จุมพิตในเพลิงทราย

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 311
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    26 ม.ค. 56

ราจี๊ฟ เบน บินฮาซิม ทุบกำปั้นลงบนโต๊ะอาหารด้วยความโกรธขึ้ง นับตั้งแต่เขาโตเป็นหนุ่ม และเริ่มเรียนรู้การมีสัมพันธ์กับผู้หญิง ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เขาจะถูกปฏิเสธอย่างนี้ มันน่าอับอาย น่าขายหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของยูซุป

“ขำอะไร” เขาตวาด

“เปล่าครับคุณราจี๊ฟ แต่ผมแค่แปลกใจ ปกติไม่เคยเห็นคุณราจี๊ฟโมโหเพราะผู้หญิงขนาดนี้มาก่อน ผู้หญิงไทยคนนั้นบังอาจมากจริงๆ” ยูซุปรีบเอ่ยแก้ แม่แต่ตัวเขายังนึกทึ่ง ผู้หญิงที่ไหน เมื่อเห็นเงินวางอยู่ตรงหน้ามากมายขนาดนั้น แทบไม่มีใครกล้าปฏิเสธ

“ใช่ บังอาจมาก บังอาจที่กล้าปฏิเสธคนอย่างเรา” ราจี๊ฟคำรามลั่น ดวงตาดุจเสือร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อที่ชื่อสไบนางให้แหลกคามือ

“ผู้หญิงคนนี้อาจจะแค่เล่นตัวเพื่อเรียกร้องเงินก็ได้นะครับ” ยูซุปออกความเห็น เพราะเขาเองก็เคยเห็นแต่ผู้หญิงประเภทหิวเงิน จึงไม่คิดมองใครในแง่ดี

“งั้นให้หล่อนเพิ่มสิบห้าล้านบาทไทย จะดูซิว่ายังจะกล้าปฏิเสธอีกไหม” เขาตัดสินใจรวดเร็วฉับไว แต่คนฟังลอบกลืนน้ำลาย เพราะไม่คิดว่าเจ้านายจะยอมทุ่มเงินมากมายขนาดนั้นเพื่อนอนกับผู้หญิงคนเดียว ทั้งที่มีผู้หญิงดาหน้ามาให้เลือกมากมาย

“คุณราจี๊ฟ

“นี่เป็นคำสั่ง ฉันต้องการผู้หญิงคนนี้ นายจะทำยังไงก็ได้ให้ฉันได้หล่อนมา”

“ครับ” ยูซุปค้อมศีรษะรับคำ แต่หนักใจขึ้นมาไม่น้อยเลยกับจำนวนเงินที่มากมายอย่างนั้น แต่ในเมื่อเป็นคำสั่ง เขาเป็นแค่ลูกน้องจะกล้าขัดอะไรได้

เมื่อยูซุปออกไปพ้นแล้ว เขาจับจ้องรูปถ่ายของดาราสาวเขม็ง มือหนาอยากจะขยำรูปถ่ายเย้ายวนนั้นเสีย หากแล้วกลับทำไม่ลงจึงได้แต่คำรามในลำคอ

“เล่นตัวนักหรือสาวน้อย อยากจะรู้นัก ถ้าเห็นเงินที่ฉันให้ จะทำตาโตสักแค่ไหน คราวนี้ละ ฉันจะลงโทษเธอให้หนัก ให้สาสมกับความผิดครั้งนี้” เขาจับจ้องดวงตาดุจพญาราชสีห์เข้ากับดวงตายั่วยวนคู่นั้น แค่เพียงสัมผัสรูปถ่าย อารมณ์บางอย่างก็ก่อกวนขึ้นมาจนต้องเรียกหานะดาให้มาดับอารมณ์ร้อนๆ ที่คุกรุ่น

เขาใช้ผู้หญิงเปลืองยิ่งกว่าข้าวของเครื่องใช้ แต่นั่นย่อมไม่ผิด สังคมของอาไบย่า ผู้ชายมีสิทธิเสรีภาพมากพอ โดยเฉพาะเรื่องผู้หญิง และพวกเธอเหล่านั้นก็ล้วนเต็มใจให้เขาได้ลองลิ้มชิมรสเอง ไม่ได้บังคับเลยแม้แต่น้อย ดอกไม้งามที่ไหนก็อยากหาแจกันดีๆ เอาไว้อาศัยกันทั้งนั้น

แต่ผู้หญิงคนนี้….

ช่างกล้า!

