ปรารถนารักแวมไพร์

ตอนที่ 2 : บทที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 219
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 ก.พ. 56

มาคัสหยุดยืนรีรออยู่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่คล้ายจะไม่แน่ใจ แต่เมื่อบอกชื่อและที่อยู่นี้กับรถแท็กซี่ที่พามา หมอนั่นก็ยืนยันหนักแน่นว่าใช่ที่นี่ บ้านหลังนี้ใหญ่โตหรูหรา ไม่น่าเชื่อว่ามรกต หญิงสาวผู้ทำตัวติดดิน กินแซนด์วิชกับขนมปังข้างทางราคาถูกจะมีฐานะที่ร่ำรวยเกินคาดอย่างนี้

          มือหนาขาวออกเหลืองตามเผ่าพันธุ์รัวกดกริ่งอยู่ชั่วครู่ จึงมีสาวใช้วัยขบเผาะวิ่งออกมาเปิดประตูให้ เด็กสาวเขม้นมองชายผมทองอย่างประหม่า เพราะไม่แน่ใจว่าจะสื่อสารกันรู้เรื่อง

“มะมาหาใครคะ”

“มิสทับทิมแอนด์มิสเตอร์อนันต์” มาคัสพยายามพูดจาด้วยประโยคง่ายที่สุดพลางทำมือไม้ประกอบ ดูเหมือนจะได้ผล เมื่อเด็กสาวพยักหน้าหงึกหงักก่อนเชิญเขาให้เข้าไปในบ้าน เมื่อได้ยินเสียงร้องของเด็กทารก สาวใช้ก็หยุดชะงักเท้าเอี้ยวตัวมามองห่อผ้าสีขาวในมือเขาอย่างฉงน

ชายผมทองผู้นี้หอบลูกมาหาเจ้านายเธอทำไมกัน….

เด็กสาวได้แต่เก็บงำความสงสัยเอาไว้ในใจ เพราะหากจะบอกให้เขารอก่อน เพื่อให้เธอไปแจ้งความประสงค์กับเจ้านายเธอก็ไม่รู้ว่าจะต้องพูดกันด้วยภาษาใบ้กันนานเท่าไหร่ถึงจะรู้เรื่องกัน จึงตัดสินใจเดินนำแขกผู้มาเยือนเข้าไปในบ้าน

“ใครมา” ทับทิมกึ่งนั่งกึ่งนอนบนโซฟา เปลี่ยนมาเป็นท่านั่ง สาวใช้คลานเข่าเข้าหา ตามด้วยมาคัส เด็กหญิงในอ้อมกอดนอนหลับตาพริ้มอย่างว่าง่าย

“สวัสดีครับ ผมชื่อมาคัส” ชายหนุ่มแนะนำตัวเป็นภาษาเวิร์สแลนด์ช้าๆ เพื่อประเมินดูว่าผู้สูงวัยกว่าพอจะสื่อสารกับเขาได้หรือไม่ หลังแนะนำตัวแล้วจึงพูดต่อ “ผมมาพบคุณทับทิม”

“ฉันเอง แล้วเธอเป็นใคร” ทับทิมตอบขึ้นด้วยสำนวนแปร่งๆ แล้วมองลอดแว่นออกมาถาม

“ผมเป็นเพื่อนของมรกต”

ชื่อของลูกสาวคนเล็กที่แทบจะไม่ได้ยินผ่านหูมาเกือบห้าปีเต็มทำให้ทับทิมแทบทำอะไรไม่ถูก ตามมาด้วยการหยุดประเมินท่าทีของคนพูดว่าต้องการอะไรกันแน่

“คุณพูดอะไร”

แทนคำตอบชายผมทองวางห่อผ้าในมือลงบนโต๊ะรับแขก ทับทิมชะงักก่อนเดินมาชะโงกหน้ามองสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ภายในห่อผ้าสีขาว พบว่าเป็นเด็กทารกแบเบาะผมสีน้ำตาลบางๆ ดวงตาหลับพริ้ม จมูกเล็กๆ รับกันกับริมฝีปากสีชมพูระเรื่อดูจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ทำให้คนมองเกิดความรู้สึกเอ็นดูขึ้นมาได้ไม่ยาก

