สุดผืนทรายเจ้าชายทมิฬ

ตอนที่ 4 : ตอน4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 211
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    23 เม.ย. 57

นัดดากับปภาวรินทร์หอบหิ้วอาหารหลายอย่างลงจากรถแท็กซี่เมื่อถึงวัดเก่าแก่ที่พำนักของแม่ชีกลิ่นจันทร์ ผู้มีศักดิ์เป็นป้าของเธอ หลังถวายอาหารและรับพรเสร็จแล้ว แม่ชีจึงเดินนำมานั่งยังศาลาหลังเล็กในวัด ท่านมองหน้าหลานสาวแล้วมีสีหน้าไม่สบายใจ

“บี๋มาทำบุญบ่อยๆ นะลูก”

“แม่ชีคะ มีอะไรหรือเปล่า” ปนัดดาหน้าเสีย มือไม้เย็นเฉียบ ปภาวรินทร์เองแม้ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้นักแต่ก็อดวาบในอกไม่ได้

“มีอะไรจะเกิดขึ้นหรือคะแม่ชี”

“ช่วงนี้รู้สึกเหมือนจะดวงตก ใช่ไหม” แม่ชีย้อนถาม หญิงสาวจึงพยักหน้า

“ค่ะ หลายเรื่องเหมือนกัน แต่บี๋คิดว่ามันบังเอิญ” ปภาวรินทร์ว่า ปนัดดาใจไม่ดี นึกถึงภาพเงาภายใต้แสงเทียนโบกสะบัดเมื่อคืนก็ใจหาย

“แก้ได้ไหมคะ” ปนัดดาถามขึ้น

“ยื่นมือมาซิลูก”

หญิงสาวยื่นมือซ้ายออกไปให้ ท่านสัมผัสปลายมือนั้นแล้วก็หลับตา ครู่ใหญ่จึงลืมตาขึ้น เหงื่อพราวขึ้นบนขมับแล้วถอนหายใจ

“มันกลับมาอีกแล้วหรือ”

“คะ?”

“สัมผัสที่หกของหนู” ท่านถามราวกับหยั่งรู้ทำให้ปนัดดาหันขวับ จำได้ว่าเคยถามลูกสาวอยู่หลายครั้งแล้วก็ได้รับคำตอบว่ามันไม่เกิดขึ้นมานานแล้ว ที่เธอขอให้ลูกไม่ใช้พลังงานเหนือธรรมชาติพวกนี้ก็เพราะแม่ชีกลิ่นจันทร์เคยเตือน พลังนั้นจะทำให้ชีวิตของปภาวรินทร์ไม่ปกติและเดือดร้อน โล่งใจไปหลายปีเพราะลูกสาวเธอยืนยันว่ามันหายไปนานหลายปีแล้ว

“มันเกิดขึ้นอีกหรือยายบี๋”

หญิงสาวพยักหน้า แปลกใจที่แค่เรื่องสัมผัสที่หกที่เธอไม่เห็นว่ามันจะมีผลอะไรกับชีวิตทำให้ผู้มากวัยกว่าทั้งสองตกใจกันขนาดนั้น

“เพิ่งกลับมาค่ะ เมื่อไม่กี่วันนี้เอง”

“ไม่ใช้มันอีกได้ไหมลูก” ผู้เป็นแม่ร้องขอทว่าหญิงสาวไม่แน่ใจ จู่ๆ มันก็เกิดขึ้นมาอีก

“บี๋ไม่แน่ใจค่ะ มันมาของมันเอง ทำไมหรือคะแม่ บี๋แค่มองเห็นอดีต ไม่น่าจะร้ายแรงอะไร คนที่รู้ก็ลืมๆ กันไปหมดแล้ว”

“แต่แม่ชีเคยบอก

“แม่ชีบอกแม่ของบี๋เองนั่นแหละว่าพลังของบี๋จะก่อความเดือดร้อนให้บี๋ได้ในอนาคต แต่กรรมใครจะฝืนลิขิตได้ มันคงถึงเวลา” แม่ชีบอกเนิบๆ ทำให้หญิงสาวมุ่นคิ้ว

“จะเกิดอะไรขึ้นกับบี๋หรือคะ”

“แม่ชีก็ไม่รู้หรอกลูก รู้แต่ว่าช่วงนี้ดวงหนูไม่ค่อยดีนัก ไหนยื่นมือมาอีกทีซิ” แม่ชีบอกหญิงสาวจึงยื่นให้ดูอีกครั้ง แม่ชีก้มมอง ลูบฝ่ามือเธอไปมาแล้วเงยหน้ามามองหลานสาว “จะมีโชคดีและโชคร้าย ต้องพลัดจากบ้านไปไกล ไกลมากและอันตราย”

“จากบ้าน!” ปนัดดาเอื้อมมือมาบีบกระชับมือลูกสาว ใบหน้าขาวเผือดลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปภาวรินทร์ลืมตาดูโลกยังไม่เคยห่างแม่ไปไหนไกล

ไม่!...เธอไม่ยอมเด็ดขาด

“ใช่ ต้องพลัดบ้านไปไกล มีทั้งโชคดีและร้าย”

“มีทางแก้ไหมคะแม่ชี” ประโยคนี้หญิงสาวเป็นฝ่ายถามขึ้น เธอยังนึกไม่ออกว่าตัวเธอเองจะต้องห่างบ้านไปไหน หรือจะต้องไปเปิดสาขาใหม่ต่างจังหวัด

ปภาวรินทร์คิดได้เท่านั้น ไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นว่าจากบ้านไปไกลนั้นจะหมายถึงข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลมากถึงเพียงนั้น

“บวช”

“คะ?” หญิงสาวอึ้งกับทางแก้ข้อนั้น

“แม่ชีอยากให้หนูบวชชีพราหมณ์สักสิบวัน พอจะได้ไหมจ๊ะ”

“เอ่อ” หญิงสาวเกิดอาการอึกอัก งานเธอกำลังก้าวหน้า ยังมีเรื่องโฆษณาผลิตภัณฑ์ต้องจัดการกว่าจะเสร็จเรื่องก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน

“บวชหรือ ได้สิคะแม่ชี” ปนัดดาตอบขึ้นแทนทว่าหญิงสาวส่ายหน้า

“ไม่ได้หรอกค่ะแม่ งานบี๋กำลังยุ่ง”

“งานยุ่งแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตของเรานะลูก ไม่เอาหรอก ถึงมีงานมีเงินมากแค่ไหนก็เทียบกับชีวิตบี๋ไม่ได้หรอกนะลูก”