 

ลำยองต้องตาลุกวาวอีกเป็นครั้งที่สอง เมื่อคราวนี้ทางฝ่ายนั้นเพิ่มเงินให้อีกถึง 15 ล้านบาท เงินจำนวนนี้สไบนางต้องเล่นหนักอีกกี่เรื่อง ถ่ายแบบอีกกี่เล่มถึงจะได้มา ถ้าคราวนี้หลานสาวเธอยังปฏิเสธอยู่อีกก็เห็นจะต้องเรียกควายว่าพี่แล้ว

ลำยองกระหยิ่มในใจ คิดว่ายังไงซะคราวนี้สไบนางไม่มีทางปฏิเสธ เงินตั้ง 15 ล้านบาท ใช่ว่าจะหากันมาได้ง่ายๆ บางคนทำงานทั้งชาติก็ยังไม่ได้มา

แต่แล้ว เธอกลับคิดผิดถนัด ยังไม่ทันได้บอกจำนวนเงินออกไป หลานสาวของเธอก็ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อไย ไม่ลังเลสักนิด

“นังหวาน 15 ล้านบาท” ลำยองกล่าวย้ำ

“ไม่เอา” หญิงสาวไขว้มือเป็นกากบาท ไม่สนใจสายตาละห้อยของน้าสาว สายตาละห้อยมาพร้อมกับคำบริภาษด่าทอ กล่าวหาว่าเธอโง่

“นังหวาน นังหลานโง่ เงินตั้งมากมายแบบนั้น ทำไมไม่รู้จักใช้สมองคิดมั่ง เสียดายเรียนจบปริญญา แต่โง่เหมือนเด็กอนุบาล ปีนี้แกยี่สิบกว่าแล้ว อีกหน่อยเขาก็ให้เล่นบทน้า บทแม่ เลยไปถึงป้า ถึงยายตอนนั้นแกจะเอาอะไรกิน ถ้าแกยอมตกลง แค่อาทิตย์เดียวแกก็ได้เงินมาเป็นกอบเป็นกำ ยายแกก็พลอยสบายไปด้วย” ลำยองด่าไป หว่านล้อมไปด้วย แต่หลานสาวยังยืนกรานคำเดิม

“หวานหาเงินเลี้ยงยายได้ ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าวันไหนหวานไม่มีงาน หวานก็จะเอาเงินเก็บไปลงทุนทำร้านอาหาร น้าไม่ต้องห่วงหรอกว่ายายจะลำบาก” สไบนางถอนหายใจ ไม่ว่ายังไงเธอก็จะไม่ยอมขายตัว แม้ว่าวันหนึ่งจะได้รับบทน้า บทแม่อย่างที่ลำยองขู่ไว้ก็ตาม

“จองหองเข้าไปเถอะ ไม่ได้ดั่งใจเลยนังหลานบ้า” ลำยองเสียงดัง ยายประนอมที่ทนฟังอยู่นานแล้ว ตวาดขึ้นอย่างอดไม่ไหว

“พอได้แล้วลำยอง อย่าเอาความคิดรักสบายของแกมาใส่หัวหลานข้า ถ้าแกอยากจะขายตัวนักละก็ ไปขายเอง” ยายประนอมเหลืออด ลำยองตวัดสายตามองผู้เป็นแม่แล้วค้อนให้

“ถ้าเขาเอาฉันละก็ ไม่ต้องมานั่งว่ามันอย่างนี้หรอก แม่คิดดูนะเงินไม่ใช่น้อยๆ”

“เท่าที่หวานมันหามาให้เรานี่มันยังไม่พอหรือไง แกคิดไหมละว่าถ้าไม่มีหวาน ป่านนี้เราก็ยังอยู่ในสลัม ไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้อย่างนี้หรอก” ยายประนอมอยากจะว่าลูกสาวให้เจ็บๆ แต่พูดไปก็เท่านั้น คนอย่างลำยองรักตัวเองมากกว่ารักคนอื่น

“จ้า แม่หลานคนดี หลานประเสริฐ ไม่เหมือนฉันที่ไม่เคยทำอะไรให้แม่เลย แต่จะบอกให้นะ ว่าที่ฉันคะยั้นคะยอมันให้ไปก็เพราะฉันหวังดี อยากให้มันสบาย” ลำยองบอกอย่างน้อยใจ ที่หลานกับแม่มองเธอในแง่ร้ายตลอดเวลา เธอก็แค่หวังดีไม่อยากให้หลานลำบากในอนาคต เพราะต้องเลี้ยงดูยายกับแม่ที่เป็นบ้า

