จุมพิตในเพลิงทราย

ตอนที่ 4 : ตอน 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 339
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 ธ.ค. 55

เมื่อทนเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจไม่ไหว โมริสาจึงลงมือค้นหาประวัติส่วนตัวของนางเอกสาวอย่าง สไบนาง ชุตานุกุล แต่ก็ไม่ได้อะไรมากมายนัก นอกจากชื่อ นามสกุล อายุ วันเกิดและราศี รวมทั้งประวัติคร่าวๆ ว่าอยู่กับยายและน้า แต่ไม่ได้พูดถึงพ่อแม่ของดาราสาวเลย

“ไม่ได้เรื่องเลย” โมริสาบ่นพึมพำ แล้วพิมพ์ข้อความทิ้งเอาไว้ให้ลัยลา ฝ่ายนั้นก็คงจะร้อนใจ เป็นใครก็ต้องสงสัยกันทั้งนั้น ที่จู่ๆ ก็มีคนหน้าตาเหมือนตัวเองโผล่ขึ้นมา

เสียงโทรศัพท์ของเธอดังขึ้น เป็นสายจากลัยลาที่โทรข้ามประเทศมานั่นเอง ฝ่ายนั้นคงจะเห็นข้อความของเธอแล้วจึงรีบติดต่อมา

“ว่าไงโม ได้เรื่องอะไรไหมจ๊ะ”

“ได้แค่ที่ส่งให้ดูนั่นแหละ ไม่มีข้อมูลที่ลงเรื่องพ่อแม่สไบนางเอาไว้เลย ฉันก็เลยไม่รู้จะเอาจากที่ไหนมาให้เธอ นอกจากไปถามกับเจ้าตัวเขาเอง” โมริสาบอกขึ้น ทำให้คนฟังได้คิด เธอเองก็ถามเรื่องนี้กับคนเก่าแก่หลายคน แต่ไม่มีใครยอมปริปาก

“จริงด้วยสินะ ต้องถามจากเจ้าตัวเองถึงจะดีที่สุด”

“ฉันจะพยายามหาเบอร์เขามาให้ เชื่อว่าสไบนางก็คงอยากรู้เหมือนกัน ฉันพอจะมีรูปเธอตอนเราถ่ายด้วยกันที่อังกฤษ”

“ขอบใจมากนะโม รบกวนเธอแล้ว” ลัยลาเอ่ยขอบคุณ หากไม่เพราะเพื่อนรักส่งข่าว เธอก็คงไม่มีทางรู้ว่ามีดาราหน้าเหมือนอย่างสไบนางอยู่ในโลกใบนี้

เธอพยายามตัดเรื่องนี้ออกไปจากใจ แต่เอาเข้าจริงก็อดคิดไม่ได้ เรื่องหน้าตา วันเดือนปีเกิด จะให้คิดว่ามันบังเอิญ อย่างไรก็ยังยากจะคิดได้

“ไม่เป็นไร ฉันเองก็อยากรู้ งานฉันนะน่าเบื่อจะตาย มีอะไรให้ทำแก้เซ็งก็ดี” คนพูดยักไหล่แล้วหัวเราะขึ้น ดวงตาพราวไปด้วยความตื่นเต้น เหมือนได้ย้อนกลับไปวัยเด็กที่อยากเล่นบทนักสืบสาว

“ฉันจะรอนะ ระหว่างนี้จะค้นหาข้อมูลเขาไปด้วย เขาชื่ออะไรนะ ชื่อเรียกยากเสียจริง”

“สไบนาง ชื่อเล่นหวาน sweet

“อืม หวาน” ลัยลาพยักหน้ารับ แล้วหันไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับสไบนาง ยิ่งดูภาพในอิริยาบถต่างๆ ฝ่ายนั้นก็ยิ่งเหมือนเธอ

 

สไบนางแปลกใจเมื่อเลิกงานในกองถ่ายแล้วมีหญิงสาวแต่งตัวดีมาขอพบเธอ ตอนแรกนึกว่าอาจเป็นนักข่าวหรือแฟนคลับใจกล้าบางคน แต่เมื่อเดินมาใกล้ กลับไม่เหมือนทั้งสองอย่าง

