คำสาปรัก ใต้เงาทราย ตีพิมพ์กับแนตตี้ พิมพ์ครั้งที่สอง

ตอนที่ 6 : สุสานโบราณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 563
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    7 ม.ค. 52

มุนินลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาตามทางเดินภายหลังจากลงจากเครื่อง กวาดสายตามองหาร่างของคนที่จะมารับ แอบหวั่นใจเล็กน้อยเพราะไม่เห็นเขามาสักที

เพราะที่นี่คือเมืองไคโรที่เธอไม่รู้จัก นอกจากจะเคยได้ยินตามสื่อต่างๆมาบ้าง และภาษาที่พอจะสื่อสารได้ก็มีแต่ภาษาอังกฤษเท่านั้น เธอเดินไปเดินมาอยู่หลายรอบด้วยความกังวล

คุณนิน!”เสียงเรียกจากด้านหลัง ทำให้หญิงสาวลุกขึ้นมาอย่างกระฉับกระเฉง อาการเหงื่องหงอยเมื่อครู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง

โอมาร์มองเธออย่างโล่งใจ เพราะเขานึกกังวลใจตลอดทางที่ขับรถมาว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอหรือเปล่า เขามาช้ากว่าเวลานัดเล็กน้อย เพราะรถมีปัญหาระหว่างทางต้องเสียเวลาเรียกช่างมาซ่อม

เขาพบว่าเธอรอเขาอยู่ก่อนแล้ว เขาบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร เมื่อเห็นเธอยืนอยู่ตรงหน้า ใจเขาเต้นแรงเมื่อเห็นเธอเดินเข้ามา หญิงสาวอยู่ในชุดกางเกงยีนส์รัดรูป เสื้อเชิ๊ตแขนยาวปิดคอมิดชิด

ชายหนุ่มทอดสายตามองเอวคอดกิ่วดูอ้อนแอ้นนั้นแวบหนึ่ง ก่อนที่จะเปิดประตูรถให้เธอขึ้นนั่ง รถวิ่งไปบนถนนลาดยางด้วยความร็วสม่ำเสมอ ก่อนที่ถนนนั้นจะกลายเป็นถนนลูกรังขรุขระ เมื่อเขาขับรถมาใกล้ถึงที่ตั้งแคมป์ของเหล่านักโบราณคดี

ซึ่งสภาพแวดล้อมของที่นี่กับที่ไคโรเมืองหลวงของอียิปต์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงราวกับอยู่คนละซีกโลกกันก็ว่าได้

เมื่อมาถึงที่หมาย เขาจอดรถและก้าวลงเป็นคนแรก มุนินก้าวตามพร้อมกับกวาดสายตามองผืนทรายเบื้องหน้าที่กว้างสุดลูกหูลูกตาก่อนที่จะหยุดสายตาไปที่เต็นท์ขนาดใหญ่ตรงหน้าจำนวนสองถึงสามหลังดูเหมือนหลายคนในนั้นจะรู้สึกตัวว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามา

เธอเห็นพวกเขาลุกขึ้นและเดินฝ่าเปลวแดดอันร้อนระอุออกมาทางที่เธอกับโอมาร์ยืนอยู่และกวักมือเรียก โอมาร์แตะแขนเธอให้ออกเดิน โดยเขาก้าวเดินนำไปข้างหน้า มุนินเดินตามจนกระทั่งมาถึงเต็นท์ขนาดใหญ่ที่กางเสร็จเรียบร้อยแล้วและดูมั่นคงแข็งแรงดี

ดร.วิลเลี่ยมกับคณะของเขายืนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาในเต็นท์ขนาดใหญ่กว่าเต็นท์อื่นเพราะใช้เป็นที่เก็บสัมภาระและเป็นที่ประชุมไปในตัวในการสำรวจสุสานครั้งนี้

วิลเลี่ยมเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ ออกท้วมแต่ดูแข็งแรง ผิวเกรียมด้วยแดดจนเป็นสีแทนไปทั้งตัว หน้าตาเคร่งขรึมแต่มีแววใจดีฉายชัด ซึ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมามากขึ้น

โอ……..นี่หรือคือนักข่าวที่คุณว่า รู้แต่ว่าเป็นผู้หญิง แต่ไม่คิดว่าจะดูอรชรอ้อนแอ้นแบบนี้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นเป็นภาษาอังกฤษพร้อมกับปรายตามองมาทางเธอด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ

บอบบางเป็นคุณหนูแบบนี้จะอยู่กลางแดดได้สักกี่ชั่วโมง!

นี่….เบ็น ฮาร์เวิร์ด ผู้เชี่ยวชาญทางด้านวัตถุโบราณของเราโอมาร์เอ่ยแนะนำ หญิงสาวหันมาทักทายเขาเป็นภาษาอังกฤษพร้อมกับยื่นมือให้จับ

เบ็น ฮาร์เวิร์ด เป็นผู้ช่วยของวิลเลี่ยม เขามีรูปร่างลำสันไม่สูงนัก ผมสีทองไปทั้งศีรษะ ท่าทางของเขาเคร่งขรึมกว่าหัวหน้าคณะเสียอีก

จากนั้นโฮมาร์แนะนำให้เธอรู้จักกับนักโบราณคดีคนอื่นๆ โรบิน เซนเดล นักโบราณคดีชาวอเมริกันที่ดูจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ เขามีรูปร่างสูงจัดเมื่อเทียบกับเบ็น ผมสีน้ำตาลเข้มดวงตาสีฟ้าแจ่มใสดูท่าทางอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ ช่วยให้มุนินรู้สึกคลายความกดดันไปได้บ้าง

โอม!........คิดถึงคุณจังหญิงสาวชาวอเมริกันแท้ๆ รูปร่างอวบเพรียวระหง ดูปราดเปรียวคนหนึ่งวิ่งมาโอบรอบคอโอมาร์เอาไว้พร้อมกับประทับจูบอย่างดูดดื่ม ท่ามกลางสายตาเฉยเมยของทุกคนในนั้นแต่หญิงสาวกลับรู้สึกกระอักกระอ่วนใจนิดๆ

โอมาร์สอดมือขึ้นโอบหลังเธอเป็นการทักทายตอบก่อนจะรีบดุนหลังแอนนาให้ออกห่างเมื่อเห็นสายตาแปลกๆของมุนิน

เอ่อ…..แอนนา นี่คุณมุนินนักข่าวที่ผมเล่าให้คุณฟัง คุณนิน……นี่แอนนาครับเธอเป็นคนรักของผมโอมาร์กล่าวแนะนำ

มุนินเลยได้แต่อึ้งเป็นคำรบสอง รู้สึกราวกับคนอกหัก เมื่อทราบว่าเขามีคนรักอยู่แล้ว เฮ้อ……..แต่มันก็คงจะต้องเป็นอย่างนั้น หนุ่มหล่ออย่างเขามีคนรักแล้วก็ไม่เห็นจะแปลก แอนนาปรายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาหมิ่น

แหม…….ตอนแรกที่โอมบอก นึกว่าเป็นนักข่าวที่ดูทนแดดทนฝนกว่านี้นะคะ ไม่คิดว่าจะดูบอบบางแบบนี้ สวยซะด้วยสิประโยคสุดท้ายปรายตามองหน้าคนรักอย่างค้นหา

โอมไม่น่าจะยอมให้มีผู้หญิงติดสอยห้อยตามมาแบบนี้ ผู้หญิงคนนี้มีอะไรพิเศษรึเปล่านะ?

ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณแอนนาและทุกๆคนด้วยนะคะ ดูจากสายตาแล้วพวกคุณคงจะคิดในใจว่า ยายผู้หญิงรูปร่างบอบบางแบบนี้ จะอยู่กลางแดดแบบนี้ได้สักกี่วัน แต่ฉันขอรับรองด้วยเกียรติของผู้หญิงไทยคนหนึ่งค่ะว่าจะไม่เป็นภาระให้กับพวกคุณไม่ว่ากรณีใดๆมุนินบอกเสียงดังฟังชัด แววตาท้าทาย

ความเชื่อมั่นในตัวเองของเธอเรียกความสนใจให้กับวิลเลี่ยมหัวหน้าคณะอยู่ไม่น้อย

เอาล่ะ……คุณมาเหนื่อยๆ รีบไปพักผ่อนก่อนเถอะ คุณอยู่เต็นท์เดียวกับแอนนานะ เดี๋ยวบ่ายแก่ๆเราจะต้องออกไปคุมคนงานขุดหาสุสานต่อวิลเลี่ยมตัดบทเมื่อเห็นว่าการสนทนาครั้งนี้ทำท่าจะยืดยาวออกไปทำให้เสียเวลางาน

โอมาร์ถือกระเป๋าเดินทางใบย่อมของเธอออกเดินไปยังเต็นท์ที่พักที่อยู่ไม่ไกลนัก เธอเดินตามหลังเขาไปเงียบๆ แอนนาไม่ได้เดินตามแต่เดินออกไปจุดบุหรี่สูบเงียบๆคนเดียวอย่างครุ่นคิด

คิดอะไรอยู่แอนนี่…..อย่าบอกนะว่าคุณกำลังหึงโอมาร์เบ็นเห็นอย่างนั้นจึงรีบเดินออกมาสมทบ พร้อมกับคำถามที่สะกิดอารมณ์คนตรงหน้า แอนนี่หน้าแดงก่ำ เขวี้ยงบุหรี่ในมือทิ้งพร้อมกับใช้ปลายเท้าบดขยี้มันจนดับไป

ไม่มีทาง!.......ผู้หญิงไทยที่ดูไร้เสน่ห์จืดชืดแบบนั้น ไม่มีทางมาแย่งโอมไปจากฉันได้หรอกเธอบอกเสียงห้วน เบ็นมองใบหน้าบึ้งตึงของแอนนาอย่างพอใจ

เขาแอบชอบเธอมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันแล้ว แต่เธอกลับไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตาเลยสักนิด ไอ้หนุ่มลูกครึ่งไทยอียิปต์นั่นมันดีกว่าเขาตรงไหนกัน

ใช่…….ผู้หญิงคนนั้นดูมีเสน่ห์สู้คุณไม่ได้สักนิด มีแต่จะนำพาความยุ่งยากใจมาให้เรา ไม่รู้ว่าวันไหนจะร้องไห้ขอกลับบ้านเบ็นบอกขึ้นพร้อมกับหัวเราขันๆ ซึ่งถ้อยคำดูถูกมุนินของอีกฝ่ายทำให้แอนนาอารมณ์ดีขึ้นกว่าเดิมมาก

ฉันเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า บ่ายนี้แค่ไปตากแดดดูคนงานขุดสุสานจะไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้แอนนาบอกขึ้นพร้อมกับเดินไปสมทบกับทุกๆคนในคณะ

เธอไม่อยากปล่อยคนรักเอาไว้กับผู้หญิงไทยคนนั้นนานเกินไปนัก เพราะผู้หญิงคนนั้นดูสวยประหลาดในแบบของชาวตะวันออก ซึ่งไม่แน่ว่าเธออาจจะทำให้โอมาร์ไขว้เขวไปก็ได้

โอม…….คุณดูเหนื่อยจริง กาแฟสักแก้วดีไหมคะ แอนนาจะชงมาให้แอนนาทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างคนรักพร้อมคำถามเอาใจ

ไม่ล่ะ ขอบคุณมาก คุณล่ะมุนินจะดื่มอะไรไหมเขาถามขึ้นอย่างเอาใจใส่ สร้างความขุ่นใจลึกๆให้กับแอนนา

มุนินส่ายหน้าช้าๆพร้อมกับขยับตัวอย่างอึดอัด เธอคิดถูกหรือผิดกันนะที่ดั้นด้นมาจนถึงที่นี่ ดูเหมือนทุกๆคนจะไม่เป็นมิตรกับเธอเอาซะเลย

โดยเฉพาะแอนนาที่ประกาศตัวชัดเจน ทั้งคำพูดและสายตาบ่งบอกว่าไม่ชอบหน้าเธอสักเท่าไหร่

เธอมาอยู่ที่นี่ท่ามกลางคนที่มีความรอบรู้ทางโบราณคดี ส่วนตัวเธอนั้นมีความรู้เกี่ยวกับอียิปตศาสตร์เท่าขี้เล็บเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เธอรู้สึกกดดันไม่น้อย

ทำไมคุณถึงอยากมาที่นี่ คงไม่ใช่เพราะเรื่องอยากทำข่าวการขุดสุสานแค่นั้นหรอกนะวิลเลี่ยมวางถ้วยกาแฟลงพร้อมกับหันมาถามเธอด้วยสีหน้าจริงจัง สร้งความสนใจให้กับผู้ร่วมทีมคนอื่นๆให้หันมองมาทางเธอเป็นตาเดียว

หญิงสาวหันมาทางโอมาร์เป็นเชิงขอความเห็น เขานิ่งไปนิดก่อนจะพยักหน้าอนุญาต

ฉันอยากรู้เกี่ยวกับสุสานของเจ้าหญิงเนเฟอร์ทาร์เรียค่ะ

เจ้าหญิงเนเฟอร์ทาร์เรีย? เฮ้…….เท่าที่รู้เราไม่เคยได้ยินพระนามนี้มาก่อนเลยวิลเลี่ยมบอกขึ้นพร้อมกับขมวดคิ้วแปลกใจ

แต่มีจริงๆนะคะ แผ่นปาปิรุสเป็นพยานและหลักฐานได้ มันสลักชื่อพระนามนั้นไว้ชัดเจน คุณโอมาร์ยืนยันได้ว่ามันเป็นของจริงคำบอกเล่าของเธอสร้างความสนใจให้กับทางคณะโบราณคดีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะวิลเลี่ยม เขารีบลุกขึ้นยืนตรงหน้าเธออย่างตกใจ

