คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย Tester [Wheesun / MAMAMOO] Tester [Wheesun / MAMAMOO] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 17 เม.ย. 61 / 06:15


ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูทำให้จองฮวีอิน ผู้เป็นเจ้าของห้องต้องรีบคว้าชุดคลุมอาบน้ำมาสวมทับร่างที่มีเพียงชุดชั้นในของตนแล้วรีบเร่งฝีเท้าไปเปิดประตูให้คนที่คิดว่าน่าจะเป็นพี่สาวคนสนิทที่มาก่อนเวลาที่นัดกันเอาไว้

ทำไมมาเร็วจัง ฉันยังไม่ได้แต่งตัวเลยเจ้าของห้องที่เปิดประตูกว้าง ให้แขกผู้มาเยือนเข้ามาภายในห้องเอ่ยถามขึ้นหลังจากเหลือบมองนาฬิกาแล้วว่า พี่ยงซอนมาก่อนเวลาที่นัดไว้จริงๆ

พอดีว่างอ่ะ ไม่รู้จะทำอะไรเลยออกมาก่อนจะได้มีเวลาแต่งหน้าให้ฮวีนนานๆ ไงคนถูกถามเอ่ยตอบหลังจากวางกระเป๋าใบใหญ่ที่ถือมาด้วยลงตรงโต๊ะหน้าโซฟาภายในห้องคอนโดหรูที่เธอมาเยือนเป็นประจำ

ฮวีอินกับยงซอนรู้จักกันในชมรมร้องเพลงของมหาวิทยาลัย เป็นเพราะทั้งคู่มีโทนเสียงที่เข้ากันจึงมักถูกจับคู่หรือแบ่งกลุ่มให้ร้องเพลงด้วยกันเสมอแล้วเมื่อต้องเตรียมการแสดงในแต่ละงาน ห้องชมรมก็มักไม่เพียงพอต่อการซ้อมของสมาชิกทำให้พวกเธอต้องออกไปหาที่ซ้อมข้างนอกซึ่งทุกครั้งก็มักจะมาจบลงที่คอนโดของฮวีอินซึ่งใกล้มหาวิทยาลัยมากกว่าบ้านของยงซอน

งั้นขอแต่งตัวก่อนนะ พี่รอแปปนึงเจ้าของห้องบอกหลังจากที่ปิดประตูห้องเรียบร้อยแล้ว

เดี๋ยวฮวีน อย่าเพิ่งแต่งเลย เดี๋ยวชุดเลอะเอาไว้แต่งหน้าเสร็จค่อยแต่งตัวทีเดียว แต่เอาชุดมาให้พี่ดูหน่อย จะได้รู้ว่าจะแต่งหน้ายังไงยงซอนเอ่ยรั้งฮวีอินไว้ก่อนจะหมุนตัวเข้าห้องนอนไป

วันนี้ฮวีอินมีงานเลี้ยงอำลารุ่นพี่ของคณะ แล้วเจ้าตัวก็มาขอความช่วยเหลือให้ยงซอนมาช่วยแต่งหน้าให้ ด้วยเหตุผลที่ว่าเจ้าตัวขี้เกียจไปหาช่างแต่งหน้า หรือเสียเงินไปกับการซื้อเครื่องสำอางที่เคาท์เตอร์เพื่อได้รับสิทธิแต่งหน้าฟรี ครั้นจะให้แต่งเอง ฮวีอินก็ทำได้แค่การแต่งบางๆ พอไปไหนมาไหนได้ แต่ก็ดูน้อยเกินไปสำหรับการออกงานกลางคืน

ในขณะที่ยงซอนแต่งหน้าได้ - ในระดับที่ฮวีอินชมนักชมหนาว่าเทียบเท่ามืออาชีพ - เพราะการที่ชมรมต้องออกงานแสดงบ่อย และสมาชิกก็ช่วยกันแต่งหน้าทำผมเอง ทำให้ยงซอนที่พื้นฐานชอบดูคลิปแต่งหน้าและลองเครื่องสำอางเล่นในเวลาว่าง มีโอกาสได้ฝึกฝนฝีมืออยู่พอสมควร รวมถึงฮวีอินเองก็เป็นอีกคนที่ยงซอนแต่งหน้าขึ้นแสดงให้เป็นประจำ เธอจึงไม่ปฏิเสธเมื่อฮวีอินขอร้องเธอ

เออก็จริง งั้นก็แต่งเลยก็ได้ฮวีอินเดินมานั่งขัดสมาธิบนโซฟาแล้วหันหน้าเข้าหายงซอน หลังจากที่เอาชุดออกมาให้ดูเรียบร้อย เจ้าตัวหลับตาแล้วก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ช่างแต่งหน้าเริ่มแต่งหน้าได้อย่างถนัด แต่กลับทำให้ช่างแต่งหน้าหลุดขำแล้วดีดหน้าผากเจ้าของห้องไปหนึ่งทีอย่างหมั่นไส้

