Flower and Vase [BeeCris]

ตอนที่ 4 : Episode 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,041
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 91 ครั้ง
    29 ต.ค. 59

            สายตานับสิบคู่พุ่งเป้าไปที่นักแสดงสาวผู้เป็นเจ้าของตำแหน่งดาราหน้าหมวยเบอร์ต้นๆของวงการบันเทิงที่วันนี้มาใสชุดเดรสสั้นเกาะอกสีดำ เส้นผมยาวเลยบ่าปล่อยยาวลงมาและเซทเปิดหน้าผากให้เห็นใบหน้ารูปไข่ได้ชัดเจนจนช่างภาพต่างยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพหล่อนไว้แทบไม่ทัน

 

            ปกติก็เป็นจุดสนใจอยู่แล้ว ยิ่งไม่ได้ออกงานมานานแถมวันนี้ยังควงคู่มากับหญิงสาวร่างสูงท่าทางเงียบขรึมที่ทุกคนต่างรู้จักกันดีว่าเป็นใคร ก็ยิ่งดึงความสนใจจากสื่อได้มากขึ้นจนแทบจะกลายเป็นจุดเด่นของงานกันทั้งคู่

 

            “โอเคปะเนี่ย รอตรงนี้ก็ได้นะ” ศิรินหยุดเดินที่หน้าทางเข้างานและเงยหน้าบอกคนที่มากับเธอด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก เพราะกลัวว่าหล่อนจะอึดอัดกับบรรยากาศแบบนี้ ก็ขนาดเธอเองยังเบื่อกับการโดนไมค์หลายๆตัวจ่อปากพร้อมคำถามที่รัวเป็นปืนกลเลย แล้วนับประสาอะไรกับคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใครอย่างน้ำทิพย์

 

            “คิดมากอีกแล้ว” คนตัวสูงโน้มใบหน้าลงมายิ้มอ่อนโยนให้คู่สนทนาเพื่อให้คนขี้กังวลสบายใจ “เดี๋ยวเข้าไปถ่ายรูปก่อน จะได้ไม่น่าเกลียด แล้วบีค่อยแว้บออกมา”

 

            “แต่...”

 

            “เหอะน่า มาเร็ว พี่หนิงเขารออยู่เนี่ย” คราวนี้น้ำทิพย์ไม่พูดเปล่า คว้ามืออีกฝ่ายให้เดินตามมาอีกต่างหาก เธอก้มหัวเล็กน้อยเป็นเชิงขอทางและพาศิรินเดินฝ่าฝูงนักข่าวเข้าไปในงานกระทั่งมายืนอยู่บริเวณแบ็คดรอปได้สำเร็จ

 

            “ยินดีด้วยนะคะพี่หนิง” ศิรินหันไปรับช่อดอกไม้จากคนข้างๆมาส่งให้นักแสดงรุ่นพี่ที่เพิ่งเปิดธุรกิจใหม่เป็นโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์สไตล์วินเทจในห้างสรรพสินค้าระดับ Hi-End แห่งหนึ่ง

 

            พี่หนิง เจ้าของงานวันนี้ปรี่เข้ามารับช่อดอกไม้แสดงความยินดีจากนักแสดงสาว และยืนให้ช่างภาพเก็บภาพร่วมกันสามคนอีกนิดหน่อยก่อนจะเหลือบตามองมือที่จับกันไว้แน่นแล้วเอ่ยแซวยิ้มๆ “เปิดตัวแล้วเหรอจ๊ะ”

 

            “ก็ไม่ได้ปิดนี่คะ” ศิรินหัวเราะเบาๆแล้วหันไปพยัดพเยิดกับคนที่จับมือเธอไม่ยอมปล่อย “เนอะ”

 

            ใบหน้าคมคายพยักหน้าน้อยๆ “แค่ยังไม่ได้บอกใคร”

 

            “แหม พอกันเลยนะทั้งสองคน คอยดูเถอะ นักข่าวกัดไม่ปล่อยแน่” พี่หนิงว่าแค่นั้นแล้วหอบช่อดอกไม้เดินหายไปอีกด้านเพื่อรับแขกคนอื่นต่อ

 

            ส่วนน้ำทิพย์ก็เดินเลี่ยงไปด้านนอกตามที่เราตกลงกันตั้งแต่แรกว่าเธอจะไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆทั้งสิ้น ปล่อยให้ศิรินถูกฝูงนักข่าวล้อมแบบหมดทางหนีอยู่คนเดียว

 

            ก่อนที่ไมโครโฟนหลายตัวจะถูกยื่นมาจ่อปาก คนตัวเล็กก็แอบหันไปมองคนที่หลบไปยืนอยู่ด้านนอกอย่างไม่มั่นใจนักให้หล่อนที่คอยมองเธออยู่ตลอดต้องยิ้มให้เพื่อให้เธอสบายใจ

 

            ไม่ต้องมีคำพูดอะไรสักคำ แค่มองตากันก็เข้าใจแล้ว

 

            “เห็นว่าช่วงนี้กำลังอินเลิฟกับคุณบีใช่มั้ยคะ”

 

            นั่นไง คำถามแรกมาแล้ว ศิรินนึกในใจด้วยความเบื่อหน่าย ไม่ต้องมีใครบอกนักข่าวพวกนี้ก็สืบเสาะหามาจนได้อยู่แล้วนี่ ยิ่งเธอไม่ได้ปิดบังอะไรด้วยการลงรูปเวลาเราไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆแล้ว มันก็ยิ่งทำให้พวกเขาทำงานได้ง่ายขึ้น

