Flower and Vase [BeeCris]

ตอนที่ 16 : Episode 13

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,720
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 51 ครั้ง
    20 มี.ค. 60

   ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายนั่งคุยกันอยู่ที่โซฟาอยู่ก่อนแล้วระหว่างที่รอคนสำคัญที่สุดของงานวันนี้ลงมาจากห้อง ส่วนญาติๆและเพื่อนคนอื่นก็ยืนพูดคุยและถ่ายรูปกันไปตามเรื่อง นานาที่วันนี้รับหน้าที่เป็นพิธีกรเคาะไมโครโฟนสองสามครั้งเพื่อเรียกความสนใจก่อนจะเอ่ยเชิญให้น้ำทิพย์และศิรินเข้ามาในบริเวณงาน

 

            เสียงชื่นชมในความเหมาะสมกันของทั้งคู่ดังขึ้นตลอดทางตั้งแต่พวกเธอก้าวลงมาจากบันไดจนเริ่มรู้สึกเขิน คนที่ปกติเป็นคนยิ้มเก่งอยู่แล้วก็ดูจะยิ้มกว้างกว่าวันอื่นหลายเท่า ส่วนอีกคนที่ใครๆก็พากันเรียกว่าเสือยิ้มยากก็มีรอยยิ้มจางๆประดับอยู่บนใบหน้าอยู่ไม่ขาด

 

            พวกเธอนั่งพับเพียบลงกับพื้นหน้าโซฟาของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายตามที่ออร์การ์ไนซ์บอกไว้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่โต๊ะที่เตรียมไว้สำหรับวางสินสอดก็ยังคงว่างเปล่าให้นานาต้องถือไมโครโฟนมาแซวพ่อของน้ำทิพย์ที่วันนี้ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุขใจเพราะกำลังจะได้เห็นลูกสาวคนเดียวเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที

 

            “อีกห้านาทีจะได้ฤกษ์แล้วนะคะคุณลุง ไม่ทราบว่าสินสอดนี่ยังไงดีคะ” สาวร่างเล็กเจ้าแม่อีเวนต์ของแก๊งนางฟ้าใช้เสน่ห์เฉพาะตัวเอ่ยถามนทีด้วยถ้อยคำที่ฟังดูไม่น่าเกลียดเกินไปนัก

 

            ความช่างพูดของพิธีกรจำเป็นทำชายในชุดสูทสีเทาหัวเราะร่วนแล้วรับไมโครโฟนจากสตาฟฟ์มาตอบคำถามอย่างอารมณ์ดี “เอ้า เพื่อนเจ้าสาวทวงสินสอดซะแล้ว ยกออกมาเลยมา”

 

            เมื่อเสียงทรงอำนาจกล่าวจบ เพื่อนสนิทและญาติของน้ำทิพย์สามสี่คนก็ยกพานสินสอดออกมาจากอีกด้านด้วยสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงรวมทั้งเจ้าสาวอย่างศิรินด้วย เพราะมีทั้งเงินสด เครื่องเพชร ทองคำ โฉนดที่ดินหลายใบ และพานแหวนแต่งงานที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม

 

            “เยอะจนอยากรู้เลยค่ะ แต่ตอนนี้จะได้ฤกษ์แล้ว เรามาเริ่มพิธีกันก่อนดีกว่าค่ะ” นานาว่าและหันไปส่งสัญญาณให้สตาฟฟ์ส่งไมโครโฟนให้ปะป๊าของศิรินอีกคนเพื่อเจรจาสู่ขอ

 

            “ผมก็พูดไม่ค่อยเก่งนะครับ แต่ผมก็รักหนูคริสเหมือนลูกสาวอีกคน แล้วที่แน่ๆ ผมมั่นใจครับว่าลูกสาวผม ไม่เคยรักใครเท่าผู้หญิงคนนี้เลย ทีนี้ก็ต้องถามพี่ๆแล้วล่ะครับว่าจะยอมยกลูกสาวให้บ้านผมหรือเปล่า” นทีกล่าวสั้นๆแล้วโยนให้ปะป๊าหม่ามี๊ของศิรินพูดบ้าง

 

            ปะป๊าได้แต่หัวเราะจนตาหยีแล้วพยักหน้ารับด้วยความยินดี “เอ้า พูดขนาดนี้แล้ว ลูกพี่รักใครพี่ก็รักด้วยอยู่แล้ว ฝากด้วยนะนที พี่ยกให้”

 

            “ปะป๊าคริสจะนับสินสอดสักหน่อยมั้ยคะ เขาอุตส่าห์ขนมาขนาดนี้” นานาแซว ซึ่งปะป๊าก็รีบส่ายหน้า

 

            “โอ๊ย ไม่นับหรอก เยอะขนาดนี้คงได้นับจนฟ้ามืด ไม่ต้องแต่งกันพอดี”

 

            “ถ้าอย่างนั้นเชิญบีกับคริสสวมแหวนกันเลยค่ะ”

 

            มือเรียวค่อยๆคลายมือที่กุมมือเย็นเฉียบของอีกฝ่ายออกและหยิบแหวนเพชรที่เธอตั้งใจเลือกให้เจ้าสาวของตัวเองออกมาจากกล่องเพื่อสวมให้ที่นิ้วนางข้างซ้าย แล้วจึงเป็นตาของศิรินสวมแหวนให้เธอบ้าง

 

            มันเป็นแหวนคู่ที่สองที่น้ำทิพย์ออกแบบด้วยตัวเอง มีเพชรเม็ดใหญ่ประดับอยู่ตรงกลางผิดกับวงแรกที่มีเพชรเม็ดเล็กๆฝังอยู่ แน่นอนว่าวงนี้มูลค่าย่อมมากกว่าเพราะเป็นเพชรเม็ดงามที่ไม่ได้หาง่ายๆ ทว่าคุณค่าทางใจกลับไม่ต่าง เพราะเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจและเอาใจใส่ของคนเลือกที่อยากเลือกแหวนที่สวยที่สุด และดีที่สุดให้กับคนที่สำคัญที่สุด

 

            ถึงราคาจะแพงไปสักหน่อย แต่เพื่อให้เจ้าสาวของเธอไม่น้อยหน้าใคร น้ำทิพย์ก็ยินดีจ่าย

 

            แม้คนอื่นจะไม่สังเกตเห็นเพราะมัวแต่ปลาบปลื้มกับภาพพิธีแลกแหวนแสนโรแมนติกอยู่ แต่พวกเธอต่างก็รู้กันในใจว่าต่างฝ่ายตื่นเต้นกันขนาดไหนเพราะแรงสั่นเทาน้อยๆที่มือ ก่อนทั้งสองจะยกมือไหว้กันและกันเพื่อเป็นการให้เกียรติคู่ชีวิตแล้วกุมมือกันไปไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่อ

 