โอ๊ย ดีดทำไมอ้ะคนที่อยู่ในท่าเตรียมพร้อมเมื่อครู่ ลืมตาขึ้น คลำหน้าผากป้อยๆ แล้วเอ่ยถามด้วยท่าทางตัดพ้อแบบที่เรียกว่าแอคติ้งมาเต็ม

ไม่คิดจะทาครีม ลงรองพื้นเองหน่อยหรอ พี่ต้องลงให้ทุกอย่างเลยรึไง

ใช่สิ ฉันกะไม่ถูกนี่หน่าว่าควรรองพื้นยังไงหน่ะ ปกติฉันก็ทาแค่คุชชั่นเองนะ แต่เดี๋ยวฉันไปทาครีมก่อนก็ได้...วันหลังบอกดีๆ สิ ไม่เห็นต้องดีดเลย เค้าเจ็บนะคนโดนดีดหน้าผากยังบ่นกระปอดกระแปดก่อนเดินเข้าห้องไปทาครีมและเดินกลับมานั่งหน้ายงซอนอีกครั้งในท่าเดิม


ผิวของฮวีอินทั้งขาว ใส และเรียบเนียน นั่นคือสิ่งที่ยงซอนเพิ่งสังเกตเห็น เพราะก่อนหน้านี้ถึงจะเคยแต่งหน้าให้ฮวีอินหลายครั้ง แต่เพื่อเป็นการประหยัดเวลาสำหรับการแต่งให้สมาชิกในชมรมหลายคน ทุกคนจึงมักจะลงรองพื้นและทาแป้งมาก่อนที่จะมาถึงมือเธอ นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ยงซอนเห็นหน้าสดของฮวีอิน

ผิวฮวีนดี๊ดีนะ ยังกะผิวเด็กแหนะ ไม่ต้องใช้คอนซีลเลอร์เลย แถมรองพื้นนิดเดียวก็พอช่างแต่งหน้าจำเป็นพูดขึ้นขณะที่ค่อยๆ แต้มรองพื้นลงบนในหน้าของอีกคน

ฮวีอินรับรู้ได้ถึงสัมผัสแผ่วเบาที่หน้าผาก แก้มซ้าย แก้มขวา ปลายคาง และสัมผัสที่ดูจะหนักขึ้นที่ปลายจมูกเหมือนคนแตะต้องการจะแกล้งกัน ทำให้เธออดที่จะย่นจมูกใส่คนทำไม่ได้ หลังจากนั้นฮวีอินรู้สึกได้ว่าอีกคนกำลังใช้ฟองน้ำเกลี่ยรองพื้นบนหน้าเธอให้ทั่วใบหน้า

พี่ยงซอนตัวหอม

จากการสังเกตหลายครั้ง เธอมักจะได้กลิ่นหอมจากตัวพี่ยงซอนเสมอ เป็นกลิ่นหอมนุ่มละมุนเหมือนดอกคาซาบลังก้า มีความหอมหวานของวนิลา แล้วก็แฝงความสดชื่นของอะไรอีกสักอย่าง - อะไรสักอย่างที่ฮวิอินพยายามจะนึกเปรียบเทียบทุกครั้งที่ได้กลิ่นแต่เธอก็นึกไม่ออก - วันนี้เธอได้กลิ่นหอมประจำตัวของพี่ยงซอนอีกครั้งและใกล้กว่าทุกวัน

อืมม พี่เค้าน่าจะฉีดน้ำหอมตรงข้อมือนะ

ฮวีน จะหลับรึป่าวเนี่ย เงยหน้าไว้หน่อยสิเมื่อยงซอนใช้มือข้างที่ว่างเชยคางของเธอขึ้น ฮวีอินถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองเผลอกดหน้าลงใกล้กับข้อมือของยงซอน ตรงที่ได้กลิ่นน้ำหอมนั่นแหละ

ไม่หลับหรอกหน่า ฉันนอนมาทั้งวันแล้วคนไม่หลับขยับตัวเล็กน้อยเพื่อดึงความสนใจของตัวเองออกมาจากกลิ่นหอมๆ ของอีกคน เป็นเวลาเดียวกับที่ยงซอนลงแป้งให้เธอเสร็จพอดี

ก็ดีแล้ว อ่ะ เดี๋ยวเขียนคิ้วก่อน แล้วก็ต่อที่ตาเมื่อพูดเสร็จยงซอนก็หันไปคุ้ยของในกระเป๋าใบใหญ่ ก่อนจะเขยิบเข้ามาใกล้ฮวีอินอีกครั้ง -ใกล้แบบใกล้มาก - เพราะฮวีอินสัมผัสได้ว่ายงซอนแทบจะเกยมานั่งบนตักเธอ ในขณะที่ยงซอนคงไม่รู้ตัวเพราะเพ่งความสนใจไปกับการเขียนคิ้วอยู่

