จุมพิตในเพลิงทราย

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 422
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    14 ต.ค. 56

งานฉลองวันเกิดของอุลมานจัดเป็นการภายใน มีเพียงญาติพี่น้องที่สนิทและคนในตระกูล เบน บินฮาซิม อาหารพื้นเมืองจัดวางเอาไว้มากมาย วันนี้ชายผู้เป็นเจ้าของบ้านผ่อนปรนให้ชายหญิงได้พบปะ แต่ฝ่ายหญิงยังต้องคลุมหน้าตามประเพณี และยามรับประทานอาหารมีม่านกั้นเอาไว้เป็นสัดส่วน

ราจี๊ฟพึ่งมารู้ว่าวันนี้ว่าที่คู่หมั้นของเขาจะโชว์ระบำหน้าท้องเป็นของขวัญวันเกิดครบรอบ 61 ปีของชายผู้เป็นบิดา เขาถึงได้ตื่นเต้นนักหนา ผู้หญิงเรียบร้อยอย่างลัยลานั่นหรือจะแสดงระบำหน้าท้อง

“จริงหรือครับท่านลุง” ชายหนุ่มถามย้ำ ดุจจะให้แน่ใจว่าฟังไม่ผิดแน่

“ใช่ ลุงเองก็พึ่งรู้ ไม่น่าเชื่อว่าลัยลาจะทำได้ งานนี้จะประชันกันระหว่างตัสนีม หลานสาวของรามิลยากับลัยลา สองคนนี้ปิดหน้าปิดตา รูปร่างก็คล้ายกัน ดูไม่ออกเชียวล่ะ หากชอบใจใครก็วางดอกไม้ไว้บนถาดนางทาส สองคนนี้ชอบเอาชนะกันมาแต่ไหนแต่ไร”

ราจี๊ฟแทบอดทนรอไม่ไหว เหล่าทาสเอาเหล้าองุ่นอย่างดีเข้ามาเสิร์ฟ เนื้อกีบัสหมักเครื่องเทศทั้งตัววางบนถาดทองเหลือส่งกลิ่นยั่วยวน ผลไม่สั่งตรงจากต่างประเทศมากมายวางตรงหน้า แต่ไม่มีใครคิดอยากแตะต้องในตอนนี้ เพราะความสนใจพุ่งตรงไปที่การแสดงของสองสาว

เสียงดนตรีในจังหวะเร้าใจดังขึ้น รามิลยาแสยะยิ้ม อยากเห็นวินาทีอับอายของลูกเลี้ยงสาว และอยากให้ราจี๊ฟได้เห็นใบหน้าหวานยั่วยวนของตัสนีม ถึงจะสวยน้อยกว่า แต่ความเร้าใจชายมีมากกว่า ผู้หญิงจืดชืดอย่างลัยลา หากไม่เพราะพ่อแม่จัดหาคู่ครองให้ ใครจะอยากได้

“หนูลัยลาระบำหน้าท้องเป็นด้วยหรือจ๊ะ” นูรีนถามขึ้น การระบำหน้าท้อง ถือเป็นศิลปะการร่ายรำขั้นสูง น้อยคนนักที่จะร่ำเรียนจนรำได้อ่อนช้อยงดงาม

“แค่นิดหน่อยละจ้ะ พึ่งหัดมาวันสองวันเอง ไม่เหมือนตัสนีม รายนั้นแม่เขาให้หัดร่ายรำมาตั้งแต่เล็กๆ รับรองว่าใครเห็นจะต้องติดใจ”

“ตัสนีม ได้ยินว่าเป็นหลานคุณรามิลยา”

“ใช่ค่ะ เด็กคนนี้น่ารัก ว่านอนสอนง่าย เป็นหลานสาวที่ฉันรักมากจริงๆ หากไม่พบชายที่ดีก็ยังไม่อยากให้ออกเรือนไปไหน”

“แล้วฉันจะช่วยมองหานะจ๊ะ แต่สำหรับหนูลัยลา ฉันคงต้องขอจับจอง ลูกสาวของคุณทำให้ฉันถูกชะตา อ่อนหวานน่ารัก มีความคิดเป็นของตัวเอง แบบนี้ถึงจะออกแขกกับลูกชายฉันได้ ราจี๊ฟเขาเป็นนักธุรกิจ มีกิจการค้าขายมากมาย ภรรยาคนแรกของเขาก็ควรจะฉลาดหลักแหลม รู้จักบริหารบ้านเรือนให้ดี” นูรีนเอ่ยชื่นชมจากใจ แต่รามิลยาแค้นใจ