“ลูกของมรกต” มาคัสกล่าวเพียงสั้นๆ เมื่อเห็นว่าผู้สูงวัยกว่าขมวดคิ้วมุ่น

 เมื่อได้ยินประโยคนั้น มือที่กำลังเอื้อมมาหมายจะสัมผัสแก้มเล็กๆ นั้นพลอยหยุดชะงัก

“หมายความว่ายังไง เป็นไปไม่ได้” ทับทิมส่ายหน้า ลูกสาวของเธอหายตัวไปถึงห้าปี จู่ๆ จะมีลูกขึ้นมาได้ยังไง ผู้ชายคนนี้ต้องการอะไรกันแน่

“เด็กคนนี้เป็นลูกของมรกตจริงๆ ครับ นี่เป็นจดหมายของเธอ” ชายหนุ่มยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆ ให้ ทับทิมรับมาคลี่ออกอ่านอย่างรวดเร็ว ลายมือที่เห็นมองแค่ปราดเดียวก็มั่นใจว่าเป็นของลูกสาวคนเล็ก สายตาของทับทิมกวาดไล่ไปทีละตัวอักษรด้วยหัวใจสั่นรัว

 

กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ที่เคารพรัก

หนูต้องกราบขอโทษที่หายหน้าไปนานถึงห้าปีโดยไม่คิดติดต่อกลับ แต่ขอให้คุณพ่อคุณแม่ได้โปรดเข้าใจด้วยว่าหนูไม่ได้ต้องการให้เป็นอย่างนั้นเลย แต่เพราะมีเหตุจำเป็นที่หนูไม่สามารถติดต่อกับใครได้เลยในระหว่างห้าปีนี้ และต่อเมื่อคุณพ่อคุณแม่ได้รับจดหมายนี้แล้ว ก็หมายความว่าชีวิตของหนูได้จบสิ้นลงไปแล้ว หนูไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกที่จะฝากฝัง เอลิเซีย ลูกสาวกำพร้าตัวน้อยที่น่าสงสาร จึงขอให้เมตตาแกด้วย

และหากชาติหน้ามีจริง หนูขอตอบแทนพระคุณของพ่อกับแม่ในชาตินั้น

                                                                                รัก

                                                                                   มรกต



จดหมายฉบับนั้นร่วงหล่นจากมือของทับทิมพร้อมกับร่างซวนเซจนสาวใช้ต้องเข้ามาประคอง แต่เจ้าตัวยกมือขึ้นมาห้าม

“มรกตมีลูกกับคุณหรือ” ทับทิมย้อนถาม ทว่ามาคัสส่ายหน้า

“ไม่ใช่ครับ เราเกือบจะรักกัน แต่บางทีอาจหมายถึงผมคนเดียวก็ได้ที่รักเธอ จู่ๆ เธอก็หายตัวไปและพึ่งกลับมาเมื่อสัปดาห์ก่อนหลังจากหายไปนานถึงห้าปีพร้อมกับเอลิเซีย เธอขอให้ผมพาลูกสาวมาให้พวกคุณเพราะเป็นญาติทางฝ่ายแม่คนเดียวที่เหลืออยู่”

ทับทิมหลับตานิ่งๆ เพื่อทำใจกับข่าวร้าย แต่อันที่จริงเธอและทุกคนในครอบครัวทำใจกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่ามรกตอาจจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วในโลกใบนี้ เพราะไม่มีใครรู้ว่ามรกตหายไปไหน ทุกอย่างไร้ร่องรอย ญาติทางฝ่ายสามีที่ฝากฝังให้ดูแลลูกสาวของเธอบอกแค่ว่ามรกตขอไปเที่ยวบ้านเพื่อนในช่วงปิดเทอมและหายตัวไป จนถึงตอนนี้ เวลาล่วงผ่านมายาวนานถึง 5 ปี

“ฉันก็เลยไม่รู้สินะว่าตลอดเวลาที่หายไป ลูกสาวฉันไปทำอะไรมาบ้าง ทิ้งไว้ก็แค่ผลพวงของความ” ทับทิมละที่จะไม่พูดคำว่าเหลวแหลกออกมา

จะว่าไปเธอก็อดเคืองลูกสาวคนเล็กไม่ได้ที่ทำให้พ่อแม่ขายหน้ามาตลอดจนกระทั่งตายไปแล้วก็ยังมีลูกที่หาพ่อไม่ได้มาประจานตัวเอง

คำตอบที่ทุกคนเฝ้าหา ในที่สุดก็วิ่งมาหาเอง

มรกตหนีไปกับผู้ชายจนท้อง!

