จุมพิตในเพลิงทราย

ตอนที่ 1 : ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 666
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 ต.ค. 55

“คัท!

เสียงที่ทุกคนในกองถ่ายรอคอยดังขึ้น สไบนางผละตัวออกจากอ้อมกอดของวินธวัฒน์อย่างรวดเร็ว ไม่รักษามารยาทเลยสักนิด ท่าทีบ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวรังเกียจอ้อมกอดของเขามากเพียงใด จนเจ้าของอ้อมกอดชักฉุน เจ้าหล่อนทำเหมือนกับว่าตัวเขาพิศวาสเต็มประดา หากไม่ใช่เพราะหน้าที่เขาก็ไม่อยากจะแตะนักหรอก

“เสร็จซะที ของหวานหมดแล้วใช่ไหมคะ” สไบนางเดินลิ่วมาหาผู้กำกับ จ้องมองภาพในมอนิเตอร์ครู่หนึ่งแล้วถามขึ้น

“หมดแล้วจ้ะ ฝีมืออย่างหวาน ถ่ายแป๊บเดียวก็เสร็จ ไม่เคยเกินสามเทค แบบนี้พี่ชอบ ถ้าทุกคนทำได้แบบนี้ ละครเรื่องหนึ่งถ่ายไม่กี่เดือนก็เสร็จ” ผู้กำกับเอ่ยชมจากใจจริง หญิงสาวยักไหล่แล้วปรายตามองไปทางพระเอกคู่ขวัญของเธอ ที่ความเป็นจริงแล้วเป็นคู่กัดเสียมากกว่า

“แต่มีคนบางคนที่มากกว่าห้า”

“เขาเป็นน้องใหม่น่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สอง แต่พี่ว่าพัฒนาการเขาดีขึ้นเรื่อยๆ” ผู้กำกับแก้ให้ เขาเป็นชายวัยกลางคนร่างท้วม ศีรษะค่อนข้างล้านไปถึงกลางศีรษะ ยามออกกลางแจ้งจึงต้องสวมหมวกปีกกว้างติดตัวเอาไว้ตลอด ไม่อย่างนั้นคงได้มีอาการแสบร้อนไปบ้าง

“หวานไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะคะ ถ้าเขาจะถือว่าหวานเป็นรุ่นพี่บ้าง นี่อะไร ไม่ให้ความเคารพกันสักนิด พูดจาแขวะหวานตลอด ทำอย่างกับเคยมีเรื่องกันตั้งแต่ชาติปางก่อน” หญิงสาวบ่นขึ้น ปรายตามองไปทางเขาก็เห็นว่าเดินไปคุยกับดาราตัวประกอบคนอื่น เขาเป็นพี่ชายของวิมาดา ผู้หญิงที่เห็นเธอเป็นศัตรูตลอดเวลา

“ไม่มั้ง พี่ก็ไม่เห็นว่าเขาจะมีอะไร หวานคิดมากไปแล้วล่ะ”

“โนค่ะหวานมีเซ้นต์เสมอ ดูออกว่าใครชอบหรือไม่ชอบเรา”

“เอาเถอะๆ จะทะเลาะกันนอกจอก็ตามเถอะ ขออย่างเดียวห้ามทำงานพี่พัง และห้ามทะเลาะกันต่อหน้านักข่าวเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นละครดิ่งเหว” ผู้กำกับบอกขึ้น รอยยิ้มสดใสจึงวาบผ่านบนใบหน้าสวย

“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ หวานรู้จักหน้าที่ตัวเองดี ไปกำชับนายวินเถอะ”

“ผมก็รู้จักหน้าที่ตัวเองดีเหมือนกัน ไม่จำเป็นที่ใครจะต้องเตือน” เสียงทุ้มห้าวดังขึ้นจากด้านหลัง ฝีเท้าของเขาเบาจนเธอไม่รู้ว่าเขาเข้ามาหยุดด้านหลังเธอตั้งแต่เมื่อไร