            ซึ่งคนแรกที่พวกเธอกราบลงบนตักก็คือสายทิพย์ คุณยายของน้ำทิพย์ผู้ซึ่งลูบหัวหลานทั้งสองด้วยความอ่อนโยนพร้อมกับให้ศีลให้พรเสียยกใหญ่ตามประสาคนแก่

 

            “เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว มีอะไรก็ช่วยกันคิด ช่วยกันหาทางออก หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกัน ดูแลกันดีๆ จะพูดจะจาอะไรก็นึกถึงใจกันเยอะๆ รักกันนานๆนะลูกนะ”

 

            ไหว้คุณยายเสร็จก็คลานเข่ามาไหว้พ่อของน้ำทิพย์และปะป๊าหม่ามี๊ของศิรินกันต่อ ก่อนที่พวกเธอจะขึ้นไปนั่งบนโซฟาเพื่อให้ทีมงานยกพานสินสอดไปเก็บไว้และจัดเตรียมสถานที่สำหรับพิธียกน้ำชาต่อ

 

            “ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ระหว่างรอทีมงานจัดสถานที่ เรามาคุยกันหน่อยดีกว่าค่ะ เริ่มจากเรื่องสินสอดเลย ไม่ถามคุณพ่อแล้ว ถามเจ้าตัวเลยแล้วกัน บีบอกนานาหน่อยได้มั้ยว่าหมดนี่มูลค่าประมาณเท่าไหร่”

 

            น้ำทิพย์รับไมโครโฟนที่นานาส่งมาให้พร้อมกับเหลือบตามองคนรักที่ยังคงมีสีหน้าตกใจไม่หายยิ้มๆ “บอกดีมั้ยเนี่ย ดูหน้าเจ้าสาวสิ ตกใจใหญ่แล้ว”

 

            “บอกเถอะค่า ใครๆเขาก็อยากรู้กันทั้งนั้น” เจนี่ส่งเสียงเชียร์มาจากฝั่งเพื่อนเจ้าสาว ราศีที่เพิ่งยกพานสินสอดมาวางจึงร่วมวงเชียร์ด้วยอีกคน

 

            “ใช่ๆ บอกเลยบี บอกเลย บอกเลย บอกเลย” เธอว่าพร้อมกับปรบมือเป็นจังหวะโดยมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์อีกหลายคนทำตาม

 

            ในที่สุดน้ำทิพย์ก็ต้องยอมแพ้และทำตามเสียงเรียกร้องของทุกคนจนได้ “โอเคค่ะ บอกก็บอก มีเงินสดยี่สิบแปดล้านบาท เครื่องเพชรของแม่กับคุณย่า แล้วก็มีที่บีซื้อเพิ่มด้วย ทองคำหนึ่งร้อยแปดบาท ที่ดินแถวพระรามเก้า ลาดพร้าว ลำลูกกา บ้านพักตากอากาศที่เชียงใหม่ คอนโดฯ แล้วก็แหวนแต่งงานที่คริสใส่อยู่ หนักสิบสองกะรัตค่ะ”

 

            เพียงเท่านั้น เสียงฮือฮาก็ดังไปทั่วทั้งห้องโถงเพราะมูลค่าของสินสอดมันมากมายเสียจนตีเป็นเงินกันไม่ถูก ศิรินเองก็อยากจะถามให้รู้เรื่องเหมือนกันว่าทำไมต้องให้กันมากขนาดนี้ แต่สถานการณ์ตอนนี้ก็ทำให้เธอได้แค่ยิ้มให้ทุกคนเท่านั้น

 

            “ถามเพื่อนตัวเองบ้างดีกว่าค่ะ เขาให้เยอะขนาดนี้นี่มีอะไรจะพูดมั้ยคริส”

 

            “เยอะไปมั้ยอะ” เธอหัวเราะเบาๆแล้วแซวคนที่นั่งกุมมือตัวเองอยู่ข้างๆ “นี่หมดตัวเลยมั้ยบี”

 

            น้ำทิพย์ส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มและตอบด้วยคำตอบที่เรียกเสียงแซวจากทุกคนได้เป็นอย่างดี “ยังไม่หมดตัวหรอก แต่หมดใจแล้วล่ะ”

 

            “แหมๆๆ พูดน้อยแต่ต่อยหนักจริงๆไฮโซบีของเรา เอ้า เจ้าสาวแย่งไมค์อีกแล้ว จะเอาอะไรเพื่อน ว่าซิ” ยังแซวไม่ทันจบประโยคดี นานาก็ถูกเพื่อนหมวยยื้อไมโครโฟนมาจ่อปากจนต้องยอมให้เพื่อนพูดแต่โดยดี

 

            “อยากรู้อะว่าให้แหวนสองวงแบบนี้แล้วจะให้ใส่วงไหนดี”

 

            “อ้ะบีว่ายังไงคะ ทำตัวเป็นแม่บุญทุ่มขนาดนี้เจ้าสาวเขาเลือกแหวนใส่ไม่ถูกแล้วเห็นมั้ย”

 

            คราวนี้ไมโครโฟนถูกส่งต่อมาที่แม่บุญทุ่มของศิรินที่เอาแต่นั่งยิ้มและตอบสั้นๆตามนิสัย “ก็เห็นชอบใส่แหวน ก็เลยให้สองวง จะได้สลับกันใส่ ไม่ต้องไปใส่วงอื่นไง”

 

            “รำคาญมากกกก” รุ่นพี่คนสนิทอย่างราศีและแสงทองประสานเสียงกันขึ้นมาทันทีท่ามกลางเสียงหัวเราะของทุกคนรวมทั้งญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายด้วย

 

            หากไม่นับคนที่แต่งงานเองแล้ว นทีคงเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในวันนี้ เขาไม่เคยเห็นลูกสาวยิ้มบ่อยขนาดนี้มาก่อน เรียกว่าลูกแทบจะไม่หุบยิ้มเลยดีกว่า เมื่อคืนลูกเข้ามาคุยเรื่องสินสอดกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย สังเกตจากน้ำเสียงและแววตาดูก็รู้ว่าเปี่ยมไปด้วยความสุขขนาดไหน ทั้งที่เขาบอกว่าให้คนอื่นทำก็ได้ แต่หล่อนก็ยังยืนยันจะจัดพานสินสอดทั้งหมดด้วยตัวเอง แถมยังจัดไปยิ้มไปราวกับกำลังยิ้มให้เจ้าสาวอีกต่างหาก

 

            คงไม่ต้องจินตนาการว่าลูกจะมีความสุขขนาดไหนถ้าเราได้อยู่กันพร้อมหน้าในวันสำคัญแบบนี้

 

            ใช้เวลาไม่นานนักทีมงานก็จัดสถานที่สำหรับพิธียกน้ำชาเสร็จ แน่นอนว่าคุณยายยังคงเป็นคนแรกสำหรับพิธีนี้ ตามด้วยปะป๊าหม่ามี๊ของศิรินที่รับน้ำชาจากลูกสาวคนโตด้วยความปลาบปลื้ม

 