“เธอฝากของเอาไว้ให้เอลิเซียด้วยครับ” ชายหนุ่มวางกล่องเหล็กค่อนข้างหนักที่หอบหิ้วติดมือมาด้วยลงข้างตัวเด็กหญิง เขาไม่รู้ว่าภายในนั้นบรรจุอะไรเอาไว้ ทว่าเจ้าของมันกำชับนักหนาว่าของในนี้เป็นของเอลิเซียเท่านั้น ห้ามใครก็ตามพยายามเปิดมันเป็นอันขาด

“อะไร”

“ไม่ทราบครับ แต่เธอมอบไว้ให้เอลิเซีย และห้ามเอลิเซียเปิดมันจนกว่าจะอายุ 18 ปีเต็ม” เขาบอกตามที่อดีตเพื่อนรักร้องขอ

กล่องนี้ปิดสนิทแน่นแทบหารอยผนึกไม่เจอ เขาเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อเอลิเซียโตขึ้น เธอจะเปิดกล่องนี้ขึ้นมาได้อย่างไร

“ทำอย่างกับมีสมบัติมหาศาลอยู่ในนั้น” ทับทิมอดค่อนขอดขึ้นมาไม่ได้ ที่มรกตกำชับไม่ให้ใครแตะต้องราวกับกลัวว่าเธอจะยึดสมบัติของหลานมาเป็นของตัว แต่กระนั้นก็ยังยื่นมือไปหากล่องนั้น แต่ก็ขมวดคิ้วอย่างสงสัย กล่องไร้รอยผนึกอย่างนั้นจะเปิดมันขึ้นมาได้อย่างไร

“มรกตบอกว่าเมื่อถึงเวลาเอลิเซียจะหาทางเปิดมันได้เอง” มาคัสบอกอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าผู้สูงวัยกว่าพยักหน้าเข้าใจจึงเห็นว่าควรจะถึงบทกล่าวลาเสียที หมดหน้าที่ที่เขาได้รับการขอร้องเป็นครั้งสุดท้ายจากมรกตแล้ว เขาได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว

พาเอลิเซียสู่อ้อมอกของครอบครัว….

“ขอบคุณ” ทับทิมเอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปราวๆ สองนาที เพราะมัวแต่ตกใจจึงไม่ได้เอ่ยเชื้อเชิญให้แขกนั่ง “นั่งก่อนเถอะค่ะ ฉันจะให้เด็กเอาน้ำมาให้”

“อย่าลำบากเลยครับ เพราะผมต้องกลับแล้ว ผมเพียงแต่นำตัวเอลิเซียมามอบให้ตากับยายของแก วิญญาณของมรกตคงมีความสุขที่เห็นอย่างนี้” มาคัสบอกยิ้มๆ ทำให้ทับทิมถอนหายใจแต่ไม่คิดจะรั้งเอาไว้

“ตอนนี้มรกตอยู่ที่ไหน”

“ที่เวิร์สแลนด์ครับ สุสานของเธออยู่ที่นั่น เธอคงจะดีใจมากหากวันหนึ่งมีคนในครอบครัวไปเยี่ยมเยียน” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นก่อนค้อมศีรษะเป็นการบอกลา 

“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” ทับทิมยิ้มให้

 เมื่อพ้นร่างของชายผมทองไปแล้วจึงหันมาพินิจพิจารณาเด็กหญิงที่นอนอยู่บนโต๊ะรับแขก

 แวบแรกที่ได้สัมผัสร่างนุ่มนิ่มในห่อผ้า ความรู้สึกทางสายเลือดก็ทำให้อดคลี่ยิ้มขึ้นมาไม่ได้ เด็กหญิงเอลิเซียท่าทางว่าง่าย ใบหน้าแม้จะออกไปทางตะวันตกเสียส่วนมากแต่ก็ยังมีเค้าของผู้เป็นแม่

“น่ารักจังค่ะคุณ” สาวใช้ชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วย เธอพึ่งมาอยู่ใหม่จึงไม่รู้ว่าทับทิมมีลูกสาวอีกคนหนึ่งและหายสาบสูญไปหลังไปเรียนต่อต่างประเทศ

เอิ้ก….