หญิงสาวถอนหายใจ แบ่งรับแบ่งสู้

“อย่างนั้นก็รอให้สะสางงานก่อนนะคะแล้วบี๋จะขอลางานกับหัวหน้า แต่คงบวชได้ไม่ถึงสิบวัน อาจจะห้าหรือเจ็ดวันนะคะ”

“อย่านานนักนะลูก แม่ใจไม่ดี”

หญิงสาวบีบกระชับมือเย็นเฉียบเหมือนเก็บซุกเอาไว้ในถังน้ำแข็งของแม่แล้วยิ้มให้กำลังใจ อย่างที่แม่ชีท่านว่าคนเราจะหนีกรรมไปไม่ได้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เพียงแต่เธอตามใจแม่เรื่องบวชเพราะอยากให้ท่านสบายใจเท่านั้น อะไรที่ถนอมน้ำใจท่านได้เธอก็เลือกจะทำ

 

ก่อนวันสถาปนารัชทายาทของนานิเบีย ทั้งพระราชวังส่วนหน้าส่วนหลังก็วุ่นวายกันไปหมดเมื่อแหวนทองคำฝังเพชรสีชมพูยี่สิบห้ากะรัต มูลค่ามหาศาลอันเป็นเครื่องประกอบพิธีสถาปนาสูญหายออกไปจากห้องบรรทมของกษัตริย์ อับดุลฮะซีย์ อย่างไร้ร่องรอย

ทหารและเหล่านางกำนัลที่ทำงานกันในวันนั้นถูกเรียกตัวมากลางดึก แต่ไม่พบว่ามีผู้ใดรู้เห็น และไร้พิรุธเกินกว่าจะเอาผิดกับใครได้

“บังอาจนัก” กษัตริย์อบดุลฮะซีย์ตวาด เหล่าข้าราชบริพาลทั้งหลายหมอบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว แต่ทุกคนก็ปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็น

ก่อนหน้านี้เขาจำได้ว่าเอาแหวนทองคำประดับเพชรสีชมพูอันเป็นเพชรเม็ดใหญ่หายากน้ำงามที่สุดเม็ดหนึ่งของโลกอันประเมินค่าไม่ได้เพราะเป็นของคู่บัลลังก์คู่ราชวงศ์มาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษออกมาดู แล้วหายไปแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับราชวงศ์

ลางร้าย!

คิดมาถึงตรงนี้น้ำลายก็กลืนลงคอแทบไม่ได้ หากถึงวันสถาปนาไม่มีแหวนวงนี้เจ้าชายอัมฟานจะไม่ได้รับการรับรองและความมั่นคงของราชวงศ์เบน จามาอุน บูดิล จะไม่ได้ความน่าเชื่อถือ พวกที่ตั้งตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามอาจจะเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการปลดราชวงศ์ เบน จามาอุน บูดิล ก็เป็นได้

“ปิดทางเข้าออกทุกทางที่ออกจากวังหลวง อย่าให้เอิกเกริกมากนัก และห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปให้ใครอื่นรู้ ไม่อย่างนั้นเราจะสั่งแขวนคอ” สั่งเสร็จก็เดินกลับไปกลับมา ครู่ใหญ่เจ้าชายอัมฟานจึงกระหืดกระหอบเข้ามาที่พระตำหนักใหญ่

“ท่านพ่อเกิดอะไรขึ้น”

“พิงค์ไดมอนด์หายไป”

“พิงค์ไดมอนด์! ที่ประดับบนแหวนนั่นนะหรือครับท่านพ่อ” เจ้าชายรัชทายาทหน้าซีด แหวนประจำราชวงศ์หายไปอย่างนี้

เขาไม่อยากคิด….

“พ่อเพิ่งเอาออกมาดูเมื่อวานนี้ แล้วก็วางไว้บนหัวนอน มันหายไป ใคร!...ใครที่บังอาจเข้าไปในห้องนอนของเรา” องค์อับดุลฮะซีย์ถามเสียงก้อง ภายในพระตำหนักนอกจากราชองครักษ์หลายนายแล้วก็มีเหล่านางทาสและนางกำนัลคอยรับใช้

ผู้ที่เข้านอกออกในพระตำหนักนี้ได้ก็มีเพียงเท่านี้ หากเป็นพระญาติก็มีเจ้าชายอัมฟาน เจ้าชายนัสรานและพระญาติที่เป็นผู้ชายแต่ไม่มีผู้ใดล่วงล้ำไปยังห้องนอนแม้แต่เจ้าชายอัมฟานเอง ส่วนเรื่องขโมยนั้นแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีผู้ใดกล้าอาจหาญจึงมิได้คิดระวังข้าวของ

กษัตริย์อับดุลฮะซีย์จำได้ว่าถอดแหวนประจำราชวงศ์ออกจากนิ้วไว้บนที่นอน ปกติแล้วมิได้สวมมันเหตุเพราะความใหญ่โตของขนาดเพชรที่มีไว้เพื่อประดับบารมีและความยิ่งใหญ่มิได้เหมาะแก่การสวมใส่แต่เอาออกมาดูก็เพราะใกล้ถึงวันสถาปนาแล้วนั่นเอง

เรื่องขโมยนั้นไม่เคยคิด เหตุเพราะกฎหมายของนานิเบียนั้นเฉียบขาด หากมันผู้ใดขโมยข้าวของนั้นมีโทษสถานหนัก ใช้มือซ้ายขโมยก็ต้องถูกตัดมือซ้ายแล้วยิ่งเป็นของสำคัญของเจ้าผู้ครองประเทศ โทษของมันผู้บังอาจขโมยก็คือความตายเท่านั้น

แล้วใครใครจะกล้าเสี่ยงชีวิตถึงเพียงนั้น

“หากจับได้ เราจะสั่งสับมันให้เละ” องค์อับดุลฮะซีย์คำรามแล้วสะบัดชายเสื้อตัวยาวออกไป

 เจ้าชายอัมฟานทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนเดินออกไปจากเขตวังหลวงเพื่อติดตามคนร้ายก่อนที่มันจะออกนอกเขตพระราชวังไปไกล แต่ก่อนไปได้สั่งให้หัวหน้านางกำนัลช่วยตรวจสอบว่ามีใครหายไปและให้ค้นตัวและที่พักของทุกคนไม่เว้นว่าจะเป็นนางทาส นางกำนัลและทหารจากตำหนักไหน