มือที่เขียนคิ้วอยู่อยู่ในตำแหน่งที่ข้อมือของยงซอนอยู่พอดีกับจมูกของฮวีอิน ซึ่งก็...หอมดีอีกนั่นแหละ ซึ่งมันก็ทำให้ฮวีอินอดลืมตาขึ้นมาไม่ได้ แล้วก็ได้เห็นสันจมูกของอีกคน เมื่อเหลือบตาขึ้นไปอีกนิดก็จะเห็นดวงตาที่จับจ้องคิ้วของเธอ ขี้แมลงวันเล็กๆ ที่อยู่ใต้คิ้วซ้าย แล้วก็ อืมม วันนี้พี่ยงซอนแทบไม่ได้เขียนคิ้ว แป้งก็ลงมาบางๆ เกือบหน้าสดอยู่แหะ

ฮวีอินพอจะรู้ว่ายงซอนเป็นคนง่ายๆ สบายๆ นอกจากเรื่องร้องเพลงแล้ว ความชอบอีกหลายอย่างของยงซอนก็คล้ายเธอ ไม่ว่าจะเป็นความรักสัตว์ แม้ว่ายงซอนจะชอบหมากว่าแมว แต่เธอชอบแมวมากกว่าหมา หรือว่าจะเป็นความชอบในของหวานที่เหมือนกัน จะต่างกันก็แค่เธอชอบไอศกรีมมากกว่าเค้ก ในขณะที่ยงซอนชอบเค้กมากกว่าไอศกรีม

เราสองคนหน่ะเหมือนกันออก

มองอะไรหน่ะคนที่เขียนคิ้วเสร็จ ผละออกมาดูผลงานชิ้นแรกของตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะแต้มเพิ่มให้เข้ารูปยิ่งขึ้น

ป่าว แค่หลับตาแล้วมันเมื่อยหน่ะฮวีอินเก็บสายตาของตัวเองกลับมา แล้วเสมองไปยังนาฬิกา เวลาเดินเร็วเหมือนกัน ยังไม่เท่าไหร่ก็ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้ว

หลับตาก็เมื่อยหรอ แปลกคนแหะ แต่ก็ต้องหลับต่อหล่ะนะ เดี๋ยวจะแต่งตาแล้วสิ้นคำสั่ง คนว่าง่ายก็หลับตาลงอีกครั้งและรับรู้ถึงความใกล้ชิด...อีกครั้ง

ฮวีอินคิดว่าห้องมันเงียบเกินไป แล้วเธอก็ไม่มีอะไรทำนอกจากหลับตา มันเลยทำให้ความสนใจของเธออยู่ที่ยงซอนทั้งหมด ไม่ว่าจะลมหายใจอุ่นๆ ที่รดบนใบหน้าเธอ อุ้งมือที่ปัดมาโดนแก้มเธอในบางครั้ง หรือกลิ่นหอมๆ ที่ลอยวนอยู่ตรงจมูก บางครั้งก็เหมือนไกล บางครั้งก็เขยิบกลับมาใกล้ ตามจังหวะที่อีกคนลงแปรงบนเปลือกตาของเธอ

ฮวีอินว่าตัวเองฟุ้งซ่านเกินไป

ยงซอนกำลังแปลกใจ

ทั้งๆ ที่เธอก็ลงทั้งรองพื้น ทั้งแป้งอะไรต่อมิอะไรบนหน้าของฮวีอินแล้ว แต่เธอยังคงได้กลิ่นแป้งเด็ก - แป้งเด็กที่มาจากตัวฮวีอินนั่นแหละ - เธอได้กลิ่นตั้งแต่เดินเข้ามาในห้อง หรือจริงๆ ก็พูดได้ว่าได้กลิ่นทุกครั้งที่เจอฮวีอิน ถ้าไม่ใช่เพราะฮวีอินชอบใช้แป้งเด็ก ก็น่าจะใช้ครีมหรือไม่ก็น้ำหอมที่เป็นกลิ่นแป้งเด็ก
               ซึ่งยงซอนลงความเห็นว่าเหมาะกับบุคลิกของฮวีอินดี บุคลิกที่ดูใสซื่อและสดใสเหมือนเด็กๆ แม้ในความจริง ยงซอนที่รู้จักฮวีอินพอสมควรจะรู้ว่าฮวีอินนั้นนิสัยไม่เด็กเลยสักนิด เพราะฮวีอินเป็นคนมีเหตุผล และมีความคิดเป็นของตัวเอง เห็นได้จากหลายครั้งที่ซ้อมร้องเพลงด้วยกันฮวีอินมักจะเสนอความคิดเห็นใหม่ๆ ในขณะเดียวกันก็รับฟังข้อโต้แย้งของเธอได้เสมอ ฮวีอินในมุมทำงานจึงเป็นที่ชื่นชมของยงซอนพอๆ กับมุมน่ารักสดใสที่พบเห็นได้ในเวลาปกติ

ส่วนในเวลานี้ ที่ยงซอนได้เห็นฮวีอินนั่งนิ่งๆ ในระยะประชิดขนาดนี้ เธอก็คิดว่าฮวีอินเหมือนตุ๊กตา...ก็น่ารักไปอีกแบบ