            มือสองคู่ที่คอยประคับประคองมาตั้งแต่เล็กลูบหัวหญิงสาวที่เข้ามาสวมกอดพวกเขาเหมือนตอนยังเป็นเด็กด้วยความรัก และยังเผื่อไปถึงคนที่เป็นเหมือนลูกสาวอีกคนพร้อมคำอวยพรกึ่งสั่งสอนอีกยาวเหยียด “ป๊าเลี้ยงคริสมา ตีสักแปะยังไม่เคย ลูกสาวป๊าอยากได้อะไรป๊าก็หาให้ ดูแลเหมือนไข่ในหินมาตั้งแต่เกิด แต่ตอนนี้ป๊าไว้ใจบีนะ ป๊าเชื่อว่าบีจะดูแลคริสได้เหมือนที่ป๊าเคยทำ ฝากด้วยนะลูก”

 

            “หนูก็เหมือนกันนะคริส โตแล้ว มีครอบครัวแล้ว เป็นแม่บ้านที่ดีให้บีแล้วก็อย่าเอาแต่ใจมากนักรู้มั้ย รักกันดูแลกันแบบนี้ตลอดไปนะ” หม่ามี๊ว่าแล้วกอดลูกสาวแน่นๆอีกครั้ง เธอหลุดยิ้มเมื่อได้ยินเสียงอู้อี้ของลูกบอกรักตัวเองกับสามีปนเสียงสะอื้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหันไปบอกน้ำทิพย์ขำๆ “ลูกสาวหม่ามี๊ขี้แยไปหน่อย อย่าเพิ่งเบื่อนะบี”

 

            คนถูกบอกที่ตอนนี้นั่งพับเพียบอยู่ตรงหน้าพยักหน้ารับยิ้มๆแล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดน้ำตาให้เจ้าสาวของเธออย่างเบามือพลางปลอบเสียงอ่อนโยน “ไม่ร้องนะคะ”

 

            ศิรินพยักหน้าและสูดลมหายใจลึกๆเพื่อตั้งสติเพราะพิธียังไม่เสร็จ และคนต่อไปที่เข้ามานั่งที่โซฟาก็คือนที ผู้ซึ่งยกแก้วน้ำชาขึ้นดื่มและตบไหล่ลูกสาวคนเดียวเบาๆ

 

            “พ่อรู้ว่าบีทำหน้าที่ของบีได้ดีเสมอ กับหน้าที่นี้บีก็จะทำได้ดีเหมือนกัน ส่วนคริส พ่อฝากดูแลน้องด้วยนะ บีเป็นยังไงคริสน่าจะรู้จักดีที่สุด พ่อเชื่อว่าพวกเราจะเติมเต็มกันได้ในทุกๆเรื่อง มีความสุขกับชีวิตคู่นะลูก” เขาเอ่ยพร้อมกับทอดสายตามองทั้งสองคนด้วยแววตาอ่อนโยนก่อนจะเรียกลูกสะใภ้เข้ามาใกล้ๆ “คริสมานี่ซิ พ่อมีอะไรจะให้”

 

            เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทและหยิบแหวนวงหนึ่งออกมาวางลงบนมือของศิริน แหวนที่น้ำทิพย์จำได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่พ่อหยิบออกมาว่ามันเป็นแหวนอะไร

 

            “แหวนแต่งงานที่พ่อให้แม่บีตอนแต่งงาน แม่เขาคงจะดีใจที่วันนี้แหวนวงนี้มีเจ้าของใหม่เป็นคนที่ลูกสาวเขารักที่สุด”

 

            “ขอบคุณนะคะคุณพ่อ”

 

            “มีของรับขวัญลูกสะใภ้แล้วไม่ให้อะไรลูกสาวบ้างเหรอคะคุณลุง” นานาออกปากแซว เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้อีกครั้ง รวมทั้งนทีด้วย

 

            “โอ๊ย จะไปให้อะไรอีก บ้านก็ยกให้ไปแล้ว ไหนจะหุ้น เงินสด ทรัพย์สินอีกตั้งเยอะแยะ ตอนนี้ลุงจนกว่าเขาแล้วเนี่ย” นักธุรกิจวัยค่อนคนว่าติดตลกแล้วก็ลุกออกไปเพื่อให้แขกผู้ใหญ่คนอื่นมารับน้ำชาต่อ

 

            หลังพิธียกน้ำชา ก็เป็นการรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกันและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกที่สวนด้านนอก หลายครั้งที่น้ำทิพย์ลอบมองคนข้างๆยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลซึมออกมาตามไรผมด้วยความเป็นห่วง รู้ว่าหล่อนคงจะร้อนและเมื่อยมากจากการใส่ส้นสูงเดินไปเดินมาอยู่ตลอด แต่ใบหน้าอ่อนเยาว์กลับประดับด้วยรอยยิ้มอยู่ไม่ขาด บ่งบอกว่าหล่อนกำลังมีความสุขจนลืมความเหน็ดเหนื่อยทุกอย่าง อยากจะกระซิบถามว่าไหวมั้ยก็ทำได้แค่ส่งสายตาแสดงความเป็นห่วงไปให้เพราะเราต่างก็วุ่นวายกับการรับแขกเกินกว่าจะมีเวลาพูดกัน กว่าจะได้คุยกันอีกทีก็หลังจากส่งแขกทุกคนกลับบ้านแล้วขึ้นมาเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อพักผ่อนกันบนห้องนอนนั่นล่ะ

 

            “เหนื่อยมั้ย” เสียงอ่อนโยนพร้อมกับสัมผัสอบอุ่นที่สวมกอดจากด้านหลังทำให้ศิรินอมยิ้มแล้วพยักหน้ารับเบาๆ

 

            “นิดนึงค่ะ” ตอบแล้วก็เอื้อมมือมาปลดตะขอสร้อยคอที่สวมอยู่และถอดเครื่องประดับทุกชิ้นออกยกเว้นแหวนแต่งงานเพื่อเตรียมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็หันมาจูบลงบนริมฝีปากของคนรักเบาๆก่อนจะผละออกมา “ขออาบน้ำก่อนนะ แล้วค่อยว่ากัน”

 

            ประโยคกำกวมนั้นทำให้คนฟังอมยิ้มและยอมปล่อยให้หล่อนเป็นอิสระแต่โดยดีเพราะตัวเองก็อยากจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเต็มทีแล้วเหมือนกัน เธอถอดเสื้อสูทออกและสวมเสื้อคลุมอาบน้ำทับแล้วเดินไปที่ห้องเก็บแจกันเพื่อเป็นการฆ่าเวลาระหว่างรออีกฝ่ายอาบน้ำ หยุดยืนตรงหน้ารูปของแม่ที่ส่งยิ้มให้ตลอดเกือบสามสิบปีที่ผ่านมาก่อนจะเปิดปากเล่าเรื่องวันนี้ให้ฟังราวกับแม่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้า

 

            ทำเหมือนที่เธอเคยเห็นพ่อทำในวันที่เธอบอกเขาเรื่องแต่งงาน

 

            “แม่...วันนี้บีแต่งงานแล้วนะคะ บีมีความสุขมากเลยที่ได้แต่งงานกับคนที่บีรัก พ่อก็เหมือนกัน บีไม่ได้เห็นพ่ออารมณ์ดีแบบนี้มานานมากแล้ว แล้วบีก็รู้ว่าถ้าแม่ยังอยู่...”