“รู้ก็ดีแล้ว งานจะได้ไม่มีปัญหา”

“ถ้าจะมีปัญหา มันไม่ได้เกิดจากผมแน่”

“ให้มันจริงเถอะ” หญิงสาวย่นจมูก แต่ก่อนที่การทะเลาะจะรุนแรงมากไปกว่านี้ ผู้กำกับก็รีบห้ามทัพ ไม่อย่างนั้นคงบานปลายจนถึงหูนักข่าวแน่ๆ

 ดีที่เขากำชับคนในกอง ห้ามแพร่งพรายเรื่องที่พระนางไม่ถูกกันให้คนนอกรู้เป็นอันขาด หากจับได้คือไล่ออกสถานเดียว

“พอได้แล้วน่า ทั้งคู่เลยอะไรก็ไม่รู้ ทะเลาะกันตั้งแต่วันเปิดกล้อง จนนี่เข้ามาถึงกลางเรื่องแล้ว เรื่องที่แล้วไม่เห็นอาการจะหนักอย่างนี้นี่นา ดูสิ เรื่องที่แล้วชาวบ้านชาวช่องติดกันเกรียว ใครๆ ก็อยากให้เธอสองคนเป็นแฟนนอกจอกันทั้งนั้น”

“โอ๊ย เห็นจะไม่ไหวหรอกค่ะ ไม่ไหวจะเคลียร์” คนถูกยุเบ้หน้า เช่นเดียวกับวินธวัฒน์

“ผมก็ไม่ไหวเหมือนกันครับ แค่ในจออย่างเดียวก็เอียนจะแย่”

“นายวิน!” สไบนางกัดฟันกรอดด้วยความโมโห ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนที่กล้าปากร้ายกับนางเอกแสนสวยอย่างเธอมาก่อน

“ผมจำชื่อตัวเองได้ ไม่ต้องตะโกน”

“โอ๊ย..พอได้แล้ว หวานไหนว่าจะรีบกลับ” ผู้กำกับรีบตัดบท ก่อนที่เรื่องราวจะยืดเยื้อต่อไปอีกจนนำมาซึ่งการทะเลาะกันใหญ่โตอย่างที่ผ่านมา

 นางเอกสาวยักไหล่อันเป็นกิริยาตามความเคยชิน เดินตรงไปหาผู้จัดการส่วนตัว ที่อีกตำแหน่งก็คือ น้าสาวแท้ๆ ของเธอเอง ลำยองถลาเข้าหาหลานสาว แล้วช่วยซับหน้าให้

“พอแล้วน้า ไม่ได้เข้าฉากแล้ว”

“ไม่ได้เข้าฉากก็ต้องสวยไว้ก่อน เผื่อเจอนักข่าวระหว่างทาง แกนี่ ชอบประมาทอยู่เรื่อย บอกกี่ครั้งแล้ว ว่าเป็นนางเอกห้ามหยุดสวย” ลำยองเอ่ยเตือน พลอยทำให้ผู้เป็นหลานสาวเบ้หน้า เกิดอาการเบื่อหน่ายขึ้นมาทันที น้าสาวของเธอรอบคอบเสมอ

“ค่า”

“ค่าแล้วยังทำหน้าเบื่อโลก นอกจากต้องสวยแล้ว แกต้องฉีกยิ้มตลอดเวลา เข้าใจไหม ยิ้มเหมือนนางงามน่ะ ทำท่าแบบรักเด็ก รักประชาชน” คนสอนลงทุนทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ดูน่าขำมากกว่าน่าดู

“โธ่ น้าลำยอง แค่เล่นละครหวานก็ต้องท่องจำบทจนปวดหัวจะแย่แล้ว ถ่ายเสร็จน้ายังจะให้หวานเล่นละครต่ออีกเหรอ ไม่ไหวจะเคลียร์” หญิงสาวส่ายหน้ายิ้มๆ คว้ากระเป๋าสะพายขึ้นมาคล้องที่ไหล่ เอ่ยขอตัวเข้าห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำให้น้าสาวส่งค้อนให้

