สุดผืนทรายเจ้าชายทมิฬ

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 187
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    28 ก.พ. 57

จ้าชายชีค อัมฟาน เบน จามาอุน บูดิล ในชุดตัวยาวรุ่มร่ามสีดำ อันเป็นสีโปรดปราน ปักฉลุลวดลายเปลวเพลิงสีทอง ใบหน้าออกเหลี่ยม สายตาคมดุยามแลปราดไปกระทบสิ่งใด หนวดยาวตัดเป็นระเบียบเหนือริมฝีปากได้รูปสวยเหมือนสตรี

“ท่านน้าครับ” เสียงเล็กๆ ที่ดังขึ้นทำให้ตาคมดุอ่อนโยนลง เจ้าชายผินใบหน้ามาแล้วคุกเข่าลงเคียงข้างเด็กชายตัวเล็กผู้เป็นหลานชาย ลูกชายผู้น่าสงสารของเจ้าหญิงซากีห์ พี่สาวของเขา เพราะเป็นออทิสติก พัฒนาการของหลานตัวน้อยจึงไม่สมวัยเท่าที่ควร ทว่ายามอยู่ต่อหน้าผู้เป็นน้าชาย เจ้าชายน้อยจะไม่ดื้อรั้น ดูเหมือนเด็กปกติทุกอย่างจนน่าแปลกใจ

“นัสราน มากับใครหรือ”

“หลานมาคนเดียว”

“อ้าวแล้วแม่ของเจ้าไม่ตามหาแย่แล้วหรือ” เจ้าชายวาดลำแขนมาโอบไหล่เล็กๆ นั้นแล้วหยัดกายขึ้นก่อนจูงมือเล็กๆ นั้นออกไปด้วยกัน

“หาทำไม”

“เอาเถอะๆ แล้วนี่กินอะไรมาหรือยัง” ผู้เป็นน้าถาม เจ้าชายนัสรานมุ่นคิ้วดกหนาตามพระบิดา เขาคิดช้ากว่าเด็กคนอื่นโดยทั่วไป

“กิน” ตอบสั้นๆ แต่ก็เป็นอันรู้กันว่ากินแล้ว

ทั้งสองเดินออกมานอกพระตำหนักส่วนตัวของเจ้าชายอัมฟานที่เรียกกันว่าตึกเย็น เหตุเพราะทั้งตึกเย็นฉ่ำไปด้วยไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศทั้งที่เป็นเมืองร้อน และด้านนอกตึกเย็นก็ร่มรื่นด้วยไม้ดอกไม้ประดับราคาแพงและน้ำพุตลอดสองข้างทาง

ทั่วเขตพระราชฐานวุ่นวายกับการเตรียมงานใหญ่ นั่นก็คืองานสถาปนารัชทายาทอันดับที่หนึ่งซึ่งก็คือเจ้าชายอัมฟาน งานจะมีขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า งานนี้มีผู้นำจากประเทศทั่วโลกมาร่วมงานมากมายเพราะประเทศนานิเบีย ถือเป็นประเทศที่มีน้ำมันดิบมากลำดับต้นๆ ของโลกจึงมีอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจของโลก ดังนั้นเจ้าชายชีค อัมฟาน เบน จามาอุน บูดิล จึงถือเป็นบุคคลสำคัญ

“ท่านน้า หลานอยากขี่อูฐ” เจ้าชายเอื้อมมือเล็กๆ มาเกี่ยวชายเสื้อของเจ้าชายอัมฟานไว้ ดวงตาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น

“ไม่ได้หรอกนัสราน เจ้ายังเล็กนัก”

“ทำไมเล็กแล้วไปไม่ได้”

“เอ่อ” เจ้าชายอัมฟานอ้ำอึ้ง หลานชายตัวน้อยมักมีคำถามที่หาคำตอบได้ยากเสมอๆ และเขาก็ปวดหัวเกินกว่าจะหามาให้ได้ทุกคำตอบ “ก็เพราะข้างนอกแดดมันร้อน เดี๋ยวจะจับไข้ แม่ของเจ้าก็มาต่อว่าน้าอีกนะสิ รู้ไหม”

“แล้วตากแดดทำไมต้องจับไข้”

