จุมพิตในเพลิงทราย

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 392
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    19 พ.ย. 56

ลัยลาตื่นขึ้นมาด้วยดวงหน้าอิดโรย เพราะเมื่อคืนนอนไม่หลับเลยตลอดจนรุ่งเช้า เพราะตื่นเต้นกับงานเดินแบบครั้งนี้ แม้ว่าโมริสาจะเปิดวีดีโองานเก่าๆ ของสไบนางให้ดูและปล่อยให้ลองซ้อมมาหลายรอบแล้วก็ตาม เธอเคยใฝ่ฝันอยากทำงานแบบนี้แต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้ลิ้มลอง

“ตายแล้วๆ ทำไมตาดำเป็นหมีแพนด้าอย่างนี้ล่ะ” ลำยองโวยวายเมื่อเห็นสภาพของหลานสาว ที่ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ มาให้แล้วเอ่ยแก้

“นอนไม่หลับค่ะ”

“โธ่เอ๊ย งานนี้มีแต่ไฮโซไฮซ้อกันทั้งนั้น จะสวยน้อยกว่าแม่พวกนั้นได้ยังไง ขายหน้าเขาตาย” ลำยองถอนหายใจ เชยคางหลานสาวให้สบตาแล้วแต่งหน้าปกปิดร่องรอยอิดโรยไว้ให้ เธอกำลังรู้สึกคว้าง เพราะโมริสาติดงานไม่สามารถมาเป็นเพื่อนเธอได้

เมื่อไปถึง พบว่านางแบบ นายแบบหลายคนเริ่มแต่งหน้ากันแล้ว เมื่อเห็นคิวยังไม่ว่างเธอจึงเดินเตร่ออกไปชมเสื้อผ้าที่แขวนไว้ให้นางแบบสวมใส่

“หายหน้าหายตาไปนานนะคุณสไบ” วินธวัฒน์ คู่กัดของสไบนางจงใจเรียกชื่อเธอไม่หมด แล้วเอ่ยถามยียวน หลังปิดกล้องละคร เขากับเธอก็เจอกันตามงานอีเว้นท์และออกรายการด้วยกันอีกหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ยังคงเป็นไม้เบื่อไม้เมากันเหมือนเดิม

น้องสาวของเขาถูกทาบทามให้เดินแบบในครั้งนี้ด้วย แต่เขาไม่อยากให้สองสาวเผชิญหน้ากันจึงเอ่ยปฏิเสธไป วิมาดาเคยรักผู้ชายคนหนึ่งมาก เกือบจะหมั้นหมายกันแล้วด้วยซ้ำ ทว่าเมื่อไอ้หมอนั่นได้พบกับสไบนางกลับเปลี่ยนใจไปเสียดื้อๆ แทบไม่เหลือเยื่อไยให้กับวิมาดา

น้องสาวเขาเสียใจจนแทบบ้า แต่หล่อนกลับเชิดหน้าชูคอบอกใครต่อใครว่ายังโสดยังไม่เคยมีคนรัก ทั้งที่ผ่านผู้ชายมาแล้วไม่รู้ว่ากี่คนต่อกี่คน

“ฉันไปเที่ยวมาค่ะ” หญิงสาวยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร ไม่มีทีท่าประชดประชัน

“ไปเที่ยว หรือว่าไปขุดทองกันแน่” เขาเปิดฉากยียวน แม้จะบอกว่าเกลียดแสนเกลียด แต่เขาก็ยังอยากตอแยเธออยู่เสมอ

“ขุดทอง?” คิ้วเรียวขมวดมุ่น

“ใช่ขุดทอง ได้ข่าวว่าไปล่องทะเลทรายมาไม่ใช่หรือ”

“ไม่ได้ขุดหรอกค่ะ โธ่ทองไม่ได้อยู่ในดินหรือในทะเลทรายนี่คะ จะได้ขุดมาได้” ลัยลาหัวเราะ ไม่ใช่การหัวเราะแบบเสแสร้ง แต่เป็นการหัวเราะออกมาอย่างขบขันแท้จริง