“เตือนนิดเตือนหน่อย ทำเบื่อ ฉันทำไปก็เพราะหวังดีกับแกทั้งนั้น”

“รู้แล้วๆ งั้นแค่นี้ก่อนนะน้าจ๋า” สไบนางหยิกหมับไปที่แก้มของน้าสาว แล้วเดินตัวตรงออกไป คนเป็นน้ามองตามหลังแล้วส่ายหน้า จากนั้นจึงก้มหน้าก้มตาดูคิวงานของหลานสาว ที่ตัวเองรับงานเอาไว้ชนิดที่สไบนางจะหาโอกาสเที่ยวพักผ่อนไม่ได้เลย

ของแบบนี้นำขึ้นให้รีบตัก อีกหน่อยก็แก่ตัวไป เป็นนางเอกไม่กี่เรื่อง บางคนก็ได้เล่นบทน้าบทแม่กันแล้ว ตอนนี้มีงานก็ต้องรีบๆ รับไว้

สไบนางมีรายได้ดีเท่าไร รายได้ของเธอก็งอกเงยตามไปด้วย จะมีงานอะไรสบายเท่างานแบบนี้ ไม่ต้องเล่นเอง ถ่ายเองให้เมื่อย ก็มีเงินใช้

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปลายสายเป็นเลขาของเสี่ยซ้ง ชายแก่ร่างท้วม อายุคราวพ่อแต่คิดอยากกินหญ้าอ่อน โดยเฉพาะดาราสาวๆ ที่กำลังดัง และเพราะเป็นเจ้าบุญทุ่ม จึงมีดาราสาวหลายคนตอบรับง่ายดาย ทั้งที่หน้าตาและอายุของเสี่ยซ้งเหมาะจะอยู่บ้านพักชราหรออยู่กับบ้านเลี้ยงหลานมากกว่า

“ทานข้าวเย็นคืนนี้เหรอคะ ว่างค่ะ แต่ไม่รู้ว่าสไบนางเขาจะยอมไปหรือเปล่านะคะ กว่าจะเลิกกองก็เหนื่อยจนแทบขาดใจ” ลำยองทำเป็นเล่นตัว เพื่อต่อรองราคา

“ท่านบอกว่าแค่ทานข้าวเย็นนะคะ แค่กินข้าว แต่ท่านจะให้เครื่องเพชรสวยๆ ราคาก็แค่หลักแสน ฉันว่ามันน่าสนใจนะคะ” เลขาสาวหว่านล้อม ริมฝีปากบิดเยาะหยัน เพราะเห็นมามากแล้วพวกนางเอกตีบทน้ำตาท่วมจอแตกกระจุย แต่นอกจอโสเภณีรักสบายดีๆ นี่เอง

“หลักแสน!” ลำยองตาโต กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ รีบรับปากทันทีโดยไม่รอถามความเห็นจากสไบนาง เพราะเห็นว่าแค่กินข้าวแล้วได้เงินมาเป็นแสน ถ้าหลานสาวเธอปฏิเสธก็โง่มาก

คิดได้อย่างนั้นลำยองจึงรีบไปดักรอหลานสาวถึงหน้าห้องแต่งตัว แล้วดึงตัวสไบนางมาอีกมุมหนึ่งในที่ลับตาคน แล้วกระซิบบอกเรื่องเสี่ยซ้ง

“ไม่ค่ะ หวานไม่ไป” สไบนางปฏิเสธแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดนาน

“นังหวาน แกอย่าโง่ไปหน่อยเลย แค่ไปกินข้าว ไม่ได้ไปนอนกับเขาซักหน่อย” ลำยองเค้นเสียงรอดไรฟัน พูดดังไม่ได้ เพราะกลัวคนอื่นจะได้ยิน ถ้าเป็นที่บ้านละก็ แม่จะอาละวาดให้บ้านแตก