“คุณต้องการพบฉันหรือคะ” สไบนางเลิกคิ้ว ฝ่ายนั้นส่งยิ้มมาให้แล้วตรงเข้ามาหา

“ค่ะ ฉันชื่อโมริสา ฉันมีธุระกับคุณนิดหน่อย พอจะมีเวลาให้ไหมคะ” โมริสาบอกขึ้นอย่างเกรงใจ ที่เธอมารบกวนโยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า

“ตอนนี้เลิกกองแล้วละค่ะ เราเคยรู้จักกันไหมคะ ขอโทษที่ถาม ฉันจำไม่ได้จริงๆ” หญิงสาวบอกขึ้น พยายามนึกว่าพบเจอเธอผู้นี้ที่ไหน ถึงได้มีธุระเอากับเธอ แต่ก็คิดไม่ออก

“ไม่หรอกค่ะ เราสองคนยังไม่เคยพบกัน หน้ากองถ่ายมีร้านกาแฟเล็กๆ เราไปนั่งดื่มอะไรหน่อยนะคะ เพราะอาจจะต้องคุยกันยาวนิดหนึ่ง”

“เอ่อ” สไบนางทำท่าจะปฏิเสธ หากแล้วก็เปลี่ยนใจเมื่อเห็นแววตาเว้าวอนของอีกฝ่าย “ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวหวานโทรบอกน้าก่อนนะคะ จะได้ไม่รอ”

“ค่ะ” โมริสาพยักหน้ารับอย่างดีใจที่ดาราสาวยอมสละเวลาให้ ทั้งที่เธอถือเป็นคนแปลกหน้า

เมื่อจัดการโทรแจ้งลำยองแล้ว สไบนางจึงออกไปร้านกาแฟพร้อมกับโมริสา เมื่อนั่งและสั่งน้ำผลไม้เย็นๆ มาดื่มกันพอให้คลายร้อนแล้ว โมริสาจึงเริ่มต้นธุระของเธอ

“เพื่อนของฉันเขาต้องการรู้จักคุณค่ะ ชื่อลัยลา อาลี คุณพอจะรู้จักไหมคะ” โมริสาถามขึ้นแล้รอคอคำตอบ ดาราสาวคิ้วขมวด ทวนช่อสองสามครั้งแล้วส่ายหน้า

“บอกตามตรงนะคะ ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”

โมริสาถอนหายใจ ล้วงเข้าไปในกระเป๋าแล้ววางรูปถ่ายสองสามใบของลัยลาขณะที่ถ่ายกับเธอที่ประเทศอังกฤษ เอาไว้ตรงหน้าดาราสาว

สไบนางขมวดคิ้วมุ่น รับมาดูแล้วเลิกคิ้วขึ้นมองคนตรงหน้า

 “ฉันไม่เคยไปอังกฤษนี่คะ และแน่ใจว่าไม่เคยถ่ายรูปกับคุณ ภาพตัดต่อรึเปล่า” คราวนี้สไบนางมองโมริสาอย่างไม่ใจ

“ไม่ใช่ทั้งสองอย่างค่ะ ไม่ใช่รูปคุณสไบนาง และไม่ใช่รูปตัดต่อ”

“หมายความว่ายังไง?”

“นี่คือ ลัยลา มูฮัมเหม็ด อาลี เพื่อนของฉันเอง เมื่อสองวันก่อนฉันมีโอกาสได้เห็นรูปคุณแล้วตกใจมาก เพราะคุรกับลัยลาหน้าตาเหมือนกันมาก ฉันถึงได้บอกเรื่องนี้กับเขา” โมริสาบอกขึ้น สไบนางพิจารณารูปถ่ายใบนั้นอีกครั้ง แล้วมั่นใจว่ามันไม่ใช่ภาพตัดต่อ

แต่ทำไมถึงได้เหมือนเธอนัก

“เหมือนมาก”