เสียงหัวเราะเล็กๆ ดังออกมาสร้างความเอ็นดูให้กับทับทิมไม่น้อย

“หัวเราะก็เป็นนะคะ” สาวใช้ตาโต เสียงหัวเราะของเด็กหญิงพลอยทำให้ผู้เป็นยายหัวเราะตาม และเสียงหัวเราะนั้นก็ดังพอจะทำให้เพชราต้องหยุดชะงักเท้าเมื่อเดินเข้ามา ทุกคนมัวแต่ให้ความสนใจกับทารกในอ้อมแขนของทับทิมจึงไม่ทันสังเกตว่ารถของเธอเข้ามาจอดหลังมาคัสออกไปครู่เดียว

“เด็กที่ไหนคะแม่”

“เอ่อ….” ผู้เป็นแม่เกิดอาการอึกอักขึ้นมาทันที ต่อเมื่อเห็นคำถามมากมายปรากฏขึ้นทางสายตาของลูกสาวคนโตจึงบอกเสียงอ่อย “ลูกของมรกต”

“อะไรนะ!” เพชราขึ้นเสียงสูง ทำหน้าราวกับถูกผีหลอกเพราะไม่คิดว่าจะได้ยินได้ฟังเรื่องแบบนี้ เรื่องของน้องสาวนอกคอก ทั้งที่เวลาล่วงผ่านมาถึง 5 ปี

“มีคนเอาเด็กคนนี้มาส่งพร้อมจดหมาย เด็กคนนี้เป็นลูกของมรกต”

“เขาบอกแค่นี้คุณแม่ก็เชื่อหรือคะ” หญิงสาวเสียงสูงก่อนสาวเท้าฉับๆ ไปคว้าห่อผ้าอ้อมจากมือทับทิมจนผู้เป็นยายต้องร้องตามเพราะกลัวหลานจะหลุดตกจากมือ

“เพชร เดี๋ยวหลานตก”

“คุณแม่ หลานเราหรือคะ? นี่เชื่อเข้าไปได้ยังไงว่าเด็กฝรั่งนี่เป็นหลานเรา ดูเอาเถอะ ตามันเป็นสีฟ้า ผมสีน้ำตาล มีตรงไหนที่บอกว่ามันเป็นลูกมรกต” เพชราส่ายหน้าก่อนยื่นเด็กคืนให้สาวใช้ที่รับมาอย่างตกใจ เด็กคนนี้หน้าตาน่าเอ็นดูเหลือเกิน ต่อให้ไม่ใช่หลานเธอก็คิดว่าคุณทับทิมคงรับเลี้ยง

“จดหมายนี่ ลายมือมรกตแม่จำได้” ทับทิมยื่นจดหมายให้ หญิงสาวรับไปอ่านคร่าวๆ ร่างเซไปเล็กน้อยหากมือก็ยึดพนักโซฟาเอาไว้ได้

“ถ้าเด็กคนนี้เป็นลูกมรกตจริง ก็แสดงว่ามันหนีตามผู้ชายไปจนท้องโต น่าละอายจริงๆ”

“เพชร ช่างมันเถอะ ยังไงคนก็ตายไปแล้ว ถือว่าเลี้ยงเอาบุญ” ทับทิมหว่านล้อม รู้ดีว่าการกระทำของมรกตหลายอย่างมีแต่เรื่องให้ครอบครัวอับอาย แต่ถึงยังไงนั่นก็เป็นลูกและตอนนี้ก็ได้ตายจากกันไปแล้ว เด็กคนนี้ก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองจะทิ้งก็ทำไม่ลง

“ตามใจเถอะค่ะ ระวังเถอะโตขึ้นจะทำตัวประหลาดเหมือนแม่”เพชราเบ้หน้า ไม่นึกเอ็นดูหลานสาวที่นอนมองตาแป๋วคล้ายจะร้องขอความเมตตา เพราะถึงจะมีจดหมายเขียนด้วยลายมือของน้องสาว นั่นก็ไม่ใช่เครื่องยืนยันเต็มร้อยว่าเด็กนี่เป็นหลานเธอจริงหรือเปล่า แต่ครั้นจะเอาไปตรวจเลือดก็มีแต่จะสร้างปัญหา จะเป็นยังไงหากท่านรัฐมนตรีอนันต์ ชุณยมาศย์ พาเด็กทารกไปตรวจหา DNA