 

ทางด้านพระตำหนักของพระชายาและชายาคนอื่นๆ ของกษัตริย์อับดุลฮะซีย์ก็กำลังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นแต่กฎของที่นี่คือส่วนของผู้ชายกับผู้หญิงแยกจากกันชัดเจนไม่ก้าวก่ายปะปนกัน เพราะฉะนั้นจะเข้าไปสอบถามไม่ได้ง่ายๆ จึงต้องรอให้นางกำนัลไปสืบเสาะหาความมา

“แย่แล้วเพคะพระชายา” นางกำนัลคนสนิทของพระชายาฮัพเซาะห์เข้ามารายงานหน้าตาตื่น พระชายาเองก็ขยับตัวด้วยเห็นสีหน้าจืดจางของคนสนิทก็เดาว่าต้องเกิดเรื่องร้าย

“ท่านพี่เป็นอะไร หรือว่าอัมฟาน”

“ไม่ใช่ทั้งสองคนเพคะ แต่นางกำนัลตำหนักนั้นแจ้งว่าแหวนหายไปเพคะ”

“แหวน แหวนของใคร”

“ขององค์อับดุลฮะซีย์เพคะ ตอนนี้ตำรวจ ทหารเต็มไปหมด”

“แหวน” พระชายามุ่นคิ้ว แหวนอะไรถึงจะทำให้วุ่นวายกันถึงเพียงนั้น เพราะสมบัติพัสถานของพระสวามีมีมากมายและปกติก็ไม่ชอบใส่เครื่องประดับใด

แหวน

พิงค์ไดมอนด์!

แค่คิดหัวใจก็เต้นแรงราวกับจะหลุดออกมาข้างนอก หน้าซีดเผือดจนนางกำนัลต้องเข้ามาประคองแล้วร้องเรียกหายาเป็นการใหญ่

“พระชายาเพคะ”

“แหวนอะไร ไปตามเรื่องมาให้เราเดี๋ยวนี้” พระชายาสั่งเสียงเข้ม นางกำนัลจึงลนลานออกไปตามคำสั่ง ไม่ช้าเจ้าหญิงซากีห์ก็มาถึง

“เกิดอะไรขึ้นคะท่านแม่”

“แหวนของพ่อเจ้าหายไป แม่กำลังสงสัยว่าจะเป็นพิงค์ไดมอนด์ ซากีห์เราจะทำอย่างไรกันดีลูกรัก ทำอย่างไรดี” พระชายาเอื้อมมือเย็นๆ มาบีบมือเจ้าหญิง

 เธอมีลูกชายเพียงคนเดียว หากตำแหน่งกษัตริย์เปลี่ยนมือนั่นก็ย่อมหมายความว่าอำนาจของเธอจะไม่เหลือ อย่าว่าแต่อำนาจแม้แต่ชีวิตก็ไม่ต่างกับแขวนเอาไว้บนเส้นด้าย

“ตอนนี้อัมฟานอยู่ที่ไหนคะ”

“คงจะอยู่กับพ่อเจ้าหรือไม่ก็ตำรวจ”

“จริงสิลูกตั้งใจจะมาหาท่านแม่ด้วยอีกเรื่อง” เจ้าหญิงซากีห์ทำหน้าร้อนรนเสียยิ่งกว่าพระมารดา “ลูกหาตัวนัสรานไม่พบ”

“ตายจริง ดึกดื่นป่านนี้ แล้วนังพี่เลี้ยงมันไปไหน”

“นัสรานไม่ยอมให้มีพี่เลี้ยงในห้องนอนค่ะ ลูกให้เฝ้าหน้าห้อง แต่มีเสียงเอะอะวุ่นวายแกก็คงอาศัยจังหวะนั้นออกไปจากห้อง ตำหนักนั้นเป็นส่วนของพวกผู้ชายเสียด้วย”

“คงอยู่แถวนี้” พระชายาคาดเดาแต่แล้วก็หน้าเสีย “ไม่ได้ๆ มีขโมยกล้าล่วงล้ำเข้ามา นัสรานอาจจะได้รับอันตรายก็ได้”

“ท่านแม่พูดให้ลูกกลัว” เจ้าหญิงทาบมือลงกับอกแล้วสั่งนางกำนัลคนหนึ่งที่หมอบตัวลงราบกับพื้นรอรับใช้ “เจ้าช่วยเราหาเจ้าชายนัสรานที”

“เพคะ”

“อะไรกันหนอลางร้ายหรือเปล่าลูกซากีห์”

“ท่านแม่อย่าเพิ่งตกใจไปเลยค่ะ หากเป็นแหวนประจำราชวงศ์ของเราจริงๆ ท่านพ่อไม่ปล่อยให้มันลอยนวลหรอกค่ะ”

“แต่ถ้าหาไม่พบ”

“ใครกันนะมันช่างบังอาจนัก มันช่างรนหาที่ตายแท้ๆ” เจ้าหญิงพึมพำด้วยใจนั้นไม่เคยคิดว่าขโมยคนไหนจะรอดเงื้อมมือทหารและตำรวจของทางนานิเบียไปได้

“แล้วถ้าหาไม่พบ งานสถาปนาจะทำอย่างไร อีกแค่สามวันเท่านั้น” พระมารดาย้อนถาม คราวนี้เจ้าหญิงซากีห์พูดไม่ออก หากไม่มีแหวนวงนั้น พวกข้าราชการหัวเก่าทั้งหลายไม่มีทางยอม

“ไม่น่าจะเกินวันนี้คงรู้ค่ะท่านแม่ อย่าทรงกังวลไปเลย ลูกขอออกไปตามหานัสรานสักครู่แล้วจะรีบกลับมา แม่รออยู่ที่นี่นะคะ ไม่ต้องออกไป ให้นางกำนัลมาทูลก็พอแล้ว” เจ้าหญิงบอก ชักผ้าคลุมหน้ามาคลุมแล้วลุกออกไปนอกตำหนักของพระมารดา

 

ปภาวรินทร์สลัดความไม่สบายใจทั้งหมดออกไปแล้วทุ่มเทให้กับงานตรงหน้า ผลิตภัณฑ์ที่เธอเลือกจะให้บริษัทโฆษณารับไปทำก็คือแชมพูตัวใหม่เป็นสูตรสมุนไพรหลายชนิดที่มีสรรพคุณในการดูแลเส้นผม ทั้งเรื่องแตกปลาย ให้ผมเงางาม เธอจะให้นางเอกที่กำลังดังอยู่ขณะนี้อย่างพิมพ์นรามาเป็นแบบให้