แต่ครั้นจะขัดก็ทำไม่ได้ เพราะถึงอย่างไร ในสายตาคนอื่นลัยลาก็คือลูกสาวของเธอ แม่จะขัดขวางไม่ให้คนชื่นชมลูกสาวตัวเองได้อย่างไร

การสนทนาของเธอทั้งสองหยุดชะงักไป เมื่อการแสดงเริ่มขึ้น สตรีสาวสวยในชุดนางระบำสีทอง และสีแดงเพลิง ช่วยขับผิวให้ขาวนวลท่ามกลางแสงไฟ เสียงลูกกระพรวนที่สวมบนข้อเท้ายามเยื้องย่างเต้นระบำเกิดเสียงกังวานน่าฟัง สองสาวส่ายสะบัดพลิ้วไหวจนคนมองแทบลืมหายใจ

ราจี๊ฟจับจ้องตาไม่กระพริบ แต่ดูไม่ออกจริงๆ ว่าคนไหนคือลัยลา เพราะเขาไม่เคยเห็นรูปร่างจริงๆ ของเธอ ชุดรุ่มร่ามที่เคยสวมใส่ปิดบังเอาไว้จนหมดสิ้น

คนชุดทอง อวบอัดมากกว่า หน้าอกทะลักล้นชุดที่สวมอยู่ ดิ้นทองที่ปักอยู่บนชุด เน้นหนักตรงร่องอกยิ่งทำให้เนินเนื้อส่วนนั้นเด่นสะดุดตา ส่วนแม่สาวชุดสีแดงเพลิง ดูร้อนแรงราวกับจะเผาผลาญผู้ชายทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ให้หลอมละลายไปกับท่าเต้นบาดตาบาดใจของเจ้าหล่อน

หน้าท้องเนียนเรียบไร้ไขมันสักเม็ดส่ายสะบัดตามจังหวะดนตรี มือเรียวยกขึ้นเหนือศีรษะยักย้ายตามจังหวะดนตรีจนเขาต้องเผลอโยกตัวตาม

ดวงตาของแม่สองสาวจับจ้องมาหาเขาพร้อมๆ กัน ต่างฝ่ายต่างพยายามส่งสายตายั่วยวนมาเต็มที่ พลอยทำให้อุลมานนั่งไม่ติด ตกใจเมื่อเห็นว่าหนึ่งในสองนางระบำคือลูกสาวของเขา สายตาของราจี๊ฟกับพี่ชายจับจ้องสองสาวไม่วางตาจนเขาต้องกระแอมขัด

ราจี๊ฟเองก็เกิดอาการหวงว่าที่คู่หมั้นของตัวเองขึ้นมาเช่นกัน แม้จะเพลิดเพลิน แม้จะตื่นตาตื่นใจไปกับการเต้นระบำยวนยั่วนั้น แต่เขาก็อยากให้การแสดงนั้นจบโดยเร็ว เพราะไม่อยากให้พี่ชายกับพ่อของเขาจับจ้องเรือนร่างของลัยลา ว่าที่ภรรยาของเขานานเกินไปนัก

เขาเกิดอาหารหวงหล่อนโดยไม่รู้ตัว

สองสาวทาบตัวไปบนพื้น ร่ายรำแข่งขันกันจนคนมองหายใจหายคอแทบไม่ทัน แม้การแสดงจะเต้นต่อไปเรื่อยๆ แต่ดวงตาของคนทั้งคู่จับจ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อกันก็ไม่ปาน

ตัสนีมนั้นแค้นใจที่ตัวเองประมาทลัยลามากเกินไป ใครล่ะจะคิดว่าผู้หญิงสนิมสร้อยอย่างลัยลาจะกล้าระบำยวนยั่วได้ถึงใจแบบนี้

 หากเธอแพ้ จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!