“ค่ะ เหมือนจนเราสองคนตกใจ ลัยลาเขาเที่ยวสอบถามคนที่บ้าน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าแม่ของเขามีลูกสาวอีกคนหรือฝาแฝด แต่ที่น่าแปลก ลัยลา เกิดวันที่ 24 สิงหาคม อายุ 22 ปีเท่าคุณ” โมริสาบอกขึ้นอย่างรู้ดี เพราะค้นหาประวัติของดาราสาวมาก่อนหน้านี้

“อะไรกัน โลกนี้ไม่น่ามีเรื่องบังเอิญแบบนี้” สไบนางเองก็ตกใจ จะว่าไป ยายก็ไม่เคยบอกเล่าเรื่องราวแต่หนหลังของแม่ให้เธอฟัง

“เราก็คิดอย่างนั้นค่ะ คุยกับลัยลาหน่อยนะคะ เธอรออยู่” โมริสาต่อโทรศัพท์ให้ ลัยลาเองก็รีบกดรับ หัวใจเต้นถี่ระรัวเมื่อได้ยินปลายสายตอบรับมาเป็นภาษาอังกฤษ

“ฉันสไบนางค่ะ”

“คุณหวาน” ลัยลาทักเธอด้วยชื่อเล่น จากนั้นจึงเอ่ยต่อ “คิดว่าคุณคงรู้จากโมริสาแล้ว ว่าทำไมฉันถึงต้องการคุยกับคุณ”

“ค่ะ ฉันเห็นรูปคุณ เราเหมือนกันมาก”

“ฉันอยากคิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เราก็เหมือนกันมากเหลือเกิน รวมทั้งวันเดือนปีเกิด แต่ฉันเองก็มีพ่อมีแม่ที่นี่ คนเก่าๆ ยืนยันว่าท่านไม่เคยมีลูกฝาแฝด แล้วคุณละคะ” ลัยลาเอ่ยปากถาม รอคอยคำตอบจากสไบนาง ดาราสาวนิ่งเงียบอยู่นานหลายนาทีก่อนตัดสินใจบอกตามตรง

“แม่ฉันชื่อเครือวัลย์ เป็นคนไทย แต่พ่อ ฉันไม่รู้ค่ะ”

“พ่อ? เป็นไปได้ไหมคะ ที่แม่ของคุณกับพ่อของฉันอาจจะ” ลัยลาเกรงใจจึงไม่กล้าเอ่ยต่อ แต่ในเมื่อฝ่ายนั้นยืนยันว่าไม่เคยรู้ว่าพ่อเป็นใคร มันก็อาจจะเป็นไปได้ตามที่เธอสันนิษฐาน

คำพูดประโยคนั้นของลัยลาทำให้หญิงสาวฉุกใจคิด

“จริงสิคะ ยายเคยบอกว่าแม่หายไปประเทศในแถบทะเลทรายหลายปี แล้วก็พาฉันกลับมาที่เมืองไทย” พูดไปแล้วเธอก็ต้องตกใจ หัวใจเต้นตึกตักไหวรุนแรงกับสิงที่ได้รับรู้

บางทีความจริงที่เธอค้นหามาชั่วชีวิตอาจกำลังเปิดเผยในไม่ช้า

“โองั้นก็น่าสงสัยค่ะ ฉันไม่อยากคิดในแง่ร้ายเลยว่าคุณอาจถูกลักพาตัวมา” ลัยลาปิดปากอย่างตกใจ เช่นเดียวกับสไบนางที่นิ่งงันไปนาน

แม่เกลียดเธอโยไม่ทราบสาเหตุ หรือว่าแท้จริงแล้ว เธอไม่ใช่ลูกของท่าน

“ฉัน” ดาราสาวท่าทางสับสน หัวใจหวนไห้ หากคิดว่าครอบครัวที่เธอรักและผูกพัน แท้จริงแล้วไม่ได้มีความข้องเกี่ยวกันทางสายเลือด ยายผู้ที่เธอรักยิ่งกว่าชีวิต และยายก็รักเธอปานแก้วตาดวงใจ จะไม่ใช่คนที่มีความผูกพันทางสายเลือดกับเธอได้อย่างไร

เป็นไปไม่ได้!