“ก็มันเฮ้อ” ผู้เป็นน้าถอนหายใจแล้วพยักหน้า “ตกลงๆ น้าจะพาเจ้าไปขี่อูฐเล่นก็ได้ แต่รอให้พระอาทิตย์อ่อนแสงลงเสียก่อน”

“ก็ได้ แล้วจะมาใหม่” เจ้าชายน้อยว่าแล้ววิ่งปรูดออกไปจากเขตตึกเย็น เลี้ยวไปทางปีกซ้าย คงจะไปหาพระมารดา เจ้าชายน้อยผู้น่าสงสารต้องกำพร้าบิดาไปตั้งแต่เพิ่งลืมตามองโลกได้ไม่กี่วันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ และไม่กี่ปีมานี้เจ้าหญิงซากีห์ก็เพิ่งได้ทราบว่าลูกชายคนเดียวมีอาการป่วยด้วยโรคออทิสติก ซึ่งก็คือโรคที่ทำให้พัฒนาการทางด้านสมองช้ากว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน  มักอยู่ในโลกของตัวเองและขาดความสนใจผู้อื่น

องค์อับดุลฮะซีย์จึงให้ทั้งความรักและเมตตากับเจ้าชายนัสรานมากกว่าลูกหลานคนอื่นๆ

เจ้าชายอัมฟานทอดสายตามองตามร่างเล็กนั้นไปแล้วอมยิ้ม หมุนตัวออกไปยังตึกอีกฟากหนึ่งอันเป็นที่พำนักของพระมารดา

ขณะนั้นพระชายาฮัฟเซาะห์เอนกายลงกับเก้าอี้โดยมีนางกำนัลในชุดสีดำสนิททั้งตัวไม่ได้คลุมหน้าบีบนวดให้ เมื่อเจ้าชายมาจึงชักผ้ามาคลุมแล้วถอยออกไปอีกด้านหนึ่ง

“อัมฟาน” พระชายาหยัดกายตั้งตรงแล้วลุกขึ้นมาสวมกอดลูกชายแน่นๆ “ไม่มาหาแม่เสียหลายวัน กำลังจะให้คนมาตามอยู่เชียว”

“ลูกยุ่งหลายอย่างครับแม่ มีภารกิจอะไรมากมายเต็มไปหมด ไม่ทำก็ไม่ได้เพราะพ่อเองก็งานล้นมือ ยิ่งใกล้วันสถาปนาก็ยิ่งวุ่นวาย เย็นนี้ลูกจะถือโอกาสพานัสรานไปขี่อูฐชมพระอาทิตย์เสียหน่อย”

“อะไรกันลูก ใกล้วันสถาปนาแล้วอย่าออกไปไหนเลย” พระชายาออกอาการหวั่นวิตก เป็นห่วงความปลอดภัยของลูกชายคนเดียว กลัวเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้น

“แค่เขตทะเลทรายนี่เองครับแม่ ไม่มีอะไรหรอกน่า แม่อย่าดูถูกฝีมือลูกชายตัวเองนักเลย ลูกเป็นทหารนะครับ แม่อย่าลืมสิ”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ คนลอบทำร้ายกับคนระวังตัว มันไม่เหมือนกัน”

“ใครจะทำร้ายลูกกันเล่า”

พระชายามองหน้ามองหลังแล้วโบกมือให้นางกำนัลออกไป เมื่ออยู่กันตามลำพังแล้วจึงได้กระซิบกระซาบแผ่วเบา

“มีคนที่รอจะขึ้นเป็นรัชทายาทอันดับหนึ่งอีกมากนัก อย่าลืมสิว่านอกจากลูกแล้วเสด็จพ่อก็ยังมีลูกชายที่เกิดจากสนมอีกหลายคน”

“แต่ละคนพี่น้องกันทั้งนั้น” ตอบอย่างคนมองโลกในแง่ดี เพราะไม่เคยคิดร้ายต่อใคร รักพี่น้องของตัวเองไม่ว่าพี่น้องเหล่านั้นจะเกิดจากหญิงสาวต่ำศักดิ์คนใดก็ตาม จะยกเว้นหน่อยก็เจ้าชายราชิดที่มักมีเรื่องผิดใจกันมาตั้งแต่ยังเด็กแต่ก็ด้วยเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