 

            “ไม่ได้ถึงขั้นนั้นมั้ง แต่ก็คุยกันมาสักพักแล้วค่ะ เพิ่งรู้จักกัน เรียกว่าค่อยๆทำความรู้จักกันไปดีกว่าค่ะ” เธอตอบและลงท้ายด้วยการยิ้มที่เธอแอบเรียกมันในใจว่ายิ้มการค้าอย่างที่เคย

 

            “รู้จักกันได้ยังไงครับ” นักข่าวชายถามต่อ

 

            “อย่างที่ทุกคนรู้อะเนอะว่าบีก็เป็นนักธุรกิจดังอยู่แล้ว แต่คริสไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลยนะ ไม่เคยรู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง ที่รู้จักได้เพราะบังเอิญเจอกันที่อีเวนต์นึงค่ะ เขามากับพี่ออร์แกน ราศี แล้วคริสก็รู้จักพี่แกนอยู่แล้ว เพิ่งไปเดินแบบให้มา พี่แกนก็นำให้รู้จักกันแล้วก็คุยกันมาเรื่อยๆ” ดวงตาเรียวเล็กตามแบบฉบับสาวหมวยเป็นประกายระยิบระยับสะท้อนให้เห็นว่าเธอมีความสุขขนาดไหนยามที่พูดถึงน้ำทิพย์

 

            “เพื่อนๆสแกนหรือยังครับว่าคนนี้ผ่านมั้ย”

 

            ศิรินหัวเราะเบาๆเมื่อนึกถึงฟีดแบ็คจากเพื่อนๆตอนที่เธอบอกในไลน์กรุ๊ปของแก๊งนางฟ้าว่ากำลังคุยกับใครอยู่แล้วส่ายหน้า “ยังไม่มีโอกาสเจอกันเลยค่ะ เรางานยุ่งกันหมด แต่ทุกคนก็รู้ว่าเราคุยกับใครอยู่เพราะเราไลน์คุยกันตลอดอยู่แล้ว เพื่อนๆตื่นเต้นนะ เพราะทุกคนก็รู้จักบี มีแต่คริสนี่แหละที่อยู่หลังเขาอยู่คนเดียว ไว้ถ้าว่างตรงกันก็น่าจะมีโอกาสพาไปแนะนำค่ะ”

 

            แล้วคำถามที่ไม่อยากตอบที่สุดก็มาถึงจนได้ เมื่อมีนักข่าวคนหนึ่งถามขึ้นมาตรงๆว่า “แล้วคริสกับคุณบีเป็นผู้หญิงด้วยกันแบบนี้ไม่กลัวว่าจะมีปัญหาเหรอคะ”

 

            อีกครั้งที่ศิรินหันไปสบตาคนที่ยังคงยืนมองเธออยู่ห่างๆก่อนจะกลับมาให้ความสนใจกับสื่อมวลชนที่รุมล้อมอยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ไม่นะคะ คือคริสเป็นคนไม่มีสเปค ไม่กำหนดเลยว่าเราจะชอบผู้ชายหรือผู้หญิงนิสัยแบบนี้ หน้าตาแบบนี้ เราโฟกัสแค่ว่าต้องเป็นคนดี ทำงานเก่ง คุยกันแล้วมีความสุข มีนิดนึงเรื่องชอบคนพูดเพราะ แล้วบีเขาก็เป็นแบบนั้น แล้วก็เป็นคนน่ารักมาก พอคุยกันเราก็เลยแฮปปี้ เขาเองก็แฮปปี้ คริสว่าเรื่องแบบนี้แค่เราสบายใจที่จะคุยกันก็พอแล้ว”

 

            “แต่ตอนนี้ยังไม่เรียกว่าแฟนใช่มั้ยคะ”

 

            “ยังค่ะยัง” คำถามนี้ทำให้เธอยิ้มจนตาหยีแล้วรีบออกตัว “เวลาคบใคร คริสก็อยากจะคบนานๆเนอะ ค่อยๆคุยกัน ทำความรู้จักกันไปเรื่อยๆดีกว่า ถ้าทุกอย่างมันลงตัว สเตตัสมันก็น่าจะตามมาเองค่ะ”

 

            หลังจากนักข่าวสัมภาษณ์เรื่องส่วนตัวและเรื่องงานจนพอใจ ศิรินก็ถูกปล่อยให้เป็นอิสระอีกครั้ง แน่นอนว่าเธอมุ่งตรงไปหาน้ำทิพย์ที่ยืนรออยู่และวางมือลงบนแขนหล่อนพร้อมกับพูดเสียงเกรงใจ “ขอโทษนะคะ รอนานเลย”

 

            แต่ดูเหมือนน้ำทิพย์จะไม่สนใจเพราะหล่อนเพียงแค่โอบไหล่เธอให้เดินเข้าไปชมเฟอร์นิเจอร์ในงานด้วยกันและถามสั้นๆ “นักข่าวว่าไงบ้าง”

 

            “มีแต่เรื่องบีนั่นแหละ วันหลังไปตอบเองเลยนะ” คนถูกถามหันมาทำปากยู่ใส่ให้คนถามต้องส่ายหน้าขำๆ

 

            “คริสก็รู้ว่าบีไม่ชอบออกสื่อ ให้คริสพูดคนเดียวนั่นแหละดีแล้ว” พูดจบก็หยุดเดินเมื่อมาถึงชั้นวางแจกันหลากหลายรูปแบบทำให้ศิรินต้องหยุดตามและเอียงคอมองคนที่ปรี่เข้าไปลูบๆคลำๆแจกันพวกนั้นอย่างแปลกใจ