“ทุกอย่างเป็นแค่การคาดเดาของฉันเท่านั้นนะคะ บางทีอาจจะไม่ใช่ก็ได้” ลัยลารีบบอกเมื่อเห็นปลายสายนิ่งเงียบไป

“ไม่เป็นไรค่ะ เราควรจะสันนิษฐานเอาไว้หลายๆ ทาง ฉันจะลองถามเรื่องนี้กับยายดู” สไบนางถอนหายใจ บางทียายอาจจะไม่รู้อะไรเลยก็ได้

ความลับทุกอย่างอยู่กับแม่ ที่มีอาการทางจิต หากให้เธอรอจนแม่อาการดีขึ้น ภูเขาที่หนักอึ้งบนอกเธอคงทาบทับอยู่อย่างนั้นจนหายใจหายคอไม่ออก

“ฉันก็จะคาดคั้นเอาความจริงจากคนที่นี่ ฉันดีใจที่เราได้รู้จักกันนะคะคุณสไบนาง” ลัยลาออกเสียงชื่อเธอด้วยสำเนียงแปร่งๆ เพราะอ่านยาก บางทีเธอกับดาราผู้นี้อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับเธอ ไม่แน่สไบนางอาจจะเป็นน้องสาวฝาแฝดของเธอ แล้วถูกลักพาตัวไป

ลัยลาคาดเดา เพราะเธอสังเกตเห็นแม่ลูบคลำเสื้อผ้าของเด็กผู้หญิง บางทีก็ร้องไห้ บางทีก็ทำหน้าเศร้าๆ เธอเคยถาม แต่ท่านไม่ยอมบอก

แต่สิ่งที่เธอกังขา ทำไมทุกคนถึงต้องปิดบัง

หลังวางสาย เธอตัดสินใจเข้าไปหารามิลยาในห้อง ขณะนั้นแม่ของเธอกำลังนอนเอกเขนกให้สาวใช้นวดตัว ดวงตาหลับพริ้มอย่างสบายอารมณ์

เสียงฝีเท้าของเธอทำให้รามิลยาเปิดเปลือกตาขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงหยัดกายลุกขึ้นแล้วโบกมือให้สาวใช้ออกไป

“มีอะไรรึเปล่าลัยลา หน้าตาเหมือนไม่สบายใจ”

“คุณแม่คะ ลูกมีเรื่องอยากถาม” ลัยลาทรุดตัวลงนั่งเบื้องล่าง อันเป็นพรมสีแดงเข้มลื่นเท้าและได้รับการทำความสะอาดอย่างดี

“เอาสิจ๊ะ” รามิลยาเบือนสายตามาจับจ้องดวงตาของคนตรงหน้า ดวงตาคู่นี้ สะท้อนความเจ็บปวดของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน เธอเองไม่เคยลืม

“เรื่องน้อง”

“หืม? หมายความว่ายังไงจ๊ะ น้องที่ไหนกัน” รามิลยาหน้าเลี่ยนสี หากแล้วก็ปรับมันได้ในเวลาต่อมา

“ลูกมีน้องสาวใช่ไหมคะแม่ ลูกเห็นชุดเด็กผู้หญิงในห้องนอนแม่ และเห็นแม่แอบร้องไห้ด้วย” เธอบอกในสิ่งที่เห็น แต่ไม่เคยนึกสงสัย เพราะเคยเข้าใจว่าเป็นชุดของตัวเอง

“มันไม่สำคัญนี่จ๊ะ จะรู้ไปทำไมกัน”

“ลูกอยากรู้เท่านั้นเองค่ะ บางทีน้องอาจจะยังไม่ตายก็ได้นะคะ” ลัยลาบอกแล้วจับจ้องผู้เป็นแม่ รามิลยาปิดปากหัวเราะน้อยๆ แล้วส่ายหน้า

“เขาตายไป อย่าไปพูดถึงอีกเลยจ้ะ” รามิลยาตัดบท แต่น้ำตาคลอเอ่อ

“บางทีน้องอาจจะ

“เป็นไปไม่ได้ลัยลา แม่ไม่รู้ว่าลูกรู้อะไรมา แต่แม่เห็นกับตาว่าน้องตายแล้ว คอดียะห์ ตายตั้งแต่อายุ 3 ขวบ แม่เป็นคนอุ้มร่างเขาไปวางในโลงเอง ตอนนั้นลัยลาอายุ 5 ขวบ อาจจะจำไม่ได้” รามิลยาหลับตา ไม่อยากรื้อฟื้นความหลังให้ตัวเองต้องเจ็บปวด