ไหนลืมตาหน่อยสิช่างแต่งหน้าบอกเบาๆ ให้ตุ๊กตาจำเป็นลืมตาขึ้นมา ซึ่งยงซอนคิดว่าเธอพลาดไปหน่อย...พลาดที่อยู่ใกล้ขนาดนี้ ขนาดที่พอพิจารณาเปลือกตาเสร็จแล้วไล่สายตามาสบตากับฮวีอิน มันทำให้เธอใจสั่น

หละ หลับตาก่อนยงซอนบอกฮวีอินแล้วทำเป็นเติมสีให้เปลือกตาของฮวีอินอีกครั้ง แม้เมื่อครู่เธอจะรู้สึกว่าผลงานเป็นที่น่าพึงพอใจแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกแปลกๆ กับการสบตาระยะใกล้ขนาดนี้ของเรา ถึงต้องรีบสั่งให้อีกคนหลับตาต่อเพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองตั้งตัว

ลืมตาอีกทีสิคราวนี้คนพูดขยับตัวออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะสั่งให้ฮวีอินลืมตา เป็นการขยับที่ให้เหตุผลกับตัวเองว่าต้องการจะดูภาพรวมของดวงตาที่เธอเพิ่งแต่งแต้มไป เหตุผลแค่นั้นจริงๆ ไม่มีอะไรอื่นอีก

คนที่หาเหตุผลให้ตัวเองอาจจะลืมนึกไปว่า กับแค่การเขยิบตัวออกจากกันมันไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรก็ได้

พี่ยงซอนแต่งสีตาให้เธอเสร็จแล้ว คราวนี้ก็เหลืออายไลน์เนอร์

ฮวีอินหลับตาลงเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของวันพร้อมกับการรับรู้ถึงการเขยิบตัวเข้ามาใกล้ของพี่ยงซอน...รอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน

ฮวีอินเพิ่งรู้ว่าการแต่งหน้ามันจะใช้เวลานานขนาดนี้ ก่อนหน้านี้ถ้าเป็นงานของชมรมเรามักจะเร่งรีบ ไม่มีการหลับๆ ลืมๆ ตาวนไปวนมาจนกว่าคนแต่งจะพอใจหรอก ทุกอย่างแทบจะเป็นแพทเทิร์น แค่ปัดๆ ทาๆ ก็ต้องเปลี่ยนให้คนถัดไปแต่งต่อ ต่างจากวันนี้ที่ผ่านมาเกือบชั่วโมงแล้วพี่ยงซอนยังแต่งตาเธออยู่เลย

แต่ก็เพลินดี

แน่นอนว่าแค่หลับๆ ลืมๆ ตา มันแทบไม่รู้สึกอะไร แถมยังมีกลิ่นหอมๆ สัมผัสเบาๆ วนไปวนมาอยู่บนใบหน้า...มันก็เลยเพลินดี

ลมเบาๆ ที่เป่าอายไลน์เนอร์เหนือเปลือกตาทำให้ฮวีอินต้องห่อไหล่น้อยๆ จั๊กจี้แหะ จั๊กจี้ที่ตา..แล้วก็หัวใจ

เพ้อเจ้อแล้วฮวีอิน!

ลืมตาหน่อยเราสบตากันอีกครั้ง ก่อนที่พี่ยงซอนจะหันไปหยิบของในกระเป๋าออกมา

ฟู่ววคนจั๊กจี้แอบผ่อนลมหายใจเบาๆ โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเสียดายหรือโล่งใจกันแน่

ถอนหายใจทำไมหล่ะฮวีน เบื่อแล้วหรอ ลืมตาค้างไว้นะคนถามถามทั้งที่ในมือหยิบที่ดัดขนตาออกมาดัดให้เธอ

ป่าว ไม่ได้เบื่อหรอก แค่รู้สึกว่าพี่พูดแต่คำเดิมๆฮวีอินตอบขณะที่ตาที่ลืมอยู่กำลังพิจารณาริมฝีปากของยงซอน แทบไม่มีสีเลยแหะ ทามาแต่ลิปมันรึป่าวเนี่ย

นี่ไง เดี๋ยวพูดคำใหม่ละ มองบนหน่อยค่ะคราวนี้ถึงตาของมาสคาร่าที่จะแต่งแต้มให้ขนตาดูงอนยาว

พี่มาแต่งหน้าให้ฉัน แต่ตัวพี่เองนี่มาแบบหน้าเกือบสดเลยนะฮวีอินเพิ่งสบโอกาสชวนยงซอนคุยในตอนนี้ ตอนที่ทุกอย่างใกล้จะเสร็จและใบหน้าของยงซอนไม่ได้อยู่ใกล้กันจนเกินไป