 

            “ชอบเหรอคะ” เธอถามทั้งที่คำตอบก็ชัดเจนอยู่แล้ว

 

            ก็น้ำทิพย์เล่นจ้องแจกันตาเป็นมันเหมือนเด็กอยากได้ของเล่นขนาดนั้น

 

            “ชอบมากเลย บีสะสมไว้เป็นร้อยๆใบเลยเนี่ย” ร่างเพรียวตอบระหว่างที่จ้องแจกันทรงสูงสไตล์วินเทจใบหนึ่งอย่างถูกใจ

 

            “งั้นบีเลือกให้คริสบ้างสิ”

 

            คำพูดนั้นทำให้น้ำทิพย์ละสายตามามองใบหน้าเปื้อนยิ้มของอีกคนอย่างไม่เข้าใจนัก “หืม จะเอาไปทำไมคะ ชอบเหรอ”

 

            “เปล่า” ศิรินส่ายหน้าและนึกไปถึงลิลลี่สีขาวเป็นสิบๆช่อจาก B2311 ที่เธอเก็บรักษาไว้อย่างดีทุกช่อ “จะเอาไปใส่ดอกไม้ที่บีให้ไง”

 

            อยากจะยกกุญแจห้องเก็บแจกันให้หล่อนไปยืนเลือกได้ตามใจชอบเหลือเกิน

 

            สุดท้ายเราก็หิ้วแจกันแบบเดียวกันกลับมาบ้านคนละใบ แต่วันนี้น้ำทิพย์ไม่ต้องโบกมือให้อีกฝ่ายที่มีคนขับรถคอยรับส่งอีกแล้ว เพราะเป็นครั้งแรกที่เธอเสนอตัวจะขับรถมาส่งหล่อนถึงบ้าน แล้วหล่อนก็ยอมตกลงเสียด้วย

 

            แม้จะบ่นนิดๆหน่อยๆตามประสาคนขี้เกรงใจก็เถอะ

 

            “บอกแล้วว่าไม่ต้องมาส่ง คริสให้คุณซีนมารับก็ได้ เห็นมั้ยเนี่ย รถติดขนาดนี้บีจะถึงบ้านกี่โมงก็ไม่รู้” เสียงแหบนิดๆบ่นขณะที่เจ้าของเอนหัวพิงกระจกรถและทอดสายตามองถนนที่เต็มไปด้วยรถหลากหลายรูปแบบ ปกติการจราจรช่วงเย็นก็ติดขัดมากอยู่แล้ว ยิ่งมีฝนตกลงมาแบบนี้ด้วยยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะติดขนาดไหน

 

            “ขี้บ่น” คนฟังว่าพร้อมกับทำปากยู่เหมือนที่อีกฝ่ายชอบทำใส่เธอเวลาไม่ได้ดั่งใจใส่

 

            “ทำหน้าเลียนแบบคริสคิดว่าน่ารักนักเหรอ” มือบ้างเอื้อมมือมาหยิกแก้มสารถีจำเป็นอย่างเอ็นดู ไม่คิดเลยว่าผู้บริหารท่าทางเงียบขรึมจะทำอะไรน่ารักๆแบบนี้เป็นกับเขาด้วย

 

            “ไม่น่ารักหรอก” น้ำทิพย์ตอบและวางมือลงบนมือที่หยิกแก้มเธออยู่ ดวงตาเรียวคมสบตาผู้หญิงตรงหน้าด้วยแววตาอ่อนโยน “แต่อยากให้รัก”

 

            แค่นั้นศิรินก็ชักมือกลับมากำชุดเดรสที่สวมอยู่แน่นและเอ่ยทั้งที่แก้มเป็นสีแดงจัด “บ้า!”

 

            ในรถเงียบไปพักใหญ่เพราะศิรินกำลังเขินจนพูดไม่ออก และน้ำทิพย์เองก็ไม่ได้คุยเก่งอะไรมากมาย จึงมีเพียงเสียงเพลงเบาๆที่เปิดทิ้งไว้และเสียงฝนข้างนอกเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อนเราสองคนกระทั่งรถเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน

 

            “บีชอบแจกันมานานหรือยังอะ” สุดท้ายก็เป็นคนตัวเล็กที่แก้มหายแดงไปหน่อยนึงแล้วเป็นคนเอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบ

 

            “ตั้งแต่เด็กๆแล้วล่ะ”

 

            “สะสมแบบจริงจังเป็นร้อยใบเลยเหรอ”

 

            “อื้ม” น้ำทิพย์พยักหน้ารับง่ายๆก่อนจะเอ่ยสิ่งที่เธอไม่เคยเอ่ยกับใครมาก่อนออกมา “อยู่ที่บ้านบี คริสอยากไปดูมั้ย...”

 

            แว้บแรกหัวใจมันลิงโลดจนแทบจะหลุดออกมานอกอกเมื่อได้รับคำชวนที่ไม่ต่างอะไรกับการชวนไปบ้าน แต่ศิรินก็ทำได้แค่เพียงเก็บความดีใจเหล่านั้นไว้ในใจแล้วถามออกไป “รบกวนหรือเปล่า คริส...”