 

            “คุณแม่ก็จะมีความสุขมากๆเหมือนกัน” เสียงที่ต่อประโยคให้จนจบกับมือที่สอดประสานเข้ามากุมมือเธอไว้แน่นทำให้น้ำทิพย์ต้องหันไปมองเพื่อจะพบกับภรรยาหมาดๆกำลังยืนยิ้มอยู่ข้างๆ

 

            “ไหนว่าจะอาบน้ำ”

 

            “รูดซิปไม่ถึง เรียกตั้งนานบีก็ไม่เข้าไป คริสก็เลยออกมาดู” ศิรินตอบแล้วพูดกับผู้หญิงในรูปต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “คริสสัญญาว่าจะดูแลบี ดูแลคุณพ่อ แล้วก็ดูแลทุกอย่างให้ดีเหมือนที่คุณแม่เคยทำ คุณแม่คอยดูพวกเราจากบนฟ้าด้วยนะคะ”

 

            “แม่ดูสิคะ ลูกสะใภ้แม่น่ารักแบบนี้แล้วบีจะไปไหนรอด” ร่างสูงหัวเราะเบาๆพลางโอบไหล่คนตัวเล็กกลับเข้าไปในห้องนอน “อาบน้ำเถอะ เดี๋ยวบีรูดซิปให้”

 

            แต่แทนที่จะหยุดอยู่ที่ห้องนอน คนที่บอกว่าจะช่วยรูดซิปให้กลับตามเข้ามาถึงในห้องน้ำ หยุดอยู่ที่หน้ากระจกแล้วโอบกอดเจ้าสาวของเธอเอาไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็ค่อยๆรูดซิปลงให้โดยที่ปลายจมูกยังคลอเคลียกับลำคออยู่ไม่ห่าง

 

            เราสบตากันผ่านกระจก วูบหนึ่งที่ศิรินสังเกตเห็นรอยยิ้มมุมปากอย่างคนเจ้าเล่ห์ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วมันก็แปรเปลี่ยนกลับมาเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่คุ้นเคยเหมือนเดิมในชั่วพริบตา รอยจูบที่แก้มซ้ายเป็นสิ่งสุดท้ายที่น้ำทิพย์ฝากเอาไว้ก่อนเดินออกไปจากห้องน้ำเพื่อปล่อยให้เธอได้อาบน้ำเสียที

 

            ทว่าเท้ายังก้าวไม่ทันพ้นธรณีประตู เสียงแหบพร่าที่เรียกเอาไว้ก็ทำให้ต้องหันกลับมาอีกรอบ

 

            “ที่รัก...”

 

            ตอนนี้คนเรียกกำลังหน้าแดงก่ำ บ่งบอกว่าคงกำลังเขินถึงที่สุด ดวงตาเรียวเล็กหลุบตามองพื้นหินอ่อนของห้องน้ำพร้อมกับกัดปากเล็กน้อยแบบที่คนมองแยกไม่ออกเลยว่ากำลังเขินหรือต้องการจะยั่วกันกันแน่ และที่ดึงความสนใจได้มากที่สุด ก็คงจะเป็นชุดแต่งงานที่ร่วงลงไปกองกับพื้นในวินาทีที่เธอหันไปตามเสียงเรียกพอดี จนตอนนี้ร่างบอบบางแทบไม่เหลืออะไรปกปิดอีกแล้วนอกจากชั้นในตัวบางเท่านั้น

 

            ไม่ทันจะพูดอะไร ริมฝีปากบางก็มอบจูบร้อนแรงให้จนศิรินแทบทรงตัวไม่อยู่ เธอโอบรอบคอคนรักไว้แน่นขณะที่หล่อนเองก็กอดเธอแน่นไม่แพ้กัน นาทีนี้แทบไม่มีอะไรมากั้นกลางระหว่างเรานอกจากเสื้อผ้าที่หล่อนสวมอยู่ ซึ่งเธอก็หลับหูหลับตาแกะเชือกเสื้อคลุมออกและหล่อนเองก็ปล่อยให้มันหลุดลงไปกองกับพื้นอย่างเต็มใจ

 

            ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการของหัวใจ

 

            จูบของน้ำทิพย์ไม่ต่างอะไรกับยาพิษที่ทำให้คนรับหลงลืมทุกสิ่ง แทบไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายตัวเองบ้าง ไม่รู้ว่ายอมให้อีกฝ่ายถอดชั้นในออกไปตอนไหน ไม่รู้ว่าโดนแสดงความเป็นเจ้าของไปกี่รอย ไม่รู้กระทั่งว่าตอนนี้ตัวเองยอมเดินตามหล่อนมาขึ้นเตียงเรียบร้อยแล้ว

 

            “รักมากนะคะ รู้ใช่มั้ย...” เสียงอ่อนโยนกระซิบบอกขณะที่คนฟังที่แทบไม่เหลือสติสัมปชัญญะพยายามพยักหน้ารับ

 

            “รักมาก...มากที่สุด...” จบประโยค เสียงนั้นก็ขาดหายไป กลายเป็นเสียงอื่นเข้ามาแทนที่และดังอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมงจากการแสดงความรักที่ทั้งอ่อนโยนและวาบหวามในเวลาเดียวกัน

 

            สมบูรณ์แบบจนแทบไม่อยากห่างกันสักวินาทีเดียว

 

            กระทั่งทุกอย่างสงบลง ศิรินก็ค่อยๆเบี่ยงตัวลงจากเตียงอย่างเงียบที่สุดเพราะไม่อยากรบกวนอีกฝ่ายที่คงหลับไปแล้วเพราะความอ่อนเพลียจากการตื่นเช้าและยุ่งกับการรับรองแขกจนถึงบ่าย เธอหายเข้าไปในห้องน้ำอยู่พักใหญ่ก่อนจะออกมาในชุดสบายๆอย่างเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้น คนที่เธอคิดว่าน่าจะหลับอยู่ตอนนี้กลับอยู่ในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำและกำลังนั่งกอดอกรออยู่ที่ปลายเตียง หล่อนไม่พูดอะไร เพียงแค่ลุกขึ้นมาจูบหน้าผากเธอเบาๆแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าบ้าง

 

            แค่นั้นก็มากพอให้หน้าของเธอร้อนวูบขึ้นมาจากความเขินอายเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวันแล้ว

 