5 ขวบกับ 2 ขวบ เราไม่ใช่ฝาแฝดกันหรอกหรือคะ” ลัยลาย้อนถามส่งผลให้ใบหน้าของรามิลยาจางสีลงอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่ฉายแววใจดีอยู่เป็นนิตย์แข็งกร้าว

“เอาอะไรมาพูด ฝาแฝดที่ไหนกัน”

“เอ่อ..คุณแม่ ลูกขอโทษค่ะ เพียงแต่ลูกเห็น….” ลัยลาจวนหลุดปากเรื่องของสไบนาง หากแล้วเหมอนมีอะไรบางอย่างยับยั้งเอาไว้ให้เธอหยุดชะงักประโยคที่มาจ่อถึงปากแล้วส่ายหน้า ไม่มีอะไรหรอกค่ะแม่ ลูกเพียงแต่ฝันไปเท่านั้นเอง เป็นความฝันไร้สาระเท่านั้น”

คำตอบของลัยลาพลอยทำให้คนฟังโล่งใจ รอยยิ้มหวานใจดีจึงกลับมาดังเดิม

“อย่างนั้นหรอกหรือจ๊ะ แม่นึกว่ามีเรื่องอะไรเสียอีก โธ่เอ๊ยก็แค่ความฝันนี่เอง ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ลูกอาจจะอ่านหนังสือหรือเล่นเจ้าจอสี่เหลี่ยมนั่นมากไปกระมัง คอดียะห์ อายุห่างจากลูก 2 ปี ไม่มีฝาแฝดอะไรทั้งนั้นนะจ๊ะ อย่าไปคิดมากเลย”

“คงจะอย่างนั้นคะแม่เย็นนี้ลูกจะไปตลาดกีซาร์ ท่านแม่อยากได้อะไรเป็นพิเศษไหมคะ” เธอเอ่ยถาม ตลาดกีซาร์ เป็นเหมือนห้างสรรพสินค้าของเหล่าเศรษฐี เปิดในช่วงหลังตะวันตกดินเป็นต้นไปจนค่อนคืน เป็นแหล่งจำจ่ายใช้สอยของคนมีเงิน เพราะมีเฉพาะสินค้าแบรนด์เนม และอาหารการกินเลิศหรู

ส่วนตลาดของชาวบ้านธรรมดาแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน แม้แต่อาหารการกินยังแบกะดินให้ฝุ่นทรายเกาะเล่น ความเลื่อมล้ำทางสังคมของที่นี่มีมากเกินกว่าจะแก้ไข

“แม่นึกอยากกินอินทผลัมอบแห้ง เห็นเขาว่าที่ตลาดกีซาร์เขาทำออกมารสชาติดี”

“ได้ค่ะคุณแม่ แต่ถ้าอยากกินให้ได้รสชาติ เราต้องไปเก็บเองนะคะ ลูกอายุจนป่านนี้แล้ว ยังไม่เคยนั่งบนหลังอูฐ ไม่เคยโลดแล่นบนทะเลทราย ให้สมกับเป็นคนถิ่นนี้เลย” ลัยลาทำหน้ายุ่งๆ เคยขอพ่อกับแม่ออกไปเที่ยวเล่น ใช้ชีวิตในทะเลทรายบ้าง แต่ท่านทั้งสองไม่เคยยอม

“ลองไปขอท่านพ่อดูสิ ถ้าอนุญาตละก็แม่ไม่ขัด” รามิลยาบอกง่ายๆ เพราะรู้ดีว่าอุลมานไม่มีวันอนุญาต เขารักและหลงลุกสาวคนนี้อย่างกับอะไร ในเมืองนี้จะมีผู้หญิงสักกี่คนมีการศึกษาทัดเทียมบุรุษเช่นลัยลา แต่จะมีประโยชน์อะไร เรียนไปก็ยังไม่เห็นทำประโยชน์อะไรได้