“น้าลำยอง” มือเรียวแตะไปบนต้นแขนของผู้เป็นน้า แต่ฝ่ายนั้นสะบัดออก

“อย่ามายุ่งกับคนไม่ดีอย่างฉันเลย”

“อย่าพูดแบบนั้นเลยน่า หวานไม่ได้ว่าอะไรน้าสักหน่อย หวานรู้ว่าน้าหวังดี แต่หวานไม่อยากทำจริงๆ น้าเข้าใจหวานหน่อยนะ” สไบนางเสียงอ่อน เมื่อหลานสาวอ่อนข้อให้ ลำยองก็ใจอ่อน

“เออ ไม่ขายก็ไม่ขาย ตอนแก่ตัวไปอย่ามาเสียดายก็แล้วกัน”ลำยองค้อนให้

“ตอนแก่ หวานก๊อ จะพาน้าไปขายอาหารไงคะ เป็นเถ้าแก่เนี้ยไม่ดีเหรอ”

“เชอะ จะทำไปได้สักกี่น้ำ เอาเถอะๆ ฉันจะไม่หาผู้ชายดีๆ มาให้แกแล้ว ขี้เกียจจะพูด หามาให้แล้วก็ไม่เอา ไปหาอะไรมาให้ฉันกินแก้เครียดเดี๋ยวนี้เลยไป” ลำยองเกือบจะยิ้มเมื่อเจอหลานสาวออดอ้อน หากแล้วกลัวเสียฟอร์มจึงได้ทำทีเป็นโมโหกลบเกลื่อน

“จ้า เดี๋ยววันนี้ ว่าที่เถ้าแก่เนี้ย สไบนางชวนชิมจะลงครัวเอง” สไบนางว่าแล้วก็ลุกออกไปในครัว ยายประนอมมองตามยิ้มๆ สองน้าหลานถึงจะคิดไปคนละอย่าง แต่ก็รักกันดี

 

ลัยลาโทรศัพท์พูดคุยกับสไบนางอีกหลายครั้งผ่านทางโทรศัพท์ จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นติดต่อผ่านทางออนไลน์ แลกเปลี่ยนข้อมูลที่ต่างฝ่ายต่างก็ได้รู้มา แต่ทว่าไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก

“เอายังไงดี สไบนาง” ลัยลาถอนหายใจขณะมือจิ้มไปบนคีบอร์ด

“แม่ฉันไม่สบาย ป่วย แม่จำอะไรไม่ได แต่คนที่จะตอบได้คือแม่เท่านั้น บางทีถ้าแม่เห็นหน้าเธอ แม่อาจจะจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง”

“เธอคิดว่าเขาเป็นแม่ของเราหรือ?” ลัยลาย้อนถาม แต่หัวใจกระตุกด้วยความหวั่นไหว หากผู้หญิงคนนั้นเป็นแม่ของเธอกับสไบนาง แล้วรามิลยาเล่า มีความสัมพันธ์อะไรกับเธอ

“ฉันเองก็ไม่รู้ แต่ยังไงก็ยังหวังให้เขาเป็นแม่ฉัน”

“แล้วแม่ของฉันที่อยู่ที่นี่เล่า จะเป็นใคร โอ๊ยยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว”


“ฉันเองก็คิดไม่ออก แต่แม่ไม่ยอมพูดกับฉันหรอกเห็นหน้าฉันทีไรอาละวาดทุกที แต่ไม่รู้ว่าถ้าเห็นหน้าเธอแล้วจะเป็นรึเปล่า” สไบนางหนักใจ แต่ก็ไม่อาจปล่อยวางเรื่องนี้ไปได้ ทุกอย่างตอนนี้ดำมืดจนหาทางออกไม่เจอ แล้วหากเธอกับลัยลายังอยู่นิ่งกับที่ ก็ไม่มีทางหาคำตอบเจอ

“คงไม่มีใครยอมให้ฉันไปเมืองไทยไ

“ฉันเองก็มีงานเยอะ คงไปหาเธอไม่ได้ อีกอย่าง คนที่ไม่หวังดีกับเราไม่รู้ว่าเป็นใคร ถ้ามันรู้ว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ มันอาจจะตามฆ่าฉันก็ได้” สไบนางบอกขึ้น ก่อนหน้านี้เล่าเรื่องที่แม่ถูกลอบยิงให้ลัยลาฟังไปแล้ว ศัตรูอาจหมายชีวิตเครือวัลย์ หรือไม่ก็เธอเอง

