเดินออกไปสำรวจไม่ไกลเพราะปกติมรกตก็เป็นคนอยากรู้อยากเห็นไปเสียหมดอยู่แล้ว

แต่รอเธออยู่จนมืดค่ำก็ไม่พบจึงได้ออกตามหาแต่ไม่ว่าจะตามหาเท่าไหร่ก็ไม่พบตัว เขาอดทนรอเธอจนกระทั่งถึงเช้า เมื่อไม่พบแน่แล้วจึงขอชาวบ้านออกมาช่วยตามหาแต่ก็ไร้ร่องรอย

 ญาติของเธอตั้งความสงสัยมาที่เขา แต่เพราะไม่มีหลักฐานและเขาเองก็ไม่มีเหตุจูงใจในการฆ่าเธอ เขาจึงรอดจากการติดคุกมาได้                                    

แต่แม้จะไม่ต้องติดคุก ทว่าความรู้สึกผิดในใจยังตามมาหลอกหลอนเสมอ หากเขาไม่ใจอ่อนพาเธอมาที่นี่ มรกตก็ไม่ต้องหายสาบสูญไปอย่างนี้

 เขาเป็นสาเหตุทำให้เธอหายตัวไป

หลังเรียนจบ เขายังไม่ได้เริ่มต้นทำงาน หากแต่กลับมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ด้วยความหวังที่ออกจะลมๆ แล้งๆ ว่าเธออาจจะกลับมา

 เขายังรักและรอเธออยู่

ชายหนุ่มปล่อยใจให้ล่องลอยไปชั่วครู่ เมื่อเห็นว่าได้เวลาที่เขาควรจะกลับไปทำงานบ้านที่คั่งค้างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานจึงได้หมุนตัวกลับ แต่เสียงร้องเอะอะของป้ามาร์ทำให้เขาต้องรีบหันไปมอง

“แม่หนู” ป้ามาร์วิ่งเข้ามาหาร่างที่บาดเจ็บของมรกตอย่างตกใจ บาดแผลตามร่างกายไม่มี แต่สีหน้าของเธอบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าอาการค่อนข้างสาหัส เสียงทารกร้องจ้าสลับกับเสียงร้องขอความช่วยเหลือของป้ามาร์ทำให้เขาต้องวิ่งออกไปดู

“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยลูกสาวฉันด้วย” มรกตครางเสียงแผ่ว น้ำเสียงคุ้นเคยของเธอทำให้มาคัสต้องพลิกร่างบางให้หันมา เขาอุทานขึ้นอย่างตกใจเมื่อเห็นหน้าของเธอชัดเจน

“มรกต!

“มาคัส คุณจริงๆ หรือ พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งฉันจริงๆ ช่วยเอลิเซียด้วย” หญิงสาวบอกด้วยน้ำเสียงขาดห้วงราวกับจะหยุดหลายครั้ง

 ป้ามาร์เห็นอย่างนั้นจึงรีบบอกให้เขาอุ้มร่างเธอเข้าไปในบ้าน ส่วนตัวเองก็อุ้มทารกน้อยเดินตามหลัง แม้ร่างกายไม่มีบาดแผลแต่ทุกคนก็เห็นว่ามรกตทำท่าราวกับจะขาดใจ

“พักก่อนนะมรกต คุณเจ็บตรงไหน” ชายหนุ่มรีบถามขึ้นอย่างร้อนรน แต่หญิงสาวส่ายหน้า รอยยิ้มเศร้าสร้อยของเธอทอดจับไปบนห้อผ้าในอ้อมกอดของป้ามาร์

ครั้งนี้คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้ยิ้มให้ลูก เพราะประตูแห่งมรณะกำลังเปิดต้อนรับเธออยู่แล้ว

เธอพร้อมจะเดินเข้าหามันอย่างไม่กลัวเกรง เพราะที่นั่นเธอรู้ว่าโอลิเวอร์ยังรอเธออยู่

“ไม่ มาคัส ฉันคงมีเวลาเหลือไม่มาก ได้โปรดฟังคำขอร้องจากฉันเป็นครั้งสุดท้าย ช่วยพาเอลิเซียไปมอบให้พ่อกับแม่ของฉันด้วย” หญิงสาวดึงมือเขามาแนบแก้มแล้วร้องไห้