แผ่นปาปิรุสงั้นหรือ?เขาถามด้วยสีหน้างุนงง มุนินหันไปทางโอมาร์อย่างสงสัย

นี่เขาไม่ได้บอกหัวหน้าคณะถึงเรื่องปาปิรุสมาก่อนหรอกหรือ………  

ต้องขอโทษจริงๆครับวิลเลี่ยม ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง เพียงแต่ต้องการให้คุณมุนินมาถึงที่นี่ก่อนเพราะปาปิรุสแผ่นนั้นมันเป็นของเธอเขาบอกขึ้น ก่อนจะเดินหายเข้าไปในเต็นท์ที่พักของเขา

สักครู่จึงออกมาพร้อมกับแผ่นปาปิรุส เขายื่นให้วิลเลี่ยม เขารับมันมาด้วยมืออันสั่นเทาอย่างพยายามระงับความตื่นเต้น ทุกคนกรูกันเข้ามามุงดูอย่างตกตะลึง

โอ……..วิเศษ……มันมีค่ามากมายมหาศาล คุณได้มันมายังไงมิสวิลเลี่ยมหันมาทางมุนินด้วยท่าทางตื่นเต้น

ฉันได้มันมาโดยบังเอิญน่ะค่ะ หลังจากได้มันมาไม่นานนักน้องสาวฉันก็ตาย ฉันสงสัยว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับคำสาปที่อยู่ในปาปิรุสนี้ก็เลยขอคุณโอมาร์เดินทางมาพิสูจน์มันด้วยตัวเองเธออธิบายเหตุผลยาวเหยียดพร้อมกับเล่าเรื่องราวทุกอย่างคร่าวๆให้ฟัง

ดูเหมือนทุกคนจะมีท่าทีเป็นมิตรกับเธอมากขึ้น เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้มาเที่ยวเล่นสนุกสนานอย่างที่คาดคิดแถมยังนำเบาะแสเกี่ยวกับสุสานของเจ้าหญิงเนเฟอร์ทาร์เรียมาให้ด้วย

แผ่นปาปิรุสฉบับนี้มาได้ยังไงกันนะ เท่าที่ทราบไม่เคยมีคณะขุดสุสานใดขุดพบสุสานของเจ้าหญิงเนเฟอร์ทาร์เรียได้มาก่อนเลย แผ่นปาปิรุสนี้เป็นของจริงแถมยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไร้ที่ติแบบนี้วิลเลี่ยมเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย

เป็นไปได้ไหมว่าสุสานนี้ถูกขุดพบเมื่อนานมาแล้วตาคนขุดเอาออกมาได้เฉพาะแผ่นปาปิรุสนี้แผ่นเดียวเท่านั้นเพราะเกิดอาถรรพ์ขึ้น สุสานนี้เลยถูกทรายพัดเข้ามาทับถมขึ้นใหม่ตามกาลเวลาวิลเลี่ยมตั้งข้อสันนิษฐานขึ้นคร่าวๆ ทุกคนมีสีหน้าครุ่นคิดไปตามๆกัน

อาจเป็นไปได้ เพราะมีหลายแห่งที่ตอนขุดพบมพายุทรายขึ้นจนทับถมทั้งคนทั้งสุสานที่ถูกขุดขึ้นมาจนมิดโรบินบอกขึ้น

ถ้าอย่างนั้นผมว่าเราน่าจะลองค้นหาดูนะ โอม…….คุณดูสิว่าปาปิรุสนี้บอกถึงที่ตั้งของสุสานบ้างไหมวิลเลี่ยมรีบหันมาทางโอมาร์

ซึ่งเขาเป็นคนเดียวที่เชี่ยวชาญทางด้านภาษาฮีโมกริฟฟิค

ไม่ได้บอกถึงที่ตั้งเลยครับ แต่กล่าวถึงมหานครธีบีส ซึ่งตามแผนที่ก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก ถ้าเจ้าหญิงเนเฟอร์ทาร์เรียเป็นเจ้าหญิงของธีบีส พระศพก็น่าจะถูกฝังอยู่บริเวณหุบผากษัตริย์โอมาร์บอกเสียงเรียบแววตาครุ่นคิด

ถ้าเป็นหุบผากษัตริย์ ส่วนที่ใกล้กับเมืองธีบีสที่สุดก็น่าจะเป็นด้านเดียวกับเทือกเขาธีบันเบ็นที่เชี่ยวชาญทางด้านเส้นทางในการสำรวจโบราณคดีรีบบอกขึ้น

เอาล่ะ เราจะเปลี่ยนแผนในการทำงาน บ่ายนี้เราจะย้ายไปขุดตรงเทือกเขาธีบันใกล้ๆกับหุบผากษัตริย์แทน โรบิน คุณไปบอกหัวหน้าคนงานใหม่ถึงแผนงานของเราวิลเลี่ยมหันมาสั่งการ

โรบินรับคำพร้อมกับกวักมือเรียกหัวหน้าคนงานมาสั่งงานอีกด้านหนึ่ง ส่วนคนที่เหลือนั่งวางแผนงานกันอยู่เงียบๆด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

มุนินรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอกเลยเดินออกมานอกเต็นท์ มองผืนทรายเบื้องหน้าอย่างตื่นตาตื่นใจ ทะเลทรายกว้างสุดลูกหูลูกตา มียอดแหลมของปิรามิดมีให้เห็นอยู่ไกลๆ

ดวงอาทิตย์แผ่รังสีเจิดจ้าจนต้องหรี่ตา เธอเดินไปหลบมุมอยู่ใต้ชะง่อนผา ที่เป็นเพิงหินใหญ่ยื่นออกมาจากชะง่อนหินสูงที่เชื่อมติดกับเทือกเขาธีบันอันแผ่กว้างอยู่เบื้องหลัง บริเวณชะง่อนใหญ่นั้นเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมาย บางช่องใหญ่ถึงขนาดเข้าไปนอนลงได้ทั้งตัว

มองเข้าไปภายในครึ้มสลัวเพราะแสงแดดส่องเข้าไปไม่ถึงแต่บริเวณชะง่อนผานั้นดูร่มรื่นดีและไม่มืดจนเกินไปนัก

หญิงสาวรีบสาวเท้าตรงเข้าไปทรุดนั่งเหยียดขาออกไปอย่างเหมื่อยขบ พลางเอนหลังพิงก้อนหินใหญ่ข้างๆตัวปล่อยใจให้คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยซึ่งก็ไม่พ้นเรื่องราวของเจ้าหญิงพระองค์นั้นกับการตายของมุนินจนกระทั่งเรื่องของโอมาร์กับแอนนา

เธอคิดฟุ้งซ่านอยู่นานจนรู้สึกเคลิ้มไป นัยน์ตาเริ่มปรือลง อากาศที่เย็นสบายทำให้เกิดความง่วงงุนเข้ามาครอบงำอย่างรวดเร็ว ในภาวะที่อยู่ระหว่างความฝันกับความจริง