 

            “เกรงใจ” น้ำทิพย์พูดแทรก “ไม่รบกวนหรอก บีอยากให้คริสมา”

 

            รถยนต์คันใหญ่จอดสนิทลงที่หน้าประตูรั้วของบ้านหลังใหญ่ที่แปะป้ายว่า ‘หอวัง’ ก่อนที่มือคู่อบอุ่นจะเอื้อมมาจับมือที่เล็กกว่าไว้พร้อมกับที่สายตาของเจ้าของจับจ้องดวงตากลมแป๋ว และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ใบหน้าของเราขยับเข้ามาใกล้กันทีละนิด เป็นครั้งแรกที่ศิรินได้เห็นความสมบูรณ์แบบของใบหน้างดงามนั้นในทุกรายละเอียด และเป็นครั้งแรกที่น้ำทิพย์ได้เห็นความน่ารักสดใสที่ถูกฉาบเอาไว้ด้วยบทบาทต่างๆจากหน้าที่การงานอย่างชัดเจน

 

            เป็นความใกล้ชิดในระดับที่แค่กระซิบเบาๆก็ได้ยินกันชัดเจน

 

“แจกันพวกนั้นไม่ใช่แค่แจกัน แต่มันคือโลกทั้งใบของบีที่อยากให้คริสเข้ามารู้จัก”

 

“ค่ะ”

 

ศิรินพูดออกมาได้แค่นั้นเอง เธอกำลังเขินจนพูดไม่ออก อยากจะหลบตาอย่างทุกทีแต่ก็ทำไม่ได้เพราะดวงตาคู่นั้นมันดึงดูดเสียจนไม่อยากละสายตาไปไหน แต่สุดท้ายเปลือกตาบางก็ต้องปิดลงเมื่อสัมผัสอบอุ่นประทับลงบนหน้าผาก

 

ซาบซึ้ง...และเนิ่นนาน

 

เป็นจูบที่อ่อนโยนและนุ่มนวลจนไม่อยากเชื่อว่ามาจากคนเงียบขรึมแบบน้ำทิพย์

 

รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่จมูกโด่งรั้นเกลี่ยลงบนปลายจมูกของเธอพร้อมคำบอกฝันดีแบบทุกคืนนั่นแหละ “ฝันดีนะคะ”


40%


“อื้อ ขับรถดีๆนะ...” ศิรินตอบรับและสะพายกระเป๋าถือเพื่อเตรียมตัวจะลงจากรถ แต่ฝนเจ้ากรรมที่หยุดไปได้พักใหญ่ก็ตกลงมาทันทีที่เธอเตรียมจะเปิดประตูให้ต้องโวยวายออกมาอย่างหงุดหงิด “โอ๊ย ตกอะไรกันนักกันหนา รีโมทประตูก็เสียเนี่ย”

 

“แล้วมีกุญแจบ้านมั้ย” น้ำทิพย์ถามพลางเอี้ยวตัวไปหยิบร่มที่วางอยู่เบาะหลังและต้องถอนหายใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอลืมร่มไว้ที่ไซต์งานแห่งหนึ่งตอนออกไปดูความเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อกลางวัน “เดี๋ยวบีลงไปเปิดให้”

 

“ไม่ต้องบี เดี๋ยวคริสโทรให้คนในบ้านออกมาเปิด” เธอรีบบอกและเปิดกระเป๋าถือเพื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรเรียกคนในบ้านให้ออกมาเปิดประตูรั้วให้

 

“ไม่เป็นไร เอากุญแจมาค่ะ บีลงไปเปิดเอง” คราวนี้หล่อนไม่พูดเปล่า ยังแบมือมาตรงหน้าเพื่อรอกุญแจบ้านอีกด้วย

 

สุดท้ายศิรินก็เลยต้องจำใจเปิดกระเป๋าถืออีกครั้งเพื่อส่งกุญแจบ้านให้อีกฝ่ายที่วิ่งฝ่าฝนลงไปเปิดประตูรั้วให้ก่อนจะกลับขึ้นมาบนรถอีกครั้งเพื่อขับพาเธอเข้าไปส่งถึงในบริเวณบ้านด้วยสภาพที่เปียกเหมือนลูกหมาตกน้ำ

 

“เปียกหมดเลย” มือบางเอื้อมมาแตะแก้มที่เปียกชื้นเบาๆอย่างรู้สึกผิด น้ำฝนทำให้เสื้อสูทราคาแพงของหล่อนเปียกไปหมดจนต้องถอดทิ้งไว้ที่เบาะหลัง แต่ยังดีที่คุณภาพของมันดีพอจะกันไม่ให้เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวในเปียกไปด้วยได้

 

“แค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอก” น้ำทิพย์ลูบหัวคนที่ทำหน้าหงอยพร้อมรอยยิ้มบางๆ “เข้าบ้านเถอะ ดึกแล้ว”

 

“ประตูเปิดทิ้งไว้นะ เดี๋ยวคริสเอารีโมทในบ้านปิดเอง” ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ “เอาสูทมา เดี๋ยวคริสไปซักให้”

 

“หืม ไม่ต้องหรอก มันไม่ได้เปียกขนาดนั้นสักหน่อย”

 

ได้ฟังแบบนั้น ฝ่ายเจ้าของบ้านก็เลยตัดสินใจถือวิสาสะเอี้ยวตัวไปหยิบเสื้อสูทเปียกๆตัวนั้นขึ้นมาและก้าวลงจากรถทันทีเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายมีโอกาสโต้เถียงอะไรอีก “ถ้าพรุ่งนี้แห้งทันจะเอาไปคืนนะคะ ถึงบ้านก็รีบๆอาบน้ำสระผมด้วย จะได้ไม่เป็นหวัด”

 

ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มก่อนจะพยักหน้าอย่างยอมแพ้และพูดประโยคสุดท้ายก่อนประตูรถฝั่งข้างคนขับจะปิดลง “พรุ่งนี้สิบโมงบีมารับนะ”