“แม่ละก็ พูดแบบนี้ลูกไม่มีทางได้ไป” หญิงสาวหัวเราะแล้วเอ่ยขอตัวออกไป ทำเป็นลืมเรื่องที่ซักถามในวันนี้ แต่แท้จริงแล้ว เธอกำลังครุ่นคิด และจะต้องหาคำตอบเรื่องนี้เองให้ได้

 

ลำยองแทบกระโดดตัวลอยด้วยความตื่นเต้น เมื่อได้รับการติดต่อจากยูซุป ชายชาวอาหรับ ว่าเจ้านายของเขาต้องการพบสไบนาง ด้วยราคาสูงลิ่ว ใช้จ่ายสบายไปได้อีกนานแสนนาน แค่อาทิตย์เดียวกับเงินสิบล้าน คุ้มแสนคุ้ม สไบนางไม่รับก็โง่เต็มทน

ลำยองรับปากเป็นหมั้นเหมาะกับยูซุป ว่าอย่างไรจะต้องพาสไบนางไปพบเจ้านายของเขาให้จงได้ เธอเองก็จะได้ค่าดำเนินการแสนงามถึงห้าแสนบาท

งานง่ายๆ รายได้งาม ขอแค่สไบนางยินยอมเท่านั้น

เมื่อทนอึดอัดไม่ไหว หลังสไบนางถ่ายละครเสร็จจึงรีบไปรับหลานสาวคนสวยทันที ท่าทางอึกอักของผู้เป็นน้าสาว ทำให้เธอต้องเอี้ยวตัวมาถาม

“น้ามีอะไรรึเปล่า”

“เอ่อ นิดหน่อย แวะกินอะไรเย็นๆ หน่อยดีกว่านะ วันนี้น้าเลี้ยงเอง” ลำยองบอกทำให้คิ้วคู่งามเลิกขึ้นอย่างแปลกใจ ตั้งแต่เป็นน้าหลานกันมา เคยที่ไหนที่น้าของเธอจะยอมควักกระเป๋าเลี้ยงหลานสาวคนนี้

“ถูกหวยเหรอ”

“เปล่าน่า” ลำยองตัดบทแล้วเลี้ยวเข้าไปในร้านกาแฟที่บรรยากาศของร้านมีความเป็นส่วนตัวพอสมควร เมื่อนั่งลงและสั่งเครื่องดื่มกันเรียบร้อยแล้ว จึงเกริ่น

“หวาน แกว่าเงินสิบล้านมันมากไหม”

“มากสิน้า ฉันทำงานมาขนาดนี้แล้ว เงินเก็บยังมีไม่กี่ล้าน ถามทำไม มีคนจ้างหวานขนาดนั้นรึไง ไม่มีใครบ้าขนาดนั้นหรอกมั้ง” หญิงสาวหัวเราะขึ้น ดื่มน้ำมะนาวไม่ใส่น้ำตาลเข้าไปจนเกือบครึ่งแก้ว แม้จะชอบอาหารรสหวาน แต่เพราะงานและหน้าที่จึงต้องอดใจควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เสมอ

“แล้วถ้าน้าบอกว่าใช่”

“หืม? งานอะไร” สไบนางเริ่มมองน้าสาวอย่างไม่ไว้ใจ


“หลานหวาน” ลำยองลากเสียงยาว หวานหยดย้อย ลองได้ใช้น้ำเสียงแบบนี้ สไบนางนึกรู้ได้ทันทีว่ามันคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรนัก

“น้าพูดมาเลยดีกว่า”

“แหม เกลียดนักเชียว คนรู้ทัน” คนเป็นน้าฟาดเบาๆ มาบนต้นแขนของหลานสาว กระแอมทีหนึ่งแล้วเริ่มเรื่อง “มีงานสบายๆ ให้ทำ เขาจ้างตั้งสิบล้าน”

“งานอะไร คงไม่ใช่งานง่ายๆ แบบที่ต้องนอนแบให้ผู้ชายตักตวงหรอกนะ แบบนั้นหวานไม่เอาแน่ๆ” หญิงสาวปฏิเสธตั้งแต่แรก จนลำยองต้องมองค้อน