ที่สำคัญ ราจี๊ฟกับผู้ชายหลายคนจับจ้องมันตาเป็นมัน แย่งความโดดเด่นไปจากเธอ นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นมา นังลัยลามันไปกินยาอะไรผิดมา ถึงได้กลายเป็นคนละคนแบบนี้

สไบนางมองหน้าคู่อริหมาดๆ ด้วยแววตาเยาะหยัน ตัสนีมคงคิดละสิว่า ลัยลา สาวสวยผู้ถูกเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่ขีดขั้นด้วยกรอบประเพณี แม้จะผ่านการศึกษามาจากต่างประเทศ แต่ก็เป็นแค่วิชาการเรือน ที่เน้นสอนความเป็นกุลสตรี จะไม่กล้าทำเรื่องแบบนี้

พวกเขาคงคาดไม่ถึง ว่านี่หาใช่ลัยลาผู้อ่อนหวาน แต่เป็นสไบนาง ดาราสาวเจ้าบทบาทที่เคยสวมบทนางระบำมาก่อนเมื่อครั้งเล่นละครเวที

เธอได้ทำในสิ่งที่ลัยลาอยากทำแต่ไม่กล้า เธอรู้ว่าคู่แฝดเป็นคนที่มีความสามารถ อยากรู้อยากเห็น เป็นคนฉลาดหลักแหลม แต่น่าเสียดายที่เกิดในประเทศที่กดผู้หญิงเอาไว้อยู่กับบ้าน ทำให้ความสามารถที่ผู้หญิงมีอยู่ไม่ได้นำเอาออกมาใช้ บางทีอาจจะมากกว่าผู้ชายเสียด้วยซ้ำ

การแสดงจบลง เสียงปรบมือดังเกรียวกราวเหล่าผู้ชมออกมาวางดอกไม้ในถาดทั้งสองถาด โดยรู้ว่าใครเป็นใคร อาศัยจากความชื่นชอบการระบำเท่านั้น

สไบนางมองลุ้น ดูเหมือนถาดทองทั้งสองถาดจะมีคะแนนสูสี ราจี๊ฟสบสายตาวาวหวามเข้าหา เขาผุดลุกขึ้นยืนเป็นคนสุดท้าย แล้ววางดอกกุหลาบของตัวเองลงบนถาดทองอีกถาดหนึ่ง

เขาจำมือของเธอได้ ผิวของแม่สาวชุดแดงเป็นสีน้ำผึ้ง ขาวน้อยกว่าสาวชุดทอง และบนนิ้วขวาของลัยลา สวมแหวนทับทิมสีเดียวกับชุด

รูปร่างดีใช้ได้ หน้าอกอวบอัดทะลักทะลาย รูปร่างผ่าน ผิวพรรณผ่าน ตอนนี้ก็เหลือแต่หน้าตา ว่าจะสวยหยาดฟ้ามาดินเหมือนรูปร่างหรือไม่ เขาไม่อยากหวังอะไรมาก เพราะอุลมานกับรามิลยา ไม่ได้หน้าตาดีมากพอจะปั้นลูกสาวให้ออกมางดงามถูกใจเขาได้

นางทาสนับดอกกุหลาบทีละดอก คะแนนเป็นไปอย่างสูสี แต่ในที่สุดดอกสุดท้ายที่ราจี๊ฟนำไปวางไว้ก็เป็นตัวตัดสิน

ลัยลาชนะด้วยคะแนนนำเพียงแค่หนึ่ง!

รอยพับในดวงตาของชายหนุ่มทำให้เธอเดาได้ว่าเขาจำเธอได้ เธอลืมไปเสียสนิทว่าชุดนางระบำที่สวมใส่ เปิดเผยเรือนร่างพอสมควร แบบนี้เขาก็ได้ยลโฉมรูปร่างของเธอเข้าแล้ว

อุลมานให้เครื่องเพชรชุดใหญ่กับเธอเป็นรางวัล เป็นเพชรที่สั่งตรงจากฝรั่งเศส น้ำของมันงดงามสะท้อนแสงไฟจนไฟในอกที่เต็มไปด้วยความริษยาของตัสนีมร้อนระอุ คนแพ้ได้แค่ต่างหูทับทิม!

หลังการแสดงจบลงจึงเป็นเวลาอาหาร เหล่าสตรีถูกกันออกไปหลังม่านสีขาวเพื่อรับประทานอาหาร เหล่านางระบำที่ว่าจ้างมาต่างหากพร้อมวงมโหรีทำการแสดงและร้องขับขานไปตลอดงาน

ลัยลากับตัสนีมเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเธอยังได้เครื่องเพชรอีกชุดจากนูรีนเป็นรางวัล พร้อมกับเอ่ยชื่นชมยกใหญ่ หากรามิลยาคอยขัด

“แม่ยังเห็นว่าไม่งาม”

“หากลูกไม่งาม ตัสนีมก็คงไม่งามด้วย เพราะชุดนางระบำที่ใส่ก็เหมือนกัน เต้นเราก็เต้นเหมือนกัน จริงไหมคะท่านแม่” หญิงสาวย้อนตอบด้วยรอยยิ้ม ทำให้คนเป็นแม่หน้าชา

