คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

เรื่องน่ารู้จากแดนไอยคุปต์

ตอนที่ 8 : ปาปิรัส 8 : เกร็ดไม่ลับกับน้ำหอมตามแบบฉบับชาวไอยคุปต์


     อัพเดท 2 พ.ค. 55
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/เกร็ดประวัติศาสตร์
Tags: เกร็ดความรู้เกี่ยวกับอียิปต์โบราณ
ผู้แต่ง : Nephthys ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Nephthys
My.iD: https://my.dek-d.com/yrrehc
< Review/Vote > Rating : 100% [ 2 mem(s) ]
This month views : 26 Overall : 7,361
54 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 79 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
เรื่องน่ารู้จากแดนไอยคุปต์ ตอนที่ 8 : ปาปิรัส 8 : เกร็ดไม่ลับกับน้ำหอมตามแบบฉบับชาวไอยคุปต์ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1510 , โพส : 2 , Rating : 0% / 2 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


 

 

เกร็ดไม่ลับกับน้ำหอมตามแบบฉบับไอยคุปต์

 



  

 

          หากกล่าวถึงเมืองน้ำหอมทุกคนคงจะคิดไปถึงประเทศฝรั่งเศสเป็นอันดับแรก... นั่นก็ไม่ผิดหรอกค่ะ เพราะทุกวันนี้น้ำหอมจากแบรนด์ดังส่วนใหญ่ล้วนผลิตหรือไม่ก็มีศูนย์กลางการจัดจำหน่ายอยู่ที่นั่น แต่เมื่อเราลองย้อนกลับไปค้นหาต้นกำเนิดของน้ำหอม คงต้องย้อนเวลากลับไปยาวนานหลายพันปีทีเดียวเชียวล่ะ ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงเวลานั้นยังไม่มีประเทศฝรั่งเศสอยู่บนแผนที่โลก... เช่นนั้นแล้วใครกันแน่ที่เป็นผู้คิดค้นน้ำหอมขึ้นมา?

 

          จากแผ่นจารึกอักษรลิ่ม (คูนิฟอร์ม) อายุราว 4,000 ปี กล่าวถึงสตรีชาวบาบิโลเนียผู้มีนามว่า แทปปูติ (Tapputi หรือ Tapputi-Belatekallim) เธอได้นำดอกไม้ น้ำมัน และ calamus (ว่านน้ำชนิดหนึ่ง เมื่อนำเอารากของมันมาสกัดจะได้กลิ่นหอม) มาใช้ควบคู่กันกับหญ้าแห้วหมู (cyperus), มดยอบ (myrrh) และขี้ผึ้ง (balsam) จากนั้นจึงเติมน้ำลงไปแล้วนำไปผ่านกระบวนการกลั่นและกรองหลายครั้งจนได้ออกมาเป็นน้ำหอม... แทปปูตินอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นผู้คิดค้นน้ำหอมแล้ว เธอยังได้รับการยกย่องให้เป็นนักเคมีคนแรกของโลกด้วยค่ะ...

 

 
 

กรรมวิธีการทำน้ำหอมของแทปปูติ ถูกจารึกด้วยอักษรคูนิฟอร์มลงบนแผ่นดินเหนียว

 

          ส่วนในอียิปต์นั้น ต้นกำเนิดของน้ำหอมนั้นมีความเป็นมายาวนานถึง 5,000 ปีทีเดียวค่ะ แน่นอนว่าน้ำหอมในยุคโบราณนั้นย่อมต้องไม่ใช่ของเหลวสีใส ที่บรรจุอยู่ในขวดแก้วรูปทรงหลากหลายอย่างที่เราคุ้นตากันดีในปัจจุบันนี้... แต่น้ำหอมยุคโบราณนั้น เริ่มแรกจะอยู่ในรูปของกำยาน (incense) นั่นเอง...