ขี้เกียจหน่ะ เอาแค่ที่ป้าข้างบ้านจะไม่ตกใจก็พอแล้ว พี่ไม่ได้จะไปเจอใครสักหน่อย

ฮะ? 55555 ป้าข้างบ้านไม่ตกใจคืออะไร

อย่าหัวเราะแรงสิ เดี๋ยวเปื้อนหมดคนพูดใช้ปลายนิ้วเกลี่ยหางตาฮวีอินอย่างแผ่วเบา...อีกแล้ว สัมผัสเบาๆ ปัดไปปัดมานี่มัน...จั๊กจี้จริงๆ

ก็แต่งพอที่ทักทายคุณป้าข้างบ้านก่อนออกจากบ้านแล้วแกจะไม่ตกใจคิดว่าพี่ป่วยหนัก หรืออกหักเพราะโดนแฟนทิ้งหน่ะ แกใส่ใจพี่จะตายคนพูดเล่าพลางแต่งเติมรายละเอียดบนใบหน้าของคนฟัง เติมแก้มนิด ไฮไลท์อีกหน่อย

เข้าใจใช้คำนะ ใส่ใจเนี่ย

หึ แกแก่แล้วหน่ะ ไม่เป็นไรหรอก...เสร็จแล้วนะ เหลือแค่ปาก ฮวีนจะกินอะไรรองท้องหน่อยมั๊ยแล้วค่อยมาทาปากทีเดียวยงซอนผละออกจากฮวีอินหลังจากสำรวจใบหน้าที่เปลี่ยนจากเด็กน้อยเมื่อสักครู่มาเป็นหญิงสาวที่...สวย นี่ไม่ใช่การชมฝีมือการแต่งหน้าของตัวเองหรอกนะ แต่ฮวีอินหน่ะสวยจริงๆ เป็นสาวสวยที่ดูเท่ๆ เหมาะกับชุดตามคอนเซปของงานคืนนี้พอดี

กินสิ ที่งานคงมัวแต่ถ่ายรูปเดี๋ยวหิวตายพอดี...พี่ก็กินด้วยสิ น้ำผลไม้พี่ยังเหลือนะ แล้วฉันก็ซื้อขนมมาเผื่อพี่ด้วยฮวีอินที่ลุกเดินนำไปยังตู้เย็น มือไม้สาละวนอยู่กับการหยิบน้ำผลไม้รสประจำของยงซอนที่เจ้าตัวซื้อมาทิ้งไว้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อน ช่วงที่เราซ้อมร้องเพลงด้วยกันรวมถึงขนมเค้กร้านโปรดของยงซอนที่เธอตั้งใจซื้อมาฝากโดยเฉพาะ

เอามานี่พี่ถือให้ แล้วฮวีนก็ไปแต่งตัวก่อนแล้วค่อยมากินยงซอนที่เดินตามมา ต้องรีบช่วยหยิบของออกจากมือฮวีอินแล้วเอ่ยปากบอกให้ฮวีอินไปแต่งตัวก่อนที่อะไรต่อมิอะไรในมือจะเกี่ยวคอเสื้อคลุมอาบน้ำที่เข้าตัวใส่อยู่ให้แหวกออกไปอีก

ไม่รู้ตัวเลยรึไง มันวับๆ แวมๆ ตั้งแต่นั่งแต่งหน้าแล้วนะ...แต่เธอไม่เห็นอะไรหรอกนะ สาบานเลย

 

ยงซอนนั่งกินขนมรอไม่นาน ฮวีอินที่แต่งตัวเสร็จแล้วก็มานั่งกินของว่างรองท้องพลางพูดคุยกับเธอ
               นี่เป็นบรรยากาศที่เราสองคนคุ้นเคย - คุ้นเคยกว่าความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นตอนแต่งหน้าเมื่อกี้ - ปกติเวลาซ้อมร้องเพลงหรืออยู่ที่ชมรม พวกเธอมันจะนั่งข้างๆ กัน พูดคุยถึงเรื่องราวรอบตัวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ปรึกษาปัญหาหนักใจกันบ้างเป็นบางครั้ง หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงประเด็นที่ใครๆ เค้าก็พูดถึงกัน

เราสองคนเป็นคนรุ่นพี่รุ่นน้องที่สนิทคุ้นเคยกันในระดับนึง เข้าใจนิสัยของกันและกันในระดับนึง แล้วก็ชื่นชมอีกฝ่ายในระดับนึง

ซึ่งวันนี้ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ...ก็เหมือนกับที่ค่อยๆ เพิ่มมาทุกครั้งที่ได้เจอกัน

แต่อาจจะเพราะวันนี้ฮวีอินสวยกว่าทุกวัน จึงทำให้ยงซอนรู้สึกเหมือนว่า เธอยังไม่ได้ละสายตาไปจากฮวีอินเลย หรือเธออาจจะแค่พิจารณาผลงานของตัวเอง ว่ามีอะไรที่ยังบกพร่องหรือไม่ ใช่แหละ มันคงเป็นอย่างนั้น

ฮวีนมีลิปสติกสีอะไรบ้างหน่ะ ขอดูหน่อยสิเผื่อเอามาผสมกัน พี่ว่าพี่หยิบมาไม่ครบยงซอนถามขึ้นเมื่อสำรวจแล้วว่าเธอยังไม่เจอลิปสติกสีที่เหมาะกับฮวีอินในวันนี้