“รีย์ เธอว่าฉันเลือกดาราคนนี้ดีไหม”

“พิมพ์นราเหรอ ฉันว่าผมเขาสั้นไปหน่อยนะ ถ้าเป็นอัฐราก็โอเคนะ ดังเหมือนกัน ผมเขายาวถึงกลางหลัง สวยออกนะ”

“อืม” หญิงสาวพยักหน้ารับแล้วลงรายละเอียดในแฟ้มงานใหม่ “ทางนั้นใช้ผลิตภัณฑ์ตัวไหน เธอรู้หรือเปล่าวสุรีย์”

“ไม่รู้เลย พวกนั้นปิดปากเงียบ”

ปภาวรินทร์ทำสีหน้าครุ่นคิด สายตาของเพื่อนรักทำให้วสุรีย์หลิ่วตามองแล้วขยับเข้ามา ชะโงกหน้าเข้าไปกระซิบใกล้ๆ

“เธอไม่คิดจะใช้

“แต่ว่า” หญิงสาวลังเลเพราะมันดูไม่ยุติธรรมกับอีกฝ่ายและที่สำคัญเธอไม่อยากใช้พลังงานพวกนั้นอีกแล้ว เพื่อความสบายใจของแม่

“หรือเธอไม่อยากชนะ ถ้าเรารู้ว่าพวกนั้นจะเอาผลิตภัณฑ์ตัวไหนแล้ววางแผนจะใช้ใครเป็นพรีเซ็นเตอร์เราก็จะได้ชิ่งตัดหน้าไงล่ะ โบนัสก้อนงามแล้วก็ตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นนะอย่าลืม เธอบอกว่าอยากได้มากไม่ใช่เหรอ ได้พาป้าดาไปเที่ยวไกลๆ แล้วไหนจะเงินดาวน์รถ ได้ข่าวแว่วๆ ว่าพี่นางกำลังหามือดีไปช่วยลูกสาวแกบริหารสาขาที่ฮ่องกงด้วยนะ ไม่แน่อาจจะคัดเลือกพวกเราไปก็ได้” วสุรีย์หว่านล้อม

 หญิงสาวคิดตามแล้วพยักหน้าค่อยทำให้คนเป็นเพื่อนรักยิ้มออกมาได้

“มันต้องอย่างนี้สิ”

ปภาวรินทร์ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปใกล้โต๊ะทำงานของศศิกานต์ที่ออกไปพบลูกค้าข้างนอกยังไม่กลับเข้ามา เธอหยิบปากกาที่ศศิกานต์ใช้งานอยู่มากำไว้ หลับตาลงแล้วไม่เห็นภาพอะไรนอกจากภาพศศิกานต์ออกไปพบลูกค้า จับโต๊ะทำงานก็ไม่ได้เรื่องอะไร

“ว่าไง” วสุรีย์ทำหน้าสนใจ

“ไม่ได้เรื่องอะไร ต้องหาอุปกรณ์ที่ศศิกานต์ใช้ตอนคุยเรื่องนี้ ปากกาหรือว่าแฟ้มงานนั้นก็ได้” เธอว่าแต่ไม่อาจละลาบละล้วงได้มากไปกว่านี้

“โธ่แม่นั่นคงเก็บไว้กับตัว”

“ช่างเถอะน่า เรามีความสามารถของเรา ไม่ต้องพึ่งซิกเซ้นส์อะไรหรอกนะ” ปภาวรินทร์ยักไหล่ โล่งใจบ้างเหมือนกันที่ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่านั้น เพราะไม่อย่างนั้นคงรู้สึกว่าเอาเปรียบคู่แข่งมากเกินไป งานนี้จะวัดกันที่ความสามารถเท่านั้น

“โอเคงั้นฉันจะติดต่อบริษัทโฆษณาเลยนะ”

“ได้ แต่อยากให้เขาคิดให้มันแตกต่างจากโฆษณาแชมพูอื่นๆ เอาเป็นแบบเป็นซีรีส์ยาวแบ่งเป็นตอนๆ ก็ได้คนจะได้ติดตา”

“ดีเหมือนกันนะ ให้มีพระนาง คนดูจะได้อิน”

“งั้นตกลงตามนี้ ฉันจะไปดูสถานที่จัดบูธ คอนเซ็ปต์ของเราสวยหวาน จะต้องเน้นขาวกับชมพู เอาให้หวานไปเลย”

“ชักสนุกแล้วสิ เดี๋ยวตอนประเมินยอดขายเราก็รู้ว่าใครจะชนะ” วสุรีย์มั่นใจว่างานนี้ทีมงานของเธอจะต้องชนะแน่ๆ

“ก็เรานะสิ”

“เยี่ยม!” วสุรีย์ยักคิ้วแล้วสองสาวก็หัวเราะให้กันด้วยความพอใจ

 

งานวันสถาปนาที่ออกแถลงการณ์ไปทั่วโลกแล้วว่าจะมีขึ้นถูกเลื่อนไปอย่างกะทันหันด้วยเหตุผลว่าเจ้าชายรัชทายาทป่วยหนัก แต่ความเป็นจริงแล้วเป็นเพราะแหวนประจำราชวงศ์หายไป ทหารและนางกำนัลทั้งหมดที่ทำงานในวันนั้นถูกสั่งขังไว้จนกว่าจะหาผู้กระทำผิดได้

ไม่มีร่องรอย ไม่รู้ว่าหายไปได้อย่างไรและมองไม่ออกว่าใครคือผู้ต้องสงสัย

ทางนานิเบียสั่งปิดข่าวนี้ ห้ามหนังสือพิมพ์ฉบับใดลงข่าวเรื่องนี้เป็นอันขาด และต้องพยายามสืบหาผู้บังอาจแหย่หนวดราชสีห์ให้ได้โดยเร็วที่สุด

เจ้าชายรัชทายาทนั่งอยู่ภายในห้องหนึ่งของนายตำรวจยศสูงผู้มีหน้าที่ติดตามหาพิงค์ไดมอนด์คืนมา ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียดขณะมองกล้องวงจรปิดที่ติดไว้ในพระตำหนักหลวง

“มีอะไรคืบหน้า”

“ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดถูกกุมขังหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่จากการเค้นสอบไม่พบพิรุธใด”