“เป็นอะไรของคุณ” คนเปิดฉากทะเลาะเริ่มแปลกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของนางเอกสาว หากเป็นเมื่อก่อนหล่อนคงได้กรี๊ดจนห้องแต่งตัวแทบแตก

“เปล่านี่คะ ทำไมหรือ” ลัยลายกมือขึ้นลูบหน้า ก่อนนึกได้ “อ้อ ฉันไม่ค่อยสบายนิดหน่อยค่ะ เมื่อคืนนอนไม่หลับ คุณก็เดินแบบด้วยหรือคะ”

“ก็ผมเป็นพระเอกที่เล่นละครเรื่องเดียวกับคุณ เขาก็ต้องอยากให้เดินแบบคู่กันอยู่แล้ว”

“อ้อ” หญิงสาวลากเสียงยาว ไม่รู้มาก่อนว่าเขากับคู่แฝดของเธอไม่กินเส้นกันจึงยิ้มแย้มทักทายเขาอย่างเป็นมิตร

“ถ้าฉันเดินผิดๆ ถูกๆ คุณก็ช่วยสะกิดเตือนหน่อยนะคะ” เธอบอกขึ้นแล้วยิ้มแหยๆ สร้างความแปลกใจให้กับเขาอีกเป็นครั้งที่สอง อย่างสไบนางนี่นะหรือจะเดินผิดๆ ถูกๆ จนเขาต้องสะกิด

“คุณหวาน ได้เวลาแต่งหน้าแล้วค่ะ” ช่างแต่งหน้าออกมาตาม หญิงสาวจึงเอ่ยขอตัวแล้วเดินตามช่างไป ในขณะที่วินธวัฒน์ทำหน้าเหมือนกินยาขมๆ

“กินยาผิดสำแดงมารึไงนะ”

หลังเหล่านายแบบ นางแบบพร้อมกันแล้ว งานจึงเริ่มดำเนินขึ้น สไบนางกับวินธวัฒน์ พระนางคู่ขวัญคู่ใหม่ จะเดินเป็นชุดสุดท้ายเพราะเป็นชุดฟินาเล่

หญิงสาวกำมือแน่นจนเหงื่อชื้น เย็นเยียบไปถึงปลายมือใบหน้าแม้จะแต่งแต้มสีเข้มเขาก็ยังเห็นว่ามันจางสีลงเมื่อใกล้ถึงเวลา

“เป็นอะไรของคุณ” เขาเอ่ยถาม

“ฉันตื่นเต้น” คำตอบของเธอทำให้เขาผิดคาดไปมาก ดารานงแบบที่ผ่านงานมานับไม่ถ้วนอย่างสไบนาง จะตื่นเต้นอะไรกับงานแค่นี้

“คุณพูดอย่างกับไม่เคยเดิน”

“ก็ใช่นะสิคะ งานแรก” เธอบอกแล้วนึกได้จึงเริ่มเอ่ยแก้ “ฉันไม่ได้เดินมานานแล้วค่ะ ชักเริ่มหลงๆ ลืมๆ เหมือนกัน”

คนบอกคิวให้สัญญาณ แต่หญิงสาวยังยืนเฉย จนวินธวัฒนต้องรุนหลังให้เดินออกไปพร้อมๆ กัน หัวใจของลัยลาเต้นโครมคราม ยังดีที่เดินเคียงคู่มากับเขา

 เขาเดินไปทางไหน เธอก็เดินไปด้วย จนกระทั่งมาถึงกึ่งกลางเวที เธอกับวินธวัฒน์ต้องแยกกันไปคนละทางแล้วค่อยวกกลับมาคู่กัน แต่เธอก็ยังเดินตามเขาไม่หยุด

“คุณ ไปทางขวาสิ” เขาบอกขึ้น เธอยิ้มเจื่อนๆ แล้วเดินไปทางขวาตามที่เขาบอก เพราะตั้งอกตั้งใจเดิน ท่าทางจึงดูไม่เป็นธรรมชาติอย่างที่ควรจะเป็น

“ยายหวานเป็นอะไรของมัน เดินอย่างกับเด็กแบเบาะพึ่งหัดตั้งไข่” ลำยองขมวดคิ้ว เหงื่อเริ่มซึมเมื่อเห็นหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ผู้เป็นหลานสาว