“ไม่นอนวันนี้ วันหลังก็ต้องนอน ใครจะให้เงินค่ากินข้าวมาฟรีๆ ตั้งแสน น้าอยากไปน้าไปก็ไปเองเถอะ” สไบนางไม่สนใจข้อเสนอแสนงาม ที่ดาราสาวหลายคนยอมรับข้อเสนออย่างง่ายดาย งานง่าย ไม่ต้องเหนื่อย แค่นอนอ้าขาอย่างเดียวก็ได้เงินใช้

“ถ้าเขาเอาฉันละก็ ฉันไม่มายืนบอกแกตรงนี้หรอก”

“น้าบอกเขาไปเลยแล้วกัน ว่าหวานไม่ไป เงินที่หามาได้ด้วยวิธีแบบนี้ น้าก็รู้ว่าหวานไม่ชอบ”

“แกมันโง่ โง่เหมือนแม่แกไม่มีผิด” ลำยองฮึดฮัดทำให้หญิงสาวชะงักเท้าที่กำลังจะเดินหนี เธอหยุดแล้วหันมาเผชิญหน้ากับผู้เป็นน้า

“หมายความว่ายังไง”

ลำยองอึกอักเมื่อเผลอตัวพูดอะไรออกไป เพราะรับปากกับแม่เอาไว้แล้ว ว่าจะไม่บอกเรื่องปูมหลังของเครือวัลย์ให้ใครรู้

“เปล่า ฉันก็พูดไปอย่างนั้นแหละ”

“ไม่ น้าต้องมีอะไรปิดบังฉันอยู่แน่ๆ บอกฉันมานะน้า ว่าพ่อฉันเป็นใคร แล้วฉันจะไปกินข้าวกับเสี่ยซ้งอย่างที่น้าต้องการ” หญิงสาวต่อรอง แต่ผู้เป็นน้าไม่หลงกล

“เรื่องของแก ไม่อยากได้เงินแสนมาใช้ฟรีๆ ก็ตามใจ”

“น้าลำยอง น้าก็รู้ว่าฉันอยากรู้มาตลอดว่าพ่อฉันเป็นใคร เขาต้องไม่ใช่คนไทยใช่ไหม” เธอถามอย่างนั้น เพราะดูอย่างไรหน้าตาเธอก็บอกว่าไม่ใช่ไทยแท้

จมูกโด่งเกินปกติของคนไทยโดยทั่วไป ผิวสีออกน้ำผึ้งสวย ดวงตาสีสนิมกลมโตล้อมกรอบด้วยแพรขนตาหนาระยับ ชั้นหนังตาลึกดูมีมิติ จมูกหยักได้รูปสวย ดูแล้วเหมือนเจ้าหญิงแขกโบราณแต่ก็ผสมผสานกับความเป็นไทยได้อย่างลงตัว

“จะไปรู้ได้ไงล่ะ ฉันไม่ได้อยู่ใต้เตียงแม่แกนี่หว่า อยากรู้ก็ไปถามพี่เครือเองสิวะ” ลำยองทำโมโหกลบเกลื่อน เพราะไม่อยากตอบคำถามนั้น

“น้าก็รู้ว่าแม่จำอะไรไม่ได้”

“ก็รอสิ เดี๋ยวแม่แกอาการดีขึ้นก็ตอบแกได้เองแหละ” ลำยองบอกปัดแล้วเดินลิ่วออกไป สไบนางมองตามหลังแล้วถอนหายใจ ไม่ได้เรื่องอีกตามเคย ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยมีใครบอกเรื่องพ่อแม่ให้เธอรู้ นอกจากสิ่งที่เธอเห็นว่าแม่ป่วยด้วยอาการทางจิตจนต้องพักรักษาอยู่ในโรงพยาบาลบ้า

“น้าบอกฉันมาเถอะน่า”

“อย่าเซ้าซี้ได้ไหมวะ ฉันไม่รู้จริงๆ ไปขึ้นรถเถอะ ป่านนี้ยายแกคงรอแล้ว เดี๋ยวแวะซื้อน้ำพริกกะปิเจ้าเดิมไปฝากแกหน่อยแล้วกัน” ลำยองเปลี่ยนเรื่อง