“เรื่องนั้นเราค่อยแก้เถอะ”

“เพชรเตือนแล้วนะคะ คุณแม่ไม่เชื่อแล้วอย่ามาบ่นทีหลัง”เพชราบอกเสียงห้วนก่อนสาวเท้ากลับขึ้นห้องตัวเองไป ทับทิมถอนหายใจตามหลัง พลางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อน

 

นับวันมรกตผู้เป็นลูกสาวคนเล็กจะยิ่งทำตัวประหลาด นอกจากขลุกตัวเองอยู่กับโลกส่วนตัวตามลำพังแล้ว วันดีคืนดีเด็กสาวก็แต่งกายประหลาดด้วยชุดดำแต่งหน้าแบบพังก์ ลิปสติกสีแดงจัดจ้าน แต่ดวงตากลับทาสีดำสนิทเป็นประกายระยับทาทับด้วยกากเพชร สวมสร้อยระโยงระยาง ชุดก็ยาวรุ่มร่าม เมื่อประกอบเข้ากับรองเท้าหนังสีดำคล้ายรองเท้าบูทจึงดูเหมือนแวมไพร์สาวในภาพยนตร์ที่กำลังฮิตอยู่ในขณะนี้

ถ้าเธอแต่งแล้วอยู่เฉพาะในบ้าน คนในครอบครัวก็คงพอจะทำใจได้บ้าง หากจะไม่เดินออกไปนอกบ้านให้ผู้คนเขาหัวเราะนินทาว่าลูกสาวนายกอนันต์เป็นบ้า

 แม้จะได้ยินถ้อยคำนี้มาเข้าหู แต่มรกตไม่คิดจะเดือดร้อน เธอยังคงดำเนินชีวิตไปตามปกติ เพราะไม่เห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นจะเดือดร้อนใคร

“จะไปไหน หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เพชราตวาดเมื่อเห็นน้องสาวเดินลงบันไดมาและทำท่าจะเดินผ่านหน้าไป และแน่นอนว่าตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่ม และน้องสาวเธออยู่ในชุดสีดำสนิททั้งตัว

“ไปเดินเล่น” คนเป็นน้องตอบเพียงแค่นั้นแล้วทำท่าจะเดินต่อหากมือเรียวของพี่สาวคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนก่อนตวาดเสียงลั่น

“แกจะใส่ชุดนี้ออกไปข้างนอกไม่ได้”

“ทำไม!

คนเป็นพี่ขึ้นเสียงสูงแล้วทำเสียงเยาะในลำคอ เธอปรายตามองน้องสาวนอกคอกผู้ประหลาดด้วยสายตาหมิ่นหยาม “แกคิดว่าแกแต่งตัวปกติอยู่รึไง”

“พี่เอาอะไรมาวัดว่าการแต่งตัวของฉันมันไม่ปกติ มันก็แค่ผ้าสีดำธรรมดา การแต่งหน้าเหรอ ก็ฉันอยากแต่งแบบนี้ ไม่เห็นมันจะหนักหัวใคร”

“มันหนักหัวฉันนะสิ แกไม่รู้หรือว่าเราต้องอับอายแค่ไหนที่มีคนรู้ว่าแกเป็นคนของตระกูลชุณยมาศย์ บ้าจริงแม่น่าจะเอาแกไปอยู่โรงพยาบาลบ้าได้แล้วนะ” เพชราทำท่าขัดใจ

เสียงทะเลาะกันของสองพี่น้องทำให้พ่อกับแม่ที่กำลังจะออกไปงานเลี้ยงต้องรีบวิ่งลงมาห้ามทัพ

“เกิดอะไรขึ้น ทะเลาะอะไรกัน”

“คุณแม่ดูลูกสาวตัวดีเอาเถอะค่ะ ช่วยถามทีเถอะว่าจะออกไปเดินเล่นหรือว่าไปงานแฟนซี ถึงได้แต่งตัวอย่างนี้ ทุเรศสิ้นดี” เพชรากอดอกมองน้องสาวนิ่งๆ ปล่อยให้พ่อกับแม่เป็นคนตัดสินว่าระหว่างเธอกับมรกตใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายผิดและควรแก้ไข