นานหลายปีแล้วที่เธอไม่ได้ย่างเหยียบมาบนพื้นแผ่นดินของมนุษย์อันเป็นเผ่าพันธุ์ของตัวเอง และเธอก็ไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนพวกเขาได้อีกต่อไปแล้ว เพราะตัวและหัวใจอยู่ในเมืองแวมไพร์

“มรกต คุณหายไปไหนมา ผมเป็นห่วงคุณมากรู้ไหม”

“อย่าถามฉันเลยมาคัส ได้โปรดเถิด ฉันกำลังจะตาย ฉันมีเวลาไม่มาก ฉันมีอะไรบางอย่างต้องทำ” มรกตหยัดกายลุกขึ้นพิงตัวเองเข้ากับขอบเตียง ท่าทางอิดโรยของเธอทำให้เขาต้องรีบประคอง

“ถ้าคุณไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร แค่ผมเห็นว่าคุณปลอดภัยดีผมก็ดีใจ ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะรีบออกไปตามหมอ ป้ามาร์จะช่วยดูแลคุณเอง” เขาบอกขึ้น

ป้ามาร์เองก็พยักหน้ารับอย่างเต็มใจ

“รีบไปเถอะมาคัส”

“อย่าค่ะ ไม่มีประโยชน์หรอก ฉันบาดเจ็บมากกว่าที่พวกคุณเห็น มาคัสคะ ฉันขอกระดาษกับปากกาเพื่อเขียนจดหมายถึงพ่อกับแม่หน่อยนะคะ” หญิงสาวร้องขอ เขาจึงรีบนำมาให้ มรกตลงมือเขียนจดหมายถึงพ่อกับแม่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี หยาดน้ำตาของเธอหยดต้องแผ่นกระดาษเป็นวง

ตลอดเวลาเธอไม่เคยทำตัวเป็นลูกที่ดี แต่พอมีปัญหากลับนึกถึงท่านมาก่อนใคร

“ฝากเอลิเซียด้วยนะมาคัส จดหมายนี่ ฉันขอให้มอบให้พวกเขา มีที่อยู่และแผนที่อยู่ในนี้ ในตัวเอลิเซียมีกล่องอย่างหนึ่ง เป็นของที่พ่อเขาฝากเอาไว้ให้ ขอให้เขาเปิดมันเมื่ออายุครบ 18 ปีเท่านั้น อย่าลืมนะคะมาคัส เพราะมันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ฉันคงไม่มีเวลามากกว่านี้อีกแล้ว บุญคุณของคุณหากได้เจอกันอีกในชาติหน้า ฉันจะกลับมาตอบแทน”มรกตเสียงเครือก่อนเอื้อมมือมาไขว่คว้าลูกน้อย

ป้ามาร์เห็นอย่างนั้นจึงรีบส่งให้

 มรกตไล้ปลายมือไปบนแก้มเย็นชืดของลูกสาว ได้แต่หวังว่าเอลิเซียจะมีชีวิตอยู่ต่อไปแม้จะไม่มีพ่อแม่คอยปกป้องก็ตาม เอลิเซียมีเลือดแวมไพร์ผู้ยิ่งใหญ่อยู่ครึ่งหนึ่ง เธอเชื่อว่าลูกจะเอาตัวรอดได้ แต่สิ่งที่เธอกลัวคือหลังอายุ 18 ปีนั่นต่างหาก

18 ปีของเอลิเซีย แม่ขอให้ลูกรักมีชีวิตอยู่อย่างมนุษย์ปกติทั่วไป

“ลูกรัก” หญิงสาวพรมจูบไปที่หน้าผากของเอลิเซีย แล้วส่งให้มาคัส รอยยิ้มจางๆ ของเธอวาบผ่านก่อนที่ดวงตาทั้งคู่จะปิดสนิท

“ไม่นะมรกต ไม่นะ คุณต้องไม่เป็นอะไร” ชายหนุ่มร้องลั่น ส่งทารกต่อให้ป้ามาร์แล้วคว้าร่างไร้วิญญาณของเธอมากอดเอาไว้อย่างขวัญเสีย

“โธ่เอ๊ยอายุยังน้อยแท้ๆ”