เธอรู้สึกว่าแดดที่แผดจ้าเมื่อครู่อ่อนแสงลง ราวกับมีเมฆก้อนใหญ่มาบดบังเอาไว้ คลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนสายตาจะเห็นผู้หญิงคนนั้น

คนเดิมกับที่เธอเคยฝันเห็นอยู่เรื่อยๆ ใบหน้าของเธอกับหญิงคนนั้นห่างกันแค่เอื้อม พร้อมกับที่ใบหน้านั้นลดต่ำลงเรื่อยๆ จนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจเย็นๆรดใบหน้า

หญิงสาวตัวแข็งทื่อขยับจะอ้าปากร้องขอความช่วยเหลือ แต่กลับร้องไม่ออกราวกับว่าทั้งร่างของเธอถูกสาปให้เป็นก้อนหิน

ใบหน้างามประหลาดล้ำนั้นชิดเข้ามาเรื่อยๆ ใบหน้านั้นสวยประหลาด ดวงตาเรียวอ่อนหวานแต่แฝงไว้ด้วยความอำมหิตชัดเจน!

ดวงตานั้นทอดจับอยู่ที่ร่างของเธออย่างเย็นชา มุนินรู้สึกเย็นจนจับขั้วหัวใจเมื่อประสานสายตากับหญิงคนนั้น

มือเรียวยาวนั้นลูบไล้ที่ลำคอของเธออย่างแผ่วเบาก่อนจะเปลี่ยนมาบีบคอของเธอจนแน่น แววตาของหญิงแปลกหน้าคนนั้นดุดัน

มุนินดิ้นรนจนสุดแรงจนรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองจะตกจากชะง่อนหิน แต่ความเป็นจริงแล้วร่างกายของเธอไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย เธอคว้ามือสเปะสะปะอย่างพยายามจะสูดลมหายใจแต่ก่อนที่สติสัมปชัญญะของเธอจะดับวูบลง มือเรียวงามและร่างเพรียวบางนั้นก็หายวับไป

คุณนิน!.......มุนินโอมาร์เขย่าปลุกเรียกเธอแรงๆเมื่อเห็นมุนินกำลังบีบคอตัวเองอยู่พร้อมกับดิ้นทุรนทุรายไปมาอยู่

หญิงสาวผวาตัวลุขึ้น โผเข้ากอดร่างของโอมาร์แน่นอย่างคนขวัญเสีย เขาได้แต่ขมวดคิ้วมองเธออย่างแปลกใจ เมื่อเห็นหญิงสาวตรงหน้าตัวสั่นราวลูกนกกำลังตกใจกลัว

เกิดอะไรขึ้น คุณฝันร้ายอีกแล้วเหรอเขาขยับร่างเธอให้ออกห่าง พลางพินิจมองใบหน้าซีดเผือดราวกระดาษและดวงตาตื่นตระหนกของเธออย่างแปลกใจ

มุนินสั่นศีรษะไปมาน้อยๆ กลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ รู้สึกลำคอแห้งผากจนแทบจะเปล่งเสียงออกมาไม่ได้

มีคนจะทำร้ายฉัน! มันจะบีบคอฉันหญิงสาวบอกขึ้น ริมฝีปากสั่นระริกกวาดสายตามองไปรอบๆด้วยความรู้สึกหวาดระแวง

โธ่…….คุณนิน คุณละเมอนั่นเอง ผมเห็นคุณหายออกมานานก็เลยมาตาม เห็นคุณกำลังละเมอบีบคอตัวเองอยู่เสียงของเขาบอกเธออย่างนั้น

ทำให้เธอต้องหลับตาลงอย่างแปลกใจ ลูบหน้าตัวเองไปมาอย่างไม่แน่ใจ สูดหายเข้าปอดลึกๆอย่างพยายามเรียกสติที่ดูจะกระเจิดกระเจิงไปไกลให้กลับมา

ฝันงั้นเหรอ?......ทำไมมันถึงได้เหมือนจริงนัก กลิ่นลมหายใจจางๆและกลิ่นฉุนจัดคล้ายกลิ่นเครื่องหอมสมัยก่อนของผู้หญิงคนนั้นยังลอยติดอยู่ที่จมูกอยู่เลย

อูย….”เธอครางเสียงแผ่ว มือลูบไปบนลำคอของตัวเองพลางนิ่วหน้าอย่างเจ็บปวด ก้มมองลอยจ้ำแดงๆที่เกิดจากฝีมือของตัวเองอย่างไม่แน่ใจนัก

โอมาร์พิจารณาดูร่องรอยแดงๆที่คอเธออยู่นานแต่ไม่พูดอะไร

แดงไปหมดทั้งคอเลย คุณละเมอน่ากลัวจริงๆเขาบอกเสียงเรียบก่อนจะฉุดมือเธอให้ออกเดินกลับเต็นท์ที่พักถึงปากเขาจะไม่พูดอะไร แต่ในส่วนลึกรับรู้ถึงบรรยากาศของความไม่ปกตินี้แต่ไม่อยากพูดอะไรที่ทำให้หญิงสาวตกใจกลัวไปมากกว่านี้

เพราะนี่ถือเป็นการมาเยือนดินแดนไอยคุปต์ครั้งแรกของเธอก็ต้องมาเจอกับเรื่องประหลาดซะแล้ว…….

ฉันไม่แน่ใจเลยว่ามันเป็นแค่ความฝัน มันเหมือนจริงมากเหลือเกินหญิงสาวครางกับตัวเองเบาๆพลางนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อครู่

อย่าพึ่งคิดอะไรที่ทำให้เราตกใจกลัวไปเลยครับ บางทีต่างสถานที่ ต่างสภาพอากาศมันอาจจะทำให้คนเราคิดอะไรร้ายๆ น่ากลัวๆได้เสมอ ไปเถอะ…..ทุกคนพร้อมจะออกเดินทางไปหุบผากษัตริย์กันแล้วเขาแตะแขนเธอพร้อมกับดุนหลังให้ออกเดิน

เขาเดินไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็ก้มลงผูกเชือกรองเท้าเมื่อเห็นว่ามันเริ่มจะใกล้จะหลุดเต็มที เดียวจะเผลอเดินสะดุดตกจากชะง่อนผานี่ซะก่อนออกเดินทาง

แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักมือที่กำลังผูกเชือกรองเท้าไว้เพียงแค่นั้นเมื่อสายตาของเขาปะทะเข้าเศษผ้าลินินสีขาวบางเบาที่เกี่ยวกับแง่งหิน

ชายผ้าสีขาวเล็กนั้นปลิวสะบัดไปตามแรงลมท้าสายตาของเขาอยู่ไม่ไกลนัก เขารีบเอื้อมมือไปหยิบมันมาดูคร่าวๆก่อนจะรีบยัดมันลงกระเป๋ากางเกงเอาไว้แล้วเดินตามหลังมุนินออกไปเงียบๆ โดยเก็บงำความสงสัยเอาไว้ในใจเพียงลำพัง