“อำนาจไม่เคยมีใครไม่ต้องการหรอกอัมฟาน นอกเหนือจากพี่น้องของลูกแล้ว หลานของพ่อเจ้าก็มีมากมายเป็นโขยง การโค่นอำนาจใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น”

“อย่าห่วงเลยครับแม่ ทหารติดตามมีตั้งเยอะแยะ คนของเราทั้งนั้น” เจ้าชายตบหลังมือพระมารดาเบาๆ แล้วรุนร่างค่อนข้างอวบนั้นให้นั่งลงแล้วเอนศีรษะมาอิงแอบ ภายนอกอาจจะดูดุดัน เป็นที่ยำเกรงของข้าราชบริพารและคนภายนอกทว่ายามอยู่ต่อหน้าพระมารดาก็เป็นลูกชายคนเล็กเช่นเดิม

“หัวดื้อนัก”

“ลูกเหนื่อยมาตั้งนาน ตั้งแต่กลับมาจากอังกฤษยังไม่ได้ยืดเส้นยืดสายเลย คนทะเลทราย เลือดทะเลทรายแท้ๆ ลูกอยากให้นัสรานได้รู้จักเผ่าพันธุ์ของเขา”

“เฮ้อพูดถึงนัสรานช่างน่าสงสารนัก”

“ครับ หลานอยากขี่อูฐ เห็นแววตาของเขาแล้วก็ไม่อยากขัดใจ เหล่าราชวงศ์คนอื่นๆ เห็นเขาเป็นอย่างนี้ก็ไม่อยากคบหา ท่าทางแกเหงา”

“เอาเถอะๆ อย่าพาหลานเถลไถลให้มากนักแล้วก็ดูแลตัวเองให้ดี ชีวิตนัสรานอยู่ในกำมือของลูก” พระชายาใจอ่อนเพราะเธอเองก็ไม่กล้าขัดใจหลานเพราะความเวทนาสงสารเป็นทุนเดิม ต้องกำพร้าพ่อ และถูกใครหัวเราะเยาะ

“ครับ”

“นี่แน่ะมาดูชุดของแม่” พระชายาเปลี่ยนหัวข้อสนทนาได้เร็วพลันเมื่อสายตากระทบกับแบบชุดที่เลือกค้างไว้ “ชุดนี้เป็นอย่างไร”

“งามมาก”

“หื้อยังไม่ทันได้ดู” พระชายาค้อน เครื่องแต่งกายที่เลือกนั้น เป็นชุดสีทองปักลวดลายเป็นดอกกุหลาบสีขาวประดับมุกตรงชายกระโปรงและปลายแขนเสื้อ

“ไม่ดูก็เห็นว่าสวย ชุดผู้หญิงก็เหมือนๆ กันหมด”

“เฮ้อลูกนี่เมื่อไหร่จะมองเห็นของสวยๆ งามๆ เหมือนอย่างคนอื่นเขาบ้าง ที่แม่ให้ดูก็เพราะว่าชุดนี้แม่ไม่ได้ใส่เองจ้ะแต่จะให้เป็นของกำนัลว่าที่สะใภ้”

พระมารดายังไม่ทันพูดจบเจ้าชายก็ไอออกมาจนหน้าแดง

“ใครกันครับแม่ แม่มีลูกชายคนเดียว สะใภ้ของแม่ก็ต้องเป็น

“เมียลูก”

“โธ่ผมยังไม่รักใคร”

“จัสมินเป็นผู้หญิงที่ดีพร้อม เหมาะสมกับลูกทุกอย่าง ลูกจะมีใครเป็นเมียคนที่เท่าไหร่ก็ได้แต่เมียคนแรกจะต้องเป็นจัสมิน”

“หน้าลูกก็ยังไม่เคยเห็น”

“งามพร้อม ลูกไม่เชื่อสายตาแม่หรือ” พระชายาย้อนถาม เจ้าชายอัมฟานทำหน้าย่นทำให้พระมารดาฟาดเบาๆ ไปบนต้นแขน “แม่มองคนไม่ผิด จัสมินเป็นผู้หญิงที่งามพร้อมถูกต้องตามตำราทุกอย่าง ทั้งรูปร่าง ใบหน้า นางจะต้องให้กำเนิดลูกชายกับลูกหลายๆ คน”