“สามวันแล้วนะ ไม่รู้หรือไงว่าวันสถาปนาจะต้องมีขึ้นในเร็ววันนี้” เจ้าชายถามเสียงเข้มอย่างไม่พอใจกับความล่าช้าของตำรวจและทหาร

“เราพยายามเต็มที่แล้วพ่ะย่ะค่ะ เราปิดสนามบินค้นในสองวันแรก แต่วันที่พิงค์ไดมอนด์หายไปไม่มีคนนอกเข้าออกวังหลวงเลย”

“ก็ต้องเป็นคนใน เราจะเค้นสอบเอง” เจ้าชายบอกแล้วก็ผลุนผลันออกไปจากห้องนั้นอย่างไม่สบอารมณ์ นายทหารและตำรวจหลายนายมองหน้ากันอย่างกลัดกลุ้ม โจรคนนี้นับว่าเก่งมากที่ทำทุกอย่างโดยไร้ร่องรอย และคงเป็นคนที่ใจกล้ามากถึงได้กล้าขโมยของสำคัญอย่างนั้น

“ท่านว่ามันหายไปจริงหรือ” นายทหารผู้หนึ่งย้อนถาม

“ท่านหมายความว่าอย่างไร” คนฟังมุ่นคิ้ว

“ใครจะกล้าขโมยของกษัตริย์ อย่าว่าแต่พิงค์ไดมอนด์เลยแม้แต่ปากกาสักด้ามหากเป็นขององค์อับดุลฮะซีย์ ท่านกล้าหรือ”

คนถูกย้อนถามส่ายหน้าแล้วถามกลับ

“ท่านคิดว่าองค์อับดุลฮะซีย์ทรงหลงลืมไว้ที่ใดที่หนึ่งหรือ”

“มันก็อดคิดไม่ได้หรอกท่าน”

“ของสำคัญอย่างนั้นเขาก็คงแทบพลิกแผ่นดินหา คงไม่ลืมไว้ที่ไหนหรอกน่าท่าน” คนฟังส่ายหน้าแต่ก็อดคิดตามไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะแหวนนั้นถึงขนาดเพชรจะใหญ่มากแต่มันก็อาจจะผ่านหูผ่านตาไปได้เช่นเดียวกัน องค์อับดุลฮะซีย์นั้นก็อายุล่วงเข้าสู่วัยชรา

 

เจ้าชายอัมฟานขับรถยนต์มาเองโดยมีราชองครักษ์ติดตามอยู่ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นสายจากสหายชาวไทยทำให้รอยยิ้มเปิดขึ้นเป็นครั้งแรกนับแต่แหวนสำคัญหายออกไปจากพระราชวังหลวง

“ว่าอย่างไรซัน” เมื่อทราบความหมายชื่อของตะวันจึงเรียกสหายผู้นี้ด้วยชื่อนี้เพราะออกเสียงได้ง่ายกว่าและเจ้าตัวก็ดูจะยินดีรับและรู้สึกเป็นเกียรติที่เจ้าชายเป็นคนตั้งชื่อให้

“กระหม่อมมาที่นานิเบีย เพื่อเจรจากับบริษัทน้ำมัน” เขาตอบเพียงสั้นๆ เพราะเจ้าชายเคยสั่งไว้ว่าหากเขามาที่นานิเบียเมื่อไรให้ติดต่อเขาโดยทันที

“ดีจริงกำลังอยากพบ”

“กระหม่อมก็อยากจะพบเขาเช่นเดียวกัน เราไม่ได้พบกันเห็นจะเกือบปีแล้วกระมัง” ตะวันหัวเราะขึ้น อยากจะบอกเขาอยู่ว่าพวกสาวๆ ในที่ทำงานเขานั้นร้องขอกึ่งอ้อนวอนให้เขาถ่ายรูปร่วมกับเจ้าชายอัมฟานมาฝากให้ได้

“เรามีเรื่องกลุ้มใจ กลุ้มมาก” เจ้าชายบอกแล้วถอนหายใจ ตะวันจับเสียงนั้นได้ว่ามีร่องรอยเหนื่อยหน่ายเหมือนคนหมดแรง

“เรื่องอะไรหรือ จริงสิได้ยินมาว่าวันสถาปนาเลื่อนออกไปเพราะประชวร ตายแล้ว ตะวันทำหน้าตกใจเพราะเพิ่งนึกได้

“ยังยังไม่ทันตาย”

“กระหม่อมไม่ได้หมายความอย่างนั้นแต่ตกใจที่มารบกวนเจ้าชาย เพราะประชวร” เขาเอ่ยขึ้นแล้วทำท่าจะวางสายทว่าเจ้าชายขัดขึ้นเสียก่อน

“เราไม่ได้ป่วยหรอก”

“อ้าว

“อยู่ที่ไหน จะไปรับ” ถามเพียงเท่านั้น เสียงเคร่งเครียดทำให้ตะวันรีบบอกสถานที่ ระหว่างรอเขาซื้อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นมานั่งอ่านในร้านกาแฟ ก็เห็นข่าวประชวรหนักของเจ้าชายอัมฟาน มีเหตุผลอะไรที่ทำให้มีข่าวประชวรแล้วยกเลิกงานสถาปนา

ครู่ใหญ่รถแสนแพงมูลค่าสามสิบล้านบาทไทยของเจ้าชายก็แล่นเข้ามาจอด เจ้าของรถเลื่อนกระจกหลังโทรบอกเขาว่ามาถึงแล้ว ตะวันจึงรีบจ่ายเงินแล้ววิ่งขึ้นรถมาทันที

“ดีใจที่ได้พบกันอีก”

“เช่นกันกระหม่อม ไม่ได้ประชวรหรอกหรือ กระหม่อมยังเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์” ตะวันทำหน้ากังขา เจ้าชายยิ้มเพียงนิดเดียวแล้วเลี้ยวรถเข้าไปภายในโรงแรมหนึ่งที่สหายคนหนึ่งเป็นเจ้าของ แล้วสั่งอาหารและเครื่องดื่มขึ้นไป

ไม่นานอาหารอาหรับหลายอย่างก็พร้อมสรรพบนห้องส่วนตัว ด้านนอกมีองครักษ์ยืนเฝ้าอยู่ไม่ห่าง แต่ดูเหมือนเจ้าชายจะชินเสียแล้ว

“ของสำคัญของเราหายไป” เจ้าชายเริ่มเล่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เรื่องนี้เป็นเรื่องภายใน ปิดข่าวไม่ให้ชาวโลกได้รับรู้แต่กับสหายต่างชาติผู้นี้เขากลับไว้ใจที่จะบอกเล่า และมีบางอย่างบอกกับเขาว่าชายผู้นี้จะมีส่วนช่วยให้เขาตามหาพิงค์ไดมอนด์มาได้

“อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“แหวนประจำราชวงศ์ ก็เพราะอย่างนี้งานสถาปนาถึงต้องเลื่อนออกไป เราต้องรีบตามหามันให้เร็วที่สุดแต่จนป่านนี้ก็ยังไร้ร่องรอย”

“ของสำคัญถึงขนาดนั้น ไม่น่าจะหายโดยง่ายดาย” ตะวันมุ่นคิ้ว เจ้าชายจึงถอนหายใจยาว

“เราก็คิดอย่างนั้น แหวนอยู่บนห้องนอนของพ่อแล้วจะหายไปได้อย่างไรแต่มันก็หายไปแล้วจริงๆ พลิกแผ่นดินวังหลวงตามหาเลยก็ว่าได้”

“คนเข้าออกล่ะพ่ะย่ะค่ะ”

“ด้านนอกวังมีกล้องวงจรปิดแต่ภายในไม่ได้มีไว้ คนที่ขึ้นไปห้องนอนคนล่าสุดเห็นจะเป็นนางกำนัลที่เอานมอุ่นไปให้ดื่ม แต่เราค้นตัวมันทันทีที่รู้วาแหวนหายไปแล้วตัวมันเองก็ไม่ได้ออกไปนอกวัง แต่จะพูดให้ถูกเราจับขัง เค้นสอบ ค้นตัว ค้นที่พักรวมทั้งบ้านญาติของพวกมันทุกคน แต่ก็ไม่พบ”

ตะวันกลืนน้ำลาย คำว่าเค้นสอบของเจ้าชายทำให้เขารู้สึกขนหัวลุก ชาวทะเลทรายมีบทลงโทษผู้กระทำผิดรุนแรง ไม่รู้ว่าจะต้องมีกี่คนที่ต้องตายจากการกระทำของคนหรือกลุ่มคนกลุ่มเดียวนั้น

“เรากลุ้มจะตาย หากไม่มีแหวนวงนั้น พวกข้าราชการหัวเก่าทั้งหลายไม่มีวันยอมรับเรา”

“น่าใจหาย” ตะวันมองเจ้าชายอัมฟานอย่างเห็นใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเขาได้อย่างไร หากเขามีหูทิพย์ตาทิพย์ก็ว่าไปอย่างจะได้มองเห็นได้ว่าช่วงเวลานั้นใครเอาแหวนราชวงศ์ไป

มองเห็นอดีต!

ตะวันเบิกตากว้างขึ้น ขยับมาใกล้เจ้าชายแล้วกลืนน้ำลาย

“กระหม่อมว่าพอมีทาง”

“หืม?”

“หากเรามองเห็นอดีตได้ เราก็จะรู้ว่าช่วงเวลานั้นใครเอาแหวนของราชวงศ์ไป” ตะวันบอกขึ้นจริงจังทว่าเจ้าชายทำหน้ายุ่ง

“นายก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ซัน”

“เป็นไปได้สิพ่ะย่ะค่ะ เป็นไปได้แน่นอน”

“หมายความว่ายังไง” เจ้าชายมุ่นคิ้ว ตะวันจึงตัดสินใจบอกขึ้น

“กระหม่อมมีเพื่อนคนหนึ่งมีสัมผัสที่หกหรือที่เราเรียกกันว่าซิกเซ้นส์ เขามีความสามารถมองเห็นอดีตได้ภายหลังใช้สมาธิในการสัมผัสสิ่งของ หากเขาได้มาห้องบรรทมขององค์อับดุลฮะซีย์ บางทีเขาอาจจะมองเห็นว่าใครเป็นคนเอาแหวนวงนั้นไป”

ประโยคหลังของตะวันช่วยให้ความหวังอันริบหรี่ของเจ้าชายอัมฟานเรืองรองขึ้นมาทันทีถึงกับลุกยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว สาวเท้ายาวๆ มาคว้าตัวตะวันขึ้นมาเขย่า

“จริงหรือซัน”

“พ่ะย่ะค่ะ ปภาวรินทร์เป็นเพื่อนของกระหม่อมเอง เธอมีความสามารถทางด้านนี้มาตั้งแต่เด็กและตอนนี้ก็ยังมีอยู่ เธอมองเห็นอดีตได้จากการสัมผัส”

“เราต้องการพบเธอ”

“เธออยู่ที่ประเทศไทยพ่ะย่ะค่ะ แต่” ดูเหมือนตะวันเองก็เพิ่งจะนึกได้ว่าปภาวรินทร์เกลียดประเทศทะเลทรายเป็นที่สุด เรื่องจะขอให้เธอช่วยเหลือเจ้าชายอัมฟานนั้นช่างยากเย็นและเป็นไปได้ยาก อย่างที่เขาและใครต่อใครที่รู้จักเธอรู้ว่าหญิงสาวไม่เหมือนใคร

“แต่อะไร เร็วเถอะ เรามีเวลาไม่มาก”

“ไม่แน่ใจว่าเธอจะยอมช่วย” ตะวันออกตัว หากปภาวรินทร์รู้ว่าเขากำลังจะหาเรื่องปวดหัวมาให้เธอขนาดนี้คงแทบไม่นับญาติ แต่เขาก็เห็นใจเจ้าชายอัมฟานเหลือเกิน หากหาแหวนวงนั้นไม่เจอก็หมายความว่าจะไม่ได้รับการรับรองจากบุคคลสำคัญของประเทศให้ดำรงตำแหน่งรัชทายาท

“ทำไม หรืออยากได้ค่าตอบแทน เรื่องนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว อยากได้เท่าไหร่เราก็ให้ได้” เจ้าชายอัมฟานคิดไปอีกทางทว่าคนฟังส่ายหน้าดิก ปฏิเสธแข็งขัน

“เธอไม่ใช่คนอย่างนั้นหรอกพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วยังไง”

“เอ่อเอาเป็นว่ากระหม่อมขอถามเธอก่อนนะพ่ะย่ะค่ะว่าจะเต็มใจให้ความช่วยเหลือหรือไม่” ตะวันตัดบทแล้วยิ้มเจื่อน

ไอ้ตะวันเอ๋ยหาเรื่องใส่ตัวเองแท้ๆ

“อย่างนั้นก็รีบติดต่อเธอเดี๋ยวนี้ เราต้องการตัวเธอด่วนที่สุด”

