D A R K N E S S [ OMEGAVERSE ] FIC J B J

ตอนที่ 4 : CHAPTER FOUR

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 197
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    2 เม.ย. 61


-4- 
Just  close your eyes




     "ผมไม่เห็นด้วยกับการรับพวกทรูอัลฟ่ารุ่นใหม่มาทำงานร่วมกับเราเท่าไรนะครับคุณดงฮัน" เสียงค้านดังขึ้นในขณะที่เจ้าของชื่อยังจรดปลายปากกาเส้นคมลงบนแผ่นเอกสาร ชายหนุ่มเลิกคิ้วนึกสงสัยนักหากแต่ยังส่งสายตาเฉยเมยกลับไป


     "มีแค่เราไม่ใช่เหรอครับที่เป็นคนก่อร่างสร้างองค์กรขึ้นมาด้วยกัน"



     "จะเอาอะไรมาวัดว่าคนพวกนั้นจะซื่อสัตย์ต่อ..."

     "ไม่มีหรอกครับ" เส้นเสียงที่เหมือนเหือดหายไปของคนเป็นประธานถูกหาพบอีกครั้ง


     "ไม่มีอะไรมาวัดได้หรอกครับว่าคนพวกนั้นจะซื่อสัตย์กับองค์กรของเรา" มือหนาหยุดการขีดเขียนบนกองกระดาษขาวสายตาคมคายสบคู่สนทนาแทน "ขนาดคนอยู่ยังคิดไม่ซื่อสัตย์กับองค์กรเลยนะครับ
.
.
.

จริงไหมครับคุณคัง...การที่คนที่นี่บางคนอยู่รับใช้องค์กรของเรามาตั้งแต่ต้นไม่ได้หมายความว่าคนพวกนั้นจะรักองค์กรของเรา หกถึงเจ็ดเดือนมานี้ผมได้รับรายงานการทุจริตของคนในองค์กรมาโดยตลอดนั่นก็หมายความว่าคนอยู่ก็ไม่ได้รักองค์กรซะเท่าไร ถ้าให้พวกอัลฟ่าเลือดใหม่มาทำงานคงไม่มีอะไรต้องเสียไปมากกว่านี้แล้วแหละครับ" คิมดงฮันยืนเต็มความสูงคว้าสูทสีเข้มมาไว้ในมือก่อนจะลุกขึ้นออกจากห้อง ทิ้งใครอีกคนไว้ด้านหลัง


     "ถ้าคุณดงฮันจะเลือกทรูอัลฟ่ามารับช่วงต่อในองค์กรต่อจากนี้ผมไม่มีอะไรจะขัดเลยสักนิด แต่อย่ารับพวกอัลฟ่าชั้นต่ำมาให้เสียระบบของเราเลยนะครับ" น้ำเสียงของวัยกลางคนเหนี่ยวรั้งให้สองขายาวหยุดชะงัก 

     "บางครั้งทรูอัลฟ่าอย่างเราก็ฉลาดเกินไป ฉลาดจนมองไม่เห็นเรื่องเล็กที่ง่ายๆโง่ๆที่เราตลบหลังกันเองว่าไหมครับ" ริมฝีปากกระตุกยิ้ม คนเป็นประธานเดินออกไปทิ้งให้ห้องทำงานหรูไร้เสียงพูดคุยอีกครั้ง 


บางทีคนพวกนั้นอาจจะรู้จักคิมดงฮันน้อยไปเสียแล้ว




     "ได้ยินว่าดันทุรังจะเอาพวกอัลฟ่ารุ่นใหม่ให้ได้ถึงขั้นฉีกหน้าคุณคังกันเลยเหรอ" คือเสียงของเพื่อนสนิทที่พ่วงตำแหน่งพี่เขยอย่างคิม ซังกยุน


     "ทำไมข่าวจากฝ่ายบริหารถึงได้หลุดไปฝ่ายบุคคลเร็วนักนะ" ชายหนุ่มหัวเราะเบาเอ่ยถามทีเล่นทีจริง รู้สึกได้ว่าเป้าหมายจากเบื้องบนที่มีสถานะสูงกว่าประธานค่อนข้างหันเหไปค่อนข้างมาก


