สุดผืนทรายเจ้าชายทมิฬ

ตอนที่ 1 : ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 321
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    4 ธ.ค. 56

ท่ามกลางทะเลทรายร้อนระอุเหมือนถูกจับยัดเข้าไปในเตาเผา เปลวแดดสีเหลืองนวลเต้นระริกราวกับจะแผดเผาทุกอย่างให้มอดไหม้เป็นจุณ

 ร่างบางของปภาวรินทร์ยืนเคว้งอยู่บนเนินทรายอย่างทำอะไรไม่ถูกกับความกว้างใหญ่ไพศาลเหลือคณานับของผืนทรายที่มองไม่ออกว่าจุดเริ่มต้นของมันอยู่ที่ไหนและจะสิ้นสุดลงที่ใด ทุกอย่างดูเวิ้งว้างน่ากลัวจนเธออยากจะกรีดร้องออกไปด้วยความอัดอั้นผสมกับความหวาดกลัว

          “มีใครอยู่บ้าง ช่วยด้วย” ปภาวรินทร์ตะโกนแต่ดูเหมือนจะเป็นเสียงของเธอเองที่สะท้อนก้องกลับไปกลับมาเข้าหูตัวเอง

          หญิงสาวยกหลังมือที่เริ่มแดงเพราะพิษแดดขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอาบแก้มทั้งสองข้าง มองไปทางไหนก็มีแต่ทรายและแสงแดด นอกจากตัวเธอแล้วไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดแม้แต่ต้นหญ้า ตอนนี้เธอยังมีน้ำตาแต่อีกไม่กี่ชั่วโมงเมื่อร่างกายขาดน้ำแม้แต่น้ำตาซักหยดก็คงไม่มีเหลือ

          สองขาของเธอเริ่มอ่อนล้าเมื่อเดินสะเปะสะปะมาไกลอย่างไม่รู้ทิศทาง เปลวแดดร้อนระอุทำให้พละกำลังของเธอหดหายไปมากกว่าปกติ เดินต่อได้อีกเพียงครู่เดียวเข่าเธอก็อ่อนยวบลงจนต้องคุกเข่าลงกับผืนทรายร้อนๆ ดุจคั่วบนกระทะร้อนแม้สวมชุดยาวกรอมเท้าเนื้อหนาแต่ความร้อนก็ยังแทรกซึมเข้ามาอย่างอาจหาญ เข่าของเธอแสบร้อนแต่ก็หยัดกายลุกขึ้นไม่ไหว

          ที่นี่ที่ไหน?

        แล้วตัวเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?

          ปภาวรินทร์ร่ำร้องกับตัวเองกับฝันร้ายที่กำลังเผชิญอยู่ เธอจำได้ว่ายังใช้ชีวิตอยู่เป็นปกติดีที่ประเทศไทยอันร่มรื่นแล้วจู่ๆ ก็มาอยู่บนผืนทรายแห้งแล้งร้อนระอุแบบนี้ คอเธอแห้งจนแสบไปหมด น้ำลายเหนียวจนกลืนไม่ลงคอ แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แสงแดดยังคงจัดจ้าจนต้องยกมือมาป้องตา

          หญิงสาวฟุบตัวเองลงกับผืนทราย แนบใบหน้าลงกับท่อนแขน เม็ดทรายถูกแรงลมปลิวมาเกาะอยู่บนท่อนแขน ความร้อนระเหยมาสู่ใบหน้าจนแสบร้อน ครู่ใหญ่จึงเงยหน้าขึ้นมา สายตาของเธอพร่าพราวแล้วดวงตาภายใต้คิ้วเรียงเส้นสวยและขนตาหนาเป็นแพก็เบิกขึ้นก่อนถลันลุกขึ้นแล้วหัวเราะเหมือนคนเสียสติ

          “น้ำ!