เมื่อไปถึงบริเวณหน้าเต็นท์พบว่าทุกคนรอเธออยู่ก่อนแล้วบนรถจี๊บสำหรับขับกลางทะเลทรายขนาดกลาง โอมาร์กระโดดขึ้นรถทางด้านหลังพร้อมกับเอื้อมมือแข็งแรงมาฉุดร่างของมุนินที่ดูจะเล็กกว่าขนาดของรถมากนักให้ขึ้นตามมาบนรถ

หายไปไหนกันมาเหรอมิส…….อย่าออกไปไกลจากเต็นท์ที่พักนัก แถวนี้คนงานผู้ชายเยอะ บอกตามตรงนะพวกเขาไม่ได้เจอผู้หญิงมานาน ผมพูดแค่นี้มิสคงพอจะเข้าใจนะวิลเลี่ยมหันใบหน้าที่ดูใจดีของเขามาเตือนเธอกรายๆ หญิงสาวพยักหน้ารับพร้อมกับกล่าวขอบคุณเขาสำหรับคำเตือน

นึกว่าคุณถอดใจหนีกลับแล้วซะอีกนะแอนนาแดกดัน มุนินฉุนกึกแต่ยังอุตส่าห์ส่งยิ้มเยือกเย็นกลับไปให้แอนนาที่บัดนี้นั่งเบียดจนแทบจะเกยไปบนตักของโอมาร์อย่างหมั่นไส้

ก็เขาเป็นแฟนกันนี่นะ จะนั่งใกล้กันแค่นี้ไม่เห็นจะแปลก ทำไมเธอจะต้องหน้าแดงทุกครั้งที่เห็นภาพบาดตานี้นักนะ

ฉันคงไม่หนีกลับง่ายๆหรอกค่ะ เพราะมีบางอย่างที่ฉันต้องการแต่ยังไม่ได้!”เธอบอกยิ้มๆ แววตาท้าทาย ซึ่งดูเหมือนจะมีแต่เธอกับแอนนาเท่านั้นที่รู้ความนัยนี้ แอนนาหน้าตึงกัดฟันกรอด……

หึ………เห็นหงิมๆ หน้าตาซื่อๆดูไร้พิษสงแบบนี้ก็ร้ายไม่เบาเลยนะ เขาว่ากันว่าผู้หญิงตะวันออกน่ะร้ายลึก มารยาร้อยเล่มเกวียน เห็นทีเธอจะประมาทไม่ได้ซะแล้ว

รถแล่นมาตามถนนทรายช้าๆด้วยหนทางค่อนข้างลำบากสำหรับการเดินทางกว่าที่รถจี๊บของทางคณะโบราณคดีจะมาถึงที่หมายก็กินเวลาอยู่เกือบชั่วโมงทั้งที่มองจากเต็นท์ที่พักหุบผากษัตริย์มันอยู่ไม่ไกลนัก เมื่อมาถึงพบว่าคนงานหลายคนได้มาถึงก่อนหน้านี้แล้ว พวกเขากำลังช่วยกันทยอยขนข้าวของและอุปกรณ์ต่างๆลงจากรถอย่างขมักเขม้น

เบ็นกางแผนที่ออกดูเปรียบเทียบกับสภาพภูมิประเทศโดยรอบด้วยใบหน้าเคร่งเครียดอย่างคนพยายามใช้ความคิดอย่างหนักอยู่หลายนาที ก่อนจะชี้มือบอกตำแหน่งที่เขาคาดการณ์ไว้แก่หัวหน้าคณะ พร้อมกับเดินไปสมทบกับลูกทีมคนอื่นๆ

ผมคิดว่าน่าจะเป็นมุมนั้น ลองเสี่ยงๆดู เราไม่มีข้อมูลอะไรแน่นอนเลย นอกจากคาดเดาจากแผ่นปาปิรุสเท่านั้นเบ็นหันมาบอกวิลเลี่ยม เขาพยักหน้ารับ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเบ็นซึ่งเขามีความเชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์มากกว่าคนอื่นๆในคณะ

ผมเชื่อคุณ เอาล่ะ โรบิน ต่อจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของคุณแล้วล่ะวิลเลี่ยมหันมาทางโรบิน ซึ่งเขานอกจากจะเป็นนักโบราณคดีที่ฝีมือดีหาตัวจับยากแลั้ว ยังมีดีกรีปริญญาโทวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดพ่วงท้ายมาอีกด้วย

โรบินรับคำ พร้อมกับเดินตรงเข้าไปในหมู่คนงาน 5-6 คน เพื่อควบคุมให้พวกเขาทำการขุดเจาะอย่างใกล้ชิด เผื่อว่าเจอที่ตั้งของสุสานขึ้นมาจริงๆจะได้ไม่เผลอทำความเสียหายให้แก่สุสาน

ส่วนแอนนี่เดินเตร่ออกไปดูอยู่ห่างๆ เพราะยังไม่ใช่หน้าที่ของเธอ โอมาร์เดินตามออกไปดูโรบินควบคุมคนงานอยู่อย่างสนใจ มุนินขยับจะตามแต่แอนนี่ที่คุมเชิงอยู่ก่อนแล้วรีบเอาร่างอวบอิ่มของเธอมาขวางเอาไว้ได้ทัน

ปล่อยให้พวกเขาทำงานโดยสะดวกดีกว่าไหมคะ คงจะไม่เป็นการดีแน่ ถ้าพวกคนงานหนุ่มๆมัวแต่มองคุณจนไม่สนใจในการทำงานมุนินหน้าตึงกับคำพูดประชดประชันของอีกฝ่าย เงยหน้าขึ้นสบตากับแอนนาอย่างไม่พอใจนัก

ฉันเพียงแต่อยากรู้ว่าพวกเขาทำงานกันยังไงก็เทานั้น ฉันมาทำข่าวการขุดสุสานองที่นี่ก็อยากจะได้ภาพสวยๆเธอหาเหตุผลที่คิดว่าดีที่สุดมาแย้งก่อนจะคว้ากล้องที่วางอยู่หลังรถจี๊บเดินออกไปเลย ปล่อยให้แอนนามองตามตาขวางด้วยความหงุดหงิดก่อนจะรีบสาวเท้าตามมุนาไป

ปกติใช้เวลาในการขุดนานไหมคะมุนินหันมาถามโอมาร์ซึ่งยืนมองการขุดเจาะของคนงานอย่างใจจดใจจ่อ หลังจากที่เธอชะเง้อคอมองอยู่นาน มองทรายกองแล้วกองเล่าถูกขุดออกมารอบนอก จนบริเวณที่ขุดกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่