 

 

 
 

วัตถุดิบหลายชนิดที่ใช้ในการทำน้ำหอมต้องนำเข้ามาจากดินแดนอันห่างไกลทั้งทางบกและทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรพันท์ (Punt) กรีก อาณาจักรต่าง ๆ ในเมโสโปเตเมีย อินเดีย เลยไปถึงเทือกเขาหิมาลัย

 

          วัตถุดิบที่นำมาทำกำยานส่วนใหญ่ต้องนำเข้ามาจากต่างแดน ด้วยเหตุนี้กำยานและเครื่องหอมจึงถือเป็นของหายากและมีมูลค่าเทียบเท่ากับอัญมณี หรือพูดง่าย ๆ ก็คือมีราคาสูงกว่าทองคำเสียอีกหากเปรียบเทียบตามน้ำหนัก... ดังนั้นในยุคแรกนั้นกำยานจึงถูกนำมาใช้เฉพาะในพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อเป็นการบูชาเทพเจ้า และใช้สำหรับฟาโรห์เท่านั้น... นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกนามพูลทาร์ค (Plutarch) ได้บันทึกไว้ว่านักบวชอียิปต์จะทำการสักการะเทพเจ้าโดยการเผายางสนที่มีกลิ่นหอม (Frankincense) ในตอนเช้า เผามดยอบในตอนเที่ยงวัน และจุด Kyphi (Kapet ในภาษาอียิปต์... เป็นหนึ่งในกำยานที่นิยมมากที่สุดในอียิปต์โบราณ) ในตอนเย็น ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้ถือเป็นกิจวัตรประจำวันของวิหาร

 

 

     
 

Frankincense                                 Myrrh                                    Kyphi      

 

          ส่วนกรรมวิธีการทำกำยานนั้นทำโดยการนำเอาส่วนผสมหลัก ๆ อาทิเช่น ยางสนที่มีกลิ่นหอม, มดยอบ, มาบดรวมกันแล้วนำไปเผาบนถ่านหิน หรือไม่ก็นำมาผสมเข้ากับผลไม้แห้งอย่างเช่นลูกเกด และอินทผลัม แล้วจึงปั้นให้เป็นก้อนกลม ๆ ก่อนที่จะนำไปจุดไฟเพื่อให้กลิ่นหอมของกำยานกระจายออกมาในอากาศ

 

นอกจากนักบวชแล้วเรามักจะเห็นภาพสลักจารึกรูปฟาโรห์ถวายกำยานและเครื่องหอมแด่เหล่าทวยเทพ ด้วยความเชื่อที่ว่าเครื่องหอมเหล่านี้จะทำให้เทพเจ้าทั้งหลายพึงพระทัย และขับไล่วิญญาณชั่วร้ายซึ่งเชื่อว่าจะนำโรคภัยไข้เจ็บมาสู่พระองค์... นอกจากนี้เมื่อฟาโรห์สิ้นพระชนม์ลง การฝังเครื่องหอมไว้ในสุสานจะทำให้พระองค์ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเหล่าทวยเทพอีกด้วย...  

 


 

ภาพสลักฟาโรห์เซติที่ 1 ทรงถวายเครื่องกำยานแด่เทพฮอรัส จากวิหารแห่งเซติที่ 1 ที่อไบดอส

 

          ในสมัยราชวงศ์ที่ 3 ยุคอาณาจักรเก่า การทำมัมมี่ฟาโรห์ได้เพิ่มขั้นตอนโดยการใช้เครื่องหอมเข้ามา เพื่อตระเตรียมพระศพฟาโรห์ให้พรั่งพร้อมยิ่งขึ้นสำหรับชีวิตหลังความตาย... นอกจากนี้ยังมีบันทึกอยู่ในจารึกพีระมิด (Pyramid Text) ของฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ 5 และ 6 ถึงแม้ว่าจารึกเหล่านี้จะไม่ได้บอกกรรมวิธีการผลิตเครื่องหอม แต่ก็ได้บอกเล่าถึงพิธีกรรมในสุสาน โดยนักบวชจะเข้าไปทำพิธีกรรมประจำวันแก่ฟาโรห์ผู้ล่วงลับ ซึ่งหนึ่งในพิธีกรรมนั้นจะมีการเผากำยานพร้อมกับสวดมนต์ด้วยค่ะ...