สีที่จะต้องให้ความรู้สึกดึงดูดพอๆ กับดวงตาที่แต่งไว้

มีแค่นี้อ่ะ พี่ลองเลือกดู แล้วก็อันนี้ยังไม่เคยใช้เลย ฮเยจินเพิ่งซื้อให้เมื่อวันก่อนฮวีอินยื่นลิปสติกสามสี่แท่งมาให้ยงซอน ซึ่งมีแต่สีอ่อนๆ ในโทนที่ต่างออกไป แต่ยงซอนให้ความสนใจกับแท่งสุดท้ายที่คนยื่นให้บอกว่าเพื่อนสนิทเป็นคนซื้อมา

นั่นเป็นลิปสติกรุ่นใหม่ สีใหม่ที่ยงซอนอยากไปลองแต่ไม่มีโอกาสและที่สำคัญ...เธอว่ามันเหมาะกับฮวีอินในวันนี้มากๆ

โอ๊ยย อันนี้ใช่เลย นั่งลงเร็วฮวีนพี่ขอเทสต์หน่อย นี่อยากลองตั้งแต่มันออกมาแล้วแต่ยังไม่ได้ไปเลยคนที่กำลังตื่นเต้นดึงมือเจ้าของลิปสติกให้นั่งข้างๆ พร้อมจัดท่าให้ฮวีอินกับตัวเองเป็นท่าเดิมด้วยความตื่นเต้น ยงซอนพุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่ของเล่นใหม่ในมือ

มือข้างซ้ายของยงซอนที่เชยคางฮวีอินขึ้นแล้วประคองใบหน้าเธอค้างไว้อย่างนั้น มือขวาที่ถือแท่งลิปสติกค่อยๆ แตะแต้มลงบนริมฝีปากของเธอ ส่วนดวงตาที่จับจ้องลิปสติกเนื้อครีมรุ่นใหม่ สีใหม่ และตัวทั้งตัวที่แทบจะเกยอยู่บนตักฮวีอิน

ฮวีอินใจเต้นแรง

มันอาจจะไม่ได้แรงเหมือนกลองมโหรีอย่างที่เคยได้ยินคนอื่นเปรียบเทียบให้ฟัง แต่ฮวีอินก็รู้สึกว่ามันเต้นแรง...แรงขึ้นกว่าปกติ แล้วก็เร็วขึ้นกว่าปกติด้วย

ฮือ สีสวยมากเลยแหะ เนื้อก็ดูดีด้วย ดูนิ้มนิ่มนะฮวีนเสียงของยงซอนลอยเข้าหูฮวีอิน แต่เธอกลับไม่ค่อยแน่ใจว่าพี่ยงซอนกำลังพูดอะไร เธอไม่ค่อยรู้ตัวว่าเธอได้เลื่อนมือไปประคองยงซอนที่ยังเกยตัวอยู่บนตักของเธอไว้ แล้วตอบรับประโยคนั้นของยงซอนไปเพียงเสียงอืมในลำคอ

ฮวีอินมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ยงซอนละสายตาจากริมฝีปากของเธอขึ้นมาสบตากัน

ยงซอนที่ตื่นเต้นกับลิปสติกในมือแปลกใจเล็กน้อยว่าทำไมถึงไม่มีการตอบรับอะไรจากฮวีอินที่ดูจะเหมือนจังหวะหายใจจะผิดปกติไปตั้งแต่เธอตั้งท่าทาลิปสติกให้

และเมื่อละสายตาจากริมฝีปากสีสวย แล้วได้สบเข้ากับดวงตาเจ้าเสน่ห์ ยงซอนก็พบว่าจังหวะการหายใจของเธอ...ก็ดูเหมือนจะผิดปกติไปเหมือนกัน

ไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นใครเป็นคนเริ่มก่อน เพียงแต่ใบหน้าของคนสองคนค่อยๆ ขยับเข้าหากัน ปลายจมูกที่คลอเคลียกันเล็กน้อยก่อนที่ริมฝีปากจะประกบกันและค่อยๆ ขยับช้าๆ

เหมือนจะเพียงเสี้ยววินาทีหรือนานนับชั่วโมงในความรู้สึก

แต่เมื่อยงซอนรู้ตัวเธอก็ผละตัวออกจากฮวีอิน แล้วคว้ากระเป๋าของตัวเองมาถือไว้

พี่กลับก่อนนะ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วแหละเมื่อพูดจบก็หมุนตัวออกไปทางประตูห้อง โดยที่ฮวีอินไม่ทันประมวลผลอะไรทั้งนั้น

               นอกเสียจากเห็นแล้วว่าลิปสติกสีใหม่สวยแค่ไหน - จากสีที่ติดบนริมฝีปากของยงซอน - แล้วเธอก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าลิปสติกรุ่นนี้นิ่มดีจริงๆ แต่ทำไมพี่ยงซอนไม่บอกเธอว่านอกจากจะนิ่มแล้ว มันยังมีรสหวานอีกด้วย