“แต่ตัสนีม ไม่ได้ทำต่อหน้าว่าที่คู่หมั้น รวมทั้งพ่อแม่ของเขาอย่างนี้” รามิลยาตำหนิต่อหน้านูรีน แต่ฝ่ายนั้นกลับไม่เห็นด้วย เธอมีความคิดความอ่านแตกต่างจากสตรีคนอื่นๆ

“ฉันว่าไม่เห็นจะเป็นไรนี่จ๊ะ ต้องแบบนี้แหละถึงจะมัดใจสามีเอาไว้ได้ ฉันไม่ใช่แม่สามีหัวโบราณนักหรอกนะ แต่ก็ใช่ว่าจะปล่อยปละละเลย แต่ฉันเห็นว่าผู้หญิงที่เก่งแต่เรื่องทำอาหาร ดูแลบ้านเรือน แต่เรื่องการปรนนิบัติขาดตกบกพร่องก็ทำให้สามีสรรหาผู้หญิงมาเพิ่มเติมเรื่อยๆ” นูรีนยังเข้าข้าง

“ขอบพระคุณท่านน้าค่ะ” สไบนางยิ้มประจบ ยิ้มเยาะให้ตัสนีม เผลอระเรื่อยรอยยิ้มนั้นมาให้รามิลยา ตอนนี้เธอมั่นใจแล้วว่า ฝ่ายนั้นไม่ได้มีความหวังให้กับเธอเลย

“ฉันเองรู้ตัวช้าไปสักหน่อย นอกจากสามีฉันจะมีภรรยาสี่คนครบตามหลักศาสนา แต่เขาก็ยังมีนางในฮาเร็มย่อมๆ เอาไว้ที่บ้าน ในเมื่อผู้ชายมันไม่รู้จักพอ เราก็มีหน้าที่ต้องสนอง” นูรีนหัวเราะขึ้น สไบนางมองแม่ของราจี๊ฟอย่างชื่นชม แม้จะถูกกดเอาไว้ตามประเพณี แต่นูรีนกลับมีความคิดกว้างไกลและน่าทึ่ง

ข้อดีอย่างเดียวของราจี๊ฟที่เธอมองเห็น ก็คือเขามีแม่ที่ชาญฉลาดอย่างนูรีน

หญิงสาวรินชาเฮลงในถ้วยตะไลให้อย่างเอาใจ และรินให้กับรามิลยาด้วย ภรรยาคนอื่นๆ ของฮะซันมีฮาน่าคอยบริการเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม

 

นับตั้งแต่ได้เห็นเรือนร่างอวบอัดยวนตาของลัยลา ราจี๊ฟก็ไม่เป็นอันกินอันนอน เขาแทบจะพร่ำเพ้อถึงเธอก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะหลับ จะตื่นหรือเวลากินข้าว ภาพนางระบำยั่วยวนนั่นก็คอยวนเวียนอยู่ร่ำไป เห็นแล้วพลอยทำให้อยากฉีกเสื้อผ้าที่ปักดิ้นทองระยิบระยับนั้นให้ออกจากร่างสีน้ำผึ้งนั้นเสีย แล้วขย้ำหล่อนให้แหลกคามือ

“ยูซุป” จู่ๆ เขาก็กระแทกแฟ้มงานในมือลง แล้วตะโกนเรียก พลอยทำให้ยูซุปที่นั่งทำงานอยู่ด้านนอกวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา

“ครับคุณราจี๊ฟ”

“เอารถออก ฉันจะไปบ้านนั้น” คำว่าบ้านนั้นของเขายูซุปย่อมเข้าใจดี ทว่าเวลานี้เป็นเวลาบ่าย แสงแดดยังจัดจ้า ไม่ค่อยมีใครออกจากที่พำนักโดยไม่จำเป็น รวมทั้งตัวลัยลาเองด้วย

“ไม่รอให้เย็นกว่านี้หรือครับ” ยูซุปเอ่ยปาก หากเมื่อสบสายตาดุดันนั้นก็จำต้องล่าถอยออกไปทำตามคำสั่ง เขามาถึงบ้านของอุลมาน แต่ชายผู้เป็นเจ้าของบ้านยังติดธุระเรื่องโครงการขุดเจาะน้ำมัน แต่เจ้านายของยูซุปกลับอดทนนั่งรออยู่นับชั่วโมงได้อย่างไม่น่าเชื่อ