 

 

ภาพสลักการทำน้ำหอมโดยใช้ดอกลิลลี่เป็นส่วนประกอบ จากสุสานในสมัยราชวงศ์ที่ 4 ยุคอาณาจักรเก่า

 

          ในเวลาต่อมาชาวอียิปต์โบราณได้คิดค้นเครื่องหอมขึ้นมาในรูปแบบของครีมและขี้ผึ้ง (Ointment) รวมทั้งน้ำมันหอม โดยการผสมเครื่องหอมต่าง ๆ กับไขมันสัตว์ หรือไม่ก็น้ำมันที่สกัดจากพืชเช่น น้ำมันมะกอก มะรุม อัลมอนด์ ละหุ่ง ไปจนถึงน้ำมันที่มีราคาแพงอย่างบาลานอส (Balanos oil)

 

 

หีบบรรจุกระปุกและขวดน้ำหอมและครีม บ้างทำจากหินส่วนที่เห็นเป็นขวดสีน้ำเงินเขียนลวดลายสวยงามนั้นทำจากแก้ว

 

การแสวงหาเครื่องหอมมาเริ่มอย่างจริงจังในรัชสมัยของพระนางฮัตเชปซุต ฟาโรห์หญิงผู้เรืองนามแห่งราชวงศ์ที่ 18 แห่งยุคอาณาจักรใหม่... โดยพระนางฯได้จัดตั้งคณะเดินทางเพื่อเสาะแสวงหาไม้หอมและสินค้ามีค่าต่าง ๆ ขึ้นในราว 1470 ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งคณะเดินทางกลุ่มนี้ได้เดินทางล่องใต้ผ่านทะเลแดงลงสู่ดินแดนที่เรียกว่าอาณาจักรพันท์ เมื่อกลับมาถึงอียิปต์คนกลุ่มนี้ก็ได้นำเอาทองคำ งาช้าง ไม้มะเกลือ หนังเสือดาว รวมไปถึงไม้หอม และกล้าของต้นเมอร์หติดไม้ติดมือกลับมาด้วย... ผลงานของคณะเดินทางกลุ่มนี้ถูกจารึกอยู่ในวิหารประกอบพิธีศพของพระนางที่เดียร์ เอลบาหรีย์ (The Mortuary Temple of Hatshepsut at Deir el Bahari) เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณของพระนางฯ นอกจากนี้ในบริเวณชั้นล่างสุดของวิหารยังได้มีการสร้างสวนพฤกษศาสตร์ขึ้น ซึ่งฮัตเชปซุตได้ทรงสั่งให้นำต้นกล้าพรรณไม้หอมเหล่านั้นมาปลูกเอาไว้

 

 

ภาพสลักคณะเดินทางของพระนางฮัตเชปซุตได้นำกล้าของต้นเมอร์หใส่ตะกร้าขึ้นเรือ ล่องไปตามทะเลแดงกลับสู่อียิปต์ เพื่อนำมาปลูกที่สวนพฤกษศาสตร์ของพระนางฯที่เดียร์ เอลบาหรีย์

 

 

ซากพันธุ์ไม้หอมในสวนพฤกษศาสตร์ในบริเวณชั้นล่างสุดของวิหารประกอบพิธีศพของพระนางฮัตเชปซุต ที่เดียร์ เอลบาหรีย์

 

ในสุสานของยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน เรายังพบขวดบรรจุน้ำมันหอมของพระองค์ ซึ่งต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้ทำการสกัดแยกส่วนประกอบจนพบว่าหนึ่งในนั้นมีรากของต้นโกฐชฎามังสี (Spikenard) ซึ่งเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบหิมาลัยที่ระดับความสูงถึง 3,000 – 5,000 เมตรทีเดียวเชียวค่ะ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากว่าที่เจ้าพืชชื่อเรียกยากนี้จะเดินทางมาถึงอียิปต์ได้ มูลค่าของมันจะสูงลิ่วขนาดไหน?  