สองอาทิตย์แล้วที่ยงซอนไม่ได้เข้าชมรม

มันก็เป็นปกติที่ในช่วงที่ไม่มีงาน เธอจะเข้าชมรมน้อยไปจนถึงไม่เข้าเลยหากภาระทางการเรียนถาโถม แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ด้วยเหตุผลนั้น

เธอกำลังหลบหน้าฮวีอิน แล้วเธอก็มั่นใจว่าฮวีอินกำลังหลบหน้าเธอ

เธอไม่รู้ว่าจะจัดการกับสถานการณ์นี้ยังไง ตอนแรกเธออยากจะโทรไปขอโทษรุ่นน้องถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เธออยากจะบอกว่ามันเป็นอารมณ์ชั่ววูบที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ขอให้ลืมมันไปแล้วเรากลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่เธอทำไม่ได้ เธอไม่อยากโกหก

ยงซอนยอมรับว่ามันอาจจะเป็นอารมณ์ชั่ววูบ ทั้งความใกล้ชิดแล้วก็สถานการณ์พาไป แต่เธอไม่อยากให้ฮวีอินลืม เพราะตัวเธอเองนั้นลืมไม่ลง เธอนอนคิดถึงมันมาตลอดสองอาทิตย์ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นมันทำให้เธอรู้สึกดี ไม่ใช่แค่สัมผัสของฮวีอิน แต่มันรวมถึงการใช้เวลาด้วยกัน ใกล้ชิดกัน แล้วก็โอเค...มันรวมจูบนั้นด้วยนั่นแหละ

เรื่องในวันนั้นทำให้เธอทบทวนตัวเอง ก่อนจะพบว่าเธอมีความประทับใจในตัวฮวีอินมากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นความใส่ใจเวลาอยู่ด้วยกัน ว่าเธอจะหิวมั๊ย เหนื่อยรึป่าว หรือความสดใสที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ทำให้เธอยิ้มตามได้เสมอ พอรวมเข้ากับเรื่องในวันนั้น ยงซอนก็เริ่มจะรู้ใจตัวเอง

แต่ถึงแม้วันนั้นฮวีอินจะตอบสนองเธอดี มันก็ไม่ได้หมายความว่าฮวีอินจะรู้สึกเหมือนเธอ มันทำให้เธอเป็นกังวล เพราะตอนนี้เธอรู้สึกว่า เธอไม่อยากจะเสียฮวีอินไป

สามอาทิตย์แล้วที่ฮวีอินเฝ้าคิดว่าจะทำยังไงดี

หลังจากวันนั้นที่พี่ยงซอนรีบกลับออกไป กว่าเธอจะรู้สึกตัวก็ตอนที่เพื่อนสนิทอย่างฮเยจินไลน์มาตามว่าออกจากห้องรึยัง แล้วเตือนให้เธอพกเครื่องสำอางไปเติมหน้าด้วย อย่างน้อยเอาลิปสติกไปก็ยังดี

คำว่าลิปสติกทำให้เธอหน้าร้อนวูบ

ไม่ใช่แค่วันนั้น แต่เป็นทุกเช้าที่เธอแต่งหน้าก่อนไปเรียน พอถึงเวลาทาลิปสติกทีไรเธอก็คิดถึงเรื่องวันนั้นทุกครั้ง หรือความจริง...เธอคิดถึงเรื่องวันนั้นมาตลอดสามอาทิตย์ที่ผ่านมา

เฮ้ออ ทำยังไงดีนะ

แน่นอนว่าฮวีอินรู้ตัวว่าเธอชอบพี่ยงซอนเข้าให้แล้ว มันอาจจะเริ่มจากที่พี่ยงซอนสวย ใจดี แล้วก็ชอบอะไรคล้ายๆ เธอ - โอเค เธอก็รู้แล้วว่าเราไม่ได้ชอบอะไรคล้ายกัน แต่เป็นเธอเองที่โยงความชอบของเราสองคนเข้าหากัน - ซึ่งก็นั่นแหละ เธอรู้แล้วว่าเธอชอบพี่ยงซอน

แต่...เธอไม่รู้จะทำยังไงดี

เธอยังไม่ได้เล่าอะไรให้ฮเยจินฟังละเอียดนัก แต่ฮเยจินเห็นท่าทางของเธอแล้วก็ได้ให้คำแนะนำว่าในเมื่อเรื่องมันยังไม่จบ ก็ไปต่อให้จบซะ พอเธอถามว่าจะต่อยังไง เพื่อนตัวดีก็ได้แต่ตอกหน้ากลับมาว่าจะไปรู้หรอ ก็ค้างไว้ที่ตรงไหนก็ไปต่อตรงนั้นแหละ พอฮวีอินนึกถึงสิ่งที่ค้างเอาไว้...เธอก็หน้าร้อนวูบ ใจเต้นแรงขึ้นมาอีก

เธอก็อยากจะต่อหล่ะนะ แต่จะต่อยังไงเล่า!