ก็ไม่แน่นอนครับ สุสานบางแห่งถูกทรายทับถมไปไม่มากก็ใช้เวลาในการขุดไม่นานแต่บางแห่งก็ผ่านกาลเวลามาเป็นพันๆปีก็ใช้เวลาในการขุดนานบางทีลึกมากๆก็ใช้เวลาหลายวันเลยทีเดียวโอมาร์บอกขึ้น

หญิงสาวพยักหน้ารับรู้พร้อมกับยกกล้องที่สะพายเอาไว้ตลอดเวลาที่คอ มือเรียวกดรัวชัตเตอร์เอาไว้ทุกอิริยาบถของคนงานในการขุดเจาะ จนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง โรบินกับเบ็นถึงได้เดินเข้ามารายงานวิลเลี่ยม หัวหน้าคณะอย่างผิดหวัง

ไม่เจออะไรเลยครับ ขุดไปหลายที่เจอแต่ความว่างเปล่าโรบินยักไหล่บอกพร้อมกับยกมือยกไม้ประกอบการพูด

คุณแน่ใจนะโอมาร์ ว่าในแผ่นปาปิรุสระบุว่าเป็นเมืองธีบีสที่อยู่ใกล้กับหุบผากษัตริย์จริงๆวิลเลี่ยมหันมาถามความเห็นจากโอมาร์อีกครั้ง

ผมแน่ใจครับ มั่นใจว่าอ่านไม่ผิด แต่ไม่รู้ว่าที่ตั้งของสุสานจะอยู่ที่หุบผากษัตริย์จริงๆหรึเปล่าโอมาร์บอกพลางทำสีหน้าครุ่นคิดไปด้วย

เขาออกจะแน่ใจว่าสุสานจะต้องอยู่แถวนี้ ทำไมถึงขุดไปไม่เจออะไรเลยนะ!

                เหลวอีกตามเคย ผมว่าเรากลับไปขุดที่เดิมดีกว่ามั้งเบ็นบอกขึ้น มองหน้าโอมาร์อย่างไม่ชอบใจนัก เพราะเขาเป็นคนเสนอให้มีการขุดสุสานบริเวณที่ตั้งเต็นท์เดิมแต่วิลเลี่ยมก็เชื่อในสมุติฐานจากการคาดเดาของโฮมาร์มากกว่าจะเชื่อคนที่มีความรู้ด้านภูมิศาสตร์อย่างเขา

                ทุกคนมีความเห็นว่ายังไงล่ะ จะขุดต่อหรือจะกลับไปตั้งหลักที่เดิมก่อนหัวหน้าคณะหันมาถามความเห็นจากลูกทีม

                เบ็นกับโรบินเสนอให้กลับไปขุดหาที่เดิมที่เคยวางแผนกันเอาไว้ แต่โอมาร์ยืนกรานว่าน่าจะขุดหาสุสานแถวนี้ต่อไป ส่วนแอนนี่ไม่ออกความเห็นใดเพราะเธอเป็นเพียงแพทย์ประจำคณะโบราณคดีนี้ ถึงจะมีความสนใจทางด้านโบราณคดีอยู่มากแต่ก็ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญใดในการขุดเจาะ

                แต่ว่าฉันคิดเหมือนคุณโอมาร์นะคะ ในเมื่อเราเสียเวลาในการเดินทางมาตั้งไกลแล้ว ทำไมไม่ลองดูพรุ่งนี้อีกสักวันหนึ่ง ถ้าไม่คืบหน้าอะไรพรุ่งนี้ค่อยเปลี่ยนใจก็ยังไม่สายนะคะมุนินที่ตลอดเวลานั่งเงียบอยู่เสนอความเห็น แอนนาฉุนกึก มองหน้ามุนินอย่างไม่พอใจ

                นี่คุณ…….คุณไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับงานนี้เลยนะ ฉันคิดว่าคุณควรจะอยู่เฉยๆจะดีกว่า

                ฉันเพียงแต่คิดว่าเราน่าจะลองดูมุนินบอกเสียงอ่อย เธอเผลอแสดงความคิดเห็นตามประสาคนปากไวอีกจนได้ นึกแล้วให้อยากยกมือขึ้นตบปากตัวเองนักเชียว

                เอาล่ะๆ ลองดูอีกสักวันก็แล้วกันวิลเลี่ยมตัดสิน ก่อนจะสั่งให้คนงานเคลื่อนย้ายเต็นท์และสัมภาระเดิมมาตั้งใหม่ที่นี่

                ไปเตรียมอาหารเถอะแอนนาโอมาร์หันมาบอกคนรัก แอนนาพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปภายในเต็นท์ขนาดเล็กแบบชั่วคราวที่คนงานพึ่งจะสร้างเสร็จหมาดๆ เพื่อไปเตรียมอาหารแบบง่ายๆ

                ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารสำเร็จรูปจำพวกปลากระป๋อง บะหมี่ โจ๊กซอง แอนนาจัดการก่อกองไฟจากฟืนเล็กๆที่คนงานเตรียมมาให้

                มุนินเดินตามออกมาช่วยเงียบๆ ซึ่งตลอดเวลาทั้งสองคนแทบจะไม่ได้พูดไม่ได้มองหน้ากันเลยแต่ก็ยังช่วยกันทำงานจนเสร็จเรียบร้อย มุนินช่วยยกซุปข้าวโพดควันหอมฉุยออกมาวางตรงหน้าทุกคน

                อืม…….หอมจริง ซุปข้าวโพดงั้นหรือ กำลังนึกอยากทานอะไรอุ่นๆอยู่พอดีหัวหน้าคณะบอกขึ้นอย่างอารมณ์ดี ทั้งที่วันนี้งานของเขาแทบจะไม่คืบหน้าอะไรเลย

                มีแซนด์วิชด้วยนะคะ ฉันกลัวว่าทานแค่ซุปข้าวโพดมันจะไม่อยู่ท้องมุนินบอกยิ้มๆ พร้อมกับหายกลับเข้าไปยกถาดแซนด์วิชออกมาให้

                โอ…….รอบคอบจริงมิสโรบินบอกขึ้นอย่างถูกใจ มุนินยิ้มกว้างกับคำชมนั้น แอนนาหันมามองอย่างหมั่นไส้

                เราจะลองขุดดูอีกแค่วันเดียว ถ้าไม่มีอะไรคืบหน้าเราจะกลับไปตามแผนเดิมวิลเลี่ยมบอกแก่ที่ประชุมหลังจากคิดอยู่นาน

                น่าแปลกนะ…….ทำไมเราถึงไม่เคยได้ยินพระนามของเจ้าหญิงเนเฟอร์ทาร์เรียมาก่อนเลย ตามที่แผ่นปาปิรุสบันทึกไว้นางเป็นถึงราชินีของฟาโรห์เนฟทราจริงๆ มันก็น่าจะมีบันทึกเกี่ยวกับพระนางเอาไว้บ้างสิเบ็นออกความเห็นพร้อมกับเกาคางไปด้วย แววตาครุ่นคิด