        เบื้องหน้าที่ปรากฏแก่สายตาก็คือทะเลสาบกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา มีโขดหิน มีต้นอินทผลัมและเฟิร์นหลายชนิดขึ้นอยู่ประปราย กลิ่นกระถินป่ารวยรินมาเข้าจมูก แดดร้อนระอุเมื่อครู่เย็นขึ้นเมื่อมีลมจากทิศทางหนึ่งพัดมาจนผมกระจาย เหงื่อชุ่มโชกเมื่อครู่เย็นวาบ

ปภาวรินทร์หยัดกายลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วออกแรงวิ่ง ทุกครั้งที่ลงน้ำหนัก เม็ดทรายร้อนๆ ท่วมลงมาบนหลังเท้าแต่ภาพทะเลสาบตรงหน้าทำให้เธอไม่มีเวลาอนาทรร้อนใจกับความแสบร้อน แต่ยิ่งวิ่งดูเหมือนทะเลสาบนั้นก็ยิ่งไกลห่างออกไป

“ไม่นะ” หญิงสาวอุทานเมื่อภาพตรงหน้าหายวับไปกับตา ปล่อยให้เธอยืนคว้าง มองไปทางไหนก็เป็นทะเลทรายแห้งแล้งไร้หยดน้ำเช่นเดิม

หญิงสาวทรุดตัวลงกับพื้นทรายแล้วเริ่มต้นร้องไห้อีกครั้ง ความกระหายมีเพิ่มขึ้น พละกำลังหดหายจนเรี่ยวแรงร้องไห้ยังแทบไม่มี

เธอกำลังจะตาย

หญิงสาวบอกตัวเองอย่างนั้นเมื่อเริ่มหายใจไม่ออก ปากแห้งจนต้องเลียริมฝีปาก ดวงตาหรี่ปรือปิดสลับกับลืมตาอยู่หลายครั้งและท้ายสุดก็หลับลงอย่างเหนื่อยอ่อน ท้อถอยที่จะสู้เพื่อมีชีวิตรอด และอดทนรอนาทีที่ความตายกำลังยื่นมือเข้ามาหาอย่างใจจดจ่อ

ร่างบางสะดุ้ง ไหล่สะท้าน ทั้งที่อากาศร้อนแต่รู้สึกเย็นเยียบดุจมีน้ำแข็งสักร้อยก้อนมาวางแหมะไว้บนหัวไหล่ ร่างเธอสั่นสะท้านเหมือนคนจับไข้กับมือที่มองไม่เห็นนั้น

“ใคร” ปภาวรินทร์เปล่งเสียงแหบแห้งออกมาถามแล้วเอี้ยวตัวมาหาเจ้าของมือ ร่างสูงใหญ่โตสวมชุดดำรุ่มร่าม ชุดยาวกรอมเท้าฉลุลวดลายสีทองแปลกตา แขนเสื้อยาวเลยถึงข้อมือ ศีรษะโพกด้วยผ้าลายตารางขาวแดง ปลิวสะบัดตามแรงลม ดวงตาของชายผู้นั้นคมดุเหมือนตาเหยี่ยวจ้องจับมาหาเธออย่างประสงค์ร้าย

“เจ้าบุกรุกพื้นที่ของเรา” เสียงทุ้มห้าวทว่าทรงอำนาจตวาดแต่หญิงสาวไม่ได้รู้สึกกลัวเขาเท่ากลัวความตาย เธอปรารถนาที่จะพบใครก็ได้ที่จะช่วยให้เธอมีชีวิตรอด เธอยังมีแม่ที่ต้องดูแล หากมีฟางเส้นไหนของชีวิตปรากฏขึ้นเธอก็พร้อมจะเกาะเกี่ยวมันเอาไว้กับตัว

“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยฉันด้วย” หญิงสาวหยัดกายลุกแล้วโผเข้าหาแต่เขาถอยห่างทำให้เธอเซไปข้างหน้าอยู่หลายก้าวจนเกือบล้มลงแต่ก็หยัดกายขึ้นได้ใหม่ แต่สีหน้าของผู้ชายคนนั้นเย็นชาเรียบเฉย ไม่มีท่าทางจะสนใจเธอเลยสักนิดเพราะเขายังส่งสายตาคมดุมาหาอยู่เช่นเดิม

“เจ้าบุกรุกพื้นที่ของเรา”

“ฉันขอโทษค่ะ แต่ได้โปรดเถอะ ฉันหิวน้ำเหลือเกิน” หญิงสาวมองจับมาหาเขาด้วยสายตาอ้อนวอน ที่เอวเขามีถุงหนังสีมอซอออกซีดบรรจุน้ำมาเต็ม หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอแล้วยื่นมือออกไปทว่าชายหนุ่มถอยห่าง สายตาไม่มีร่องรอยปราณีปรากฏให้เห็น

“หิวน้ำมากหรือ”

“ค่ะ ได้โปรด”

รอยยิ้มบางอย่างวาบผ่านมาบนใบหน้าพราวด้วยเม็ดเหงื่อ เขาปลดถุงหนังนั้นออกจากเอว ถือไว้ในมือแต่ไม่ยื่นให้แม้ว่าหญิงสาวจะยื่นมือสั่นระริกออกไปหาอีกครั้ง

“ฉันหิวน้ำ ขอฉันดื่มสักนิดนะคะ” ปภาวรินทร์อ้อนวอนทว่าร่างสูงใหญ่ตรงหน้ายื่นถุงออกมาแล้วเทน้ำลงกับพื้นทรายทิ้งอย่างไร้เยื่อใยท่ามกลางความตกตะลึงของหญิงสาวที่มองอย่างคาดไม่ถึง “คุณ!