            หลังเป่าผมและทาครีมเสร็จ มือบางก็หยิบหมอนหนุนใบใหญ่ที่ร่วงลงไปกองกับพื้นขึ้นมาวางบนเตียงแล้วเริ่มต้นจัดเตียงให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมอีกครั้ง แล้วก็เดินไปทิ้งตัวลงกับโซฟา เอนศีรษะพิงกับพนักพิงและหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ครู่หนึ่งที่เธอเผลอหลับไปจริงๆ และรู้สึกตัวอีกครั้งตอนที่มืออุ่นๆของคนรักนวดลงบนศีรษะให้ช้าๆ ลามไปจนถึงขมับและหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นตามประสาคนหลับผิดท่ากระทั่งมันค่อยๆคลายออกพร้อมกับที่เธอรู้สึกว่าตัวเองผ่อนคลายมากขึ้นตามไปด้วย

 

            เธอกุมมือหล่อนเข้ามาแนบแก้มตัวเองแล้วลืมตามองใบหน้าคมคายตาแป๋ว สบตากันอยู่ราวสิบวินาทีและออดอ้อนหมอนวดจำเป็นเหมือนเด็กๆ

 

            “มานั่งนี่หน่อย อยากนอนตัก”

 

            น้ำทิพย์ยอมทำตามคำขอนั้นอย่างว่าง่าย เธอประคองศีรษะของคนขี้อ้อนขึ้นมาหนุนตักตัวเองอย่างทะนุถนอม ปล่อยให้หล่อนเล่านู่นเล่านี่ไปเรื่อยๆตามประสาคนช่างพูดขณะที่ตัวเองก็ใช้นิ้วมือเกลี่ยเส้นผมสีน้ำตาลเข้มเล่นไปพลางๆ

 

            อาจเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผู้บริหารสาวปล่อยให้เวลาผ่านไปแบบเสียเปล่า สมองอันชาญฉลาดไม่ได้คิดเรื่องงานหรือวางแผนอนาคตอย่างที่เคย หากแต่หยุดนิ่งอยู่กับปัจจุบันที่ทำให้เธอยิ้มได้แม้มันอาจจะดูไร้สาระไปบ้าง

 

            แต่เป็นปัจจุบันที่ดีเสียจนอยากให้เป็นตลอดไป

 

            “บีรู้มั้ยว่าคริสตื่นเต้นมาก ตอนแลกแหวนอะ มือเย็นไปหมดเลย นี่ขนาดเราเชิญแขกน้อยแล้วนะ แล้วไหนจะสินสอดของพ่อบีอีก ทำไมให้มากมายขนาดนั้นก็ไม่รู้ แล้วก็...”

 

            พูดไม่ทันจบก็โดนจูบอีกแล้ว

 

            “พูดมาก” น้ำทิพย์ว่ายิ้มๆและทำในสิ่งที่อีกฝ่ายไม่คาดคิด คือการถอดแหวนแต่งงานของตัวเองและอีกฝ่ายออกแล้วยัดมันใส่มือหล่อน “ที่ถามบีวันนี้ว่าบีอยากให้คริสใส่วงไหน บีว่าคริสน่าจะรู้แล้วเนอะ”

 

            “อื้ม” คนตัวเล็กพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มจนตาหยีแล้วลุกไปเก็บแหวนที่เพิ่งได้มาใส่กล่องและหยิบแหวนที่ถอดเอาไว้เมื่อเช้าก่อนกลับมานอนหนุนตักอุ่นๆอีกครั้ง เธอคว้ามือซ้ายของคนรักมาสวมแหวนให้ที่นิ้วนางพร้อมบอกเหตุผลที่อยากเป็นคนสวมแหวนให้ราวกับเราเป็นเด็กเจ็ดขวบ “บีเคยสวมแหวนให้คริสแล้ว วันนี้คริสก็เลยอยากสวมให้บีบ้าง แล้วห้ามถอดนะ บีรู้รึเปล่าว่าคริสไม่เคยถอดแหวนวงนี้เลยตั้งแต่บีขอคริสแต่งงานจนบีเป็นคนถอดเมื่อเช้าอะ”

 

            “บีก็เหมือนกัน” หล่อนตอบพลางลูบผมคนบนตักด้วยแววตาอ่อนโยน “ถึงแหวนวงนี้จะไม่ได้มีเพชรเม็ดใหญ่ๆเหมือนวงอื่น แต่มันก็มีอะไรที่แหวนวงอื่นบนโลกนี้ไม่มีทางมี คริสรู้ใช่มั้ยคะ”

 

            “ไม่...” เสียงแหบหวานเจือความตกใจปฏิเสธ “คริส...คริสไม่เคยถอดมันออกมาดูเลย แค่รู้สึกว่ามันน่าจะมีอะไร แต่ก็ไม่กล้าถอดเพราะบีเป็นคนใส่ให้”

 

            ท่าทางตกใจเกินเหตุทำให้น้ำทิพย์หัวเราะเบาๆด้วยความเอ็นดูและเริ่มต้นอธิบายสิ่งที่เธอตั้งใจใส่เอาไว้ในแหวนคู่แรกของเราให้ฟังด้วยการถอดแหวนทั้งสองวงออกมาวางบนฝ่ามือ

 

            “แหวนของเรามีวันที่สลักอยู่ด้านใน คริสดูสิ”

 

            “เพิ่งเห็นเลยนะเนี่ย” หล่อนว่าพร้อมกับเพ่งมองวันที่บนแหวนสองวงนั้นด้วยความสงสัย ตอนแรกคิดว่ามันเป็นวันครบรอบที่เราคบกัน แต่ก็เปล่า แถมวันที่ที่สลักอยู่ยังเป็นคนละวันกันอีกต่างหาก

 

            น้ำทิพย์หยิบแหวนขึ้นมาทีละวงและอธิบายความสำคัญของวันที่ที่เธอตั้งใจสลักไว้ในแหวนไปด้วย “แหวนของบี สลักวันที่เราเจอกันครั้งแรกที่งานแฟชั่นของพี่แกน ส่วนของคริส บีสลักวันที่คริสบอกรักบีครั้งแรก เพราะอะไรรู้มั้ย”

 

            คนถูกถามส่ายหน้า คนถามจึงเฉลยให้

 

            “เพราะบีไม่อยากให้เราลืมวันแรกที่เรารักกัน”

 

            ได้ฟังแบบนั้น ใบหน้าอ่อนเยาว์ปราศจากเครื่องสำอางก็ซุกหน้าลงกับอกของคนพูดเพราะความเขินก่อนบอกเสียงอู้อี้ “ช่างคิดเหลือเกินนะ รู้ใช่มั้ยว่าคริสแพ้คนแบบนี้”

 

            “คริสไม่ได้แพ้คนแบบนี้” น้ำทิพย์อมยิ้มพลางจูบลงบนเส้นผมยุ่งๆเบาๆ “คริสแพ้บีต่างหาก”

 

            แล้วแบบนี้ศิรินจะปฏิเสธยังไง ในเมื่อที่ฝ่ายนั้นพูดว่าเธอ แพ้บี มันก็เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น

 