 

แต่ดูเหมือนจะยังไม่มีใครได้ขยับไปไหน เพราะคนหนึ่งก็รอให้อีกคนเข้าบ้าน ขณะที่คนหนึ่งก็รอให้อีกคนขับรถออกไป จนสุดท้ายก็เป็นน้ำทิพย์ที่กดกระจกลงแล้วยื่นหน้าออกไปถาม

 

“ทำไมยังไม่เข้าบ้านอีก”

 

“ก็รอบีขับรถออกไปไง”

 

“ก็บีรอคริสเข้าบ้านอยู่เนี่ย เข้าไปได้แล้ว ยืนตากละอองฝนอยู่ได้ เดี๋ยวก็เป็นหวัดเองหรอก” ท้ายประโยค น้ำทิพย์พูดเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อยให้คนโดนดุต้องยอมเข้าบ้านไปอย่างว่าง่าย แล้วเธอจึงขับรถกลับบ้านตัวเองบ้าง

 

ศิรินก้มลงถอดรองเท้าส้นสูงแล้วเปลี่ยนเป็นสลิปเปอร์คู่โปรดที่ชั้นวางรองเท้า หยิบรีโมทเปิดปิดประตูบ้านที่แขวนอยู่มาจัดการปิดและล็อคบ้านให้เรียบร้อย แต่วันนี้ไม่ได้รีบวิ่งกลับขึ้นห้องนอนที่อยู่ชั้นสี่ของบ้านอย่างที่เคย เพราะเธอวางแจกันและกระเป๋าถือไว้ที่โต๊ะในห้องนั่งเล่นแล้วหอบสูทสีเทาไปทางหลังบ้านเพื่อเอาใส่เครื่องซักผ้า ทว่ายังไม่ทันจะได้เดินไปที่ส่วนซักล้างที่อยู่หลังบ้าน เสียงคุ้นหูก็เรียกเธอเอาไว้เสียก่อน

 

“พี่คริส ทำอะไรอะ” พลอย น้องสาวคนเดียวของเธอที่อยู่ในชุดนอนถามพลางเดินเข้ามาใกล้

 

“จะเอาสูทไปซัก” คนเป็นพี่ตอบเสียงเบาแล้วรีบเดินเลี่ยงออกไปเพราะรู้ดีว่าพูดอะไรมากไป คงโดนน้องซักฟอกอีกยาวแน่

 

“สูทใคร ชุดวันนี้ยูไม่ต้องใส่สูทนี่” น้องสาวหรี่ตามองอย่างจับผิดและเดินเข้ามาจับสูทตัวนั้นที่พี่สาวดูจะหวงแหนเสียเหลือเกินพร้อมกับยืงคำถามมาอีกยาวเหยียด “เปียกเชียว ผู้ชายที่ไหนให้ยืมคลุมมา แล้วใครมาส่ง พลอยเห็นคุณซีนเอารถมาเก็บตั้งแต่เย็นแล้ว ตอบมาเดี๋ยวนี้เลยนะ”

 

“ของบี...รีโมทประตูบ้านพี่คริสเสีย เขาก็เลยวิ่งลงมาเปิดประตูให้แล้วขับรถเข้ามาส่งในบ้าน” เพราะระหว่างพี่น้องหอวังไม่มีอะไรต้องปิดบังกันอยู่แล้ว ถึงจะยังไม่อยากเล่ายังไง สุดท้ายก็จำต้องคายความลับออกมาแบบหมดเปลือก

 

“บีไหน บี น้ำทิพย์อะนะ”

 

“บีนั้นนั่นแหละ”

 

“งั้นที่ข่าวออกก็...” พลอยอ้าปากค้าง เธอตกใจจนพูดไม่จบประโยคด้วยซ้ำ เพิ่งเห็นบนอินเทอร์เน็ตแว้บๆว่าวันนี้พี่สาวให้สัมภาษณ์เรื่องหัวใจที่กำลังเป็นสีชมพูอยู่กับไฮโซสาวคนหนึ่ง แต่ยังไม่ได้อ่านรายละเอียด แล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นเรื่องจริงด้วย

 

“ก็คุยๆกันอยู่” ศิรินพยักหน้ารับแล้วตัดบทด้วยการเดินหนีไปทางหลังบ้าน “พรุ่งนี้ค่อยคุยกันนะ พี่คริสจะไปซักผ้า”

 

“ซักเป็นแน่นะ อย่าทำเครื่องซักผ้าระเบิดล่ะ” เสียงแหบๆของคนน้องไล่หลังตามมาทำคนพี่ต้องตะโกนตอบกลับไป

 

“เออ ซักเป็นว้อย!”

 

หลังจากจัดการซักเสื้อสูทและขึ้นมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนแล้ว ศิรินจึงหยิบแจกันที่อีกฝ่ายเลือกให้มาแกะออกจากห่ออย่างทะนุถนอมแล้ววางมันลงบนโต๊ะทำงานภายในห้อง เพื่อรอวันที่จะเอาลิลลี่สีขาวช่อใหม่มาใส่ให้สมกับความตั้งใจ

 

เธอหันไปมองช่อลิลลี่ที่เคยได้มาเป็นสิบช่อแล้วยิ้มบางๆ ถึงบางครั้งจะให้เองกับมือ บางครั้งจะมีแมสเซนเจอร์มาส่ง แต่ทุกช่อก็หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบ ดูก็รู้ว่าคนให้คงสั่งมาจากร้านเดิมจนกลายเป็นลูกค้าประจำไปแล้ว และการ์ดที่แนบมาก็ยังเขียนข้อความเดิมทุกครั้งเช่นกัน