“น้าละก็” สไบนางขัดใจ แต่ก็ไม่สามารถง้างปากลำยองให้พูดอะไรได้ เหมือนที่เธอไม่เคยทำได้เลยมาตลอดยี่สิบกว่าปี ทั้งน้าทั้งยาย ทุกคนต่างก็ปิดบังเธอไปหมด

“ขึ้นรถเร็วๆ นักข่าวแห่มาก็ไม่ได้ไปกันพอดี”

“คะ” หญิงสาวหน้างอแล้วขึ้นรถออกไปด้วยกัน

 

เมื่อรถแล่นจากกองถ่ายมาถึงบ้านหลังขนาดกลาง เป็นบ้านจัดสรรที่ซื้อหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการเล่นละครของเธอ อย่างที่ลำยองบอกน้ำขึ้นต้องรีบตัก

เธอเข้าวงการมาได้สามปี กับบทตัวประกอบ บทนางรองและเลื่อนมารับบทนางเอกในที่สุด และโด่งดังเป็นพลุแตกเมื่อปีที่แล้วกับการพลิกบทบาทมารับบทร้ายที่มีฉากเลิฟซีนร้อนฉ่า จนเป็นที่กล่าวขานไปทั่วเมืองไทย ยิ่งมีข่าวแบนเธอเท่าไร เธอก็ยิ่งดังมากขึ้นเท่านั้น

หลังรับบทแรงๆ ครั้งนั้นใครๆ ต่างก็คาดการณ์ว่าสไบนางจะกลับมารับบทนางเอกไม่ได้อีก แต่แล้วฝีมือการแสดงที่ยอดเยี่ยม ก็ทำให้เธอเล่นบทนางเอกเจ้าน้ำตาแตกกระจุย และกลับมารับบทนางเอกแสนดีได้อีกครั้ง ฝีมือการแสดงของสไบนาง ใครๆ ต่างก็ต้องปรบมือให้

บ้านเงียบกริบ เพราะยายประนอมนอนรอหลานสาวอยู่จนผล็อยหลับไปบนโซฟา เปิดเอาไว้เพียงไฟสนามดวงเดียว

“ยายแกไปไหนเนี่ย เงียบเชียว”

“หลับมั้งน้า ยายแก่ออกอย่างนั้นจะไปไหนได้ นอกจากนั่งๆ นอนๆ อยู่บ้าน” สไบนางแย้งแล้วตะโกนเรียก ไม่นานก็มีเสียงตอบรับกลับมา

“โหวกเหวกอะไรวะ ทำอย่างกับมีใครตาย” หญิงชราวัย 80 ปี ทว่ายังดูแข็งแรงกว่าอายุจริง เดินกระย่องกระแย่งออกมาหน้าบ้าน

“ไม่มีใครตายหรอกแม่ กลัวแม่นะแหละจะตาย เล่นปิดไฟมืดอย่างนี้ เกิดเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาใครจะเห็น” ลำยองบอกขึ้นทำให้ผู้เป็นแม่ค้อนขวับ

“ไม่ต้องมาแช่งข้า ข้าใช้เงินนังหวาน ไม่ได้ใช้เงินแก”

“จ้า อะไรๆ ก็นังหวาน นังหวาน มันน่าจะเกิดมาเป็นลูกแม่ซะให้รู้แล้วรู้รอด” ลำยองบ่นไม่จริงจังนัก มือถือถุงเดินเข้าครัวไปจัดแจงใส่จานให้

“นังคนนี้” ยายประนอมเบ้หน้า แล้วหันมาหาหลานรัก “เป็นยังไงบ้างลูก เหนื่อยไหม”