            บางทีโรคนี้อาจจะเป็นโรคประจำตัวโรคใหม่ของเธอก็ได้ แถมเอฟเฟกต์ของมันยังรุนแรงเสียจนไม่มีหมอคนไหนหรือยาตัวใดรักษาได้ และยังเป็นหนักขึ้นทุกวันเพราะมีปัจจัยสำคัญเป็นความอบอุ่น อ่อนหวาน และเอาใจใส่ที่มากมายจนเธอมองไม่เห็นเลยว่าตัวเองจะหายจากโรค ‘แพ้บี’ ได้ยังไง

 

            พวกเธอผลัดกันสวมแหวนให้กันอีกครั้งก่อนร่างเล็กจะล้มตัวลงหนุนตักอุ่นๆเป็นรอบที่สองและหลับตาลงฟังเสียงรายการท่องเที่ยวที่น้ำทิพย์เปิดทิ้งไว้อย่างไม่สนใจนัก ไม่ได้ฟังด้วยซ้ำว่าพิธีกรในโทรทัศน์พูดถึงอะไรเพราะทั้งง่วงทั้งเพลียจนเกือบจะหลับไปอยู่แล้วตอนที่อีกฝ่ายก้มหน้าลงมาเรียกเธอเพื่อคุยประเด็นที่คุยเท่าไหร่ก็ยังตกลงกันไม่ได้เสียที

 

            “ไปฮันนีมูนที่นี่กันมั้ย”

 

            “หืม...” ศิรินกะพริบตาถี่ๆสองสามครั้งแล้วหยีตามองภาพในจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ มันเป็นภาพบังกะโลกลางน้ำบนเกาะแห่งหนึ่งในประเทศเฟรนช์โพลินีเซีย สวยงามราวกับภาพวาดจนทำเธอตาสว่างเลยทีเดียว “ที่ไหนอะ”

 

            “โบราโบร่า”

 

            “แต่เราไปทะเลกันบ่อยแล้ว บีไม่เบื่อเหรอ” ถึงจะอยากไปทะเลสวยๆแบบนั้นสักครั้งในชีวิตแค่ไหน แต่ศิรินก็ยังไม่วายย้อนถามความเห็นของคนรัก เธอรู้ว่าน้ำทิพย์ไม่ได้ชอบทะเลมากเท่าตัวเอง หล่อนชอบประเทศฝั่งยุโรปอย่างอังกฤษหรือฝรั่งเศสที่มีสถาปัตยกรรมสวยๆ พิพิธภัณฑ์ศิลปะแบบที่หล่อนชอบ และสถานที่โรแมนติกให้ใช้เวลาด้วยกันสองคนมากกว่า และมันคงไม่ดีถ้าเราจะไปฮันนีมูนกันในที่ๆเธอชอบเพียงฝ่ายเดียว

 

            “ก็คริสชอบไม่ใช่เหรอ”

 

            “แต่นี่เราไปฮันนีมูนกันนะ จะตามใจคริสคนเดียวได้ยังไง”

 

            “จริงๆบีอยากไปที่นี่มาตั้งนานแล้ว” น้ำทิพย์เอ่ยตามตรงและเปิดรูปที่เคยเซฟเก็บไว้ในโทรศัพท์ให้ดู “คริสดูสิ บีเซฟรูปนี้ก่อนเราจะรู้จักกันอีก ไปด้วยกันนะคะ”

 

            เข้าทางขนาดนี้ แล้วคนชอบทะเลจะพูดอะไรได้นอกจากยิ้มจนตาหยีแล้วพยักหน้ารับรัวๆ

 

            “ตกลงค่ะ”

 

            ดวงตาคมเพ่งมองรายการที่ตัวเองเปิดทิ้งไว้จนจบพร้อมกับวางแผนหาวันหยุดไปฮันนีมูนในช่วงเวลาที่เหมาะจะเที่ยวโบราโบร่าที่สุดไปด้วย และเธอที่รู้สึกคอแห้งเล็กน้อยก็เตรียมจะลุกไปหาน้ำดื่มหลังจากรายการนั้นจบลง แต่เมื่อหลุบตามองคนบนตักก็ต้องอมยิ้มเมื่อพบว่าหล่อนหลับสนิทไปแล้ว เธอจึงเปลี่ยนใจนั่งมองใบหน้าไร้เดียงสาเหมือนเด็กๆไปเรื่อยๆก่อนจะเผลอหลับไปในเวลาไม่นาน

 

            วันต่อมาเป็นวันอาทิตย์ที่พวกเธอไม่ได้มีแผนทำอะไรเป็นพิเศษ ศิรินจึงลากผู้บริหารสาวไปพรวนดินใส่ปุ๋ยให้แปลงลิลลี่ที่โตวันโตคืนจากการได้รับการเอาใจใส่เป็นอย่างดี แล้วก็มานอนวางแผนฮันนีมูนกันสองคน แต่ก็ทำได้แค่เลือกโรงแรมเพราะต้องรอตารางวันหยุดที่แน่นอนของน้ำทิพย์เสียก่อนถึงจะตัดสินใจจองที่พักและตั๋วเครื่องบินได้

 

            และเพราะว่าเป็นวันอาทิตย์ที่ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร เช้าวันจันทร์ก็เลยเดินทางมาถึงเร็วเป็นพิเศษ มันเป็นเช้าวันจันทร์ที่ศิรินตื่นเต้นจนนอนแทบไม่หลับเพราะเป็นวันแรกที่เธอต้องดูแลน้ำทิพย์ในฐานะภรรยาและในบ้านหลังนี้ ถึงตอนที่อยู่ด้วยกันที่คอนโดฯเธอจะคอยเตรียมเสื้อผ้าและอาหารเช้าให้หล่อนอยู่เป็นปกติ แต่ที่คอนโดฯก็ได้มีคุณพ่อของหล่อนรวมถึงแม่บ้านคอยรับใช้กันเต็มบ้านแบบนี้ เราจึงทำอะไรตอนไหนก็ได้ตามใจชอบ

 

            เธอตั้งนาฬิกาปลุกให้ตัวเองตื่นก่อนหล่อนครึ่งชั่วโมง ตอนที่เสียงนาฬิกาปลุกของเธอดัง อ้อมแขนอบอุ่นที่โอบกอดเธอเอาไว้ทั้งคืนยังคงกอดเธอไว้ไม่ยอมปล่อย จนต้องกระซิบบอกว่าจะลงไปเตรียมอาหารเช้าให้ หล่อนถึงยอมปล่อยแต่โดยดี

 

            เสื้อสูทและกระโปรงสีน้ำเงินเข้มถูกแขวนไว้รอเจ้าของมาหยิบไปใส่เรียบร้อยก่อนคนเลือกจะเดินลงไปที่ครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้อย่างที่บอก และพบว่าแม่ครัวกำลังง่วนกับการเตรียมมื้อเช้าให้เจ้านายทั้งสามคนอยู่พอดี สมาชิกใหม่ของบ้านจึงอดไม่ได้ที่จะยื่นหน้าเข้าไปดูว่าเช้านี้มีอะไรทานบ้าง