 

‘For You – B2311’

 

ประโยคแสนสั้นแต่กลับมีน้ำหนักมากพอจะตอกย้ำว่าทั้งหมดที่เธอได้ จะไม่มีใครได้อีกแล้ว

 

ร่างบอบบางทิ้งตัวลงบนเตียงและหยิบหนังสือเล่มที่สองที่ฝ่ายนั้นเลือกให้ขึ้นมาเปิด เธอเพิ่งจะเริ่มอ่านไปได้ไม่ถึงสิบหน้าและอดทึ่งในความเปลี่ยนแปลงของตัวเองไม่ได้ที่ระยะเวลาเพียงสองเดือนกว่าๆ สามารถเปลี่ยนให้คนที่ไม่ถูกโรคกับหนังสือกลายเป็นคนที่มีเวลาว่างเมื่อไหร่เป็นต้องหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านได้แบบนี้

 

บางทีอาจเป็นเพราะคนที่เลือกให้ ซื้อให้ และโทรมาให้ส่งการบ้านทุกวันนั่นแหละ

 

นั่นไงล่ะ ยังเปิดไปได้ไม่ถึงสองหน้าก็โทรมาแล้ว

 

“เพิ่งถึงบ้านเหรอ”

 

“ถึงสักพักแล้วค่ะ ไปอาบน้ำสระผมมาเหมือนที่คนแถวนี้บอกไง” น้ำทิพย์ตอบระหว่างใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดผมเปียกๆของตัวเองไปด้วย “แล้วนี่คริสทำอะไรอยู่ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือยัง”

 

“เรียบร้อยแล้ว กำลังจะอ่านหนังสือเลยเนี่ย บีโทรมาก็ดีเหมือนกัน คริสจะได้ไม่ต้องอ่านแล้ว” ศิรินว่าเสียงทะเล้นให้ปลายสายต้องส่ายหน้าในความพยายามหาช่องโหว่ของเด็กดื้อ

 

“งั้นบีวางดีกว่า คริสจะได้ไปอ่านหนังสือ”

 

“บี!”

 

“ล้อเล่นน่า” เสียงน่าฟังหัวเราะเบาๆ “บีจะโทรมาบอกว่าอินทีเรียส่งแบบคอนโดฯคริสมาให้บีแล้วนะ พรุ่งนี้เดี๋ยวบีเอาให้ดู สวยเลยล่ะ คริสต้องชอบแน่ๆ”

 

“จริงอะ บีส่งมาในไลน์ก่อนได้มั้ย คริสอยากเห็น” ได้ฟังแบบนั้น ศิรินก็ตาโตด้วยความตื่นเต้น เธอตกลงทำสัญญาซื้อขายคอนโดฯไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อนและขอให้หล่อนช่วยหาคนมาปรับห้องอเนกประสงค์ให้เป็นห้องแต่งตัวให้ แล้วถ้าตกแต่งเสร็จเมื่อไหร่ ก็คงหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเข้าไปอยู่เลย

 

“ตื่นเต้นขนาดนี้เลย” แม้จะไม่ได้เห็นหน้ากัน แต่น้ำทิพย์ก็พอจะเดาออกว่าตอนนี้คนที่กำลังคุยโทรศัพท์กับเธอจะมีสีหน้าแบบไหน ดวงตากลมแป๋วคงจะระยิบระยับพร้อมกับปากที่อ้านิดๆเพราะความตื่นเต้นแน่ๆ

 

“ตื่นเต้นสิ ใครจะเหมือนบีล่ะ เห็นอะไรก็เฉยไปหมดแบบนั้น” คนตัวเล็กอดจะค่อนขอดอีกฝ่ายไม่ได้ ตั้งแต่รู้จักกันมาเธอยังไม่เคยเห็นหล่อนดูตื่นเต้นกับอะไรเลยสักครั้ง ผิดกับตัวเองที่เห็นอะไรก็ตื่นเต้นไปหมดจนบางครั้งก็นึกอายที่ทำตัวเป็นเด็กใส่หล่อนอยู่บ่อยๆ

 

อ้อ เคยเห็นแล้วครั้งนึง วันนี้ที่ชั้นวางแจกันนั่นไงล่ะ

 

“บีตื่นเต้นนะ แต่คริสคงไม่รู้ตัวเองมากกว่า”

 

“หืม ตอนไหน คริสไม่เห็นรู้เลย”

 

“ตอนเปิดตัวเครื่องสำอางของพี่แอมป์ไง” น้ำทิพย์เล่า “บีตื่นเต้นจนไม่อยากไปเจอคริสหลังเวที แต่พี่แกนก็ยังลากบีไปจนได้ ตอนนั้นบีทำตัวไม่ถูกเลยล่ะ เราถึงได้คุยกันแค่นั้นไง”

 

เป็นแค่เรื่องเล่าธรรมดาๆที่น่ารักอย่างบอกไม่ถูกเพราะน้ำเสียงของคนเล่าแสดงออกชัดเจนว่าตอนนั้นหล่อนเขินมากขนาดไหน

 

“ก็เจอกันครั้งแรก เป็นใครก็ทำตัวไม่ถูกปะ”

 

“ไม่ใช่ครั้งแรก”

 

“อ้าว”

 

“เราเคยเจอกันแล้วที่แฟชั่นโชว์ของพี่แกน แค่ไม่ได้คุยกัน” เสียงนั้นฟังดูอู้อี้กว่าที่เคยเพราะตอนนี้เจ้าของเสียงเขินจนเอาหน้าซุกหมอนหนุนใบใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว “แล้ววันนั้นที่บีไปงานพี่แอมป์ เพราะบีรู้ว่าคริสจะไป”