สาวใช้คนหนึ่งเห็นราจี๊ฟในห้องรับแขกจึงรีบหลบเร้นออกไปยังตึกเล็กแล้วแจ้งความนี้กับรามิลยา ตัสนีมแย้มยิ้มยินดี เมื่อรามิลยาสั่งให้เธอเอาชารสหวานจัดไปเสิร์ฟเขาด้วยตัวเอง

"แต่ท่านป้าคะ ฉันกลัวท่านลุง” ตัสนีมแม้อยากไปใจจะขาด แต่ก็เกรงอุลมานจะไม่พอใจ

“ไม่เป็นไร ป้าจะรับผิดชอบเอง ถ้าใครมันกล้าปากมากละก็ ป้าจะสั่งตัดลิ้นมันซะ ไปได้แล้ว แต่งเนื้อแต่งตัวของเจ้าให้สวยที่สุด แล้วตามป้ามา” รามิลยาบอกขึ้น ตัสนีมจึงขอตัวไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ฮาน่ายืนแอบอขู่ข้างประตู ได้ยินได้ฟังอย่างนั้นก็แทบไม่เชื่อหู

ทำไมรามิลยาถึงต้องพาตัสนีมไปพบว่าที่ลูกเขยตัวเองอย่างนั้น ฮาน่าทนกักเก็บความอึดอัดไม่ไหว ที่สำคัญเป็นเดือดเป็นร้อนแทนนายตัวเองจึงรีบร้อนออกไปพบเจ้านายซึ่งกำลังนั่งจ้องเจ้าหน้าจอสี่เหลี่ยมนั่นอยู่นานหลายชั่วโมงแล้วภายในห้องพักส่วนตัว

“คุณหนูคะ รีบไปที่ตึกใหญ่เถิดค่ะ”

“เป็นอะไรจ๊ะฮาน่า ทำหน้าตาตื่นมาเชียว” หญิงสาวรีบตัดการสนทนากับคู่แฝดสาวทันที แล้วหันมาหาสาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ของลัยลา

“คุณรามิลยาสิคะ จู่ๆ ทำไมถึงให้คุณตัสนีมเอาชาหวานกับขนมไปเสิร์ฟคุณราจี๊ฟด้วยตัวเองก็ไม่รู้ ถ้าเป็นคุณหนูที่กำลังจะเป็นคู่หมั้นก็ว่าไปอย่าง” ฮาน่าร้อนใจ สไบนางเลิกคิ้วสูง

“เขามาที่นี่หรือ”

“ค่ะ คงมาหานายท่าน แต่ฉันกลัวคุณตัสนีมจะ” ฮาน่าอึกอัก ถึงอย่างไรตัสนีมก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของลัยลา การที่เธอจะพูดออกไปอาจเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี แต่ทว่าความเป็นห่วงและความจงรักภักดีทำให้ต้องข่มความกลัวในใจเอาไว้ เธอไม่อยากเห็นลัยลาต้องเจ็บปวด

“ช่างเขาสิ เขาอาจจะอยากมาพบตัสนีมก็ได้” สไบนางทำทีเป็นไม่สนใจ แต่หัวใจกลับรู้สึกเหมือนมีไอร้อนๆ คุกรุ่นลอยวนอัดแน่นจวนเจียนจะปะทุ

“แต่คุณหนูเป็นคู่หมั้นนะคะ”

“ยังไม่ได้เป็นนี่จ๊ะ บางทีเขาอาจจะอยากเปลี่ยนใจก็ได้ ไม่เห็นหรือว่าวันเกิดท่านพ่อ เขาจ้องตัสนีมตาเป็นมัน” สไบนางติดน้ำเสียงประชดประชันไปไม่รู้ตัว

“ใครว่าละคะคุณหนู ฉันเห็นคุณราจี๊ฟจ้องคุณหนูคนเดียว ไม่ได้มองไปทางนั้นเลย ดอกไม้ในมือท่านก็ให้กับคุณหนูเอาไว้ แต่ฉันไม่ไว้ใจคุณตัสนีม แต่ที่แปลกใจก็เพราะคุณรามิลยา” ฮาน่าเหมือนน้ำท่วมปาก จะบอกในสิ่งที่ตัวเองได้ยินก็ไม่กล้า อย่างไรรามิลยาก็คือแม่ของลัยลา