 

 

 

ขวดบรรจุน้ำหอมทำจากหินอลาบาสเตอร์ของยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน

 

          จนมาถึงสมัยที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเข้ามายึดครองอียิปต์ น้ำหอมเหล่านี้จึงได้แพร่หลายไปสู่สังคมชาวกรีก... นักอียิปต์วิทยาได้ค้นพบภาพสลักแสดงขั้นตอนการทำน้ำหอมในสุสานของนักบวชชั้นสูงนามเปโตซิลิส (Petosiris) ผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงต้นของราชวงศ์ปโตเลมี (Ptolemaic Dynasty)   

 

  

ภาพจำลองจากผนังสุสานของเปโตซิลิส แสดงขั้นตอนในการทำน้ำหอม

 

นอกจากนี้เรายังได้พบสูตร และขั้นตอนการทำขี้ผึ้งและน้ำหอมที่วิหารแห่งเทพฮอรัสที่เอ็ดฟู (The Temple of Horus at Edfu) ซึ่งวิหารแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในวิหารอียิปต์ยุคโบราณที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ที่สุด เพราะเพิ่งจะสร้างขึ้นใหม่ในรัชสมัยของปโตเลมีที่ 3 (Ptolemy III) แห่งราชวงศ์ปโตเลมี ราว 237 ปีก่อน ค.ศ. โดยนักอียิปต์วิทยาคาดว่าวิหารแห่งนี้สร้างทับอยู่บนตำแหน่งที่เคยเป็นวิหารบูชาเทพฮอรัสเดิมค่ะ...  

 

 

ภาพสลักแสดงขั้นตอนการทำน้ำหอม รวมถึงสูตรและส่วนประกอบของน้ำหอม ที่วิหารแห่งเทพฮอรัสในเอ็ดฟู

 

          นอกจากวิหารแห่งเทพฮอรัสที่เอ็ดฟูแล้ว สูตรการทำ Kyphi ซึ่งมีส่วนผสมต่างออกไปบ้างเล็กน้อยยังไปปรากฎอยู่ที่ผนังวิหารแห่งเทพีไอซิสที่ฟิเล (Temple of Isis at Philae) อีกด้วยค่ะ...

 

          สตรีอีกพระองค์หนึ่งที่ถูกจารึกว่าใช้เครื่องหอมอย่างฟุ่มเฟือยที่สุดในประวัติศาสตร์อียิปต์คงไม่พ้นพระนางคลีโอพัตราที่ 7 (Cleopatra VII) ที่เรารู้จักกันดีนี่เอง... หลายคนคงสงสัยอีกแล้วว่าทำไมจึงต้องมี "ที่ 7" พ่วงท้าย... นั่นก็เพราะแท้จริงแล้วราชินีที่ใช้พระนามคลีโอพัตรานั้นไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียวอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน... ก่อนหน้าที่จะมาถึงสมัยของราชินีผู้เรืองนามในหน้าสุดท้ายของประวัติศาสตร์อียิปต์ยุคโบราณ เคยมีราชีนีอียิปต์เชื้อสายกรีกพระนามคลีโอพัตรามาแล้วถึง 6 พระนางด้วยกันค่ะ ดังนั้นคลีโอพัตราที่เราเห็นสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายครั้งนั้นจึงเป็นพระนางคลีโอพัตราที่ 7...

 

หลังจากจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ถูกลอบสังหารที่กรุงโรม คลีโอพัตราที่ 7 จึงเสด็จกลับอียิปต์ และหลังจากนั้นไม่กี่ปีมาร์ค แอนโทนี (Mark Antony) ซึ่งเป็นทั้งนักการเมือง และอดีตนายทหารคนสนิทของจูเลียส ซีซาร์ ก็ได้ไปเยือนอียิปต์... กล่าวกันว่าคลีโอพัตราที่ 7 ทรงเสด็จลงเรือออกไปต้อนรับมาร์ค แอนโทนี โดยที่เรือลำนั้นจุดเครื่องหอมมากมายจนเกิดกลุ่มควันหอมโชยฟุ้งในอากาศเป็นการประกาศการมาถึงของพระนางฯ และทำให้ขุนศึกชาวโรมันผู้เก่งกาจตกหลุมรักพระนางฯอย่างหมดหัวใจ จากนั้นเรื่องราวของคู่รักบันลือโลกจึงได้เริ่มต้นขึ้น...