“หนูหวานเป็นอะไรไปคะคุณลำยอง ไม่สบายรึเปล่า” ใครคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น แล้วมองท่าเดินแปลกๆ ของสไบนาง ลำยองยิ้มเจื่อนๆ

“ไม่สบายนิดหน่อยค่ะ”

“ใจบุญจังนะคะ ไม่สบายจนเดินไม่ไหวก็ยังอุตส่าห์มา”

“ค่ะ ยายหวานก็แบบนี้ ขอให้เป็นงานบุญ งานกุศล ต่อให้ต้องคาสายน้ำเกลืออยู่ก็ต้องมาละค่า” ลำยองโล่งอกที่หาข้อแก้ตัวให้หลานสาวได้

ส่วนบนเวทีสไบนางเดินมาบรรจบกับวินธวัฒน์อีกครั้ง แล้วจูงมือเดินไปกลางฟลอร์ พร้อมกับที่โสมชบา เจ้าของห้องเสื้อเดินออกมา เสียงปรบมือดังขึ้นกึกก้อง ดังพอๆ กับหัวใจของลัยลาที่เต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี

“ขอบคุณนะคะคุณ” เธอเดินมาหาวินธวัฒน์ภายหลังเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเสร็จ ลืมถามว่าเขาชื่ออะไร แต่ครั้นจะถามออกมาก็กลัวเขาจะสงสัย เพราะเคยร่วมงานกับสไบนางมาก่อน

“ผมไม่ได้ทำอะไรสักหน่อยนี่”

“ทำไมจะไม่ทำละคะ ถ้าคุณไม่บอกให้ฉันเดินไปทางขวา ฉันก็คงเดินตามคุณต้อยๆ หมู่นี้เบลอๆ น่ะค่ะ ไม่ได้เดินตั้งนาน” เมื่อเห็นเขาทำหน้าสงสัยจึงเอ่ยแก้

“ไม่คิดว่าจะได้ยินคุณพูดแบบนี้” เขายิ้มเยาะ แล้วเดินออกไป ปล่อยให้เธอมองตามอย่างสงสัยกับท่าทีไม่เป็นมิตรของเขา เห็นทีเธอจะต้องซักถามสไบนางถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ว่าเป็นอย่างไรกันแน่

 

สไบนางดีใจอย่างที่สุดที่พ่อของเธออนุญาตให้ออกเดินทางท่องเที่ยวในทะเลทรายร่วมกับราจี๊ฟ เธอไม่รู้ว่าเขาหว่านล้อมอุลมานอย่างไร เขาถึงได้ตกลงใจอย่างง่ายดาย แต่ก็ปัดความคิดสงสัยออกไปให้พ้นตัว เขาจะพูดอะไรก็ช่าง ขอให้เธอได้ไปก็แล้วกัน

หญิงสาวตื่นเต้นไม่น้อย การเดินทางครั้งนี้นอกจากจะได้พบกับยายฟาติมะแล้ว เธอก็ยังจะมีโอกาสได้ท่องเที่ยวในทะเลทราย เธอนั่งมองฮาน่าจัดเตรียมข้าวของด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข

“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่านายท่านจะอนุญาตให้คุณหนูไป” ฮาน่าจัดเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้จำเป็นลงในกระเป๋าใบย่อมให้นายสาว ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือของกิน ในทะเลทรายอย่างนั้น เธอยังนึกไม่ออกเลยว่าจะหาอาหารการกินอย่างไร

“นั่นนะสิ” หญิงสาวยักไหล่ เท้าคางมองกระเป๋าเดินทางตาแป๋ว

“แสดงว่านายท่านไว้ใจคุณราจี๊ฟมากทีเดียว”

“เขาน่ะไว้ใจได้น้อยที่สุดในบรรดาผู้ชายทั้งโลกเชียวล่ะ ฮาน่าจำเอาไว้นะว่าเธออย่าไปไหนไกลฉัน เธอต้องอยู่ใกล้ฉันตลอดเวลา” เธอออกคำสั่งเอาไว้ล่วงหน้า เพราะไม่ไว้ใจราจี๊ฟ เขาชอบหาโอกาสลวนลามเธออยู่เสมอ แล้วร่างกายเธอมันก็มักจะเผลอทรยศเสียทุกที