“ไม่หรอกยาย แค่เล่นละคร ไม่เหมือนงานที่ต้องตากแดดตากลมหรอก” หญิงสาวโอบเอวยายเข้าไปในบ้านด้วยกัน กลิ่นอาหารหอมชวนน้ำลายสอโชยมาแตะจมูก อาหารที่ซื้อมาล้วนเป็นของโปรดของยายทั้งนั้น ในชีวิต ถ้าขาดยายไปเธอก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร

แม่เข้าโรงพยาบาลบ้ามาตั้งแต่ที่เธอเริ่มจำความได้ ชีวิตอยู่กันมาอย่างยากลำบากกันมาสองคนในสลัมเล็กๆ ยังดีที่ยายกัดฟันใช้เงินเก็บก้อนเล็กๆ เปิดร้านข้าวแกเลี้ยงดูและส่งเสียเธอให้เรียนหนังสือ แต่เธอก็โชคดีเข้าวงการบันเทิงมาได้

ส่วนลำยองก็หายหน้าหายตาไปตั้งแต่เธอเล็กๆ พึ่งจะกลับมาก็ตอนเธอมีชื่อเสียง และกลายเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเธอในตอนนี้

“ดีแล้วลูก เอ็งสบายยายก็ดีใจ”

“หวานไม่อยากสบายหรอก คนที่หวานอยากให้สบายที่สุดก็คือยายต่างหาก หวานรักยาย อะไรที่เป็นความสุขของยาย หวานทำทั้งนั้นแหละ”

“โถแม่คุณ ทูนหัวของยาย” หญิงชรายิ้มปลื้ม หยิบชายเสื้อคอกระเช้าขึ้นซับน้ำตาป้อยๆ ลำยองเท้าสะเอวมองยายหลานอย่างหมั่นไส้

“โอ๊ยน้ำพริกฉันมันจะหวานเลี่ยนก็คราวนี้เอง ผลัดกันโอ้โลมปฏิโลมอยู่นั่นแหละ ยายหลานนะจ๊ะ ไม่ใช่คู่รัก เดี๋ยวกอด เดี๋ยวพรอดคำหวาน”

“ทำไมยะ อิจฉากระทั่งหลาน”

“ใครว่าอิจฉาละแม่ ขืนแม่กอดแล้วทำท่าเมื่อกี้นี้กับฉันละก็นะ บรื้อขนลุกตาย” คนพูดลูบเนื้อตัวไปด้วย ทำให้สไบนางหัวเราะขึ้น

“เฮอะ ถึงเอ็งให้กอดข้าก็ไม่กอดโว้ยสำหรับเอ็งมันเหมาะให้ผู้ชายกอด” ยายประนอมประชด แต่ลำยองไม่รู้สึกรู้สม ยังคงหัวเราะระรื่น

“แน่นอนสิแม่ ตัวฉันน่ะ ฟอร์เมนจ้ะ ไม่ใช่ฟอร์วูแมน”

“จะวูๆ อะไรก็ช่างเถอะ ข้าหิว” ยายประนอมเดินมานั่งประจำที่ สไบนางจึงตักข้าวใส่จานให้อย่างเอาใจ กะว่าคืนนี้จะตะล่อมถามเรื่องแม่สักหน่อย

 

หลังอาบน้ำเสร็จ พรุ่งนี้มีเข้าฉากตอนบ่าย เธอจึงเข้ามาหายายในห้องนอนแล้วหอบหมอนกับผ้าห่มเข้ามาด้วย ยายประนอมเองเป็นคนนอนดึก เพราะติดละคร โดยเฉพาะหากเรื่องไหนมีหลานสาว เรื่องนั้นแกจะสั่งลำยองให้ซื้อซีดีมาให้ดู จะได้ดูกี่รอบก็ได้

“ยังไม่นอนเหรอจ๊ะยาย”

“ยัง นี่กำลังดูนางร้ายมันตบนางเอก แหม๊ นังนี่ก็โง่ ให้เขาตีอยู่ได้” คนพูดจับจ้องมองละครโทรทัศน์อย่างตั้งใจ สไบนางหัวเราะขึ้นเบาๆ กับท่าทางเอาจริงเอาจังของผู้เป็นยาย