 

 


พระนางคลีโอพัตราที่ 7 เสด็จลงเรือที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม มาต้อนรับมาร์ค แอนโทนีด้วยพระองค์เอง

 

          จนถึงปัจจุบันนี้ เราจะยังไม่ทราบแน่ชัดว่ากำยาน เครื่องหอม รวมทั้งน้ำมันหอมถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายจนในที่สุดก็เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวอียิปต์โบราณตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เราก็ทราบว่าพวกเขาได้นำการชโลมน้ำมันหอมบนร่างกายมาเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการอาบน้ำอย่างพิถีพิถัน ซึ่งนอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายหอมสดชื่น ขจัดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์จากสภาพอากาศร้อนจัดแล้ว ยังช่วยปกป้องผิวพรรณจากแสงแดดอันแรงกล้า นอกจากนี้น้ำหอมในรูปแบบของครีมยังช่วยบำรุงผิวพรรณของพวกเขาให้อ่อนนุ่มชุ่มชื่นอีกด้วยค่ะ ซึ่งต่อมาวิธีการอาบน้ำแบบนี้ได้แพร่หลายไปในสังคมหรูหราฟุ่มเฟือยของชาวกรีกและโรมัน...



 

การอาบน้ำแบบกรีก และโรมันมีต้นแบบมาจากชาวอียิปต์โบราณ

         

ถึงแม้วัตถุดิบในการทำน้ำหอมส่วนใหญ่จะต้องนำเข้ามาจากดินแดนห่างไกล แต่ชาวไอยคุปต์กลับสามารถผลิตน้ำหอมออกมาได้ปริมาณมาก... น้ำหอมจากอียิปต์จึงเริ่มแพร่หลายออกไปยังดินแดนใกล้เคียง และกลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของอาณาจักรในที่สุด ซึ่งในช่วงแรกนั้นลูกค้ากระเป๋าหนักรายสำคัญคงไม่พ้นชาวครีตแห่งอาณาจักรไมนวนนั่นเองค่ะ รวมไปถึงเมืองน้อยใหญ่ตามชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และในที่สุดอียิปต์ก็กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำหอมแห่งโลกยุคโบราณ โดยมีศูนย์กลางในการผลิตอยู่ที่เมืองเมนเดส (Mendes) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์นั่นเองค่ะ

 

          เมื่อเอ่ยถึง Chanel No. 5, Opium และ Joy หลาย ๆ คนคงจะคุ้นหูกันดีว่าเป็นชื่อของน้ำหอมยอดนิยมจากปารีส บางคนอาจตั้งคำถามขึ้นมาว่า แล้วในอียิปต์ยุคโบราณล่ะจะมีน้ำหอมขึ้นชื่อเทียบเท่าน้ำหอมแบนด์ดังจากฝรั่งเศสเหล่านี้บ้างหรือไม่?

 

ในทางกลับกันหากเราได้ย้อนเวลากลับไปในยุคฟาโรห์แล้วถามหา Chanel No. 5 คงมีแต่คนส่ายหน้าไม่รู้จักแล้วถามกลับว่ามันคืออะไร? แต่หากเอ่ยถึง Stakte, Susinum, Cyprinum และ Mendesian (Mendesian หรือที่ชาวโรมันเรียกกันอย่างแพร่หลายว่า “The Egyptian”) พวกเขาคงจะตาโตทันที เพราะเหล่านี้ล้วนเป็นชื่อของสุดยอดน้ำหอมแห่งยุคโบราณทีเดียวเชียวค่ะ... หากน้ำหอมที่มีราคาแพงที่สุดในปัจจุบันมาจากฝรั่งเศส แน่นอนว่าน้ำหอมที่มีราคาแพงที่สุดในยุคโบราณย่อม Made in Egypt เช่นกันค่ะ และเผลอ ๆ จะราคาแพงกว่าน้ำหอมในยุคดิจิตอลของเราซะอีก เพราะอย่างที่ฉันเคยบอกไว้ในตอนต้นแล้วว่า วัตถุดิบที่นำมาผลิตน้ำหอมในยุคฟาโรห์บางชนิดมีมูลค่าเทียบเท่ากับอัญมณี แล้วลองคำนวณดูซิค่ะว่า Stakte หนึ่งกระปุกน่าจะมีมูลค่าเท่าไหร่?