“ฉันจะอยู่กับคุณหนูตลอดค่ะ ฉันเองก็กลัวนายท่านเหมือนกัน” ฮาน่ารีบรับปากรับคำเป็นอันดี เพราะได้รับคำสั่งจากผู้เป็นนายมาอีกทอดหนึ่ง

เสียงฝีเท้าเดินมาหยุดหน้าห้อง พลอยทำให้การสนทนาหยุดชะงักไป รามิลยาเข้ามาพร้อมตัสนีม ฮาน่าเฝ้ามองอย่างขบคิด

น่าแปลกที่คุณรามิลยาให้ความสนิทสนมกับตัสนีมมากกว่าลูกสาวของตัวเองเสียอีก

“ท่านแม่” สไบนางลุกขึ้นยืนต้อนรับ รอให้สตรีร่างท้วมนั่งลงบนปลายเตียงของเธอ จึงนั่งตาม ในขณะที่ตัสนีมเพียงแค่หยุดอยู่ใกล้ๆ ผู้เป็นป้า ดวงตาของรามิลยาจับจ้องกระเป๋าเดินทางของลูกเลี้ยงเขม็ง

“แม่ยังเห็นว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่เหมาะ แม่จะให้ตัสนีมไปด้วย” รามิลยาบอกขึ้น ทำเอาคนฟังหน้าเสีย เธอไปครั้งนี้ต้องการไปหมู่บ้านจาราวา หากตัสนีมรู้ รามิลยาก็ต้องรู้

“แต่

“ลูกอย่าหัวดื้อนักเลยลัยลา อย่าถือว่าพ่อตามใจแล้วอยากจะทำอะไรก็ได้ แม่เป็นแม่ของเจ้า จะไม่เชื่อกันบ้างหรือยังไงกัน” รามิลยาเสียงแข็ง เธอจึงไม่อาจขัดคำสั่งได้ จึงได้แต่รับปากเงียบๆ

“ค่ะ”

“ดีไปเตรียมตัวเถอะตัสนีม พรุ่งนี้ต้องรีบออกเดินทางแต่เช้า” รามิลยาพยักหน้าให้ตัสนีม หลานสาวของเธอหันมายิ้มเยาะให้สไบนางอย่างผู้ชนะ

 เธอจะใช้โอกาสนี้ใกล้ชิดกับราจี๊ฟ ให้เขาหลงใหลในตัวเธอ แค่เขาติดกับเสน่ห์ของเธอ หนทางที่จะได้เป็นภรรยาคนที่หนึ่งของเขาไม่ใช่เรื่องยาก ถึงอย่างไรเธอก็เป็นหลานสาวแท้ๆ ของรามิลยา หากเขากับเธอทำอะไรเกินเลยกันแล้ว เขาจะต้องรับผิดชอบ

“เฮ้อ” ฮาน่าถอนหายใจ

“ฉันอยากถอนหายใจมากกว่าเธอสักพันครั้ง งานนี้ไม่สนุกแน่”

“ไม่สนุกตั้งแต่คืนนี้เลยละค่ะคุณหนู” ฮาน่าทำหน้ายุ่งยากใจ ไม่อยากคิดเลยว่าคนไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไรสองคนมาร่วมเดินทางด้วยกัน จะเป็นอย่างไร คงสนุกพิลึกล่ะ

 

ราจี๊ฟอารมณ์ดีมากเป็นพิเศษ เพราะพรุ่งนี้แล้วที่เขาจะได้เดินทางไปท่องเที่ยวในทะเลทรายร่วมกับลัยลา เขาเองก็ทำงานหนักมานาน แทบไม่มีเวลาพักผ่อน นานแล้วที่ไม่ได้เดินทางท่องเที่ยวไปตามแหล่งคาราวานต่างๆ นอกจากสมัยที่ยังเป็นหนุ่มน้อยไม่มีงานให้รับผิดชอบ