“ฮาน่า ที่นี่มีใครที่เคยอยู่มานานแล้วบ้าง นอกจากแม่ครัว” สไบนางตัดเรื่องของราจี๊ฟออกไปให้พ้นจากความคิด ตอนนี้ เธอมีหน้าที่อย่างอื่นที่ต้องทำมากไปกว่ามานั่งคิดถึงคู่หมั้นของคนอื่น

ราจี๊ฟเป็นของลัยลาข้อนี้เธอควรท่องให้ขึ้นใจ

“ไม่มีหรอกค่ะ ฉันเองก็แปลกใจเหมือนกัน มียายดานีที่แก่ที่สุด แต่ก็อยู่ที่นี่ไม่นานหรอกค่ะ ไม่รู้คนเก่าๆ ล้มหายตายจากไปไหนหมด แต่ กับยายฟาติมะ ไม่รู้จะนับหรือเปล่า”

“ใครหรือ”

“แกเป็นคนเก่าๆ ของที่นี่คะ ตอนนั้อายุจวน 60 ปีแล้ว แกเลอะเลือน จำอะไรไม่ค่อยได้ แล้วแกก็เป็นโรคผิวหนังน่าเกลียด นายท่านสงสารก็เลยให้เงินไป เห็นว่าอพยพไปหมู่บ้านจาราวา”

“หมู่บ้านจาราวา?” คิ้วเรียวขมวดมุ่น บางทียายฟาติมะอาจรู้อะไรบ้างกระมัง

“ค่ะ แต่มันไกลมาก เพราะไม่รู้ว่ายายฟาติมะแกเป็นโรคอะไรกันแน่ นายท่านก็เลยให้แกไปอยู่เสียไกล จะได้ไม่เอาโรคมาติดคนอื่น ป่านนี้แกอาจจะตายไปแล้วก็ได้” ฮาน่าบอกขึ้น ตอนที่ยายฟาติมะถูกย้ายไปนั้น เธอยังอายุแค่ 7 ขวบ จำอะไรไม่ค่อยได้นักหรอก แต่แม่เคยเล่าให้ฟัง ไม่รู้ทำไมเธอถึงจดจำยายฟาติมะได้ก็ไม่รู้ แต่แม่บอกว่ายายฟาติมะชอบเล่านิทานให้เธอกับลัยลาฟัง

“ฉันอยากไปเยี่ยมแกจริง”

“โธ่คุณหนู มันไกลมากเชียวค่ะ ต้องเดินทางรอนแรมด้วยอูฐ ผ่านโอเอซีสไม่รู้กี่โอเอซีส ที่สำคัญผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว แกคงตายไปแล้วละค่ะ” ฮาน่าหัวเราะขึ้น เพราะไม่คิดว่านายสาวจะจริงจัง

“ไม่เคยมีใครคิดไปเยี่ยมเยียนแกเลยหรือ”

“ไม่มีหรอกค่ะ แกเป็นแค่คนรับใช้นี่คะ แต่แม่เคยบอกว่า ยายฟาติมะแกเคยเป็นพี่เลี้ยงภรรยาอีกคนของนายท่าน พอป่วยหนัก นายท่านสงสาร ก็เลยให้เงินไปมากพออีกด้วย ยายฟาติมะแกชอบเล่านิทานให้คุณหนูกับฉันฟัง แต่ฉันจำไม่ได้หรอกนะคะ เพียงแต่จำจากที่แม่เล่ามาเท่านั้น”

“ภรรยาอีกคน?” สไบนางทวนคำไปมา หัวใจเต้นถี่แรงด้วยความมั่นใจว่าผู้หญิงคนนั้นจะต้องเป็นแม่ของเธอแน่ๆ เธอจะต้องตามหาฟาติมะให้พบ

หญิงสาวผุดลุกขึ้น จนฮาน่าตกใจ เมื่อถามก็ได้รับคำตอบแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ไปพบราจี๊ฟ”

“อะไรกัน” ฮาน่าเกาศีรษะ เพราะรับความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ทัน สไบนางเดินตัวปลิวไปยังตึกใหญ่ หากจะไปหมู่บ้านจาราวา เธอจะต้องอาศัยราจี๊ฟ

 

รามิลยาพูดคุยอยู่กับราจี๊ฟ ในระหว่างที่ชายหนุ่มรอพบอุลมาน ตัสนีมตามติดมาด้วย หญิงสาวคอยรินชาให้พลางสบสายตายั่วยวนเข้าหา หากเป็นเมื่อก่อนสายตาและรูปร่างยวนใจตรงหน้า คงทำให้เขาตะครุบอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่านับตั้งแต่รู้จักกับลัยลา เขากลับไม่อยากล่าใครนอกจากเธอ แม้แต่แม่ดาราสาวจอมโอหังอย่างสไบนางก็ยังไม่ทำให้เขาอยากล่าตัวหล่อนเท่านี้มาก่อน