“น้ำมีไว้สำหรับคนที่มีค่า”

หญิงสาวอ้าปากค้าง คาดไม่ถึงว่าในโลกนี้จะยังมีคนแล้งน้ำใจอย่างนี้อยู่อีก หญิงสาวถึงขั้นทรุดกายลงกับพื้นทราย กอบผืนทรายที่น้ำทุกหยดซึมลงไปมาไว้ในมืออย่างอาลัย

น้ำที่จะช่วยต่อนาทีชีวิตของเธอออกไปอีก

“ทำไมทำไมใจร้ายนัก” หญิงสาวร่ำไห้ ซบใบหน้าลงกับผืนทรายแต่ถูกกระชากจากชายตัวโตจนเซถลา ข้อเท้าเกี่ยวเข้ากับก้อนหินจนถลอกแต่เขาไม่สนใจ ยังคงลากตัวเธอไปกับผืนทรายอย่างไม่ปราณี ปภาวรินทร์กรีดร้องแล้วดิ้นรนแต่มือที่หนาปานคีมเหล็กนั้นทำให้เธอไม่อาจสู้แรงได้

“ปล่อย!

หญิงสาวฝืนตัวด้วยพละกำลังสุดท้ายแล้วกระชากตัวเขาไว้ แต่ร่างหนาไม่ไหวติง มองจับมาหาเธอแล้วก้มใบหน้าดุจปีศาจร้ายมาหา

“อยากตายงั้นหรือนังต่างชาติ”

มือหนาบีบปลายคางเธอเอาไว้แล้วตะคอกชิดติดริมฝีปาก เมื่อร่างหนาก้มลงมาใกล้เธอได้กลิ่นเหมือนสมุนไพรบางอย่างจรุงจมูก

“ปล่อยฉันนะไอ้คนบ้า ไอ้คนป่าเถื่อน” หญิงสาวสะบัดหน้าหนี ท้ายสุดมือนั้นจึงเลื่อนมาบีบคอเธอ บีบแน่นดุจจะดูดดึงเอาวิญญาณของเธอให้ปลิดปลิวออกไปจากร่าง

“ช่วยด้วย!” หญิงสาวกรีดร้องก้องออกมาสุดเสียง สะดุ้งสุดตัวพร้อมกันนั้นเสียงเคาะห้องก็ดังขึ้นอยู่หลายสิบครั้งด้วยความร้อนใจของคนเคาะ

“บี๋บี๋เปิดประตูให้แม่หน่อยลูก”

เจ้าของห้องใช้แขนเสื้อมาซับเหงื่อ หัวใจยังเต้นโครมครามกับความฝันเสมือนจริงเมื่อครู่ หญิงสาวผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่ทุกอย่างเป็นแค่ความฝัน แล้วหยัดกายลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู

ทันทีที่ประตูเปิดอ้าออกปนัดดาแทรกกายผ่านเข้ามาอย่างร้อนอกร้อนใจ ลูบมือไปตามเนื้อตัวของลูกสาวเพื่อสำรวจ เมื่อไม่พบอะไรผิดปกติจึงพ่นลมหายใจออกมายาวๆ

“เกิดอะไรขึ้นลูก แม่ตกใจแทบแย่”

หญิงสาวยิ้มแหย มองหน้าแม่แล้วส่ายหน้า

“ฝันค่ะ บี๋แค่ฝันร้ายเท่านั้นเอง”

“โธ่แม่ตกใจหมดเลยลูก ไหนฝันว่าอะไรถึงได้ร้องลั่นบ้านอย่างนั้น” ปนัดดาจูงมือลูกสาวให้มานั่งบนเตียงโดยไม่ลืมปิดล็อกประตูเอาไว้ เหงื่อยังพราวไปทั่ววงหน้าสะอาดนั้นแม้ว่าจะเปิดพัดลมพัดแรงจนผมกระจาย เมื่อเปิดไฟนีออนหลอดเล็กใกล้หัวนอนจึงสังเกตเห็นว่าใบหน้านั้นซีดเซียวผิดปกติ