ตอนนั้นเขากับยูซุป ท่องเที่ยวไปยังดินแดนแห้งแล้ง แต่มีเสน่ห์มนต์ขลังอย่างน่าทึ่ง ลูกผู้ชายเผ่าทะเลทราย หากไม่เคยใช้ชีวิตเยี่ยงบรรพบุรุษเลยก็เสียชาติเกิด ถึงเขาจะเกิดและโตในครอบครัวที่เลี้ยงดูมาอย่างสุขสบาย แต่ก็ใช้ชีวิตกินนอนในทะเลทรายมาหลายครั้ง เขาจึงไม่ห่วงในเรื่องของอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับลัยลา เขามั่นใจว่าอย่างไรเสียก็ปกป้องดูแลเธอได้

แต่เขาไม่ชอบใจอยู่บ้าง ตรงที่ขบวนติดตามลัยลามีมากไปสักหน่อย เขาจะหาโอกาสอยู่กับเธอตามลำพังได้อย่างไร เขายังต้องการเรียกร้องค่าเหนื่อยและค่าเสียเวลาจากเธอ

แบบนี้ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องใช้กลมายา

ราจี๊ฟใช้สมองอันชาญฉลาดขบคิด ไม่นานก็ดีดนิ้วเปาะ แผนการอันแยบยลของเขา รับรองว่าคราวนี้ลัยลาจะต้องยอมสยบ

“ฮะๆ” ชายหนุ่มหัวเราะอยู่คนเดียวด้วยสีหน้ามีความสุข จากนั้นจึงโทรศัพท์หาลูกน้องของเขาหลายคนด้วยกัน งานนี้แผนจะสำเร็จจำเป็นต้องมีผู้ช่วย

แค่คิด หัวใจและร่างกายของเขาก็กระชุ่มกระชวยราวเด็กหนุ่มที่หัดมีความรัก

 

การเดินทางที่สไบนางรอคอยเดินทางมาถึงในที่สุด ทุกคนตื่นเต้นกันใหญ่ โดยเฉพาะเธอกับฮาน่า ที่เมื่อคืนนี้แทบไม่ได้นอนเพราะมัวแต่นึกภาพการใช้ชีวิตรอนแรมในทะเลทราย

 แต่สำหรับตัสนีมแล้วต้องคิดหนัก เพราะกลัวว่าแสงแดดจะทำให้ผิวเนียนๆ ของเธอต้องพลอยเสีย เพราะการเดินทางแบบนี้ต้องนั่งบนหลังอูฐตลอดเวลา ไม่รู้ว่าจะหลบแดดตรงไหนได้ นี่ถ้าไม่หวังใกล้ชิดกับราจี๊ฟละก็ ไม่มีทางเสียล่ะที่เธอจะยอมไป ทั้งร้อนทั้งเหนื่อย น้ำจะอาบ จะดื่มกิน ยังไม่รู้เลยว่าจะมีรึเปล่า

ราจี๊ฟอยู่ในชุดทะเลทรายอย่างเตรียมพร้อมในการออกเดินทาง แต่เหล่าผู้หญิงยังใส่ชุดตัวยาวรุ่มร่ามเหมือนเดิม ตอนแรกสไบนางจะสวมชุดกางเกงให้ดูทะมัดทะแมง แต่เขากลับสั่งให้เธอสวมชุดเดิม ให้เหตุผลว่าชุดที่สวมอยู่นั้นเก็บกักความชุ่มชื่นในร่างกายเอาไว้ได้ดี ผ้าคลุมหน้ารวมทั้งฮิญาบที่สวมช่วยบดบังแสงแดดเอาไว้ได้เป็นอย่างดี แม้จะไม่เห็นด้วยนัก แต่เธอไม่อยากขัดใจเขาในเวลานี้จึงยอมทำตาม

ทางด้านเธอมีคนเดินทางหกคน มีเธอ ฮาน่า ตัสนีม และคนรับใช้ชายสอง หญิงหนึ่งคน ส่วนทางราจี๊ฟ มีแค่เขากับยูซุปเท่านั้น นอกนั้นเป็นอูฐที่ใช้สำหรับการเดินทาง