“โธ่ยาย เขาแค่แสดงไปตามบท”

“ยังไงข้าก็ชอบอยู่ดี แล้วนี่ทำไมยังไม่นอน เดี๋ยวนังลำยองก็มาเฉ่งอีกหรอก นอนดึกตาดำ มีหวังได้โดนมันแปะแตงกวาเต็มหน้า มีอย่างรึ ของมันมีไว้กิน แต่ดั้นอุตริเอาไปทาหน้า” ยายประนอมบ่น เป็นเวลาที่ละครจบพอดีจึงเอื้อมมือปิดรีโมตคอนโทล

“พรุ่งนี้ตื่นสายได้จ้ะยาย หวานมีเรื่องอยากคุยกับยาย จะนอนคุยกันทั้งคืนเลย” หญิงสาวขยับมานั่งข้าง กอดเอวแล้วซบลงกับตัก มือเหี่ยวย่นจึงเอื้อมมาลูบเบาๆ

“มาสิลูก ปะ” ยายประนอมหยัดกายลุกขึ้น สไบนางประคองให้นอนลงบนเตียงแล้วขึ้นไปนอนเคียงข้าง หนุนแขนยายอย่างที่เคยทำเสมอๆ

“ยาย” สไบนางทำเสียงยานคาง มือเอื้อมมาจับนมเหี่ยวๆ เล่นไปมา

“หืม”

“วันหยุดนี้หวานจะไปเยี่ยมแม่” สไบนางบอกแล้วแอบมองอาการผู้เป็นยาย

“ก็ดี ไม่ได้ไปนานแล้วนี่”

“ยาย ทำไมเวลาที่แม่เห็นหวาน แม่จะต้องอาละวาดทุกที แม่เขาไม่อยากมีหวานหรอกเหรอ” เธอเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานาน กับคนอื่นแม้จะพูดจารู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่แม่ก็ไม่เคยอาละวาดเอากับใคร แต่กับเธอ เหมือนเป็นศัตรูกันมากกว่าลูกในไส้

“ก็นังเครือมันบ้า จะเอาอะไรกับมันเล่า” ยายประนอมบอกปัด

“แล้วทำไมกับคนอื่นแม่ไม่เป็น อาละวาดเอากับหวานคนเดียว” สไบนางแย้งขึ้น ไม่มีใครยอมเล่าซะที ว่าก่อนที่แม่จะเป็นบ้า มันเกิดอะไรขึ้น

“ข้าจะไปรู้เหรอวะ ข้าไม่ใช่คนบ้านี่หว่า ไม่เอาแล้ว ง่วงจะตาย” ยายประนอมคว้าผ้าห่มมาคลุมโปง แต่หญิงสาวยังดึงดัน

“ยาย เมื่อก่อนแม่เป็นยังไง บอกฉันหน่อยไม่ได้เหรอ ฉันโตแล้วนะ” คนถามเริ่มเสียงเครือ จนคนฟังใจอ่อน แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มเล่ายังไงดี

“แม่แกเป็นคนสวย ใครๆ ก็ชมกันทั้งนั้น มีผู้ชายมากมายมาสนใจ แต่แม่แกมันไม่คิดจะมองใคร เพราะไม่อยากแต่งงานแล้วลำบากเหมือนยาย” ยายประนอมเริ่มเล่า

“แล้วพ่อละจ๊ะยาย”

“ข้าไม่รู้” หญิงชราส่ายหน้า

“โธ่ยาย ไหนๆ ก็บอกแล้วก็บอกให้หมดเถอะ ปิดบังไว้ทำไม หวานไม่ใช่เด็กๆ ที่ยายจะกลัวหวานกลายเป็นเด็กมีปัญหาแล้วหนีออกจากบ้านหรอกนะ” หญิงสาวทำหน้างอนๆ ยายประนอมจึงมอบมะเหงกให้เป็นรางวัลไปทีหนึ่ง ก่อนบอกขึ้น