“สไบนาง เธอคิดว่าไง ถ้าเราจะเปลี่ยนตัวกัน” ลัยลาเสนอ

“หา!” งได้ดาราสาวอุทาน

“คิดดูสิ ถ้าเราปรากฏตัวพร้อมกันมันย่อมไม่เป็นผลดี ในสถานการณ์ที่เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเราถึงต้องแยกกันอยู่ ทั้งที่ฉันมั่นใจว่าเราต้องเป็นฝาแฝดกัน ไม่มีใครหรอกที่นอกจากหน้าตาจะเหมือนกันมากแล้ว ยังเกิดวันปีเดียวกัน” ลัยลาให้เหตุผล

“แล้วเราจะเปลี่ยนตัวยังไง ถ้าเกิดเป็นคนไทยอยู่ใกล้กันแค่นี้ยังพอว่า แต่นี่คนละประเทศเลยนะ เปลี่ยนไปก็ถูกจับได้อยู่ดี” สไบนางยังกังวล แต่ก็เห็นด้วยว่าไม่ควรเปิดเผยให้ใครรู้ แม้แต่คนที่คิดว่าไว้วางใจได้ที่สุด แต่ปัญหามันติดอยู่ที่ว่าจะทำการสับเปลี่ยนตัวอย่างไร ไม่ให้มีใครจับได้

“เพื่อความแนบเนียน เธอต้องใช้ภาษาพื้นเมืองของเราได้ ฉันเองก็ต้องพูดภาษาของเธอได้ แต่เรื่องนั้นไม่ยาก ฉันหาครูมาสอนได้ทุกภาษาอยู่แล้ อีกอย่างฉันก็มีตัวช่วยอย่างโมริสา”

“อืมที่นี่ก็ไม่ยากหรอก มีครูสอนภาษามากมาย แต่ตอนที่ฉันไปประเทศขงเธอนี่สิ จะไปยังไง”สไบนางนิ่งคิด หากแล้วก็นึกออก “จริงด้วยสิ ไปในฐานะนักท่องเที่ยว แล้วเราค่อยแลกพาสปอร์ตกัน หน้าตาเราเหมือนกันมาก ไม่มีใครจำได้อยู่แล้ว

“วิเศษเลย ฉันเองก็อยากพบแม่ของเธอ บางทีเขาอาจจะเป็นแม่ของเรา” ลัยลาพ่นลมหายใจออกมาเงียบๆ เอไม่รู้ว่ากำลังปรารถนาให้ใครเป็นแม่ที่แท้จริงดี ระหว่างแม่ของสไบนางกับแม่ของเธอในปัจจุบัน

“และบางทีแม่ของเธอ ก็อาจจะเป็นแม่ของเราเช่นเดียวกัน”

“โชคชะตากำลังเล่นตลกกับเราละมั้งสไบนาง”

“โอเค ฉันจะหาวันหยุดไปที่ประเทศของเธอ แต่ในระหว่างนี้ เราต้องพูดภาษาของกันและกันได้ก่อน ไม่อย่างนั้นถูกจับได้แน่ๆ”

“โอเค แค่นี้ก่อนนะ ฉันรับปากจะไปกินข้าวบ้านเพื่อนของพ่อ” ลัยลาบอกลา แล้วถอนหายใจไม่อยากไปบ้านของฮะซัน เบน บินฮาซิมเลยสักนิด

 

ราจี๊ฟหงุดหงิดหนักขึ้นกว่าเดิม เมื่อเสนอเงินไปมากถึงสิบห้าล้านบาท แต่ผู้หญิงไทยคนนั้นกลับปฏิเสธ อวดดียังไงกัน ก็แค่ดาราที่โชว์เนื้อหนังให้คนทั่วโลกเห็น

“บังอาจสิ้นดี ฉันอยากจะหักคอสวยๆ ของหล่อนซะ” ชายหนุ่มคำราม

“เธอปฏิเสธครับ เห็นคนที่ผมติดต่อด้วยบอกว่า ไม่ว่าจะเสนอเงินมาเท่าไร เธอก็ไม่มีวันรับ เพราะฉะนั้นให้เราหยุดเสนอเงินให้เธอไปได้เลย”