     แต่เดิมที่องค์กรแห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลความเป็นอยู่และคุ้มครองเพศสภาพต่างๆ การร้องเรียนหรือการให้ความช่วยเหลือที่ถูกหยิบยื่นแก่ผู้ต้องการคือปฏิธานของการก่อตั้งองค์กร แต่ ณ ขณะนี้ความอบอุ่นที่อยู่กันเหมือนบ้านไร้ซึ่งความแบ่งแยกถูกทำลายเพระคำว่าผลประโยชน์ มันยิ่งเห็นได้ชัดแจ่มแจ้งในช่วงระยะหลายเดือนมานี้ ประธานองค์กรเริ่มคิดไม่ตกเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว ก้อนเงินมหาศาลที่หายไปอย่างไร้ซึ่งเหตุผลทำให้เริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่แค่อัลฟ่าชนชั้นธรรมดาที่ทำเรื่องเฉกเช่นนี้แต่อาจเป็นผู้มีอำนาจที่คอยหนุนหลังก็เป็นได้


     "อย่าไปขัดแข้งขัดขาใครเขามานักนะ ไม่ห่วงตัวเองก็ห่วงคนที่บ้านบ้าง" พี่เขยของเขาเอ่ยแย้งด้วยสีหน้าเป็นห่วง


     "จะยังไงก็แล้วแต่ความถูกต้องย่อมมาก่อนเสมอ" ซังกยุนถอนหายใจ เริ่มหงุดหงิดในความคิดของตัวคนอายุน้อยกว่าเสียแล้ว แม้คิม ดงฮันจะเป็นคนฉลาด หากแต่มันไม่ได้รับประกันความปลอดภัยหรือผลใดๆที่จะตามมา ในช่วงเวลาแบบนี้เขานึกเป็นห่วงคนที่บ้านนัก





     "แล้วพี่ไม่ถามหน่อยเหรอว่าผมจะไปไหน" ตอนที่มือหนาจับประตูรถเขาหันมาถามผู้พี่แต่กลับได้ยินเสียงแค่นหัวเราะก่อนจะเสมองฟ้า ท่าทางที่ดงฮันรู้จักดี 


ไม่ใช่ว่าไม่อยากรู้ว่าจะไปไหนแต่เพราะรู้อยู่แล้วต่างหาก



     "ทำแบบนี้ไม่กลัวลูกเมียผิดหวังเลยเหรอ" เจรนาที่พูดออกมาเคล้าไปด้วยความเป็นห่วงมากกว่าก่อกวนเช่นที่เคยเป็น มองจากสีหน้าแววตาก็คิดว่าคงดูไม่ผิด คิมซังกยุนดูร้อนรนจนกระวนวาย 



     "ผมไม่ได้ทำอะไรผิด" เขายันคำเดิมอย่างแน่วแน่ทั้งคำพูดและในใจ 


     "อย่าให้เรื่องนี้ถึงหูยงกุกก็พอฉันไม่อยากเป็นพวกสมรู้ร่วมคิดกับคนผิด" 




_____




     ดวงตาสดใสดูเลื่อนลอยฉายแววกังวลจนเห็นได้ชัด สองนิ้วเรียวหยิบจับซอสครีมสำเร็จรูปพลิกหน้าหลังอยู่หลายยี่ห้อ


     ดงฮันเฝ้ามองคนตัวเล็กอยู่ห่างๆ ร่วมชั่วโมง เจ้าของผิวกายสีผุดผ่องย้ายจากแผนกแรกไปยังแผนกถัดไปอย่างเชื่องช้า ไล่สายตามองวัตถุดิบทุกอย่างด้วยความพิถีพิถัน ความรู้สึกแปลกตีตรวนอยู่ในอกคนเฝ้ามอง เหลือบเห็นอีกคนชะงักในยามที่เห็นเมนูโปรดของเขาในชั้นของสด มันฉายแววเจ็บปวดจนเขาไม่อาจมองเห็นมันได้นานกว่านี้


     นี่น่ะหรือคนที่คนอื่นก็เกรงขามในยามอยู่ในชุดสูทผูกไทให้ใครต่อใครเรียกท่านประธาน หากแต่ในใจตอนนี้มีเพียงแต่ความวูบไหวใจอ่อน 