“ข้าไม่ได้ปิด แต่ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าพ่อแกเป็นใคร มีคนมาชวนแม่แกไปทำงานที่คาเฟ่ เป็นนักร้อง นังเครือมันทั้งสวย ทั้งเสียงดี ใครๆ ก็ชอบ แล้วก็มีคนชวนมันไปทำงานที่ประเทศอะไรข้าก็จำชื่อไม่ได้ ไอ้ประเทศที่มันมีแต่ดินทราย มีน้ำมันเยอะๆ น่ะ”

“แล้วไงอีกยาย”

“นังเครือมันหายไปตั้งสองปี แต่ก็ส่งเงินมาให้ใช้ตลอด แล้วจู่ๆ มันก็หอบเอ็งกลับมา มันรักมันหลงแกจะตายไป เลี้ยงอย่างกับไข่ในหิน แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น นังเครือมันถูกยิงปางตาย พอฟื้นขึ้นมามันก็คุ้มคลั่งต้องไปอยู่โรงพยาบาลบ้า หวานเอ๊ยยายรู้เท่านี้จริงๆ”

 ยายประนอมเอื้อมมือมาลูบศีรษะหลานสาวเบาๆ อย่างสงสาร ตั้งแต่เล็กจนโต สไบนางไม่เคยได้รับความรักจากพ่อแม่ อยู่กับยายก็ไม่ได้สุขสบาย ต้องช่วยทำงานตั้งแต่จำความได้

“เท่านี้ก็ดีแล้วจ้ะยาย สักวันหนึ่งแม่ก็คงหาย แล้วเล่าให้หวานฟังเองว่าพ่อหวานเป็นใคร”

“ข้าว่าพ่อแกคงรวยใช่เล่น เพราะนังเครือมันส่งเงินมาให้ทีละหลายหมื่น มีช่วงหลังๆ ก่อนที่จะพาแกหนีมานี่แหละที่มันขาดส่ง ลำพังจะพึ่งนังลำยองละก็อย่าหวัง หายไปตั้งแต่ยังไม่จบม. สาม เงินไม่ส่งมาให้แม่ใช้สักบาท หน็อย..พอเห็นหลานสบายเข้าหน่อย จำทางกลับมาขึ้นมาได้” หญิงชราค่อนขอดไปถึงลูกสาวคนเล็ก

“ช่างน้าแกเถอะยาย มีน้าลำยอง หวานก็สบายขึ้นเยอะ ลำพังหวานก็จำไม่ไดหรอกว่าวันหนึ่งๆ ต้องทำอะไรบ้าง แล้วน้าแกก็ต่อรองราคาเก่งด้วยนะยาย”

“ต่อเข้ากระเป๋ามันสิไม่ว่า ดูซิ ไม่สงสารหลานบ้าง รับงานทุกวัน แบบนี้ร่างกายใครจะไปทนไหว ผอมลงไปตั้งเยอะเชียว” ยายประนอมปรารภขึ้นอย่างเป็นห่วง

“ผอมๆ แหละดีแล้วยาย ตอนนี้ใครๆ ก็อยากได้นางเอกผอมๆ ทั้งนั้น มันขึ้นกล้องดี” หญิงสาวหัวเราะแล้วปิดปากหาพลางซุกศีรษะเข้ากับทรวงอกเหี่ยวย่น “นอนเถอะยาย ดึกแล้ว”

“ฮื่อ ก็ดีเหมือนกัน เดี๋ยวยายจะลุกขึ้นมาทำแกงไก่ให้กินแต่เช้า ไม่ได้กินนานแล้วนี่”

“ยายเอาข้าวมาล่อหวานอีกแล้ว แบบนี้เมื่อไรจะผอมเล่า” คนพูดทำหน้าโอดครวญ สองยายหลานผลัดกันพูดคุยหยอกล้อไปมาจนหลับสนิทด้วยกันทั้งคู่

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

21 ความคิดเห็น