“พ่ะย่ะค่ะ” ตะวันรับคำแล้วกดโทรศัพท์หาปภาวรินทร์ เนื่องจากเวลาที่ประเทศไทยเร็วกว่านานิเบียสามชั่วโมง ตอนนี้ปภาวรินทร์จึงเพิ่งจะเลิกงานพอดี หญิงสาวเลิกคิ้วเมื่อเห็นสายโทรเข้า

“ตะวัน ตอนนี้อยู่ที่ไหนเหรอ” เธอถามเพราะเขาเพิ่งบอกเธอว่าต้องไปติดต่องานที่ประเทศนานิเบียเรื่องส่งออกน้ำมันดิบ

“นานิเบีย”

“เมื่อไหร่จะกลับหรือ” เธอถามไปอย่างนั้นเอง เพราะรอให้อีกฝ่ายพูดถึงธุระที่โทรหาแต่ไม่ได้ยินเสียงของตะวันโต้กลับจึงชวนคุย

“บี๋เรามีเรื่องสำคัญ”

“หืม” หญิงสาวเลิกคิ้วเมื่อจับกระแสเสียงแปลกๆ ของอีกฝ่ายได้

“เรื่องสัมผัสที่หกของตัว มันยังมีอยู่ใช่ไหม”

“ก็มีบ้าง” แม้จะแปลกใจแต่ปภาวรินทร์ก็ยังตอบคำถาม รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาครามครันเพราะไม่อยากพูดถึงความสามารถพิเศษนี้อีกตามคำขอของแม่

“ดีเลย เรามีเรื่องจะขอให้บี๋ช่วยหน่อย”

“เกี่ยวกับพลังของเรานะหรือ” หญิงสาวย้อนถามอย่างไม่สบายใจ แม่เธอเพิ่งบีบบังคับให้รับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่ใช้มันอีก เพื่อเตรียมตัวบวชชีพราหมณ์ตามความต้องการของท่านและแม่ชีกลิ่นจันทร์

“ใช่ มันเป็นเรื่องสำคัญมาก บี๋ตัวได้ข่าวประเทศนานิเบียกำลังจะสถาปนารัชทายาทหรือเปล่า” ตะวันถามขึ้นแต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าหญิงสาวจะตอบว่ารู้เรื่องซึ่งก็จริงอย่างที่คาดเดาไว้เมื่อหญิงสาวตอบตามตรง

“งานเรายุ่งมาก ไม่ได้สนใจหรอก”

“งั้นหรือ” ตะวันหยุดไปครู่ใหญ่ “ทางนานิเบียกำลังจะแต่งตั้งรัชทายาท เจ้าชายอัมฟานที่เราเคยเล่าให้บี๋ฟัง จำได้หรือเปล่า”

“ตะวันมีอะไรหรือเปล่า” ปภาวรินทร์ตัดบทเมื่อเห็นว่าเพื่อนเธอชักจะชักแม่น้ำทั้งห้าออกไปมากเสียแล้วแต่เดาว่าไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเธอนัก

“การสถาปนารัชทายาทของนานิเบียจะต้องมีแหวนประจำราชวงศ์ พิงค์ไดมอนด์มาประกอบพิธีแต่มันหายไป หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทางการพยายามสืบหาทุกทางแต่ไม่พบ”

“แล้วเกี่ยวอะไรกับเรา” หญิงสาวพยายามฝืนน้ำเสียงให้เป็นปกติ ตอนนี้รู้แล้วว่าตะวันมีจุดประสงค์อะไร เพียงแต่รอให้เขาพูดออกมาเองเท่านั้นแต่ในใจมีคำตอบให้อยู่แล้ว

ไม่มีทาง!
 

“ช่วยหน่อยได้ไหมบี๋มันสำคัญมาก”

“ตะวันจะให้เราช่วยอะไร”

“ช่วยมาที่นี่” ตะวันบอกเสร็จก็กลืนน้ำลาย ตอนนี้เขาเดาสีหน้าของปภาวรินทร์ไม่ยากว่าเป็นอย่างไร เขาเหลือบสายตามามองคนตรงข้ามที่นั่งนิ่งอยู่เพราะฟังภาษาไทยไม่ออก แต่จากสีหน้าของตะวันทำให้เจ้าชายรู้สึกว่าฝ่ายนั้นมีปัญหาแน่

“ไม่”

“บี๋

“เราไม่ได้มีเวลาที่จะไปทำเรื่องพวกนั้นหรอกนะ เรามีงานต้องทำ ให้เขาจัดการเองเถอะ” หญิงสาวตัดบท อะไรก็ตามที่ข้องเกี่ยวกับพวกทะเลทรายเธอไม่ขอยุ่ง

“บี๋แต่เรื่องนี้มันสำคัญมากนะ เกี่ยวกับราชวงศ์และความเป็นความตายของผู้บริสุทธิ์อีกหลายคน” ตะวันเริ่มหว่านล้อมทว่าหญิงสาวยังยืนกราน

“มันเป็นเรื่องของพวกเขานะตะวัน เขาทำหายก็ให้เขาตามหากันเอง มันไม่ได้เกี่ยวกับเราแล้วมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับตะวันด้วย”

“เกี่ยวสิ อย่างที่เราเคยบอกบี๋ว่าเจ้าชายกับเรารู้จักกัน ช่วยท่านหน่อยนะ”

“ตะวัน” หญิงสาวปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบ “เราไม่ได้เก่งหรือมีความสามารถถึงขั้นนั้นหรอกนะ โดยเฉพาะหากเราไม่เต็มใจ ไม่มีสมาธิเราก็ไม่ต่างจากคนธรรมดา”

“บี๋

“แค่นี้ก่อนนะ เรากำลังจะขึ้นรถเมล์” หญิงสาวตัดบททำให้ตะวันอ่อนอกอ่อนใจ ปภารินทร์เกลียดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคนทะเลทรายเพราะฝังใจว่าพ่อเป็นคนอาหรับ คนทะเลทรายที่ทอดทิ้งเธอกับแม่ไปและอาจจะด้วยเหตุผลอีกหลายอย่างที่ทำให้เธอชังคนทุกคนในประเทศนี้

“บี๋เดี๋ยวก่อนสิ”

“ถ้าเป็นเรื่องนี้เราคงไม่พูดอีก”