     'แบบนี้มันจะไม่อร่อยเอาสิ...' เสียงหวานพึมพำกับผลิตภัณฑ์ตรงหน้า บ่นต่อกับตัวเองเสียอีกหลายต่อหลายประโยคเรียกรอยยิ้มให้คนใจน้อยเมื่อครู่กลับมา 



     ทาคาดะ เคนตะยังคงเป็นเหมือนเดิม อดีตคนรักที่มักจะแสดงอัปกิริยาที่น่ารักออกมาอย่างไม่รู้ตัวซึ่งดูต่างจากภรรยาของเขาที่นุ่มนวลแฝงไปด้วยความสุขุม ในขณะที่คนตรงหน้านี้มักอวดรอยยิ้มที่เหมือนฟ้าประทานให้ไปเสียทั่ว 

     หากเขาเป็นชายหนุ่มที่ไร้พันธะใดคงคิดไม่ตกอยู่ข้ามเดือนปีว่าคนแบบไหนจะรั้งเขาไว้ให้อยู่กับตัวได้ ทว่าวันนี้ทะเบียนสมรสที่ถูกเก็บไว้ในชั้นนอนหัวเตียงมันได้สะกิดย้ำเตือนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เขามีครอบครัวที่แสนอบอุ่นรอคอยอยู่ที่บ้านห่างตัวเมืองนั้น 



     บ้านที่คิม ยงกุกมักทำนมร้อนให้ลูกชายทานก่อนนอนทุกวันไม่ใช่บ้านที่แรร์โอเมก้างอแงเอ่ยถึงชาแก้วโปรดก่อนเข้าสู่ห้วงนิทราอีกแล้ว




     'ผมคิดว่านั่นไม่เหมาะกับพี่เลยสักนิด' จำมื้ออาหารมื้อแรกในวันที่คนสองคนย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังเดียวกันครั้งแรกเป็นอย่างดี

     'ไม่ค่อยถนัดอาหารเกาหลี' คนวัยทำงานที่มีรากฐานมาจากแผ่นดินญี่ปุ่นเอ่ยแก้ตัวเป็นพัลวั


     'แต่มันไม่เหมือนข้าวผัดกิมจิเลยนะพี่' คิมดงฮันเหย้าพลางหัวเราะโดนคนรักมองตาเขียวไปรอบจึงยกมือปิดปากแน่น 

     'เออแต่อร่อยอะ' พอได้ลองตักชิมข้าวร้อนจากกระทะก็พบว่าถึงหน้าตามันจะดูแย่หากแต่รสชาติเป็นเลิศที่สุด

     'ทำบ่อยๆเดี๋ยวก็เก่ง' คนเด็กกว่าเอ่ยเป็นกำลังใจ ให้รางวัลเป็นการหอมแก้มเต็มรัก มิวายเอ่ยแซวหน้าตาอาหารมือนี้ คนญี่ปุ่นจึงคว้าตะหลิวอันเดิมมาชี้หน้าเริ่มกร่นด่าเป็นภาษาที่ดงฮันไม่เข้าใจจึงได้แต่หัวเราะร่า 



เริ่มวิ่งหนีคนรักที่ใกล้เคียงฆาตกรเข้าไปทุกวันด้วยความเร็วไว




     ชายหนุ่มไม่มีโอกาสรู้ว่าตอนนี้ทาคาดะ ทำอาหารเกาหลีด้วยหน้าตาที่น่าทานได้หรือยัง หรือบางทีท่าทางที่ดูเชี่ยวชาญในการเลือกสรรวัตถุดิบต่างๆนั้นอาจเป็นคำตอบ 


     เขาเฝ้าดูคนแปลกหน้าที่เคยรู้จักดีอยู่นับชั่วโมง ทันทีที่แคชเชียร์จัดของชิ้นสุดท้ายใส่ถุง และมือเรียวเล็กนั้นจ่ายเงินเสร็จ กิจกรรมยามว่างนอกเวลาของคิม ดงฮันก็หมดลง ได้เวลากลับบ้านเสียที