“บี๋ฝันว่าตัวเองอยู่ในทะเลทรายค่ะ มันน่ากลัวมาก ทั้งแห้งแล้งแล้วทั้งร้อนแดด บี๋หิวน้ำจนแสบคอไปหมดและคิดว่าตัวเองกำลังจะตายจนกระทั่งมีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาทำร้ายบี๋ เขาน่ากลัวมากเลยค่ะ ดวงตาเขาเหมือนซาตานเหมือนปีศาจที่ผุดขึ้นมาจากทะเลทรายก็ไม่ปาน” ขณะที่เล่าเนื้อตัวของหญิงสาวยังคงสั่นสะท้านแสดงให้เห็นว่าความฝันนั้นสร้างความหวาดกลัวให้มากเพียงใด

“แค่ฝันเองลูก กินมากก็คงจะฝันมาก”

“บี๋ก็คิดอย่างนั้นล่ะค่ะ แต่มันน่ากลัวชะมัดเลย” หญิงสาวย่นจมูกแล้วหัวเราะกับสายตาของผู้เป็นแม่ที่มองมาเหมือนเธอเป็นเด็กเล็กๆ

“เด็กหนอเด็ก”

“แม่ก็อย่าทำสายตาแบบนั้นสิคะ มันน่ากลัวจริงๆ นะคะ ประเทศอะไรก็ไม่รู้ น่ากลัวทั้งคนทั้งบรรยากาศ เห็นอย่างนี้แล้วทำให้บี๋รู้สึกว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทย” หญิงสาวมองจับไปบนหัวนอนที่มีรูปในหลวงเคียงคู่กับพระราชินีแล้วพนมมือไหว้ ปนัดดาจึงดึงตัวเธอเข้ามากอด

“แค่ฝันน่ะลูก อย่าไปคิดอะไรมาก นอนเสียนะ” ปนัดดาจัดการผลักร่างบอบบางของลูกสาวให้นอนลงแล้วห่มผ้าคลุมให้ถึงหน้าอก จูบบนหน้าผากแล้วบอกลา

“นอนซะลูก พรุ่งนี้ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า”

“ค่ะแม่” หญิงสาวยิ้มรับ ปนัดดาจึงเอื้อมมือไปปิดไฟให้แล้วหมุนตัวออกไปจากห้อง แต่คนที่รับปากว่าจะนอนกลับลืมตาโพลงอยู่ในความมืด ความฝันเมื่อครู่นี้ยังคงติดตาจนยากที่จะข่มตาให้หลับลงไปได้ หัวใจของเธอยังเต้นแรง หลับตาลงทีไรภาพซาตานร้ายตนนั้นก็ยังคงตามติดมาหลอกหลอน

ภาพชายชุดดำ สวมเสื้อตัวยาวกรอมเท้า ดวงตาปีศาจนั่นเธอจะจดจำไว้ หวังว่าคงเป็นแค่จินตนาการในความฝัน ไม่มีวันจะมีตัวตนผุดขึ้นมาจริงๆ

 

ตู้ดๆ

เสียงนาฬิกาปลุกบนหัวเตียงดังขึ้นทำให้ปภาวรินทร์ที่เพิ่งข่มตาให้หลับได้ตอนตีห้าทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ขณะเอื้อมมือไปปิดนาฬิกา อีกมือก็ตวัดผ้าห่มมาคลุมโปงบิดขี้เกียจอยู่ในนั้นสองสามทีจึงค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้น ตาปรือเพราะง่วงนอน สมองยังไม่ตื่นดี

 เพราะชายทะเลทรายคนนั้นเชียวถึงทำให้เธอนอนไม่หลับ

หญิงสาวลุกจากเตียง เดินย่องแย่งออกไปคว้าผ้าขนหนูมาพาดบ่าแล้วหายเข้าห้องน้ำไป ครู่ใหญ่จึงออกมา แต่งกายด้วยชุดฟอร์มสีควันบุหรี่ของพนักงานบริษัทส่งออกเครื่องสำอางที่ผลิตจากสมุนไพรไทยล้วนร้อยเปอร์เซ็น แต่งหน้าประณีตเพราะหากพนักงานปล่อยหน้าให้โทรมแล้วใครจะสนใจในผลิตภัณฑ์