“แต่เจ้าชายมีค่าตอบแทนให้ ราชวงศ์ เบน จามาอุน บูดิล รวยมากเลยนะบี๋ แค่เธอยอมช่วย เธอจะสบายไปอีกนานเลยนะ”

“ไม่ จะอย่างไรเราก็ยืนยันคำเดิม ถ้าตะวันจะโทรมาหาเราอีกละก็หวังว่าคงจะไม่ใช่เรื่องนี้ แค่นี้ก่อนนะตะวัน รถเมล์มาแล้ว”

หญิงสาวตัดบทแล้ววางสาย รถเมล์ขึ้นมาพอดีจึงรีบก้าวขาขึ้นรถไป รู้ดีว่าหากยอมช่วยและทำสำเร็จเม็ดเงินจำนวนไม่น้อยจะไหลเข้ามาสู่กระเป๋าเธออย่างไม่ต้องสงสัย

ช่างเถอะเธอไม่ได้อับจนหนทางถึงขนาดต้องฝืนใจตัวเองไปทำอย่างนั้น

ปภาวรินทร์ลงจากรถเมล์แล้วซื้ออาหารถุงติดมือมาสองอย่าง ยังเหลืองานอีกหลายอย่างให้เธอต้องสะสาง งานโฆษณาเสร็จเมื่อไรเธอจะขอบวชชีพราหมณ์ตามที่แม่ต้องการ

เธอปัดเรื่องเจ้าชายแห่งนานิเบียออกไปก่อนเปิดประตูรั้วเข้าบ้านไป โยนทุกอย่างเอาไว้ข้างนอกแต่คนที่โยนออกไปให้พ้นตัวไม่ได้ก็คือตะวัน หลังวางสายก็ส่งหน้าเจื่อนๆ ไปหาเจ้าชายอัมฟาน

“เอ่อ

“เขาจะมาเมื่อไหร่” เจ้าชายถามแทบจะทันทีทว่าตะวันส่ายหน้า

“ไม่มาพ่ะย่ะค่ะ”

“อะไรนะ” เจ้าชายอัมฟานตวาดขึ้น รอฟังอยู่นานไม่คิดว่าผู้หญิงไทยคนนั้นจะกล้าปฏิเสธเจ้าชายชีค อัมฟาน  เบน จามาอุน บูดิล

“เธอปฏิเสธ”

“บังอาจที่สุด” เจ้าชายอัมฟานโกรธจัด ขบกรามแน่นแล้วกำมือจนตะวันเองยังรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ก่อนเอ่ยแก้ตัวแทน

“เธอมีงานที่เมืองไทยให้จัดการ”

“แต่เราต้องการให้เขามาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ต้องการค่าตอบแทนสักเท่าไหร่ก็ว่ามา เราจ่ายให้เขาไม่อั้นอยู่แล้ว เท่านี้จะเสียเวลาสักเท่าไหร่เชียว”

“เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหรอกพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วเขาต้องการอะไร”

“เธอไม่ชอบคนทะเลทราย”

“แค่นี้” เจ้าชายอัมฟานขึ้นเสียงสูง

“พ่อเธอเป็นคนทะเลทราย กระหม่อมไม่ทราบว่าประเทศอะไร มาทำธุรกิจที่ประเทศไทยแล้วพบกับแม่เธอ พอท้องก็ทอดทิ้ง”

“แล้วก็เลยเกลียดผู้ชายทะเลทรายทุกคน”

“ก็คงอย่างนั้น”

“บ้าที่สุด ไร้เหตุผล แน่ใจหรือว่าคนอย่างนี้มีซิกเซ้นส์” เจ้าชายอัมฟานสะกดความไม่พอใจเอาไว้แล้วย้อนถามในประโยคสุดท้าย

“มีแน่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมพิสูจน์มาแล้ว”

“เราจะต้องเอาตัวผู้หญิงคนนั้นมาให้ได้” เจ้าชายบอกเสียงเข้ม แววตาบ่งบอกว่ามิได้พูดเล่นแม้แต่น้อยจนคนฟังตกใจ

“แต่ว่าเธอ..

“ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม”

“เจ้าชาย!” ตะวันอุทานขึ้น รู้สึกผิดต่อเพื่อนรักเต็มกำลังที่จะทำให้เธอเดือดร้อน เขารู้จักเจ้าชายอัมฟานมาหลายปี รู้ว่าเจ้าชายนั้นเด็ดขาดและเอาแต่ใจตามธรรมดาของผู้ที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง ถูกตามใจมาตั้งแต่ยังเด็ก อะไรที่เป็นความต้องการคงจะไม่เคยไม่ได้

“เราขอรายละเอียดของผู้หญิงไทยคนนั้น”

“แต่ว่า

“เรารับรองว่าเธอจะไม่ได้รับอันตรายแม้แต่เพียงปลายเล็บ และหากช่วยให้เราตามหาแหวนพิงค์ไดมอนด์พบเราจะตอบแทนเพื่อนของนายอย่างงดงามที่สุด และการเจรจาน้ำมันของทางประเทศไทย เราจะอนุญาตทุกอย่างตามแต่ที่ร้องขอมา”

ข้อเสนอแสนงาม ดีสำหรับทุกฝ่ายทำให้สีหน้าของตะวันดีขึ้น

ปภาวรินทร์จะได้รับเงินมหาศาล ชีวิตที่เคยลำบากของเธอกับแม่ก็จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือกับการเสียสละเวลาใช้พลังและพรสวรรค์แค่ไม่กี่นาที

ประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์สูงสุดด้านน้ำมันดิบและการเจรจาหลายอย่างทางเศรษฐกิจ ตัวเขาเองหากนำข่าวดีนี้ไปให้บริษัท ทั้งเงินเดือน เงินโบนัสและตำแหน่งสำคัญก็จะเป็นของเขา

ทุกคนไม่เว้นแม้แต่ประเทศชาติจะได้ประโยชน์สูงสุด

“รับปากกับกระหม่อม ว่าเธอจะปลอดภัย” ตะวันขอคำมั่นสัญญา

“เรารับปาก”

ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาเงียบๆ หวังว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปด้วยดีและปภาวรินทร์จะเห็นแก่ความหวังดีไม่ตัดเขาออกจากความเป็นเพื่อน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #5 uranus28 (@sweetpeacm) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2557 / 14:52
    สนุกดีคะมาอัพเรวๆนา
    #5
    0
  2. #4 playdoy (@nukhag) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2557 / 18:32
    รีบอับน้า~~~~คร้าาา
    #4
    0
  3. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  4. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  5. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(