*** 




     "ทำหน้าระริกระรี้นัก" พี่เขยคนเดิมทักทายด้วยวาจาประชดประชัน สองขาไขว่ห้างมือถือแก้วไวน์เอนตัวพิงโซฟานั่งกระดิกเท้าดูสบายใจ ส่งสายตาเชื้อเชิญน้องเขยให้นั่งลงตรงข้าม


     แน่นอนว่าคิม ดงฮัน ถอนหายใจวางสูทตัวนอกพาดโซฟาจึงใช้สองมือปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตและคลายชเนคไทสีสวย เอ่ยถามคนเป็นพี่ถึงเหตุผชที่เขาต้องนั่งลงตรงนี้ก็ได้ความถึงความคืบหน้าของงานในองค์กร นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องของ



     "ทาคาดะ เคนตะ" คนพี่ที่มักมีการพูดที่ชวนวาบหวามในใจเสมอเอ่ย "เขาก็ดูมีความสุขดีนะ" ร่างสูงกว่าเกิดอาการงุนงงแปลกๆ แม้ความจริงแล้วคำพูดของซังกยุนจะมักเป็นสองแง่สามงามเป็นที่หนึ่งเสมอ

     "เรื่องบางเรื่องปล่อยให้มันเป็นไปตามที่มันควรเป็นเถอะครับ" เขาเอ่ยขัด เห็นท่าทีไม่พอใจของอีกคนก็ชวนโมโหอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

     "แล้วที่ว่าที่ควรมันควรเป็นยังไงดีล่ะ" คู่สนทนาหัวเราะ

     "นั่นน่ะสินะครับ อาจจะเป็นตรงที่พี่ควรเลิกส่งคนตามติดผมซะที" ย้ำเสียงในแต่ละคำอย่างชัดเจน "อย่าคิดว่าผมไม่รู้" คนฟังเงียบกริบ แอบเห็นดวงตาที่แสดงอารมณ์ดุเดือดออกมาจากผู้น้อง เขาถอนหายใจขมวดคิ้วแล้วยกไวน์ในมือกรอกลงคอจนหมดในหนเดียว

     "นายยังเด็กมากเลยดงฮัน" คนถูกว่าทำท่าจะเถียง "ฉันก็เคยเป็นเด็กเหมือนกับนาย ทำไมฉันจะไม่รู้ว่านายกำลังคิดแบบไหนและตั้งใจจะทำอะไร" กลายเป็นอีกคนที่ขมวดคิ้วกำสองมือแน่นจนขึ้นสีแดงจัด กัดปากอย่างแรงและมองซังกยุนด้วยสายตาของราชสีห์หวงอาณาจักร


     "พี่รู้ไหมอะไรคือเหตุผลที่ผมหนีออกจากบ้านมาวันนั้น" เด็กหนุ่มสูดหายใจเข้าเต็มปอดระงับอารมณ์ฉุนเฉียว "เพราะพ่อผมชอบทำเหมือนรู้ไปซะทุกเรื่องรู้จักผมดีกว่าตัวผมเอง" ทรูอัลฟ่าส่งกลิ่นกาแฟแรงเสียจนซังกยุนเองก็นึกฉุนจมูก "อย่าเอาอะไรมาตัดสินผม ผมไม่ใช่พี่พี่ไม่ใช่ผม ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมต้องคิดเหมือนที่พี่เคยคิดทำเหมือนที่พี่เคยทำเพราะเราไม่ใช่คนเดียวกัน"


     "ต่อให้สิ่งที่ฉันทำมันจะถูกหรือผิดแต่เหตุผลเดียวที่ฉันทำทุกอย่างก็เพื่อครอบครัวของฉัน" ซังกยุนเริ่มรินไวน์ชั้นเยี่ยมใส่แก้วอีกครั้ง "ว่าแต่นายเถอะ...เคยคิดถึงครอบครัวของนายไหม" 



ปึก



     อัลฟ่าหนุ่มเลือดร้อนทุบโต๊ะนั่งเล่นเสียงดังสนั่นจนอีกฝ่ายชะงัก ไวน์ราคาแพงที่เก็บบร่มมานับแรมปีหกออกมาเล็กน้อยสร้างความไม่พอใจแก่เจ้าของ


     "คิม ดงฮั..."