ใบหน้าหวานใสของปภาวรินทร์โดดเด่นแม่แต่งแต้มเพียงบางเบา เครื่องสำอางทุกอย่างเป็นของบริษัททั้งนั้น ใบหน้ารูปไข่กับคิ้วสีน้ำตาลเรียงเส้นสวย ดวงตากลมโตสีเดียวกับเส้นผมและคิ้ว ขนตาหนาเป็นแพระยับ จมูกโด่งรับกันพอดีกับริมฝีปากจิ้มลิ้มทาสีกลีบบัวมันวาว

หญิงสาวสำรวจใบหน้าตัวเองและความเรียบร้อยของเสื้อผ้าแล้วลงบันไดไป กลิ่นหอมๆ ของข้าวต้มปลาลอยมาแตะจมูก

“หอมจังค่ะ” ปภาวรินทร์ชมอาหารแต่จมูกตวัดเอาพวงแก้มของมารดา ยิ้มตาหยีให้

“กินก่อนลูก ข้าวต้มปลากับน้ำส้มคั้น” ปนัดดาวางช้อนไว้ให้ จัดแจงทุกอย่างไว้ให้ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนผู้เป็นแก้วตาดวงใจ

“แม่นี่น่ารักที่สุดเลยค่ะ” หญิงสาวนั่งลง ตักอาหารเข้าปากไปหลายคำแล้วตบท้ายด้วยน้ำส้มหมดแก้ว “ไปแล้วค่ะแม่ เดี๋ยวสาย”

หญิงสาวคว้ารองเท้าคัชชูสีเดียวกับชุดมาสวมอย่างเร่งรีบมาถึงหน้าบ้านแล้วกวักมือเรียกวินมอเตอร์ไซค์ให้ไปส่งหน้าปากซอยเพื่อไปขึ้นรถเมล์อีกต่อหนึ่งจึงจะถึงที่ทำงาน เธอเพิ่งเรียนจบมาหนึ่งปี คงต้องเก็บเงินสักระยะถึงจะพอซื้อรถยนต์สักคันหนึ่ง

บ้านสองชั้นหลังกะทัดรัดที่เธออยู่กับแม่มาตั้งแต่เกิดดูเหมือนจะเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวของเธอกับแม่ ในชีวิตเธอก็มีเพียงแต่แม่คนเดียวเท่านั้น

พ่อ

แม่ไม่เคยปิดบังเรื่องพ่อแต่เธอไม่เคยอยากรู้เองว่าเขาเป็นใคร มาจากไหนแล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน เพราะฝังใจเสียแล้วว่าผู้ชายคนนั้นได้ทอดทิ้งเธอกับแม่ไปอย่างไม่ไยดี เธอรู้แต่ว่าพ่อเป็นชายต่างชาติ เป็นผู้ชายอาหรับ ทำงานในบริษัทน้ำมันตำแหน่งสูง

ผู้ชายคนนั้นพบรักกับแม่ในระยะเวลาอันสั้น ตอนนั้นแม่มีปัญหาทางการเงินมากจึงเข้าไปสมัครงานในผับแห่งหนึ่งในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟ แต่เพราะหน้าตาสะสวยเจ้าของผับจึงคิดไม่ซื่อ หลอกส่งแม่ไปให้เสี่ยกลัดมันคนหนึ่ง แม่ทำร้ายแขกแล้วหนีออกมา ผู้ชายคนนั้นผ่านมาเห็นเข้าจึงช่วยแม่จากการตามล่าของลูกน้องเสี่ยกลัดมันคนนั้น และเมื่อรู้ว่าแม่มีปัญหาเขาจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

แม่เธอสาวน้อยวัยสิบเก้าปีในตอนนั้น เห็นเขาเป็นดังเทพบุตรและอัศวินขี่ม้าขาว แม่ตกหลุมรักเขาและเขาเองก็พอใจในความสวยของแม่

ทั้งคู่ปลูกต้นรักกันในเวลาแสนสั้น แม่ไม่มีวันทันเกมของผู้ชายคนนั้น ยอมมอบตัวมอบหัวใจให้ หวังว่าจะอยู่ร่วมชีวิต แต่เขาก็ทิ้งแม่ไปทั้งที่แม่เพิ่งตั้งครรภ์

หึผู้ชายทะเลทราย มีเมียแบบถูกกฎหมายได้ตั้งสี่คนแล้วไหนจะนอกกฎหมายอีกนับไม่ถ้วน แม่ก็คงเป็นหนึ่งในเมียนอกกฎหมายของเขา

ได้แล้วก็ทิ้งไปเหมือนสิ่งของไร้ค่า

เธอเกลียดผู้ชายคนนั้นแล้วก็ผู้ชายทะเลทรายทุกคน!