“แค่คนเดียวก็พอแล้ว”

“ช่างขัดคอนักเชียว แม่ชอบจัสมินมาก หากลูกรักแม่ก็จงทำเพื่อแม่สักครั้ง แล้วเมียคนต่อๆ ไปของเจ้าจะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น ยกเว้น

“ยกเว้น เจ้าชายเลิกคิ้ว

“ผู้หญิงต่างชาติ”

“อ้าวแล้วกัน ทีตอนแรกยังบอกว่าจะมีใครเป็นเมียก็ได้”

“แม่ไม่ชอบพวกนอกศาสนา พวกนั้นไร้ยางอาย อิสรเสรีมากเกินไป”

พระชายาฮัพเซาะห์เป็นสุภาพสตรีมุสลิมหัวเก่าเต็มขั้น แม้จะให้ลูกชายไปศึกษาต่อยังประเทศตะวันตกแต่ก็ใช่ว่าจะเห็นดีเห็นงามไปด้วยกับการที่เจ้าชายคบหาคนต่างชาติ แต่ถึงอย่างไรก็เห็นความสำคัญของการศึกษาของบุรุษเพราะเจ้าชายคือผู้ที่จะปกครองประเทศต่อไปในวันข้างหน้า จึงจะต้องมีความรู้ทุกด้าน

“ประเพณีของใครก็ของใครครับแม่ พวกเขาเองก็มองว่าเราล้าหลัง”

“หึล้าหลังอะไรกัน ประเพณีของเราช่างดีงามแสนบริสุทธิ์ ผู้หญิงดีๆ ก็ต้องคลุมหน้าคลุมตารักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องเอาไว้ให้สามี แม่ละเหนื่อยใจที่ผู้หญิงเมืองเราเดี๋ยวนี้ชักจะแข็งข้อ บางคนต่อต้านประเพณีอันดีงามของเรา แม่ละเกลียดนักบางคนถึงขั้นหลบหนีการทำพิธีสุนัต”

เจ้าชายหนุ่มมองพระมารดาด้วยสายตาบอกถึงความเข้าใจและไม่เข้าใจในคราวเดียวกัน สตรีในนานิเบียไม่ได้รับความยุติธรรมในหลายๆ ด้าน แม้แต่เขาเป็นบุรุษก็ยังเห็นว่าความคิดบางอย่างไม่ถูกต้องแต่เหตุใดพระมารดาและสตรีอีกหลายๆ คนถึงยินยอมพร้อมใจให้ถูกกระทำ

“แม่บางอย่างลูกก็เห็นว่าเราไม่ควรมี”

“ลูกหมายถึงอะไร”

“สุนัตลูกว่ามันไม่ยุติธรรมกับผู้หญิง” เจ้าชายตอบ

 ประเทศนานิเบียเพิ่งจะออกกฎหมายยกเลิกการทำสุนัต เพราะหลายๆ ประเทศทั่วโลกไม่เห็นด้วย แต่ก็ยังมีการลักลอบทำกันอยู่นั่นเอง

เจ้าชายได้รับการศึกษาจากประเทศตะวันตกมาตั้งแต่ยังเล็ก และเห็นว่าสตรีเมืองอื่นมีความสุขมากกว่าสตรีเมืองนี้ แต่ก็นั่นแหละ ความเชื่อและประเพณีเหล่านี้หยั่งรากลึกมากเกินกว่าจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างผลีผลาม

การทำสุนัตก็คือการขลิบอวัยวะเพศของสตรีมุสลิม เพื่อลดความต้องการทางเพศของผู้หญิง จะได้ไม่ก่อปัญหาให้เสื่อมศีลธรรม ความจริงแล้วศาสนามิได้บัญญัติไว้แต่เป็นการบิดเบือนของคนบางกลุ่มจึงเกิดความเชื่อที่ผิดๆ สืบทอดต่อกันมา

 เขาเป็นบุรุษที่มองเห็นความเป็นคนของสตรี ผิดกับผู้ชายส่วนใหญ่ในเมืองนี้ที่มองผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องประดับบารมีเท่านั้น

“อะไรกันลูก” พระชายาฮัพเซาะห์มองลูกชายราวกับไม่เคยเห็น ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความตกใจด้วยไม่คิดว่าจะได้รับฟังอะไรอย่างนี้