รามิลยาสั่งความกับหลานรักหลายอย่าง แต่กับเธอแค่บอกลาไม่กี่ประโยค ส่วนอุลมานนั้นไปติดต่องานที่ต่างประเทศ กว่าจะกลับก็ราวๆ 1 สัปดาห์ ซึ่งได้ฝากฝังเธอเอาไว้กับราจี๊ฟมาก่อนหน้านี้แล้ว

เดินทางในช่วงแรกเป็นการนั่งรถจี๊ปจากทางบ้านของเธอ ส่วนอูฐซึ่งเป็นพาหนะในการเดินทางลูกน้องเขานำไปไว้รอแล้ว

“พร้อมไหม” เขาเอ่ยถามเมื่อเปิดประตูรถให้ หญิงสาวยกมือป้องหน้า แม้ว่าตอนนี้จะเป็นเวลาแค่ 7 โมงเช้าแต่แสงแดดกลับจัดจ้าอย่างน่ากลัว

อูฐมีทั้งหมดสี่ตัว สำหรับคนทั้งหมดและเสบียงอาหาร น้ำดื่ม ตัสนีมพยายามร้องขออยากนั่งอูฐตัวเดียวกับราจี๊ฟทว่าเขาหาทางบ่ายเบี่ยงไปจนได้ พาหนะทั้งสี่ตัวจึงถูกจัดให้เขากับสไบนางหนึ่งตัว ตัสนีมกับยูซุป และทาสชายกับฮาน่า อีกสองคนที่เหลือนั่งอูฐที่ใช้สำหรับขนเสบียง

เบื้องหน้าแสงแดดเต้นระยิบระยับจนตาพร่า ราจี๊ฟนั่งตอนหน้าบังคับอูฐด้วยตัวเอง ส่วนเธอนั้นนั่งบนแคร่ มีม่านช่วยบดบังแสงแดด แต่กระนั้นก็ยังต้องหลบลมร้อนๆ ที่พัดเข้ามาปะทะใบหน้า เธอเคยอ่านเฉพาะในหนังสือ หรือไม่ก็ดูจากละคร ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีโอกาสใช้ชีวิตแบบนี้

เธอมองแผ่นหลังตรงแน่วนิ่งของเขาด้วยความรู้สึกแปลกๆ ในยามนี้เขาเปลี่ยนจากผู้ชายขี้เล่น เจ้าชู้ กลายเป็นผู้ชายเคร่งขรึมเอาจริงเอาจัง เพราะชีวิตของคนที่เหลือฝากเอาไว้กับเขา

ทำไมเขาต้องมาทำอะไรบ้าๆ แบบนี้ เขาก็ยังบอกตัวเองไม่ถูก เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าเธออยากไปหมู่บ้านจาราวาทำไม

เครื่องแต่งกายของเขาดูแปลกตา ฮาน่ากระซิบบอกเมื่อเธอถาม ว่าเสื้อที่เขาใส่นั้นเรียกว่าอาบายา เป็นเสื้อตัวยาวคล้ายเสื้อคลุม ส่วนเสื้อตัวในนั้นเรียกว่ากัมบาซ

ราจี๊ฟบังคับอูฐให้เดินลัดเลาะไปตามทางเดินคดเคี้ยว ทั้งที่เธอมองไปก็เห็นทะเลทรายเหมือนกันไปหมดสุดลูกหูลูกตา ดวงอาทิตย์ทอแสงร้อนแรงในเวลา 9 โมงเช้า เสียงอูฐร้องเบาๆ เมื่อเขากระตุ้นบังเหียนให้มันเดินตรงไปยังทิศทางที่ต้องการ

เธอเห็นเขาใช้ผ้าเช็ดหน้าปาดเหงื่อ อดรู้สึกเห็นใจเขาขึ้นมาไม่ได้ ที่ต้องมาลำบากครั้งนี้ก็เพราะมีเธอเป็นต้นเหตุ เขาตากแดดร้อนแรง แต่เธอกลับนั่งสบายบนหลังอูฐ