     "เลิกพูดเหมือนผมไม่รักครอบครัวของผมสักที!" เขาเอ่ยเสียงหนักแน่น "ถ้าพี่คิดว่าถ้าผมไม่รักลูกเมียผม ผมจะพยายามมาจนถึงวันนี้ทำไม" ขอบตาร้อนพราว ไม่ใช่ความอ่อนแอแต่เป็นความน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่ว่าจะผ่านมาเสียอีกกี่ปีคนเป็นพี่เขยก็ไม่เคยไว้ใจเขาเลยสักนิด


     "นั่นมันก่อนที่นายจะรู้ว่าทาคาดะยังมีชีวิต" คนพูดหัวเราะหึในลำคอ "ก็เห็นกันอยู่ พอรู้ว่าเมียเก่ายังไม่ตายก็รีบวิ่งแจ้นไปแอบดูเขาทุกวันที่ว่างมันจะมีเหตุผลอะไรให้อธิบายอีกเหรอประธานคิม" เขากระแนะกระแหน


     "ผมมีเหตุผลของผมที่พูดไปพี่ก็ไม่เข้าใจหรอก" เหตุผลที่ไม่สามารถบอกได้ตอนนี้

     "หรือจริงๆคือบอกไม่ได้ ทำไมกลัวว่าถ้าฉันรู้จะเอาปืนมาจ่อหัวนายใช่ไหมล่ะ" พี่คนโตของบ้านจ้องมองแววตาอัลฟ่าเด็กเขม่ง เห็นแววตาไม่พอใจก็นึกหงุดหงิดอยู่บ้างเล็กน้อย "ถ้ามีเหตุผลดีๆก็ช่วยบอกฉันหน่อยสิ" 


     "ได้..." ในที่สุดคนเด็กกว่าก็ยอมแพ้ด้วยความที่รู้ว่าปิดไปยังไงสักวันเสียคนฉลาดอย่างซังกยุนก็ย่อมรู้ 

     "ผมทำลงไปเพราะ..."




     "ทำอะไรกันอยู่เหรอ" หนึ่งเสียงแทรกขึ้นกลางวงสนทนาขัดจังหวะถ้อยคำที่ดงฮันจะพูดเสียพอดี "ได้ยินเสียงไรดังก็ไม่รู้ด้วยกลัวจัสตินจะตื่นเอา" คนร่างบางในชุดคลุมอาบน้ำเดินลงมาจากตัวบ้านชั้นสอง เหลือบเห็นคนสามีจึงตรงเข้ามาหา จูบลงบนหลังต้นคอแผ่วเบา เอ่ยถามถึงเรื่องอาหารการกินในมื้อเย็นเพราะเวลาก็ล่วงเข้าไปสองทุ่มแล้ว พอรู้ว่าอีกคนกินอิ่มแล้วจึงสบายใจไปหน่อย



     "จะคุยกันต่อไหม? ดงฮันถ้าคุยเสร็จแล้วช่วยเช็ดผมให้หน่อยสิ" ดงฮันเห็นเส้นสายไหมสีดำนั้นเปียกชื้นหลังผ่านการอาบน้ำมากหมาดๆ เขาพยักหน้ารับก่อนจะหันมามองหน้าพี่เขยที่เหยียดยิ้มมุมปากมอง จึงทำได้เพียงขอตัวแล้วเดินตามภรรยาขึ้นห้องไป 




***




     "สองเซ็น" คิมยงกุกเอ่ย


     "หืม?" คนรักที่กำลังเช็ดผมให้ครางขึ้นแผ่วเบา


     "เดือนนี้จัสตินสูงขึ้นตั้งสองเซ็น" เขานับนิ้วคำนวนส่วนสูงของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่นับวันก็โตเอาอย่างน่าใจหาย 



     "โตเร็วจริงๆนะคุณตอนเห็นครั้งแรกยังตัวเท่าเนี้ย" หันมาทำมือสะบัดกลางอากาศ กะระยะส่วนสูงของลูกชายให้คนสามีดู คนมองก็อดยิ้มตามไม่ได้ "นู่นกว่าจะสิบแปดคงสูงเท่าหัวผมแน่เลย" เขาหัวเราะ 



     "วันนี้งานหนักเหรอ" หลังจากที่ดงฮันจับให้ภรรยากลับมานั่งเฉยๆได้ ยงกุกก็เริ่มพูดอีกครั้ง