เจ้าชายอัมฟานเห็นพระมารดาตกใจถึงขั้นทำอะไรไม่ถูกจึงได้หัวเราะขึ้น ตบหลังมือพระมารดาแล้วปลอบใจ

“ไม่มีอะไรหรอกครับแม่ อย่าถือสาคำพูดพวกนี้ของลูกเลย”

“อย่าพูดอะไรแบบนี้อีกนะลูก อย่าดูถูกประเพณีอันดีงามของเรา นอกจากจะผิดต่อองค์อัลเลาะห์แล้ว ลูกจะมีปัญหาถูกต่อต้านจากใครต่อใครอีกมากนัก”

“ลูกทราบแล้ว เรื่องแบบนี้จะผลีผลามไม่ได้”

“ลูกคิดจะทำอะไร” เสียงที่ถามค่อนข้างสั่น กลัวเหลือเกินว่าลูกชายจะคิดทำอะไรไม่ดีไม่งาม โธ่เอ๋ยพระสวามีคิดผิดแท้ๆ ที่ส่งอัมฟานไปเรียนเมืองของพวกตะวันตกถึงได้รับเอาความคิดพวกนี้มา หากมีใครในพระราชสำนักรู้เข้า เจ้าชายอัมฟานอาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา

“เปล่าหรอกครับ แม่อย่ากังวล”

“จริงนะลูก”

“จริงสิครับ” เจ้าชายอัมฟานยิ้มบางๆ เรื่องพวกนี้ป่วยการที่จะบอกเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็เหมือนคนรุ่นเก่าอีกมากที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของอะไรไม่ได้ เคยเห็นบ้านเมืองเป็นอย่างไรก็ต้องการให้เป็นอย่างนั้น จัสมิน ผู้หญิงที่แม่เห็นพร้อมก็คงจะไม่ต่างกันกับแม่เท่าไรนัก

ให้ตายเถอะ! นอกจากพระมารดาแล้วเขาไม่อยากจะทนกับความคิดเก่าๆ ของคนใกล้ตัวคนไหนได้อีกไม่อย่างนั้นคงพูดกันไม่รู้เรื่อง

“รับปากกับแม่ว่าจะไม่พูดเรื่องนี้อีก”

“ครับ ลูกสัญญา” เจ้าชายรับคำอย่างง่ายดายค่อยทำให้พระมารดายิ้มออก เจ้าชายพลิกข้อมือดูนาฬิกาเห็นว่าเย็นมากแล้วจึงหยัดกายตั้งตรง “ได้เวลานัดกับนัสรานแล้ว ลูกเห็นจะต้องลา”

“ไปเถอะ”

เจ้าชายค้อมศีรษะให้พระมารดาแล้วเดินออกไป ยามก้าวเดินชายเสื้อสะบัดไหวน่าเกรงขาม นางกำนัลที่อยู่หน้าพระตำหนักทรุดกายลงหมอบตัวสั่นแม้ว่าเจ้าชายอัมฟานจะไม่เคยดุว่าใครโดยไร้เหตุผลทว่ากระแสของอำนาจบางอย่างโชนออกมาจากสายตาที่ทำให้คนมองตัวสั่นได้ไม่ยาก

 

ทะเลทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาอยู่ภายใต้ท้องฟ้าสีหมากสุก พระอาทิตย์ทรงกลมเคลื่อนต่ำลงมา แสงสีเหลืองอมส้มกระทบกับเม็ดทรายและสาดจับบนท้องฟ้าก่อให้เกิดทัศนียภาพงดงามจับตา

 ไม่ไกลนั้นบนเนินดินที่สูงจากพื้นราวๆ ครึ่งเมตร อูฐสีขาวนวลร่างใหญ่กำลังเยื้องย่างกินลมชมวิวอยู่อย่างสบายอารมณ์ บนหลังของมันคือเจ้าชายอัมฟานในชุดตัวยาวสีขาว ด้านหน้าแนบชิดกับเขาคือเจ้าชายน้อยนัสราน