 

 

น้ำหอมในรูปแบบของครีมอายุ 250 ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งถูกค้นพบในสุสานสตรีชั้นสูงของ Chiusi ซึ่งปัจจุบันอยู่ในแคว้นทัสคานี (Tuscany) ของอิตาลี เมื่อดูจากรูปทรงของภาชนะ และตัวกระปุกซึ่งทำจากหินอลาบาสเตอร์ รวมทั้งการพิสูจน์ทางเคมีแล้ว นักโบราณคดีจึงสันนิษฐานว่าครีมกระปุกนี้น่าจะนำเข้ามาจากอียิปต์ในยุคโบราณ

 

          ถึงแม้ในปัจจุบันนี้น้ำหอมจากอียิปต์จะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแพร่หลายเท่ากับน้ำหอมที่ผลิตจากฝรั่งเศส แต่หากเราอยากที่จะดื่มด่ำไปกับความหอมในแบบอียิปต์โบราณก็ยังสามารถหามาเป็นเจ้าของได้ทั้งในรูปแบบกำยาน น้ำมันหอม หรือแม้แต่ในรูปแบบของน้ำหอมที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบอย่างที่เราคุ้นเคยกันดีในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งกลิ่นที่เคยใช้บูชาเหล่าทวยเทพทั้งหลายอย่างอมุน-รา ฮอรัส ฮาเธอร์ ฯลฯ หรือจะเป็นกลิ่นเดียวกันกับยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน และพระนางคลีโอพัตราที่ 7 เคยใช้ (แน่นอนค่ะว่าในราคาที่สบายกระเป๋า ไม่ต้องขนเอาอัญมณีหรือทองคำไปแลกอย่างชาวอียิปต์โบราณทำกัน) ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องขอบคุณนิสัยช่างจดบันทึกของพวกเขา ที่ทำให้วิทยาการความรู้เหล่านี้ไม่สูญหายไปกับกาลเวลา...

 

        

  

 

          เรื่องราวเกี่ยวกับน้ำหอมของอียิปต์ยุคโบราณช่างมีความเป็นมาที่ยาวนานจริง ๆ ค่ะ ในปัจจุบันนี้เราอาจมองว่าน้ำหอมเป็นเพียงสิ่งดึงดูดใจมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น... แต่สำหรับชาวอียิปต์โบราณแล้ว น้ำหอมนอกจากจะเป็นเครื่องบูชาสำหรับเทพเจ้าของพวกเค้าแล้ว ยังเป็นประหนึ่งยารักษาโรค... ที่สำคัญน้ำหอมกลายเป็นตัวเชื่อมโยงแหล่งอารยธรรมต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แล้วยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในโลกยุคโบราณได้อย่างไม่น่าเชื่อทีเดียวค่ะ...