 

            “อ้าว คุณคริส ลงมาทำอะไรแต่เช้าคะ” แม่ครัวหันมาถามเธอด้วยน้ำเสียงใจดี

 

            “จะลงมาดูอาหารเช้าน่ะค่ะ เช้านี้ทำอะไรบ้างคะป้า”

 

            “มีข้าวต้มกุ้งกับน้ำส้มคั้นค่ะ คุณคริสจะรับอะไรเพิ่มมั้ยคะ ป้าจะได้ทำให้”

 

            “แค่นี้พอแล้วค่ะ” พูดจบก็หันซ้ายหันขวาดูว่ามีอะไรที่ตัวเองพอจะทำได้บ้าง แล้วก็เหลือบไปเห็นตะกร้าส้มวางอยู่คู่กับที่คั้นน้ำผลไม้ จึงถือวิสาสะหยิบมีดมาหั่นส้มและลงมือคั้นน้ำสั้มด้วยตัวเองเสียเลย

 

            แม่ครัวบอกเธอว่าบ้านนี้ตั้งโต๊ะมื้อเช้าตอนแปดโมงตรง เธอจึงเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกาแฟร้อนสำหรับน้ำทิพย์ก่อนเวลาตั้งโต๊ะห้านาที แล้วก็ไม่ต้องสืบเลยว่าน้ำทิพย์ได้นิสัยตรงเวลาเป๊ะแบบนี้มาจากใคร เพราะตอนที่เธอมาถึงห้องรับประทานอาหารพร้อมหล่อน นทีก็นั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์รออยู่ก่อนแล้ว

 

            “มีคนยกกาแฟมาเสิร์ฟซะด้วย น่าอิจฉาจริงๆ” เขาแซวลูกสาวและพับหนังสือพิมพ์เก็บแล้วเริ่มต้นพูดเรื่องงานตามประสานักธุรกิจที่คิดถึงงานอยู่ตลอดเวลา “บี เพื่อนพ่อเขาจะขายที่ที่ภูเก็ตให้ ราคาดีเลยล่ะ พ่อว่าจะซื้อไว้ทำคอนโดฯ บีคิดว่ายังไง”

 

            “ติดทะเลหรือเปล่าคะ”

 

            “ติดทะเลสิ ไม่ติดพ่อจะเอามาทำอะไรล่ะ”

 

            “งั้นก็น่าสนใจค่ะ บีว่าตอนนี้คอนโดฯตากอากาศตามเมืองท่องเที่ยวมาแรงมาก ขายดีกว่าโครงการในเมืองบางโครงการอีก แต่ถ้าเป็นภูเก็ตอาจจะต้องจับตลาดบน ไม่งั้นคงได้กำไรไม่คุ้มค่าที่”

 

            “งั้นเดี๋ยวพ่อให้เลขาฯเอารายละเอียดไปให้บีดูตอนสายๆก่อน แล้วเราค่อยคุยกันอีกทีนะ” นทีบอกและหันไปคุยกับลูกสะใภ้บ้าง “เป็นยังไงบ้างหนูคริส เห็นแม่บ้านบอกว่าหนูตื่นลงมาที่ครัวแต่เช้าเลยเหรอ”

 

            “ตื่นเช้ากว่าบีอีก” น้ำทิพย์พูดเสริม

 

            “คริสตื่นลงมาดูมื้อเช้าน่ะค่ะ คุณพ่อกับบีลองชิมน้ำส้มสิคะ คริสคั้นเองเลย” ศิรินตอบ พอดีกับที่แม่บ้านยกมื้อเช้าเข้ามาเสิร์ฟ สองพ่อลูกยิ้มให้กับความสดใสที่บ้านหลังนี้ไม่ได้สัมผัสมานานแล้วและหยิบแก้วน้ำส้มคั้นขึ้นมาชิม แล้วก็เป็นนทีที่ออกปากชมขึ้นมาก่อน

 

            “สดชื่นดีจริงๆ เอ้ากินๆ จะได้ไปทำงานกัน”

 

            ยิ้มรับคำชมจากคนพ่อแล้วหันมาเห็นคนลูกเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินเงียบๆแบบนั้น ก็อดถามขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจไม่ได้ “แล้วบีล่ะ ไม่อร่อยเหรอคะ”

 

            “อร่อยสิ อร่อยมาก” คนพูดน้อยตอบสั้นๆตามนิสัย “แล้วก็มีความสุขมากด้วย”

 

            “เอ้า ป้าอิ่ม วันนี้ทำน้ำตาลหกใส่ข้าวต้มหรือไง หวานจนมดจะขึ้นปากฉันอยู่แล้ว” นทีว่าและหัวเราะร่วนกับป้าอิ่ม แม่ครัวเก่าแก่ของบ้านเขาอย่างอารมณ์ดี

 

            “ลูกสาวคุณพ่อเนี่ยตัวดีเลยค่ะ ปากหวานตลอดเลย”

 

            “หวานแต่ปากไม่ได้นะบี ทำด้วย เข้าใจมั้ย แล้วอย่าลืมพาหนูคริสเขาไปฮันนีมูนด้วยล่ะ” นทีแสร้งดุเหมือนกำลังสั่งงานอยู่ ซึ่งลูกสาวเขาก็เล่นไปตามบทราวกับรู้กัน

 

            “ไม่ลืมหรอกค่ะ” น้ำทิพย์บอกเรียบๆ “ขอบีเข้าไปดูวันหยุดก่อน แล้วตอนบ่ายบีจะให้เลขาฯเอาใบลาไปยื่น”

 

            ผู้เป็นพ่อยิ้มกว้างและเอ่ยปากโดยที่ยังไม่ได้เห็นใบลาที่ว่าด้วยซ้ำ “อนุมัติ”

 

            วันนี้โต๊ะอาหารเช้าของบ้านจงรัชตวิบูลย์ดูจะมีสีสันมากกว่าที่เคย บทสนทนาระหว่างพ่อลูกที่เคยมีแต่เรื่องงานเริ่มมีเรื่องชีวิตคู่ของลูกสาวเข้ามาเกี่ยว และยังลามไปถึงลูกสะใภ้ที่แสนน่ารักและมีแววจะเป็นแม่บ้านที่ดีได้เหมือนภรรยาที่จากไป ก่อนนทีจะเป็นฝ่ายลุกจากโต๊ะเป็นคนแรกเพื่อเข้าบริษัทตามปกติ ส่วนน้ำทิพย์ก็ลุกตามในเวลาไม่นานโดยมีศิรินตามมาส่งถึงรถที่คนขับรถเอามาจอดรอไว้ถึงหน้าประตู

 

            “เย็นนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษมั้ย คริสจะได้เตรียมไว้ให้” ศิรินถามระหว่างที่เขย่งตัวขึ้นจัดปกเสื้อและเสื้อสูทของคนรักให้เรียบร้อย

 