 

คราวนี้ล่ะ เป็นต่างคนต่างเขินของแท้เลย

 

น้ำทิพย์เขินเพราะเธอเพิ่งจะเล่าความในใจของตัวเองไปแบบหมดเปลือก ขณะที่ศิรินเขินเพราะเพิ่งได้รู้ว่ามีใครบางคนสนใจเธอถึงขนาดตามมาที่งานอีเวนต์ทั้งที่เจ้าตัวไม่เคยชอบงานอะไรแบบนี้มาก่อน

 

เงียบกันไปเกือบนาทีก่อนที่ศิรินจะถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ “แล้วตอนนี้หายตื่นเต้นหรือยังคะ”

 

“หายแล้ว” น้ำทิพย์ตอบสั้นๆ “เปลี่ยนเป็นใจเต้นแทน”

 

คำพูดนั้นไม่ต่างอะไรกับประโยคสารภาพรักเลย ถึงมันจะสั้นและฟังดูห้วนๆไปบ้างตามนิสัยของคนพูด แต่กลับทำให้คนฟังต้องกัดปากจนแทบห้อเลือดเพราะความเขิน

 

“ไม่เห็นมีใครบอกเลยว่าไฮโซบีจะปากหวานขนาดนี้”

 

“ก็ตอนนี้บีไม่ใช่ไฮโซบีของคนอื่น แต่บีเป็นบีของคริส เหมือนที่คริสที่บีรู้จัก ก็ไม่ใช่แบบเดียวกับคริส หอวังที่คนอื่นรู้จัก”

 

เราคุยกันอีกพักใหญ่กระทั่งนาฬิกาบอกเวลาล่วงเลยเข้าวันใหม่แล้ว จึงแยกย้ายกันเข้านอนโดยไม่ลืมบอกสิ่งที่บอกกันอยู่ทุกคืนว่าฝันดี วางโทรศัพท์ไว้ที่หัวเตียงและหลับตาลงพร้อมๆกัน

 

ศิรินรู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีในช่วงสายของวัน เธอบิดขี้เกียจอย่างงัวเงียใต้ผ้าห่มแล้วลุกขึ้นมานั่งขยี้ตาไล่ความง่วงอีกครู่ใหญ่ก่อนจะเหลือบไปเห็นนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง

 

แปดโมงกว่า

 

ฉิบหาย! เธอสบถในใจแล้วสลัดผ้าห่มออกจากตัว วิ่งเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตาแล้ววิ่งลงไปชั้นล่างด้วยความรีบร้อน เพราะน้ำทิพย์บอกไว้ตั้งแต่เมื่อวานว่าวันนี้จะมารับตอนสิบโมงเช้า นี่จะแปดโมงครึ่งแล้ว เธอยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง สูทที่ซักไว้ก็ยังไม่ได้รีด น้ำก็ยังไม่ได้อาบ หน้าก็ยังไม่ได้แต่ง แล้วจะเอาหน้าที่ไหนไปรับหน้าหล่อน

 

“เอ้า รีบไปไหนล่ะคริส” หม่ามี๊ที่เดินออกมาจากครัวพร้อมแก้วกาแฟร้อนเอ่ยทักลูกสาวคนโตที่วิ่งตาเหลือกออกไปทางหลังบ้านซึ่งเป็นบริเวณสำหรับซักผ้าและตากผ้า

 

“เก็บผ้าค่ะ”

 

ผู้เป็นแม่ขมวดคิ้วให้กับคำตอบของลูกสาวที่ตอนนี้หายไปจากสายตาเรียบร้อยแล้ว เก็บผ้าอะไรกันในเมื่อทุกอย่างก็มีแม่บ้านทำให้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ติดใจอะไรจึงเดินตรงไปหาสามีที่ห้องนั่งเล่นเพื่อดูรายการข่าวยามเช้าด้วยกันตามปกติ

 

ด้านศิรินก็รีบเอาเสื้อสูทออกจากไม้แขวนเสื้อแล้วกางโต๊ะรีดผ้าเพื่อรีดสูทตัวนั้นไว้เตรียมคืนให้เจ้าของ แต่เพราะเธอไม่ได้จับงานแบบนี้มาหลายปีแล้วตั้งแต่กลับจากเรียนเต้นที่อเมริกา การรีดผ้าครั้งนี้ก็เลยเป็นไปอย่างเก้ๆกังๆกระทั่งรีดเสร็จเรียบร้อย

 

เธอเอาสูทใส่ไม้แขวนเสื้อไว้ตามเดิมแล้วพลิกไปพลิกมาอยู่ครู่หนึ่ง แม้มันอาจจะไม่เนี้ยบเท่าที่น้ำทิพย์สวมเมื่อวานนี้ แต่ก็ยังพอดูได้และไม่ได้มีส่วนไหนบุบสลาย จึงวิ่งกลับขึ้นไปบนห้องเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะหลังจากรู้จักกันมาสองเดือนกว่า เธอก็ได้เรียนรู้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นคนตรงเวลามากขนาดไหน

 

ถ้าหล่อนบอกว่าสิบโมง ก็คือสิบโมง จะไม่มีการเลท และมักจะมาก่อนเวลาห้านาทีไม่ขาดไม่เกิน

 