ความคิดของเธอหยุดลงเมื่อมอเตอร์ไซค์จอดหน้าป้ายรถเมล์ โชคดีที่มีที่นั่งว่าง นั่งมาได้ราวๆ สิบนาทีจึงถึงที่หมายคือบริษัทคคนางค์ ชีวิตของเธอวนเวียนอยู่เพียงเท่านี้ คือที่ทำงาน บ้าน ในชีวิตนอกจากเพื่อนร่วมงานก็รู้จักคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นเอง

“บี๋เธอเห็นยอดขายของเดือนนี้แล้วหรือยัง” วสุรีย์ เพื่อนร่วมงานของเธอเดินลิ่วมาหาด้วยสีหน้าอิ่มสุข เพราะแอบเห็นตัวเลขยอดขายของสาขาที่เธอกับปภาวรินทร์ดูแล งานนี้คคนางค์ผู้เป็นบอสใหญ่จะต้องตบรางวัลให้อย่างงดงาม

“ว่าไง ดีขึ้น?” ปภาวรินทร์ถามไปอย่างนั้นเอง เพราะหน้าเพื่อนร่วมงานของเธอบานเสียขนาดนั้น คำตอบคงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

“แน่นอนอยู่แล้วจ้ะ สาขาของเรายอดดีมากๆ ถึงจะเป็นเขตปริมณฑลก็เถอะ ดีเสียยิ่งกว่าในกรุงเทพฯ เสียอีก แล้วมีข่าวดียิ่งกว่านี้อีกนะ” วสุรีย์ทำหน้ามีเลศนัย

“แค่นี้ก็ดีมากๆ แล้วนะ ยังดีกว่านี้อีกเหรอ” หญิงสาวหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อน วสุรีย์มองหน้ามองหลังแล้วจึงขยับเข้ามากระซิบ

“สาขาที่ยายศศิกานต์ดูแลยอดต่ำกว่าเราเจ็ดเปอร์เซ็น”

“จริงอ่ะ”

“ข่าววงในสุดๆ นี่ฉันต้องติดสินบนฝ่ายการตลาดเลยนะถึงรู้มา รอเข้าประชุมบ่ายนี้เถอะ รับรองเลยว่ายายนั่นหน้าแตกชัวร์ ดูถูกเราดีนัก” วสุรีย์เข่นเขี้ยว

 เป็นที่รู้กันดีว่าการทำงานของพนักงานที่นี่แบ่งเป็นหลายฝ่าย แต่ที่เห็นเป็นไม้เบื่อไม้เมาก็เห็นจะเป็นกลุ่มของปภาวรินทร์กับศศิกานต์ ที่ต้องเอาชนะคะคานกันตลอด

ปภาวรินทร์ไม่ทันได้ออกความเห็นอื่นใดบุคคลที่สามก็ผลักประตูกระจกใสเข้ามา แม้สวมชุดฟอร์มแบบเดียวกันทว่าดูโฉบเฉี่ยวมากกว่าคนอื่นๆ ศศิกานต์ชอบแต่งหน้าเข้มจัดจ้านแต่ก็สวยในแบบฉบับของตัวเอง เครื่องสำอางที่เธอดูแลอยู่นั้นจึงเน้นไปในทางเซ็กซี่ น้ำหอมกลิ่นแรง สีสันของเครื่องสำอางร้อนแรง ส่วนปภาวรินทร์เน้นโทนหวาน ใสของสาวแรกรุ่นและสาวที่ไม่ชอบความจัดจ้านของสีสัน

ศศิกานต์หยุดเท้าแล้วตวัดสายตามองปภาวรินทร์กับวสุรีย์

“นินทาอะไรฉัน”

“อะไรของเธอ อย่ามาหาเรื่องกันนะ” วสุรีย์โต้ตอบอย่างรวดเร็วในขณะที่ปภาวรินทร์ยังใช้ความเงียบสยบความเคลื่อนไหว แต่ถ้าลองได้ขยับปากโต้กลับละก็น้อยครั้งที่ศศิกานต์จะเอาชนะได้

“ฉันมองเห็นว่าเธอสองคนกระซิบกระซาบกัน”