“ฝีมือการร่ายระบำของตัสนีมเป็นยังไงจ๊ะราจี๊ฟ”

“เยี่ยมยอดเลยครับท่านป้า กับลัยลาเองก็เหมือนกัน หลานไม่คิดว่าเธอจะทำได้” ราจี๊ฟชื่นชม ทุกครั้งที่พบกัน ลัยลามักทำให้เขาประหลาดใจเสมอ

“ตัสนีมเป็นคนสอนให้นี่จ๊ะ” รามิลยาบอกขึ้น ดูเหมือนสายตาของชายหนุ่มจะจับจ้องไปหน้าประตูตลอดเวลา ไม่รู้ว่ารออุลมาน หรือรอพบใครกันแน่

“ที่หลานมานี่ หลานอยากขออนุญาตพบกับลัยลา” ชายหนุ่มบอกขึ้นตามตรง แทบไม่เหลียวมองหรือให้ความสนใจกับตัสนีม ทำให้เธอเจ็บใจ

“คงไม่เหมาะมั้งจ๊ะ อีกอย่างเห็นทีว่าวันนี้ท่านพี่คงจะค้างกับพวกคนงานขุดเจาะน้ำมัน ป้าคงอนุญาตไม่ได้หรอก” รามิลยาบอกขึ้น ทั้งที่ตัวเองกับหลานสาวยังอยู่ที่นี่

ราจี๊ฟถอนหายใจ ตั้งใจเอ่ยขอตัวกลับ ทว่าร่างบางในชุดพื้นเมืองสีน้ำผึ้งที่ปรากฏกายขึ้นก็ทำให้เขาเปิดรอยยิ้มกว้าง

“ลัยลา”

“ท่านแม่ ลูกขอพูดคุยธุระกับคุณราจี๊ฟสักครู่ แต่จะให้ฮาน่าอยู่ด้วยตลอดเวลาค่ะ” หญิงสาวเอ่ยขออนุญาต รามิลยาอยากจะขัด แต่เห็นสายตาของราจี๊ฟจึงจับต้องพยักหน้า

“ให้ตัสนีมอยู่เป็นเพื่อนไม่ดีหรือ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะท่านแม่ คุยธุระประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น คงไม่รบกวนตัสนีม” สไบนางปฏิเสธอย่างนุ่มนวล ทำให้รามิลยากับตัสนีมต้องล่าถอย

“เชิญท่านในสวนเถอะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างเป็นทางการ ราจี๊ฟลุกตาม มีฮาน่าเดินอยู่ด้านหลัง เพื่อกันคนนินทา ถึงแม้ที่นี่จะเป็นบ้านของตัวเองก็เถอะ

“คุณเต้นระบำได้สวยมาก หน้าท้องแบนราบไร้ไขมัน แขนขายาวสมส่วน หน้าอกอวบอิ่มยวนตา” เขาแสร้งเอ่ยชมซึ่งหน้าทำให้คนฟังหน้าแดง โกรธแต่พยายามสงบอารมณ์เอาไว้ เพราะต้องการขอความช่วยเหลือจากเขา ดังนั้นเขาจึงไม่เห็นเธอตอบโต้

“คุณรู้จักหมู่บ้านจาราวารึเปล่า”

“หมู่บ้านจาราวา หลังโอเอซีสฮันเรย์ มีอะไรหรือ”

“แสดงว่าท่านรู้จัก” สไบนางเปิดรอยยิ้มกว้างด้วยความดีใจ “ฉันอยากขอความช่วยเหลือจากคุณ ช่วยพาฉันไปที่นั่นได้ไหมคะ”

“ที่นั่นมันห่างไกลมาก ต้องนั่งอูฐรอนแรมท่ามกลางทะเลทรายร้อนๆ แบบนั้น คุณไปไม่ได้หรอกนะ ที่สำคัญท่านลุงไม่ยอมแย่ๆ” เขามองเธออย่างสงสัย

ฮาน่าเดินอยู่ไม่ไกลนัก จึงได้ยินถ้อยคำสนทนานั้นทั้งหมด รู้สึกตกใจที่นายสาวจะดั้นด้นออกไปพบกับยายฟาติมะจนได้ นึกแล้วอยากลงโทษตัวเองหนักๆ ไม่น่าเผลอพูดเรื่องนี้กับลัยลาเลย เธอได้แต่ภาวนาให้ชายหนุ่มปฏิเสธคำร้องขอของนายสาว