            “อะไรก็ได้ค่ะ” ร่างสูงตอบพร้อมกับสบตาอีกคนด้วยรอยยิ้ม “เมียทำอะไรก็อร่อยอยู่แล้ว”

 

            “บี! เมียเมออะไรล่ะ” เจ้าของแก้มที่แดงเป็นลูกตำลึงเอ็ดเบาๆและดันน้ำทิพย์ออก “ไปทำงานได้แล้ว เดี๋ยวสาย”

 

            “แล้ววันนี้คริสไปไหนมั้ย”

 

            “คริสว่าจะไปร้าน แต่จะรีบกลับ รับรองว่ากลับมาทันทำมื้อเย็นให้บีแน่ๆ”

 

            “งั้นบีไปนะ ตอนเย็นเจอกันนะคะ”

 

            “อื้ม ตั้งใจทำงานนะ ขับรถดีๆล่ะ”

 

            เราบอกลากันด้วยจูบหวานๆที่ริมฝีปากแบบที่ชอบทำก่อนน้ำทิพย์จะเดินไปขึ้นรถและยังไม่วายกดกระจกลงมาโบกมือให้ศิรินอีกรอบ ขณะที่ศิรินเองก็ยืนมองรถยนต์สีดำคันนั้นจนแล่นออกจากประตูรั้วไป ถึงได้หันหลังเดินกลับเข้าบ้านเพื่ออาบน้ำแต่งตัวและออกไปทำงานของตัวเองบ้าง


     #flowervasebc

     twitter : @yok6kao

     ask.fm : @yokatjanawat


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 51 ครั้ง

894 ความคิดเห็น

  1. #790 2mate (@jaaoraraiake) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 00:30
    ดีไปหมดตั้งแต่งานแต่ง อ่านแล้วเหมือนได้เข้าไปงานแต่งบีกับคริสด้วยเลย รู้สึกได้ถึงความสุขของทั้งคู่ ถ้าเป็นแขกก็คงจะเลี่ยนแล้ว หวานมากกก บีก็หยอดเก่งง ดูเรียกเมียไปอีก น่ารักก
    #790
    0
  2. #602 meland (@_enutpen) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 เมษายน 2560 / 17:42
    ไรทท์ รออยู่นะ งือออ
    #602
    0
  3. #597 cakeptmhy (@CAKEPTM) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 มีนาคม 2560 / 00:21
    งื้ออออออ มันหวานไปหมดทุกตอน ตั้งแต่วานแต่ง เข้าหอ ยันมื้อเช้าไปเลย นอกจากเบาหวานแล่วอาจต้องเป็นโรคหัวใจอีกด้วยนะคะเนี้ย
    #597
    0
  4. #596 hype8hrx (@swb-smilewords) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 มีนาคม 2560 / 06:18
    ค่า คุณหนูบี ถ้าพี่คริสไม่ว่า น้องขอสักแสน 55555 
    #596
    0
  5. #595 isanan_p (@isanan_p) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 12:12
    พี่บีทำจากอะไรคะ ทำไมละมุนเบอร์นี้ หื้มม เจออย่างนี้ก็ละลายสิคะ
    #595
    0
  6. #594 wellingfresh (@justmeandyou) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 00:52
    หวานมากค่ะ หวานแบบมดทั้งโลกจะมากองรวมกันแล้ว น่ารักจริงๆทั้งคุณบีและหนูคริส
    #594
    0
  7. #593 Sumbodiie (@Sumbodiie) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 23:02
    อยากได้แบบนี้บ้างงงง คต้องไปหาที่ไหน
    #593
    0
  8. #592 Niwkoysw (@Niwkoysw) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 21:54
    เขินตรงที่เรียกว่าเมียเนี่ย ประหนึ่งว่าโดนเรียกเองซะงั้น55555
    #592
    0
  9. #591 Pearrybc (@Pearrybc) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 00:21
    เขินมากกกกงืออออๆๆๆ
    #591
    0
  10. #590 คุณลุงโมริคุง (@jts-th19) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 23:34
    หืมมมม ใครระเบิดโรงงานน้ำตาลคะ พูดซิ หวานนจ๊นนนนนน
    #590
    0
  11. #589 pinkanchalii (@pinkychaly) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 22:38
    หวานไปอี้กกกกกกกก ต่อไปคนบ้านนี้น่าจะเป็นเบาหวานนะคะ55555555
    #589
    0
  12. #588 sucha_ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 22:25
    น่ารัก น่ารัก น่ารัก งื้อออออออออ
    #588
    0
  13. #587 N'ฟลุ๊ค (@yodcum) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 21:18
    โง้ยยยยย เขาแต่งงานกันแล้วหวานกันเจรงงงงงง
    อยากรู้ว่าตอนไปฮันนีมูนจะหวานขนาดไหน 
    รอตอนต่อไปนะคะ!!!
    ----
    ขอสารภาพก่อนค่ะตอนเห็นแจ้งเตือนว่าอัพep.13 ชะงักเลยค่ะ
    แล้วพูดกับตัวเองในใจว่าไปทำธุรให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาอ่าน แล้วค่อยมาอ่าน
    วันนี้อาบน้ำเร็วที่สุดแล้วค่ะ 5555555555 
    #587
    0
  14. #586 Noon_Afternoon (@Noon_Afternoon) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 20:26
    หมั่นไส้มากกกกกกก *มองบน มองบน มองบนขึ้นไปอี๊กกก
    #586
    0
  15. #585 BC-CB (@BC-CB) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 20:12
    หวานได้อีก ละมุนไปอีก รีบมีหลานให้คุณปู่คุณตาคุณยายได้แล้วนะครับ
    #585
    0
  16. #584 RyoJin2911 (@RyoJin2911) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 19:39
    น้ำตาลหกสุดดดดดด เขินนนน
    #584
    0
  17. #583 MilkBC (@milkckk2544) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 19:01
    ดีงามมากค่าาาาา พี่บีละมุนมากกกกก ชอบมากค่ะไรท์ รีบๆมาต่อนะคะ
    #583
    0
  18. #582 bensin-bc (@bensin-bc) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 18:55
    ขอบคุณพี่หยกนะคะที่แต่งฟิคได้ละมุนละไมขนาดนี้????????
    #582
    0
  19. #581 0803069175 (@0803069175) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 18:51
    หวานมากกกกกกกก
    #581
    0
  20. #580 tonrang (@tonrang) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 18:33
    ครอบครัวอบอุ่น
    #580
    0
  21. #579 meland (@_enutpen) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 18:23
    ความละมุนของครอบครัวนี้ งื้ออออ หายไปซะนาน แต่กลับมาพร้อมกับความละมุนละไมที่สุด เลิฟฟ
    #579
    0
  22. #578 TIST_CHILL (@pammylover) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 18:19
    หวานละมุนละไม คุณบีกับคุณคริสภรรยาที่แสนน่ารัก เขินไปหมดแล้ววว
    #578
    0
  23. #577 JEENJEAN (@jeeniiz) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 18:15
    งื้ออออออ ละมุนมากกกกก >\\<
    #577
    0