“อย่าร้อนตัว ถ้าไม่มีอะไรให้คนพูดถึง” ปภาวรินทร์ส่งเสียงเรียบๆ ออกไปแล้วแตะแขนวสุรีย์ให้แยกออกไปก่อนที่จะมีเรื่องเหมือนทุกครั้งที่ต้องปะทะคารมกันแต่ศศิกานต์ยังเดินมาดักหน้า

“ระวังตัวให้ดีเถอะ ถ้ายอดของเธอตกเมื่อไหร่ฉันจะหัวเราะให้ฟันร่วง”

“คงต้องร่วงแน่ล่ะ” ปภาวรินทร์ยักคิ้วให้เพื่อนสนิทแล้วทั้งคู่ก็หัวเราะให้กัน คนตรงข้ามหน้าเสีย ดูท่าทางสองคนนี้เหมือนรู้อะไร

“แกหมายความว่ายังไง รู้อะไรมา”

“เรื่องอะไรจะบอก อยากรู้ก็ต้องรอตอนประชุมบ่ายนี้ อ้ออย่าลืมเตรียมรับความผิดหวังไว้ด้วยนะจ๊ะศศิกานต์ ฮะๆ” วสุรีย์สะบัดหน้าพรืดออกไปนั่งบนเก้าอี้ทำงานของตัวเอง ปภาวรินทร์ขยับจะตามแต่ต้องชะงักกับกระแสบางอย่างที่ส่งตรงมาจากคู่อริ

แสงสีแดงอมส้มเพลิงโทสะ

ปภาวรินทร์หลับตาลงแล้วเอื้อมมือมาจับแขนอีกฝ่ายเอาไว้ กระแสความเกลียดชังรุนแรงขึ้นๆ จนเธอตกใจ แต่แสงสีแดงอมส้มขาดหายไปเมื่อศศิกานต์สะบัดมือออก

“ทำบ้าอะไรของเธอ”

เมื่อฝ่ายนั้นตวาดมาหญิงสาวจึงผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเดินตัวตรงกลับไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง

“บ้าไปแล้ว” ศศิกานต์เบ้ปากตามหลัง เดินกลับไปยังโต๊ะทำงานของตัวเองที่อยู่หลังฉากไม้สลักลวดลายนกยูงรำแพน แบ่งเป็นสัดส่วน

ปภาวรินทร์หย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ เหงื่อซึมมาตามขมับทั้งสองข้างจนต้องหยิบทิชชูขึ้นมาซับ ทุกครั้งที่ใช้พลังทางจิตเธอจะมีอาการแบบนี้

 เหนื่อย อ่อนเพลีย

เธอเริ่มมองเห็นภาพบางอย่างที่เหนือการพิสูจน์ทางธรรมชาติมาตั้งแต่อายุหกขวบ จำได้ว่าตอนนั้นเธอจมน้ำ เวลาผ่านไปนานพอดูถึงมีคนผ่านมาเห็นแล้วช่วยเธอขึ้นมาจากน้ำได้ ตอนนั้นเธอหยุดหายใจไปแล้ว แม่คิดว่าเธอตายไปแล้วด้วยซ้ำเพราะหลับไปนานถึงหนึ่งวันเต็มๆ หมอแจ้งว่าสมองของเธอขาดออกซิเจน หากฟื้นก็อาจจะต้องกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา นอนเป็นผักปลามีชีวิตแต่เหมือนไร้วิญญาณ

แม่กับยายของเธอเข้าออกวัดทุกวัดที่มีคนบอกว่าศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอพรให้ลูกสาวหลานสาวคนเดียวปลอดภัยและก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น

เด็กหญิงปภาวรินทร์ฟื้นตื่นขึ้นมาด้วยอาการปกติ ไม่ได้มีเค้าว่าจะเป็นเจ้าหญิงนิทราอย่างที่หมอบอกแต่สิ่งหนึ่งที่เพิ่มพูนมาก็คือ

อำนาจพิเศษ!

อำนาจพิเศษของเธอเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อแม่ตรงเข้ามาสัมผัสมือเธอแล้วภาพต่างๆ ในช่วงชีวิตของแม่ก็วาบผ่านในสมองประดุจการฉายภาพยนตร์ ด้วยวัยเด็กตอนนั้นเด็กหญิงจึงเล่าเรื่องที่เธอเห็นให้แม่กับยายฟัง

 แรกๆ ปนัดดาไม่เชื่อแต่เมื่อปภาวรินทร์เล่าทุกอย่างให้ฟังตามภาพที่เห็นก็ทำให้ปนัดดาถึงขั้นตกตะลึง

“ยายบี๋” ปนัดดาอุทานคำนี้เมื่อลูกสาวเล่าจบ บางเรื่องเธอลืมไปแล้วเสียด้วยซ้ำ หันมามองหน้าแม่แล้วกลืนน้ำลาย “แม่คะ”

“ยายบี๋เกือบตายแต่ไม่ตาย เกือบเป็นเจ้าหญิงนิทราแต่ไม่เป็น เทวดาฟ้าดินคงจะให้พรวิเศษมาถึงได้มองเห็นภาพอดีตอย่างนั้น” ยายของเธอว่า เด็กหญิงได้แต่มองตาปริบๆ เพราะยายพูดฟังเข้าใจยากสำหรับเด็กอายุเพียงแค่หกขวบ

“อะไรหรือจ๊ะยาย”

“โถลูก ช่างมีบุญเหลือเกิน” ยายบุญเทียมวางมือบนศีรษะของหลานสาวแล้วยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ ตามความเชื่อของตัวเองว่าผู้ที่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอดีตหรืออนาคตได้นั้นคือพรสวรรค์ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้มอบไว้ให้แก่ผู้มีบุญ

“แม่แน่ใจหรือคะว่าเป็นเรื่องดี” ปนัดดาออกจะไม่สบายใจ อะไรที่ผิดแผกไปจากคนอื่นๆ เธอมองว่ามันไม่น่าจะใช่เรื่องดี

“ดีสิ” ยายบุญเทียมเสียงสูง “ในโลกใบนี้จะมีคนสักกี่คนมองเห็นอดีตได้ ไหนหนูจับตัวยายแล้วบอกมาซิลูกว่าเห็นอะไร”

เด็กหญิงทำตามคำสั่งของยายด้วยการเอื้อมมือมาสัมผัส หลับตาลง ครู่ใหญ่จึงพูดถึงตอนยายบุญเทียมเป็นเด็กออกมาได้เป็นฉากๆ ยิ่งทำให้ผู้เป็นยายปลื้มเปรม

เรื่องพรสวรรค์ของปภาวรินทร์ตอนแรกก็รับรู้กันแค่แม่กับยาย แต่เพราะเด็กหญิงไม่อาจปิดบังความสามารถของตัวเองไปได้ตลอดจึงเผลอพลั้งแสดงให้คนอื่นเห็น เป็นอันว่าความสามารถในการทายอดีตของปภาวรินทร์รับรู้กันในหมู่เพื่อนฝูงและครูประจำชั้น

เด็กหญิงปภาวรินทร์มักถูกเพื่อนๆ ร้องขอให้ทายอดีตให้เป็นประจำเป็นที่สนุกสนานแต่น่าเสียดายเพราะปนัดดานั้นไม่สบายใจ นึกกลัวว่าพรสวรรค์อันนี้จะทำให้ชีวิตของลูกสาวเธอไม่ปกติสุขจึงได้ขอร้องไม่ให้ปภาวรินทร์พูดถึงอดีตของใครต่อใครอีก

และเมื่อพรสวรรค์ไม่ถูกใช้งานจึงเหมือนพลังจิตไม่ได้รับการฝึกปรือ หลังจากนั้นมันก็ค่อยๆ ห่างหายไปจากเธอ นานๆ ครั้งภาพในอดีตจึงวาบผ่านเข้ามาในสมองเสียครั้งหนึ่ง และวันนี้มันก็เริ่มจะกลับมาอีก เธอมองเห็นแสงสีแดงอมส้มจากตัวศศิกานต์ หากมีเวลาและสมาธิมากกว่านี้ไม่แน่ว่าภาพในอดีตจะกลับคืนมาอีก

 ลึกๆ แล้วเธอเองก็ต้องการพรสวรรค์นั้นกลับมา

หญิงสาวถอนหายใจ ปัดความคิดฟุ้งซ่านนั้นให้ออกไปแล้วเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ขึ้นมาทำงาน หากข่าววงในที่วสุรีย์รู้มาไม่ผิด วันนี้เธอจะกลับไปฉลองกับแม่กันสองคน เวลานี้ก็มีกันอยู่แค่สองคนแม่ลูกเท่านั้น เพราะยายของเธอเสียไปเมื่อห้าปีก่อน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

6 ความคิดเห็น