                นั่นสิคะ……ตามหมาวิหารต่างๆก็ไม่มี ไม่ว่าจะเป็นบันทึกต่างๆหรือว่ารูปปั้น ไม่มีอะไรที่เป็นหลักฐานในการกล่าวถึงพระนางเลยแอนนาตั้งข้อสังเกต

                ถ้าจะเหลวซะละมั้ง……..อย่าว่าแต่ตัวเนเฟอร์ทาร์เรียเลยแม้แต่ฟาโรห์เนฟทราเราเองก็เคยได้ยินแต่พระนาม กับบันทึกอีกนิดหน่อย แปลกนะ…..ทั้งที่ในบันทึกกล่าวว่าฟาโรห์เนฟทราเป็นฟาโรห์ที่เก่งกล้าสามารถในการรบมาก ขยายอาณาเขตออกไปไกลครอบคลุมทั้งอียิปต์บน อียิปต์ล่างแต่ทำไมถึงไม่เคยมีใครหาสุสานของพระองค์เจอเลยโรบินบอกขึ้นพร้อมกับยักไหล่ก่อนจะทิ้งร่างสูงใหญ่ของเขาลงบนเปลสนามแล้วจุดบุหรี่สูบเงียบๆ

                มีสิ……..มันต้องมีแน่ๆ เพียงแต่เรายังหาไม่เจอเท่านั้นเองโอมาร์แย้งขึ้นอย่างเชื่อมั่น ทั้งที่เขาเองก็บอกตัวเองไม่ถูกเหมือนกันว่าไรถึงได้ทำให้เขามั่นใจได้ขนาดนี้

                คุณเอาอะไรมายืนยันความมั่นใจของคุณได้โอมาร์ หลักฐานอะไรก็ไม่มี คุณรับผิดชอบกับการเสียเวลาและงบประมาณที่เสียไปได้เหรอเบ็นบอกด้วยอารมณ์ครุกรุ่นปนหมั่นไส้ จนวิลเลี่ยมต้องรีบขัดขึ้นก่อนที่หัวข้อสนทนาเชิงปรึกษาจะกลายเป็นข้อโต้แย้งรุนแรงในที่สุด

                เอาล่ะๆ…….ลองดูกันสักตั้ง ในเมื่อโอมาร์กับมุนินมั่นใจ ผมก็จะเชื่อใจพวกคุณ วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะ อีกประเดี๋ยวเราจะกินอาหารเย็นกัน ผมให้คนงานออกไปเตรียมมาให้อยู่คิดว่าแค่ซุปกับแซนด์วิชคงอยู่ท้องได้ไม่กี่ชั่วโมง ผมว่าแอนนากับมุนินควรจะไปอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อยก่อนดีกว่าเดี๋ยวมันจะดึกเกินไป คนงานเตรียมเต็นท์สำหรับอาบน้ำเอาไว้แล้วอยู่ซ้ายมือ แล้วก็นอนพักกันให้เต็มที่ เพราะพรุ่งนี้มีงานให้ทำอีกมากวิลเลี่ยมบอกขึ้นอย่างใจดี

                เขาได้ว่าจ้างคนงานหลายคนที่เป็นคนพื้นเมืองอียิปต์เพื่อมาช่วยอำนวยความสะดวกแก่คณะโบราณคดีของเขาในด้านต่างๆ

                แอนนาพยักหน้ารับพร้อมกับเดินออกไปทางด้านหลังเต็นท์ โดยมีมุนินเดินตามไปด้วย จากนั้นพวกผู้ชายที่เหลือก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวของตัวเองบ้าง

                มาไกลถึงนี่น้ำใช้ยังมีอยู่หรือคะมุนินชวนคุยเมื่อเห็นแอนนาเดินลิ่วไม่พูดไม่จากับใคร เผื่อการพูดคุยกันครั้งนี้จะคลายบรรนากาศอึดอัดระหว่างเธอกับแอนนาลงได้บ้าง เพราะถึงยังไงตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่เธอก็จำต้องนอนพักห้องเดียวกันแอนนา จะไม่ให้พูดคุยกันเลยก็กระไรอยู่

                พวกคนงานเขาขนมาให้ได้ ขอแค่มีเงินเท่านั้นแหละ แต่เราจะต้องช่วยกันประหยัดน้ำกันหน่อย ใชแต่พอดีที่นี่ไม่ใช่ในเมือง คนงานต้องคนมาจากหมู่บ้านไกลจากที่นี่มากแอนนาตอบห้วนๆพร้อมกับเดินเข้าไปในเต็นท์

                แอนนาเดินไปนั่งบนเตียงของตัวเอง ดึงชายเสื้อยืดสีหม่นออกจากขอบกางเกงยีนส์แล้วถอดออกต่อหน้ามุนิน เผยให้เห็นทรวดทรงอวบอิ่มลานตานั้นชัดเจน แต่แทนที่แอนนาจะถอนเสื้อผ้าแล้วไปอาบน้ำอย่างที่เธอคาดคิดแต่กลับเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าตัวใหม่แล้วทิ้งตัวลงนอนเลย

                มุนินนั่งมองการกระทำนั้นอย่างแปลกใจก่อนจะยักไหล่น้อยๆเอื้อมมือไปเปิดไฟดวงเล็กที่อยู่ภายในเต็นท์ กวาดสายตามองหาข้าวของส่วนตัวของเธอที่คนงานขนมาให้ที่วางระเกะระกะไม่เป็นระเบียบแล้วเธอยังไม่มีเวลาได้จัดมัน

                หญิงสาวลุกขึ้นจัดการข้าวของพวกนั้นให้เข้าที่ เหลือบตามองไปทางแอนนาพบว่าเธอหลับไปแล้ว เธอถอนหายใจเบาๆพร้อมกับเดินจนแทบจะกลายเป็นย่องเพราะเกรงว่าจะทำเสียงดังให้แอนนาตื่นขึ้น ประเดี๋ยวจะพลอยหงุดหงิดใส่เธออีก

                นอนได้ยังไงกันนะ…….น้ำท่าก็ไม่ยอมอาบ เธอส่ายหน้าอีกครั้งก่อนจะหอบเสื้อผ้าชุดใหม่เดินออกไปอาบน้ำนอกเต็นท์ที่คนงานเตรียมเอาไว้ให้ชั่วคราว

                เธอค่อยๆเปลื้องเสื้อผ้าตัวบนที่ชื้นไปด้วยเหงื่อออก เรือนร่างเปลือยเปล่าของเธออยู่ในแสงสลัวของตะเกียง

                ขณะเอื้อมมือไปหยิบขันตักน้ำนั้น เธอก็ถึงกับสะดุ้งวางขันขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล รู้สึกว่าสายตาของใครคนหนึ่งกำลังจ้องมองเธออยู่ ใครคนนั้นอยู่ในห้องนี้ เธอรีบตวัดมือทั้งสองขึ้นปัดป้องหน้าอกเปลือยเปล่าของตัวเองก่อนจะเหลียวมองหาที่มาของสายตาที่จ้องมานั้น