“ตั้งสิบล้าน”

“ร้อยล้านหวานก็ไม่เอา”

“แค่อาทิตย์เดียวเองนะหวาน เศรษฐีน้ำมันเชียวนะ เกิดเขาถูกใจแกขึ้นมา สบายไปทั้งชาติ ใครๆ ก็อยากไปกันทั้งนั้น” ลำยองพยายามหว่านล้อม สไบนางล้วงหยิบเงินในกระเป๋า วางเอาไว้บนโต๊ะ แล้วบอกเสียงห้วนแบบไม่รักษามารยาท

“น้ำไม่ต้องเลี้ยงหวาน หวานจะไปรอที่รถ แล้วหวังว่าน้าจะไม่พูดเรื่องนี้อีก”

“นังหวาน!” ลำยองตวาดอย่างหัวเสีย เมื่อเห็นหลายคนมองมา จึงยิ้มแหยๆ แล้วเปลี่ยนโทนเสียง “หลานวาน รอน้าด้วยสิจ๊ะลูก”

หญิงสาวกลับถึงบ้านด้วยสีหน้าบูดบึ้งจนคนเป็นยายอดไม่ไหวจนต้องถาม ส่วนลำยองนั้นเพราะโกรธหลานสาวจึงขับรถออกไปเที่ยวกลางคืนคลายเครียด

“เป็นอะไรลูก ทะเลาะกับน้ามาเหรอ”

“ก็เรื่องเดิมๆ แหละยาย หวานบอกน้าลำยองตั้งลายครั้ง ว่าถึงหวานจะจน ถึงหวานจะต้องทำงานหนักตัวเป็นเกลียด แต่หวานก็ไม่คิดจะขายตัวให้ใคร” หญิงสาวยืนยันหนักแน่น มือเหี่ยวย่นจึงลูบศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเรือนผมสวย สีดำสนิทนั้นอย่างเข้าใจ

“อย่าไปถือสานังลำยองมันเลย มันก็แบบนี้ รักสบายก็เลยคิดว่าคนอื่นเขาจะพลอยรักสบายเหมือนตัวเองไปด้วย หวานปฏิเสธไป มันก็ทำอะไรไม่ได้หรอก” ยายประนอมปลอบใจ

“หวานก็คิดอย่างนั้นละคะ ดึกแล้ว นอนดีกว่านะยาย พรุ่งนี้หวานว่าจะไปเยี่ยมแม่สักหน่อย ยายไปด้วยกันไหมจ๊ะ” เธอเอ่ยชวน

“ไปสิ ยายเองก็คิดถึงนังเครือมันเหมือนกัน นังเครือมันน่าสงสาร ความสวยของมันมีภัย ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องหอบหวานหนีหัวซุกหัวซุนมา” ยายประนอมถอนหายใจ รู้สึกสงสารลูกสาวจับใจ ยี่สิบกว่าปีมาแล้วที่ต้องอยู่รักษาตัวในโรงพยาบาลบ้า เพราะเหตุใดนางเองก็สุดจะคาดเดา

“ยาย ตอนแม่มา แม่พาหวานมาคนเดียวเหรอจ๊ะ”

“ก็มาคนเดียวนะสิวะ มีอะไรหรือ” ยายประนอมสงสัย สไบนางจึงรีบส่ายหน้า

“เปล่าหรอกจ้ะ หวานแค่ถามดู เผื่อจะมีใครมาส่งแม่บ้าง” เธอปด ไม่ยอมบอกเรื่องของลัยลาให้รู้ เพราะยายเองก็คงไม่ได้รู้เรื่องราวมากไปกว่าที่เล่า “ยายจ๊ะ แม่ถูกยิงก่อนเข้าโรงพยาบาลหรือ”

“ฮื่อ ยายก็ไม่รู้ว่าใครมันช่างใจร้ายนัก มันกะจะเอาให้ถึงตาย แม่เอ็งโดนมันยิงปางตาย มันยังส่งคนมาตามฆ่าถึงโรงพยาบาล แต่ยายกลัวก็เลยพามันหนีออกมาก่อน” ยายประนอมหลับตานึกถึงภาพนาทีหวาดหวั่นขึ้นมา ขนในกายก็ลุกชันขึ้นไปด้วย