คำตอบของยูซุปทำให้ระดับความโกรธเคืองของราจี๊ฟเพิ่มสูงขึ้น สีหน้าของเขาบึ้งตึง โลกทั้งใบเป็นสีเทา คนอย่างราจี๊ฟ เบน บินฮาซิม นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงแห่งอาไบยา สาวๆ ต่างคลั่งไคล้หลงใหล แม้แต่ดาราฮอลลีวูด หรือพริ้นเซสของหลายประเทศ เขาก็เคยควงมาแล้ว

แล้วหล่อนเป็นใครกัน ถึงกล้าปฏิเสธผู้ชายอย่างเขา อาการของเจ้านายหนามทำให้ยูซุปไม่กล้าบอกคำสั่งที่ได้รับมาจากนารีนให้ทราบ แต่ก็กลัวจะถูกตำหนิจึงต้องเอ่ยขึ้น

“คุณนารีนสั่งว่า วันนี้ท่านอุลมานจะมากินข้าวที่บ้านเราครับ พร้อมลูกสาว วันนี้ท่านอนุญาตให้คุณนารีนกับลูกสาวร่วมโต๊ะอาหาร”

“โอ๊ยนั่นละ คือสิ่งที่น่าเบื่อที่สุด ฉันไม่ชอบกินข้าวกับผู้หญิงต่อหน้าผู้ใหญ่” ราจี๊ฟตบแรงๆ ไปบนหน้าผาก วันนี้เขาต้องเผชิญหน้ากับแม่ลัยลานั่นงั้นหรือ

ลัยลาชื่อของหล่อนแปลว่า ยามราตรีกาล ตัวหล่อนคงมืดมิดเหมือนยามค่ำคืน ที่ไร้ดวงดาว ไร้เดือนมาประดับให้เกิดความงดงาม ถึงได้อยู่มาจนอายุป่านนี้ เพราะหากเป็นลูกสาวบ้านอื่น อายุขนาดนี้ก็มีลูกสาวเป็นโขยงแล้ว อย่างนี้จะไม่ให้เขาเรียกว่าสารรูปหาดูไม่ได้ จะให้เรียกว่าอย่างไร

“บอกแม่ทีว่าฉันไม่สบายมาก อยากพักผ่อน”

“คุณนารีนสั่งมาว่า ถ้าคุณราจี๊ฟบอกว่าไม่สบาย ท่านก็จะมาค้างคืนด้วยเพื่อดูแล และจะอยู่หลายวันจนกว่าคุณจะหายดี” ยูซุปบอกยิ้มๆ เพราะนารีนย่อมรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของลูกชายตัวเองดียิ่งกว่าใคร

“งั้นฉันไปกินข้าวกับแม่ดอกฟ้าราตรีนั่นดีกว่า” เขาบ่นต่ออีกหลายประโยค แล้วคว้าเสื้อคลุมเดินหายเข้าไปยังห้องอาบน้ำที่อยู่อีกมุมใกล้ห้องนอนกว้างขวาง เดินผ่านม่านยาวสีขาวกรุยกราย ทุกพื้นที่ที่ย่ำเท้าลงไปเป็นพรมเนื้อดี นุ่มระคายเคืองเท้า

 

บนโต๊ะอาหาร เขาคิดว่าจะได้พบกับแม่ลัยลา ดอกฟ้าที่มืดมิดแต่กลับมีเพียงอุลมานและลูกชายสองคนของเขาเท่านั้น คิ้วหนาเลิกขึ้นสูง ผู้เป็นพ่อจึงไขข้อข้องใจ

“หนูลัยลาไม่สบาย ปวดท้องมาก วันนี้ถึงได้มีแต่หนุ่มๆ อย่างเรา”

“งั้นหรือครับ น่าเสียดายจริง” ราจี๊ฟบอกอย่างนั้น แต่ในใจโล่งอก ยิ่งเผชิญหน้ากับฝ่ายนั้นช้าลงเท่าไร โอกาสที่เขาจะถูกบังคับให้ร่วมหัวจมท้ายกับหล่อนยิ่งจะถูกยืดออกไปเท่านั้น

“เมื่อเช้ายังดีอยู่เลยหลานชาย พอตกเย็นเกิดป่วยอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ แต่ให้หมอมาตรวจแล้ว ไม่ได้เป็นอะไรมาก ไม่ต้องเป็นห่วง” อุลมานบอกขึ้น หากคนฟังค่อนขอด

ใครห่วงหล่อนกัน!