“ฉันจะขอท่านพ่อเองแต่คุณอย่าบอกท่านนะคะว่าฉันต้องการไปหมู่บ้านจาราวา ให้บอกว่าไปเที่ยวหรืออะไรก็ได้ ถ้าคุณเป็นคนออกปาก ท่านคงยอม ขอแค่มีคนติดตาม” เธอมองเขาด้วยสายตาอ้อนวอน เขาหยุดเดินเพื่อมองใบหน้าหวานดุจจะค้นหาอะไรบางอย่างในแววตา

“คุณจะไปทำไม”

“แล้วฉันจะบอกคุณเอง คุณจะพาฉันไปได้ไหมคะ” เห็นจะมีครั้งนี้ที่สไบนางยอมญาติดีกับเขา ฮาน่ามองลุ้นอยากให้ราจี๊ฟปฏิเสธใจแทบขาด

“ผมจะได้อะไรจากการช่วยคุณครั้งนี้ อย่าลืมสิ ผมเป็นนักธุรกิจ เวลาของผมทุกนาทีมีค่า การเดินทางไปหมู่บ้านที่กันดารอย่างนั้นใช้รถยนต์ไม่ได้ การเดินทางไปกลับอย่างน้อยก็ 7-10 วัน” เขาย้อนถาม พยายามพาเธอเร่งฝีเท้าให้ห่างจากฮาน่ามากที่สุด

“นานขนาดนั้นเลยหรือคะ” สไบนางตกใจ หากใช้เวลาเป็นอาทิตย์อย่างนั้น เขาไม่มีทางพาเธอไปแน่ๆ และอุลมานเองก็คงไม่ยอมอนุญาตเป็นแน่

ราจี๊ฟเห็นความผิดหวังในดวงตาคู่งามแล้วให้รู้สึกทนไม่ได้ เขาชักจะไม่เป็นตัวของตัวเองเข้าไปทุกที หล่อนทำให้เขาเสียการเสียงานมานั่งเฝ้าตั้งหลายชั่วโมง แล้วยังจะให้เขาพาไปหมู่บ้านจาราวาอันห่างไกลนั่นอีก

“ถ้าผมพาคุณไป ผมจะได้อะไรตอบแทน”

คำถามของเขาทำให้สไบนางนิ่งเงียบ เธอจะมีอะไรตอบทนเขาได้ เพราะเงินทองเขาก็มีมากจนใช้ให้หมดในชาตินี้ยังทำไม่ได้

“ไม่มี” เธอตอบขึ้นแล้วหลุบตามองต่ำ

“ผมจะช่วยคุณ แต่ผมอยากได้อะไรตอบแทนนั้น ผมยังไม่บอกคุณหรอก เอาไว้ให้ถึงเวลาแล้วจะบอก ไม่ต้องรีบร้อนนักหรอก” เขาหัวเราะขึ้นเมื่อเห็นหน้าจ๋อยๆ นั้น หากคนฟังยังไม่ไว้ใจ

“คุณจะเรียกร้องอะไร” เธอย้อนถาม ผู้ชายเจ้าชู้อย่างเขา ไว้ใจอะไรไม่ค่อยได้ หากเขาเรียกร้องจาบจ้วงเอากับเธอเหมือนวันนั้นจะเป็นอย่างไร

“เอาไว้กลับมาก่อนก็แล้วกัน”

“ได้” หญิงสาวยอมตกลง เพราะข้อเสนอของเขาคือหลังจากกลับมาจากหมู่บ้านจาราวา เมื่อนั้นเธอจะทำตามหรือไม่ก็ได้ ขอให้ได้พบยายฟาติมะก่อนก็แล้วกัน

“อย่าลืมคำพูดของคุณลัยลา แล้วผมจะคุยกับท่านลุงเอง” ชายหนุ่มบอกขึ้นอย่างมั่นใจ ว่าเขาสามารถขออุลมานให้เธอไปกับเขาได้ แต่การเสียเวลาครั้งนี้ของเขา จะต้องมีข้อแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อกันสักหน่อย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

21 ความคิดเห็น

  1. #14 ket (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 กันยายน 2556 / 09:04
    สไบนางเห็นความสำคัญของสุดหล่อเค้าแล้วล่ะซิ
    #14
    0