“ขนาดนั้นเลยหรือยาย” สไบนางตกใจกับข้อมูลใหม่ที่พึ่งได้รับรู้ ยายประนอมเองไม่อยากจะเล่าถึง เพราะอยากจะลืมภาพนี้ออกไปจากความทรงจำ แต่แล้วก็เผลอหลุดปากออกมาจนได้

“เมื่อก่อนบ้านเราอยู่สระบุรี หลังจากที่นังเครือมันหอบเอ็งมา มันก็เที่ยวบอกว่ามีคนตามจะฆ่า แต่ไม่มีใครเชื่อมันสักคน นอกจากบอกว่ามันเหมือนคนบ้า เที่ยวหวาดระแวงคนเขาไปทั่ว ยายเองก็เหมือนกัน นังเครือมันออกไปหางานทำ กลับมาด้วยสภาพเลือดเต็มตัวไปหมด แต่ตอนนั้นมันถูกยิงเฉียดๆ คราวนี้ยายก็เริ่มเชื่อมันขึ้นมาหน่อย เราก็รีบย้ายบ้านกันในวันนั้นเลย มันตามไปที่โรงพยาบาล ดีนะยายพามันหลบออกด้านหลัง”

ตลอดเวลาที่ยายประนอมเล่า หญิงสาวตั้งใจฟังด้วยหัวใจลุ้นระทึก ไม่คิดเลยว่าปูมหลังของแม่จะมีเรื่องราวน่ากลัวแบบนี้

“เราอยู่กันมาสงบๆ ได้เดือนเศษ นังลำยองมันก็ถูกยิง แล้วลากมันไปทิ้งแม่น้ำ แต่บุญของมันยังมี มันไม่ตาย แต่ก็อย่างที่เห็น นังลำยองมันเป็นบ้า”

“โธ่แม่” สไบนางปิดปากเพื่อกลั้นเสียงร้องไห้ ไม่คิดเลยว่าผู้เป็นแม่จะต้องผ่านชะตากรรมเลวร้ายอย่างนี้ ใครกันหนอ มันช่างใจร้ายคิดค่าแกงผู้หญิงตัวเล็กๆ ได้ลงคอ

“ยายพาเอ็งหนีมากรุงเทพฯ มันคงคิดว่าแม่เอ็งตายแล้ว ถึงได้อยู่อย่างสงบมาถึงตอนนี้”

“หวานจะต้องรู้ให้ได้ว่ามันเป็นใคร ทำไมถึงคิดร้ายกับแม่ได้” สไบนางกำมือแน่น รู้สึกโกรธแค้นแทนแม่ขึ้นมาทันที แต่ยายประนอมรีบห้าม

“อย่านะหวาน มันแล้วไปแล้วนะลูก ถ้าขืนหวานเข้าไปยุ่ง มันอาจจะมีอันตรายมาถึงตัว” ยายประนอมเตือนสติด้วยความหวังดี แต่ทว่าแววตามุ่งมั่นของหลานสาวทำให้นางหนักใจ

คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองด้วยเถิด อย่าให้สไบนางคิดทำอะไรเกินตัวเลย

“หวานก็พูดไปอย่างนั้นละยาย ผ่านมาตั้งนานนม ถึงหวานจะไปควานหาตัวมันมาก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน คนที่จะให้คำตอบได้ก็มีแต่แม่เท่านั้น” หญิงสาวหันมาส่งยิ้มประจบให้ผู้เป็นยาย ค่อยทำให้ยายประนอมหายใจหายคอโล่งขึ้น กลัวเหลือเกินว่าสไบนางจะหุนหันทำอะไรไปโดยไม่คิด

“คิดอย่างนั้นก็ดีแล้ว ไปนอนนะลูก พรุ่งนี้ยายจะทำของชอบของแม่เอ็งให้”

“จ้ะยาย” สไบนางวางแบนศีรษะลงกับตักนุ่มๆ ปากยิ้มแต่สมองครุ่นคิด

21 ความคิดเห็น