เจ้าชายรวบบังเหียนมาไว้ในมือซ้าย หวดเชือกที่ถักเป็นเกลียวเข้ากับสะโพกของมันเป็นเชิงออกคำสั่งให้มันเร่งความเร็วให้มากขึ้น เพราะการเดินเชื่องช้าของมันไม่เป็นที่สบอารมณ์ของเจ้าชายน้อยนัสราน

“ไปให้ถึงเนินทรายนั่น” เจ้าชายน้อยออกคำสั่ง น่าแปลกยิ่งนักที่ยามอยู่กับน้าชายมีอาการปกติเหมือนเด็กทั่วไปผิดกับยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นที่เจ้าชายนัสรานจะไม่สนใจใคร ไม่ยอมสบตา ไม่พูด และไม่ฟังคำสั่งใคร บางครั้งก็นั่งนิ่งทอดมองน้ำพุตกกระทบพื้นได้เป็นชั่วโมงๆ บางครั้งบางคราก็พูดประโยคสลับไปมา และกว่าจะหัดพูดได้ก็ย่างเข้าปีที่สี่และตอนนี้มีอายุหกขวบ

อูฐทะยานออกไปตามแรงหวดของแส้ขึ้นลงเนินทรายสูงๆ ต่ำๆ พร้อมกับแผดเสียงร้องดังก้องทะเลทรายเวิ้งว้าง เหล่าผู้ติดตามล้อมหน้าล้อมหลังราวกับจะออกศึกด้วยเหตุเพราะใกล้วันสถาปนาขึ้นมาทุกที สายลมเย็นๆ ยามค่ำพลิ้วสะบัดมาปะทะหน้า กัฟฟิเยที่คลุมศีรษะอยู่ปลิวสะบัดไปมา

“หลานจะเอาอินทผลัมไปฝากท่านยาย” ผู้อ่อนวัยกว่าชี้นิ้วไปยังต้นอินทผลัมที่ออกลูกดกสุกเต็มต้นด้านหน้าโอเอซิสที่อุดมสมบูรณ์

เจ้าชายอัมฟานบังคับอูฐให้คู้ขาหน้าลง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏ ยามนี้เจ้าชายน้อยดูเหมือนเด็กปกติธรรมดาเกินกว่าจะคิดว่าไม่ปกติ

ราชองครักษ์ลงจากหลังอูฐแล้วปูผ้าลงกับพื้นทรายให้เจ้านาย อีกคนปีนขึ้นไปเก็บผลอินทผลัมสดๆ มาถวายเจ้าชายนัสราน เป็นที่ถูกใจของเจ้าชายน้อย เด็กชายคุกเข่าเล็กๆ ลงแล้วกัดอินทผลัมเข้าปากโดยยังไม่ปอกเปลือกผู้เป็นน้าจึงรีบดึงมาปอกให้

“ต้องแกะก่อน”

เจ้าชายน้อยกินอีกเพียงคำเดียวก็ลุกออกไปเล่นน้ำ ราชองครักษ์ตามคุ้มกันไม่ห่าง เจ้าอัมฟานจึงสบายใจพอจะเอนกายลงแล้วสอดแขนมาหนุนต่างหมอน ท้องฟ้าสีหมากสุกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสลัวราง มีดาวขึ้นพร่าพราว

หลังจากวันสถาปนาชีวิตของเขาก็จะเปลี่ยนไป ไม่อาจทำตามแต่ความพอใจได้อีก บางทีชีวิตของคนในราชวงศ์ก็น่าเบื่อ ไร้อิสระ เป็นที่จับตามองของคนทั่วโลก จนป่านนี้ทำให้เขาไม่นึกอยากคบหาใครเป็นคนรักจริงจัง เขาต้องการผู้หญิงที่รักเขาที่จิตใจมิใช่เพราะเขาคือเจ้าชายผู้จะกลายเป็นผู้ครองประเทศนานิเบียในอนาคตอันใกล้นี้

จะมีไหมผู้หญิงคนนั้น

เจ้าชายรำพันอยู่ในใจแล้วหลับตาลงคล้ายเหนื่อยอ่อน ไม่ต้องการแต่งงานกับจัสมิน สตรีเพียบพร้อมที่พระมารดาเลือกไว้ให้

มีใจดวงเดียวต้องการมอบให้ผู้หญิงที่รักอย่างแท้จริงเท่านั้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

6 ความคิดเห็น