“ครับ ขอพระผู้เป็นเจ้าประทานพรให้คุณลัยลาหายในเร็ววัน” เขาบอกตรงข้ามกับที่ใจคิด อุลมานหัวเราะขึ้นเสียงดัง

“ขอบใจมากหลานชาย ที่จริง ลุงก็มารบกวนบ้านนี้บ่อยๆ วันหลังก็เชิญกินข้าวที่บ้านด้วย ฝีมือการทำอาหารของแม่ครัวที่บ้านก็ไม่ได้ด้อยนักหรอกนะ” อุลมานเสนอ ฮะซันรีบตอบรับ

“ดีสิท่านอุลมาน อย่างนั้นคงต้องหาโอกาสไป นารีนเองก็บ่นคิดถึงหนูลัยลาตลอด ขนาดเจอกันแค่ครั้งแรก ฉันยังไม่เคยเห็นนารีนถูกใจใครขนาดนี้มาก่อน” ฮะซันเปิดประเด็นไม่อ้อมค้อม หลิ่วตามองลูกชายแล้วเบือนกลับมามองหน้าผู้ร่วมหุ้นทางการค้า

“ฮะๆ ลัยลาเป็นเด็กฉลาด เข้ากับคนง่าย”

“แบบนี้ใครได้เป็นลูกสะใภ้ก็คงเป็นหน้าเป็นตาแก่ครอบครัวนั้น ให้ฉันพูดตรงๆ เถอะนะอุลมาน ยังไงเราก็คบหาเป็นเพื่อนกันจนร่วมหุ้นกันแบบนี้ ฉันก็อยากขอถามตรงๆ บ้าง หนูลัยลามีใครมาทาบทามบ้างแล้วหรือยัง” ฮะซันไม่อ้อมค้อม ทำเอาลูกชายคนเล็กของเขาสำลักชาเฮที่ยูซุปพึ่งรินใส่ในถ้วยตะไลใบเล็กจนหน้าแดง

“ถามตรงๆ ฉันก็ตอบตรงๆ ฮะซัน ฉันยังไม่ได้ออกปากยกลัยลาให้ใคร เพราะยังไม่เห็นว่าใครจะเหมาะสมเท่า” อุลมานตอบขึ้นยิ่งทำให้ชายหนุ่มหมั่นไส้

ไม่มีใครเหมาะสม หรือเพราะไม่มีใครเอากันแน่

“แล้วลูกชายฉันล่ะ จะรังเกียจเขาไหม รับรองเลยว่าหากได้ลุกชายฉันเป็นลูกเขย ท่านจะไม่อายใคร เหมือนที้แนจะไม่อายหากได้หนุลัยลามาเป็นสะใภ้”

“ฮะๆ ใครจะรังเกียจได้เล่า”

“ยังงั้นก็ดื่มๆ ยูซุป รินชาอีก” ฮะซันกวักมือเรียกยูซุปที่ตรงเข้ามาทำตามคำสั่งอย่างรู้หน้าที่ ทุกคนหัวเราะระรื่นไปกับการดื่มสังสรรค์ หากคนกลางอย่างราจี๊ฟทำหน้าบอกบุญไม่รับ จู่ๆ พ่อก็หักหน้าเขาด้วยการทาบทาบแม่ดอกฟ้ามืดมิดคนนั้นต่อหน้าต่อตา

“แบบนี้ดื่มสุราแทนชาเฮจะไม่ดีกว่าหรือครับ ท่านพ่อ” พี่ชายของเขาเสนอ ฮะซันเห็นด้วย เมื่อประกาศิตไปไม่นานเหล้าชั้นดีก็ถูกแจกจ่าย ไม่หนำใจฮะซันเรียกให้เหล่าสาวๆ ในฮาเร็มออกมาร่ายรำให้แขกได้ชื่นชม โดยเฉพาะระบำหน้าท้องเพราะมีเหล่านางระบำถูกซื้อมาเป็นนางในฮาเร็มของเขาหลายคน

ฝีมือและลีลาอ่อนช้อย พลอยทำให้เหล่าชายชาตรีในที่นั่นเพลิดเพลิน เพราะมีทั้งอาหารตา อาหารปากให้เพลิดเพลิน แต่ราจี๊ฟกลับทำหน้าบอกบุญไม่รับ แม้ว่าแม่นางระบำนางหนึ่งจะสะบัดเร่าอยู่ตรงหน้าเขาอย่างยั่วยวนก็ตาม ในเวลานี้โลกทั้งโลกราวหล่นทับมาบนตัวเขาจนหายใจหายคอไม่ออก

21 ความคิดเห็น