ในที่สุดศิรินก็อยู่ในสภาพพร้อมออกจากบ้านในเวลาเก้าโมงห้าสิบนาที เธอเพ่งมองฝาแฝดของตัวเองในกระจก ตรวจดูจนแน่ใจว่าตัวเองพร้อมแล้วก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเบาๆและคว้ากระเป๋าถือกับเสื้อสูทที่ซักรีดเรียบร้อยเพื่อลงไปรอข้างล่าง

 

และวินาทีที่สลิปเปอร์ของเธอแตะบันไดขั้นสุดท้าย ก็คือวินาทีเดียวกับที่ Porsche สีดำคันนั้นเลี้ยวเข้ามาในบ้านพอดี

Talk : เหนื่อยมาก ไม่มีแรงทอล์คแล้วค่ะ เอาเป็นว่าคิดเห็นยังไงก็คอมเมนต์และแท็ก #flowervasebc เนอะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 91 ครั้ง

894 ความคิดเห็น

  1. #779 2mate (@jaaoraraiake) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2561 / 04:51
    ไฮโซบียังหยอดเก่งอย่างต่อเนื่อง และละมุนมากกก
    #779
    0
  2. #469 nuuopor (@nuuopor) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 มกราคม 2560 / 14:24
    ละมุนแบบสุดฉนุกสุดๆๆไปเลยยยย
    #469
    0
  3. #269 hype8hrx (@swb-smilewords) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 / 01:25
    โห ไฮโซบีหล่อมากๆอะ คริส หอวัง เด็กไปเลย

    โอ้ย ใครบอกว่าแค่คริสที่กำชายเสื้อแน่น คนอ่านนี้เอากำจนยับไปหมดละ เอามือกุมหัวแทน จะทำให้เขินแม้กระทั่งคนอ่าน ก็ได้เหรอออแอ
    #269
    0
  4. #124 PN ;) (@angelandsatan) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2559 / 11:14
    เป๊ะ ไปอี๊กกกกกก 555
    #124
    0
  5. #123 RyoJin2911 (@RyoJin2911) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2559 / 08:46
    จีบกันแบบนี้ก็เขินแทนไปดิ่ งื้อออ
    #123
    0
  6. #122 JirattipornK (@JirattipornK) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2559 / 08:33
    ชอบมากก น่ารักก อ่านไปเจินไปป><
    #122
    0
  7. #121 Sumbodiie (@Sumbodiie) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2559 / 07:33
    ชอบบบบบมากค่ะไรท์ เอาอีกๆๆๆๆๆๆๆ
    #121
    0
  8. #120 YoSChi (@koyoty_13) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2559 / 05:43
    ความบีและความคริสในวันนี้
    #120
    0
  9. #119 TIST_CHILL (@pammylover) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2559 / 02:45
    ตรงเวลาเหมือนกับว่าจะต้องเข้าห้องสอบให้ทัน55
    #119
    0
  10. #118 Pearrybc (@Pearrybc) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2559 / 00:57
    ตรงเวลามากค่ะซิสสสส5555
    #118
    0
  11. #117 namwhan_ka (@sweettyploy) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2559 / 23:19
    พี่บีน่ารักเนอะ
    #117
    0
  12. #116 kwanrawinunt (@kwanrawinunt) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2559 / 22:42
    ละมุนตั้งแต่ต้นเรื่อง กลางเรื่องจะมาม่ามั้ย กลัวใจจ555555
    #116
    0
  13. #115 pwrbc (@VitaMymint) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2559 / 22:41
    งุ้ยยยเขินนนนน
    #115
    0
  14. #113 Pream_fata (@Pream_fata) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2559 / 22:33
    อยากได้พี่บี
    #113
    0
  15. #111 Jiffy_ws (@Jiffy_ws) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 13:35
    อยากให้เรื่องนี้เขียนต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบเลย ชอบบบ
    #111
    0
  16. #110 saaimsimmy (@saaimsimmy) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 11:02
    เรื่อยๆ ไปจนแก่ งุ้ยยยย >\\<
    #110
    0
  17. #109 Nadthayakon Krurong (@nadthayakon) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 09:39
    โคตรละมุนนนน
    #109
    0
  18. #108 Noon_Afternoon (@Noon_Afternoon) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 08:43
    หยกกกกกกกกกกกกก ละมุ๊นนนน ละมุนนน
    ดี๊ดี~ รออ่านๆๆๆ

    ต้องมีปมเรื่องพ่อบีชะมะ~ รออ่านเด้อออ
    #108
    0
  19. #107 Weevy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 08:05
    อยากได้ทั้งคุณบี อยากได้ทั้งคุณคริส

    งานดีทั้งคู่เลยค่ะ ฮืออออ
    #107
    0
  20. #105 pinkychaly (@pinkychaly) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 07:23
    อยากได้พี่บี จะอาววววว 5555555
    #105
    0
  21. #104 Toey Best (@toeyp) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 06:20
    คุณบีคนละมุน
    #104
    0
  22. #103 gaengordinary (@gaengordinary) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 06:01
    มันดีมาก จนกลัวเจอเซอร์ไพรส์เป็นมาม่าเลย
    #103
    0
  23. #102 bcfrevrr (@bcfrevrr) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 03:39
    พบ้าเอ้ยยยยยย จะเอาพี่บีๆๆๆ อยากได้งืออออ ละมุน
    #102
    0
  24. #101 ParryMastaz (@Praenaruto) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 01:30
    อ๋อยยยยย
    #101
    0
  25. #100 TIST_CHILL (@pammylover) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 00:01
    อ๋อยยยยยยเขิน ละมุนเกินน คุณบี๊ยยยย์
    #100
    0