                ถอนหายใจเฮือกด้วยความรู้สึกดีขึ้น เมื่อไม่พบอะไร หลังจากที่อาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วจึงเดินกลับมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนอนคนละมุมกับแอนนา

                ใจนึกถึงสายตาที่จ้องมองเธอขณะอาบน้ำ กวาดสายตามองหาอีกรอบ หลายครั้งแล้วนะที่เธอรู้สึกแบบนี้ รู้สึกได้ถึงสายตาแสดงความชิงชังรังเกียจส่งมาจากที่ใดที่หนึ่ง

                เธอฝืนใจนอนให้หลับอยู่นานก็ยังนอนไม่หลับซะที อาจเป็นเพราะอากาศวันนี้ค่อนข้างจะร้อนอบอ้าวก็เป็นได้ เธอนอนถอนหายใจหนักอยู่ได้ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจลุกเดินออกไปจากเต็นท์เงียบๆ  กะว่าจะออกไปเดินสูดอากาศข้างนอกเต็นท์

                ขณะที่กำลังจะออกไปพ้นหน้าเต็นท์ นัยน์ตาของเธอก็ปะทะเข้ากับประตูของเต็นท์ที่เป็นชายผ้าปิดทบกันแบบที่สามารถแหวกกลางได้เวลาต้องการจะออกไปนอกเต็นท์

                ประตูเต็นท์ที่ก่อนหน้านี้ปิดสนิท บัดนี้แหวกน้อยๆ เธอมองเห็นเรือนรางว่า เห็นดวงหน้าหนึ่งผลุบออกไปจากช่องแหวกนั้นทันที

                มุนินขมวดคิ้วมุ่น ยืนนิ่งขึงอยู่กับที่ด้วยความตกตะลึง ดวงหน้าเรียวเล็กนั้นบ่งบอกว่าเป็นใบหน้าของสตรี ซึ่งต้องไม่ใช่แอนนาแน่นอนเพราะแอนนายังคงหลับสนิทพร้อมกับเสียงหายใจสม่ำเสมอ

                เอ๊ะ…..ใครกันเธอขมวดคิ้วเมื่อเห็นเงานั้นชัดเจนขึ้น เพราะมันอยู่ไม่ไกลนัก

                ใบหน้านั้นเรียวยาวรูปไข่ ดวงตากลมโตเรียวยาวคล้ายกับเขียนขอบตา จมูกโด่งพองาม ริมฝีปากจิ้มลิ้ม ใบหน้างามนั้นบ่งบอกว่าสวยจัด สวยประหลาดที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา

                ใบหน้านั้นสวมเครื่องประดับคล้ายมงกุฎอยู่บนศีรษะ เป็นมงกุฎทรงสูง ลักษณะคล้ายงูสองตัวหันหน้าเข้าหากันมีรูปพระอาทิตย์ฉายแสงอยู่ตรงกลาง

                มือเรียวยาวของใครคนนั้นกวักมือเรียกเธอให้ออกเดิน เธอเขม้นมองอย่างไม่แน่ใจนักกึ่งกลัวกึ่งกล้าทั้งอยากรู้ปนกัน

                มือกำไฟฉายในมือแน่นส่องกราดไปทั่ว ขยี้ตาอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ แอบปรารถนาในใจว่าเมื่อลืมตาขึ้นเงาดำนั้นจะหายไป

                เธอตะได้มั่นใจว่าตัวเองตาฝาด แต่ผิดคาด เงาดำนั้นยังคงอยู่ที่เดิมและยังกวักมือเรียกเธออยู่อย่างนั้นตรงตำแหน่งเดิม

                พี่นิน……ช่วยนาด้วยอีกครั้งที่เธอได้ยินเสียงเรียกของมุนา จากนั้นภาพเดิมที่เธอเคยฝันถึงก็ปรากฏซ้ำอีกครั้ง ต่างกันที่ว่าครั้งนี้เป็นความจริงไม่ใช่ความฝัน ร่างโชกเลือดของมุนาถูกเงาดำของผู้หญิงประหลาดคนนั้นทำร้ายอย่างหนัก

                ยายนา!”เธออุทานก่อนจะรีบวิ่งไปทางที่เห็นร่างของมุนินยืนอยู่ วิ่งออกมาไกลจากที่พักไปอย่างไม่คิดชีวิตแต่ภาพนั้นกลับไกลออกไปเรื่อยๆจนหายวับไป

                อย่าพึ่งไป!........ยายนารอพี่ด้วยเธอตะโกนเรียกสุดเสียงก่อนที่ขาจะสะดุดกับอะไรบางอย่างจนล้มลงมือกำที่ข้อเท้าตัวเองแน่นครางอย่างเจ็บปวด

                เอ๊ะ……อะไรเธออุทานเมื่อสายตาสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอสะดุดล้มเมื่อครู่ เมื่อเธอหยิบมันขึ้นมาดูพบว่ามันเป็นรูปปั้นขนาดเล็กๆ ประมาณครึ่งฟุต

                มือทั้งสองข้างของรูปปั้นนั้นไขว่กันไว้ที่อก ในมือถือจอบกับเสียมตรงกลางลำตัวแกะสลักอักษรเอาไว้ ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอย่างไร

                เธอถือมันขึ้นมาดูงงๆ ดูเหมือนจะเป็นรูปปั้นของคน เป็นผู้หญิง……..เธอใช้ไฟฉายในมือส่องดูรายละเอียด พร้อมกับความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าภาพสลักของรูปปั้นตัวนี้ ใบหน้าของมันเหมือนเธอเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

                เหมือนใครบางคนที่เธอเคยเห็น!

                โอ้ย…….จะบ้าใหญ่แล้วยายมุนิน รูปปั้นตัวนี้จะไปเหมือนกับคนที่เรารู้จักได้ยังไงกัน เธอกวาดสายตามองหาเงาดำนั้นอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นหันหลังกลับเมื่อแน่ใจว่าไม่เจอแน่ๆ

                บางที……..เราอาจจะตาฝาดเธอบอกกับตัวเองอย่างนั้นพร้อมกับเดินกลับที่พัก ซึ่งเธอพึ่งรู้ตัวว่าตัวเองวิ่งออกมาไกลมาก ขามาเธอรู้สึกว่าตัวเองวิ่งมาแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นแต่ขากลับต้องเดินลากขามาเกือบชั่วโมงกว่าจะมาถึงที่พัก

                เมื่อมาถึงเธอก็ทิ้งตัวลงนอนอย่างเมื่อยล้า คราวนี้เธอหลับเป็นตายทั้งที่มีรูปปั้นประหลาดนั้นอยู่แนบอกอยู่แน่น

 

34 ความคิดเห็น

  1. #32 suviski (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 มกราคม 2554 / 09:12
    สนุกดี........มาอัพเร็วด้วยนะค่ะ......เป็นกำลังให้มาก.....เด้อ
    #32
    0