 

   
   

 

 

 

แหล่งข้อมูลและรูปภาพอ้างอิง


http://www.egyptancient.net/cosmetic.htm
 

http://www.touregypt.net/egypt-info/magazine-mag08012000-mag4.htm

http://bellavitabotanicals.com/wordpress/archives/510 

http://www.perfumes.com/eng/history.htm 

http://www.levity.com/alchemy/islam24.html 

http://www.reshafim.org.il/ad/egypt/trades/perfume_makers.htm 

http://en.wikipedia.org/wiki/Perfume

http://www.wysinfo.com/Perfume/Perfume_history.htm

http://onthemovewithus.com/fall2010.aspx 

http://www.ancientegyptonline.co.uk/incenseperfume.html 

http://onthemovewithus.com/fall2010.aspx 

http://www.chemistryviews.org/details/ezine/1058453/Women_in_ChemistryA_European_Journal.html 

http://en.wikipedia.org/wiki/Tapputi 

http://lostpastremembered.blogspot.com/2011_04_01_archive.html 

http://www.egyptological.com/2011/06/more-from-abydos-by-james-whitfield-3838/seti_heru 

http://www.ancientegyptonline.co.uk/kyphi.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Myrrh 

http://en.wikipedia.org/wiki/Spikenard 

http://gypsymagicspells.blogspot.com/2010/07/how-to-make-egyptian-kyphi.html

http://factsanddetails.com/world.php?itemid=1959&catid=56&subcatid=364 

http://www.ancient-egypt.org/index.html 

http://www.bigtreeblog.com/3500-year-old-tree-transplant/ 

http://www.touregypt.net/edfut.htm 

http://www.worldisround.com/articles/183217/photo17.html 

http://www.servantsofthelight.org/knowledge/marathakis-incense.html 

http://guinandra.com/2011/02/02/when-love-ruins-history/ 

http://thebathtubdiva.com/history-of-bath-tubs-bathing-part-3 

http://www.kwintessential.co.uk/articles/egypt/Egyptian-Glass-Perfume-Bottles/3215 

http://www.touregypt.net/historicalessays/lifeinEgypt12.htm 

http://www.touregypt.net/museum/tutl26.htm 

http://www.msnbc.msn.com/id/31855795/ns/technology_and_science-science/t/-year-old-cream-shows-aristocrats-taste/ 

http://www.cleopatrasboudoir.com/apps/blog/show/8908191

http://ancientegyptmoberly.pbworks.com/w/page/12830344/Ancient%20Egyptian%20Makeup 

http://www.etsy.com/listing/17702011/kyphi-ancient-egyptian-sacred-incense 

http://thecoolgadgets.com/egypt-perfume-scents-of-time/ 

http://www.alchemy-works.com/magick_oils_kyphi.html 

 

สวัสดีค่ะ...

 

มาทักทายตอนท้ายอีกเช่นเคย... เรื่องราวเกี่ยวกับน้ำหอมของอียิปต์โบราณนั้นฉันเคยอ่านเจอมานานมากแล้วจากหนังสือแนวเล่าประสบการณ์ท่องเที่ยวในอียิปต์ แต่จำไม่ได้แล้วว่าชื่อหนังสืออะไร... จำได้แต่เพียงว่าตอนนั้นฉันค่อนข้างติดใจในเรื่องนี้ พอมีเวลาบวกกับแหล่งข้อมูลจากโลกไซเบอร์จึงได้หาข้อมูลเพิ่มเติมได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบคุณท่าน Detectiveoat13 และ http://iyakoop.pantown.com/ สำหรับความช่วยเหลือในด้านข้อมูลอย่างดีโดยเสมอมา...

 

          หากมีข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีข้อผิดพลาดประการใดก็เม้นท์เข้ามาได้เช่นเคยนะคะ...   

 

Red Berry

 



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
เรื่องน่ารู้จากแดนไอยคุปต์ ตอนที่ 8 : ปาปิรัส 8 : เกร็ดไม่ลับกับน้ำหอมตามแบบฉบับชาวไอยคุปต์ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1510 , โพส : 2 , Rating : 0% / 2 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 2 : ความคิดเห็นที่ 54
ความรู้อัดแน่นดีจริงๆ
Name : IceciIce < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ IceciIce [ IP : 1.20.250.3 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 มกราคม 2559 / 12:16
# 1 : ความคิดเห็นที่ 41
ขอบคุณสำหรับความรู้นะคะพี่ Red Berry ^^
Name : Wintersky [ IP : 27.55.12.196 ]

วันที่: 22 เมษายน 2555 / 12:04

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android