“มรกต ผมรอคุณมาตั้งนาน ทำไมคุณทิ้งผมไปแบบนี้” มาคัสร่ำไห้ หัวใจของเขาร้าวราน เธอหายไปจากชีวิตของเขาอย่างไร้ร่องรอย แต่แล้ววันดีคืนดีเธอก็กลับมาพร้อมกับลูกน้อย เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเวลาที่ผ่านมานั้นเธอมีความสุขดีและไม่มีหัวใจแบ่งปันมาให้เขา

“แง” เอลิเซียร้องลั่นราวกับรู้ว่าผู้เป็นมารดาได้จากไปแล้ว พลอยทำให้มาคัสต้องผละจากร่างเย็นชืดนั้นเข้ามาปลอบ แต่ในใจก็อดตะขิดตะขวงในใจไม่ได้ว่าเด็กทารกคนนี้เป็นลูกของมรกตกับผู้ชายคนอื่น ทว่าสายตาและคำขอร้องของผู้หญิงที่ตัวเองรักทำให้เขาปฏิเสธไม่ลง

“คงจะรู้ว่าแม่ไม่อยู่แล้ว” ป้ามาร์ถอนหายใจ

 ในหมู่บ้านนี้มีแม่ลูกอ่อนอยู่คนหนึ่งคงจะพอขอนมเขามาให้เด็กคนนี้ได้บ้าง ดูเอาเถอะหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน ตาสีฟ้าเหมือนตุ๊กตา โตขึ้นคงจะสวยมาก

“ผมยังไม่รู้เลยป้ามาร์ว่าต้องทำยังไงกับเด็กคนนี้ จะเอาอะไรให้กินยังไม่รู้เลย” ชายหนุ่มทุกข์ร้อน ท่าทางของเอลิเซียดูอิดโรยจนเขาทนไม่ไหวต้องไปเอาน้ำมาหยดใส่ปากให้

“โรสมันพึ่งคลอดลูกได้ไม่นานนี่นา คงพอมีน้ำนมเหลือแบ่งปันให้แม่หนูนี่บ้างหรอก ฉันจะพาไป” ป้ามาร์อาสาอย่างใจดี ชายหนุ่มพึมพำขอบคุณ เอลิเซียยังเล็กมาก เขาคงต้องดูแลไปจนกว่าจะแข็งแรงพอที่จะเดินทางกลับเมืองไทยได้

“ไม่เป็นไร ดูแลจัดการเรื่องศพของแม่หนูนี่เถอะ น่าเห็นใจแท้ๆ เลย” ป้ามาร์มองร่างไร้วิญญาณของมรกต หญิงสาวน่ารักสดใส อัธยาศัยดี ด้วยความสงสาร จู่ๆ ก็หายตัวไปหลังออกไปตั้งแค้มป์กับมาคัส ไม่มีทีท่าว่าจะหนีตามใครไปได้ แต่ก็กลับมาพร้อมกับเด็กน้อยในอ้อมกอดของเธอ

ขอบคุณครับ” เขาพึมพำขึ้นแผ่วเบาอีกครั้ง ม่านน้ำตายังพร่าพราว ผู้ชายที่พรากเธอไปจากเขาเป็นใครกัน ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ได้ ในเมื่อมรกตไม่รู้จักใครแถวนี้พอที่จะหนีไปด้วยกัน นอกเสียจากนัดแนะกันเอาไว้แต่แรกแล้วใช้เขาเป็นเครื่องมือ

เพียงแค่คิดมาถึงตรงนี้เนื้อตัวของเขาก็สั่นสะท้านหวั่นไหวไปด้วยความเจ็บปวด แต่จำต้องปัดมันทิ้งไปเพราะตอนนี้มรกตเองก็ได้ตายไปแล้ว สิ่งที่เขาจะทำให้เธอในฐานะเพื่อนคนหนึ่งได้ก็คือทำตามคำขอของเธอเป็นครั้งสุดท้ายให้สำเร็จลุล่วง ด้วยการพาตัวเอลิเซียกลับคืนสู่อ้อมอกของครอบครัว

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #8 iifunny (@iifunny) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 / 23:08
    มาต่อไวๆ นะค้ะ  รออ่านอยู่ นะ ^^
    #8
    0