 ดูเหมือนพ่อของเธอจะถอนหายใจอย่างหนักหน่วงก่อนนั่งลงบนโซฟาแล้วออกคำสั่งให้คนอื่นๆ นั่งตาม ความเงียบตรงเข้าครอบงำห้องรับแขกชวนให้อึดอัดใจ

“พ่อจะไม่ห้ามมรกตหรือคะ” เพชราทำลายความเงียบขึ้นเป็นคนแรก ดูเหมือนคำถามนั้นจะสร้างความเงียบงันให้คนเป็นพ่ออยู่ชั่วครู่

“พ่อจะส่งมรกตไปอยู่กับป้าอำพัน”

“อะไรนะคะ” คนประหลาดผุดลุกขึ้น ดวงตาเขียนด้วยสีดำเบิกโพลงทำให้ใบน้านั้นยิ่งดูประหลาดเข้าไปใหญ่ แม้ว่าเจ้าตัวเป็นคนสวย สวยยิ่งกว่าเพชราผู้เป็นพี่สาวมากนัก ทว่าถูกกลบด้วยเครื่องสำอางหนาหนักและเสียหายไปเพราะคำว่าตัวประหลาด

“พ่อจะให้มรกตไปเรียนต่อที่เวิร์สแลนด์ ไปพักอยู่กับป้าอำพัน” อนันต์บอกช้าๆ อย่างใจเย็น เวิร์สแลนด์ เป็นประเทศเล็กๆ ทางแถบยุโรป เป็นประเทศที่น้อยคนนักจะรู้จัก แต่เพราะพี่สาวของเขาเกิดหลงรักผู้ชายประเทศนั้นและตัดสินใจแต่งงานและย้ายไปอยู่ที่นั่น

ที่นั่นสงบ แทบไม่มีคนไทยอาศัยอยู่ มรกตจะใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุข

เด็กสาวไม่กรีดร้องฟูมฟายอย่างที่เขาคาดการณ์ หากแต่ริมฝีปากที่วันนี้ทาด้วยสีดำเม้มสนิทมีเพียงดวงตาเท่านั้นที่บอกแววเจ็บช้ำที่คนในครอบครัวหาทางผลักใสเธออยู่ตลอดเวลา

“ดีค่ะพ่อ ที่นั่นเธออยากจะใช้ชีวิตแบบพังก์ แบบยิปซีอะไรก็ตามใจ” เพชราถอนหายใจโล่งอกที่ตัวประหลาดจะออกไปจากบ้านเสียได้

“พ่อไม่ได้ขับไล่ใสส่งหรอกนะมรกต แต่ที่นั่นหนูจะได้ใช้ชีวิตอิสระอย่างที่อยากทำ และไม่เป็นปัญหากับใคร แต่ขออย่างเดียวขอให้เรียนให้จบ” ผู้เป็นพ่อบอกเพียงเท่านั้นโดยไม่คิดถามความเห็น เด็กสาวยังคงเม้มริมฝีปากแน่นไม่พูดอะไรออกมา เมื่อเห็นว่าทุกคนยังเงียบอยู่เธอจึงผุดลุกขึ้นแล้วเดินออกไป

“จะไปไหนลูก” ทับทิมถามขึ้น เธอตอบทั้งที่ไม่หันหน้ามา

“ไปเดินเล่นค่ะ”

เมื่อคล้อยหลังมรกตไปแล้วทุกคนจึงถอนหายใจออกมาเงียบๆ ราวกับได้ยกภูเขาลูกใหญ่ที่ฝังแน่นอยู่ในอกให้ออกไปได้

“แกจะยอมแน่หรือคุณ”

“ผมคุยกับพี่อำพันแล้ว ทางนั้นไม่มีปัญหาอะไร พี่อำพันไม่มีลูก แกอยากให้มรกตไปอยู่เป็นเพื่อน มรกตเองก็เข้ากับคนที่เมืองไทยไม่ได้ ไปอยู่ที่นั่นน่าจะดีขึ้น” อนันต์บอกหลังจากได้ตัดสินใจดีแล้ว

ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่ามรกตน่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นหลังไปอยู่ที่อเมริกา แต่นับจากวันนั้นทุกคนก็ไม่มีโอกาสได้พบกับเธออีก

 

8 ความคิดเห็น

  1. #2 i love werewolf (@werewolf--) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 มกราคม 2556 / 18:09
    มาต่อไวๆนะ
    #2
    0