“ราจี๊ฟคะ” เธอเรียกเขาเสียงหวานเป็นครั้งแรก แล้วชะโงกหน้าออกไปถาม “หิวน้ำรึเปล่า”

“ยังหรอก อีกราวๆ  5 กิโลเมตรถึงจะมีโอเอซีส ทนไหวใช่ไหม” เขาเอี้ยวตัวมาถามอย่างอาทร ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในทันที

“ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่คุณสิคงร้อนแย่”

“ไม่หรอก ผมกับยูซุป เคยเดินทางรอนแรมกันอย่างนี้บ่อยๆ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” ชายหนุ่มเบือนหน้ากลับไปจับจ้องยังทิศทางเบื้องหน้า เธอดื่มน้ำที่เตรียมมา กลิ่นอูฐไม่ค่อยดีนักทำให้เธอเริ่มคัดจมูก ยามมันโยกตัว ร่างกายเธอโอนเอนไปมาจนต้องจับยึดแคร่เอาไว้มั่น

ความเงียบเข้าครอบงำทั่วทั้งผืนทราย เธอปรารถนาให้เขาเป็นคนขี้เล่นอย่างเดิมมากกว่าเป็นผู้ชายเคร่งขรึมชวนให้อึดอัดใจ เวลายิ่งผ่านไปนานเท่าไร ความร้อนยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ตอนนี้เธอได้แต่ปลอบใจตัวเองด้วยการนึกถึงสายฝนพรำๆ แล้วนอนฟังเสียงยายเล่านิทานให้ฟัง

“ยายจ๋าหวานคิดถึงยายเหลือเกิน” หญิงสาวเผลอตัวร้องไห้ออกมาเงียบๆ เมื่อไรที่ได้พบกับยายฟาติมะ ทุกอย่างจะคลี่คลายว่าใครกันคือแม่ของเธอ รามิลยาหรือเครือวัลย์ และใครที่ส่งคนตามฆ่าฌะอกับเครือวัลย์จนแทบเอาชีวิตไม่รอด

 เธอจะต้องเรียกร้องความยุติธรรมกลับมาให้จงได้

ด้านหลัง อูฐอีกสามตัวทิ้งระยะห่างมากพอสมควร หญิงสาวถอนหายใจ เขาไม่คิดจะพูดหรือซักถามอะไรให้เธอหายเครียดบ้างหรืออย่างไรกันนะ ดวงตาสีสนิมยังจับจ้องไปยังผืนทรายไม่พูดไม่จา

 พื้นเบื้องหน้ายังเป็นทะเลทรายแห้งแล้ง มีหญ้าทนแล้งขึ้นเป็นหย่อมๆ มีสีเขียวเฉพาะปลายยอด

“โอ๊ยร้อนจริงๆ ยูซุป ไม่คิดจะหยุดพักหรืออย่างไร” ตัสนีมเริ่มโวยวาย เมื่อแสงแดดทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น แม้ว่าเธอจะหลบไปตรงไหน แสงแดดมันก็ยังสาดจับต้องผิวกายของเธออยู่นั่นเอง

“พักไม่ได้หรอกครับคุณตัสนีม เราพึ่งเดินทางมาไม่กี่กิโลเมตร ถ้าเราพักจะทำให้การเดินทางล่าช้าออกไปอีก อีกอย่างโอเอซีสที่ใกล้ที่สุด เรายังเดินทางมาได้แค่ครึ่งทาง”

“ทำไมเราจะต้องเดินทางเอาจริงเอาจังขนาดนั้นด้วย ก็แค่ท่องเที่ยวในทะเลทรายไม่ใช่เหรอ”

“เราต้องเดินทางไปหมู่บ้านจาราวาไม่ใช่หรือครับ ไปกลับต้องใช้เวลาหลายวัน คุณราจี๊ฟยังมีงานต้องสะสางอีกมาก แต่เพราะคุณลัยลาเธออยากไป ท่านถึงได้ดั้นด้นพามา” ยูซุปตอบขึ้น เพราะเข้าใจไปว่าตัสนีมเองก็รู้เห็นกับลูกพี่ลูกน้องสาวในการเดินทางครั้งนี้ ถึงได้ขอตามมาด้วย

“หมู่บ้านจาราวา!