แต่เอ๊ะ!?

ค้างไว้ตรงไหน...

...ก็ต่อตรงนั้นหน่ะหรอ

ฮวีอินคว้าโทรศัพท์แล้วกดโทรออกหาคนที่เธอต้องการพูดด้วยที่สุดตอนนี้

ฮเยจินอ่า ออกมาหาฉันหน่อยสิ

เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ไม่ได้ทำให้ยงซอนรู้สึกอะไร แต่พอเหลือบเห็นชื่อของคนที่โทรเข้ามาก็หัวใจของเธอก็เต้นแรงจนเหมือนจะกระโดดออกมาข้างนอก

จองฮวีอิน

ยงซอนสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อปรับเสียงไม่ให้สั่นไปตามหัวใจก่อนจะกดรับสาย

ฮัลโหล ว่าไงฮวีนเธอผ่านด่านแรกเสียงไม่สั่นเลยสักนิด

พี่ยงซอน ฉันมีอะไรขอให้พี่ช่วยหน่อยเสียงฮวีอินที่ผ่านโทรศัพท์ออกมาก็ปกติดี ทำให้ยงซอนอดใจเสียไม่ได้ หรือฮวีอินจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อะไรหรอ ว่ามาสิถึงอย่างนั้นเธอก็ยังตอบรับคำขออย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียฮวีอินไป

คือ...ฉันซื้อลิปสติกมาใหม่ พี่ช่วยมาลองสีหน่อยได้มั๊ยเสียงที่เริ่มตะกุกะกักทำให้ยงซอนไม่ค่อยแน่ใจสิ่งที่ฮวีอินจะสื่อ

หืม? อะไรนะ” ยงซอนถามออกไปเพื่อคลายความสงสัยของตัวเอง

ก็แบบว่า...ฉันซื้อลิปสติกมาใหม่กับฮเยจินหน่ะ รุ่นเดียวกับแท่งวันนั้นเลยนั้นพี่...อยากจะลองมั๊ยฮวีอินพูดทวนคำถามของตัวเองอีกครั้ง คำถามที่ตัวคนถามเองลิ้นแทบจะพันกันกว่าจะพูดออกมาได้

“...” ความเงียบของยงซอนทำให้ฮวีอินเริ่มใจไม่ดีขึ้นมา พี่ยงซอนจะโกรธมั๊ยนะ

พี่ยงซอน เรื่องวันนั้น...

ซื้อมากี่สีหล่ะ

ฮะ?”

ฮวีนซื้อมากี่สีหล่ะ แล้วจะให้พี่ลองทุกสีเลยรึป่าว

ฮื้ออ ซื้อมาสามสี พี่อยากลองกี่สีก็ตามใจพี่สิ

ฮวีอิน นี่เรื่องจริงใช่มั๊ย

อือ เรื่องจริง พี่จะมามั๊ย

ไปสิ จะไปเดี๋ยวนี้เลย

อืม โอเค

ยงซอนกดตัดสายก่อนจะยกมือขึ้นมาปิดหน้าตัวเองเพื่อสะกดเสียงกรี๊ด แก้มเธอร้อนผ่าว แล้วหูของเธอก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงหัวใจของตัวเอง หัวใจที่เต้นแรงจนเหมือนจะกระดอนออกมา ให้ตายเถอะ ตอนนี้เธอตื่นเต้นแทบบ้า

ฮวีอินโยนโทรศัพท์ไปบนโซฟา ก่อนจะทิ้งตัวเอาหน้าฝังไปกับหมอนอิงใบใหญ่ เธอไม่กล้ามองเงาตัวเองที่สะท้อนอยู่บนจอโทรทัศน์ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามด้วยซ้ำ เธอทำอะไรลงไปเนี่ย ให้ตายเถอะ เขินชะมัด

*************************************************************************


Writer's talk :
จริงๆ พล็อตเรื่องนี้ได้มาจากงาน Etude ของสาวๆ Red velvet ค่ะ เป็นตอนที่เวนดี้ทาลิปสติกให้เจ้ากิ > <
ตอนแรกก็จะเขียนเป็นคู่เวนกิ แต่มันสลัดแองเจิ้ลออกจากหัวไปไม่ได้ เลยต้องมาลงที่คู่นี้แทนค่ะ 55555
ถือโอกาสลงในวันเกิดน้องฮวีน แล้วก็ให้ทุกคนอ่านรอปล่อยเพลง EASY แก้ตื่นเต้นค่ะ
หวังว่าทุกคนจะชอบกันนะคะ :)

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ linn. จากทั้งหมด 4 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 6 มกราคม 2562 / 22:54
    แงเขินมากกกกกกก บ้าไปแล้วววววว
    #3
    0
  2. #2 nanthipaks (@nanthipaks) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 14:54
    กรี้ดดดดดด เขิน! เขินมากๆ!
    #2
    0
  3. วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 / 23:52
    แงงงงงเขิน ชอบมากๆเลยค่ะ ;/////;
    #1
    0