     "อืม" เขาไม่ตอบอะไรมากอีกคนก็ไม่เซ้าซี้ เป็นอันรู้กันว่าเหตุการณ์แบบนี้แปลว่ามีบางคนกำลังตั้งใจใช้ความคิด 



     "นี่มีไรก็บอกนะช่วยๆกัน" ร่างเล็กที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับสัมผัสแผ่วเบาวนศรีษะเอ่ย พอรู้สึกว่าอีกคนหยุดมือลงทั้งที่เส้นผมของเขายังเปียกชื้นอยู่จึงแหงนหน้าขึ้นมาคนรักตาแป๋ว



     "เป็น..." ปากแดงๆที่น่าจูบใส่นั้นถูกปิดด้วยอวัยวะเดียวกัน ความอ่อนนุ่มและอ่อนโยนทำให้คนตัวบางเผลอเอื้อมไปจับชายผ้าคลุมอาบน้ำไว้แน่น แม้จะเป็นท่าที่ไม่ถนัดถนี่เท่าไรแต่ก็ให้ความรู้สึกดีไม่ต่างกัน 




     "ไม่ต้องช่วยอะไรหรอกแค่อยู่แบบนี้นานๆก็พอแล้ว" พอละริมฝีปากออกก็เริ่มพูด เรื่องราวของวันนี้ถูกร้อยเรียงผ่านคำพูดตั้งแต่เช็ดผมให้ภรรยา จนกระทั่งถึงตอนเข้านอน แม้จะมีเว้นห่างในช่วงที่เขาละไปอาบน้ำระยะหนึ่งแต่ทันทีที่กลับมาที่เตียงจนถึงตอนใกล้ปิดไฟนอน ทั้งคู่ก็ยังเอ่ยพร่ำแลกเปลี่ยนเรื่องราวในแต่ละวันเสมอ 







เว้นเสียแต่เรื่องทาคาดะ เคนตะ เพียงเรื่องเดียว 


___________________________

#ดาร์กเนสบก 
B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

23 ความคิดเห็น

  1. #14 polyeez (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 16:51
    ปวดใจจังค่ะ Y____Y
    สงสารเคนตะมากๆๆๆๆๆๆ เกิดเรื่องอะไรขึ้นทำไมดงฮันถึงเข้าใจว่าเคนตะไม่อยู่แล้ว แล้วดงฮันทำทุกอย่างไปเพื่ออะไร?
    ฮยอนบินกับเคนตะมาเจอกันได้ยังไง เคนตะโดนอะไรมา สงสัยไปหมดเลยค่ะ ฮือ y___y

    ยงกุกไม่ผิด เคนตะก็ไม่ผิด แต่ทำไมเคนตะถึงต้องเจ็บปวดขนาดนี้ โอ้ย สงสารน้องค่ะ แงงงงงงงงงงงงงง
    ลูกเมียก็จริง แต่ลูกนั่นก็ลูกน้องนะะะะะะ อย่าทำแบบนี้สิ มันดูโลเลมากเลย ใจพี่ไม่ไหวแล้ว แง
    #14
    0
  2. #13 aom2000 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 13:55
    หน่วงมากเลย สงสารเคนตะเวลาต้องรู้สึกทรมานอยู่นะ แต่ถ้าจะให้ดงฮันกลับไปมันก็ไม่ถูกต้องอีก ฮือออออออออออออออออ
    #13
    0
  3. #12 failie0220 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 04:34
    ดงฮันเอาไงกันแน่ เริ่มสงสารยงกุกกับจัสตินละ
    #12
    0
  4. #11 badebido (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 22:58
    งื้อดีใจจังเลยค่ะที่ไรท์มาอัพที่จริงแอบหวั่นๆกล้วโดนแกล้ง april fool /ดงฮันจะเอาไงกับเคนตะกันแน่เนี่ย ความจริงแอบอยากให้พี่เคนตะมีลูกกับฮยอนบินไปเลยด้วยซ้ำ แต่ที่แน่ๆอยากรู้ว่าทำไมดงฮันเข้าใจว่าเคนตะตายไปแล้ว //ขอบคุณนะคะไรท์
    #11
    0