“ครับ คุณตัสนีมไม่รู้หรอกหรือ”

“ยายนั่นจะไปหมู่บ้านจาราวาทำไมกัน ได้ยินว่ามันไกลแล้วก็กันดารมากไม่ใช่หรือ” หญิงสาวทำหน้าครุ่นคิด ลัยลานอกจากจะแตกต่างจากลัยลาคนเดิมชนิดหน้ามือเป็นหลังมือแล้ว แล้วยังมีความคิดแปลกๆ ถึงขั้นอยากเดินทางรอนแรมไปในหมู่บ้านชนบทห่างไกลความเจริญอย่างนั้น

คำถามของตัสนีมไม่ได้รับคำตอบ เพราะยูซุปเองก็ไม่รู้เรื่องนี้เช่นเดียวกัน

เวลาผ่านไปจนถึงเที่ยงวัน อีกไม่นานก็จะถึงโอเอซีสที่ราจี๊ฟพูดถึง เธอมองเห็นยอดอินทผลัมอยู่ไม่ไกล พลอยทำให้ใจชื้นขึ้น

“หยุด” ชายหนุ่มร้องบอกให้อูฐหยุดเมื่อเดินทางมาถึงจุดหมาย มันค่อยๆ คู้ขาหน้าลง หญิงสาวเอียงตัวตามเล็กน้อย ชายหนุ่มเดินมาใกล้แล้วอุ้มเธอลงมา อูฐอีกสามตัวยังเดินมาไม่ถึง

ทันทีที่เห็นน้ำใสแจ๋วตรงหน้า ดวงตาของเธอก็ไหวระริกด้วยความดีใจ เธอโผเข้าหาผืนน้ำ วักน้ำมาลูบไล้ไปบนลำแขน น้ำเย็นๆ ช่วยให้อากาศที่ร้อนระอุจนชุดตัวยาวรุ่มร่ามชื้นเหงื่อนั้นเย็นวาบ รู้สึกสดชื่นขึ้นมาในพริบตา แทบอยากจะลงไปแช่อยู่ในนั้น

ชายหนุ่มเดินมาล้างหน้าล้างตาบ้าง แล้วทรุดตัวลงนั่งเหยียดยาวด้วยความเมื่อยขบ เธอรีบเอาน้ำมาให้เขาดื่มอย่างเอาใจ

“นึกยังไงมาเอาใจผม” เขาย้อนถามยิ้มๆ

“ก็อยากจะตอบแทนบ้างเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณพาฉันมา” เธอยื่นกระบอกน้ำให้ เขารับมาดื่มรวดเดียวหมด พอได้พักอย่างนี้ประกายตาก็วาววามดังเดิม

          “ยังไม่ต้องรีบร้อนหรอก ผมบอกแล้วยังไงล่ะ ว่าคุณจะต้องได้ตอบแทนผมแน่” คำพูดเป็นนัยน์ พร้อมสายตาที่ทอดจับเรือนร่างของเธอทำให้สไบนางรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ

          ไม่มีทางเสียล่ะนายราจี๊ฟ พอฉันได้รู้ในสิ่งที่ฉันต้องการแล้ว ฉันจะไม่พบนายอีก รอพบกับลัยลาตัวจริงเองก็แล้วกัน

“ฉันจะตอบแทนก็ต่อเมื่อคุณพาฉันไปถึง”

“บอกผมได้ไหมว่าคุณจะไปที่นั่นทำไม ที่นั่นมันกันดารมาก รู้รึเปล่า” เขาย้อนถาม สายตาแสดงความอยากรุ้จริงจัง

หญิงสาวอึกอักแล้วหาทางบ่ายเบี่ยง

“ถ้าไปถึงแล้ว ฉันจะบอกคุณเป็นคนแรก”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

21 ความคิดเห็น

  1. #21 chanidadada (@chanidadada) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2558 / 06:50
    ติดตามค่ะ
    #21
    0
  2. #19 ket (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2556 / 23:34
    กรี๊ดด อัพแล้วๆ
    #19
    0