{ FIC BEAST } ◆ B e w a r e ◆

ตอนที่ 4 : ◆ B e w a r e ◆ Chapter 3 ซ่อนเหยื่อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 48
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    16 พ.ค. 58

 ฉันนึกว่าแกจะปล่อยฮยอนซึงไปจริงๆซะอีก

ปล่อยเหยื่อไปง่ายๆก็โง่หนะสิ

 

            ดวงตาคู่สีแดงสดเหลือบไปมองทางด้านหลังที่มีโยซอบกับกีกวังยืนล้อมคนเจ็บที่นอนหมดสติอย่างฮยอนซึงอยู่ในบ้าน แม้ว่าอากาศทางด้านนอกจะเย็นลงเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้สร้างความสะทกสะท้านให้กับดูจุนและจุนฮยองที่ออกมาคุยกันเพียงสองคนเลยสักนิด พวกเขายังคงสวมแค่เสื้อกั๊กขนสัตว์ทับผิวกายเพียงเท่านั้น

 

เพราะกลิ่นเลือดของหมอนั่นหนะแรงจะตาย ถึงจะปล่อยไปก็หาตัวได้ไม่ยาก ในตอนนั้นพวกเรากังวลแค่ว่าเหยื่อจะหลุดไปจนลืมนึกถึงข้อนี้และทำให้หมอนั่นไม่เชื่อใจ แต่แกกลับคิดถึงเรื่องนี้ได้ จุนฮยอง....แกนี่มันฉลาดจริงๆ

เพราะฉันฉลาดกว่าแกยังไงหละ ฉันถึงได้เป็นหัวหน้าฝูง แม้เทียบกันตามวันเกิดแล้วแกจะเกิดก่อนฉันก็ตาม...

 

            คำพูดที่ตรงไปตรงมาของจุนฮยองแม้มันจะเป็นความจริง แต่มันก็ทำให้ดูจุนไม่พอใจมาหลายต่อหลายครั้ง ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้องพยายามข่มอารมณ์เอาไว้เรื่อยมาด้วยความที่มีอำนาจน้อยกว่า ในคืนนี้ก็เช่นเดียวกัน ดูจุนทำได้เพียงกำมือทั้ง 2 ข้างเอาไว้แน่น กรามซ้ายขวาบดขยี้กันไปมา ในขณะที่ดวงตาสีเทาประกายเพชรของเขานั้นกำลังมองเสี้ยวหน้าของจุนฮยองอย่างไม่พอใจ

 

คืนพรุ่งนี้แล้วสินะ

 

            จุนฮยองไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของดูจุนเลยสักนิดเพราะเขารู้ว่ายังไงซะดูจุนก็กระจอกกว่าตัวเองในทุกๆเรื่องอยู่แล้ว ถ้าหากโมโหจนเกิดการต่อสู้ขึ้นจริงๆ ยังไงซะจุนฮยองก็ชนะอย่างราบคาบ ตอนนี้ใบหน้าหล่อขาวเนียนไร้ที่ติกำลังค่อยๆเงยขึ้นรับแสงจันทร์ที่สาดส่อง ดวงตาคู่สวยสีแดงสดจ้องมองดวงจันทร์พร้อมรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก

 

 

 

 

 

ย...อย่า...ไม่นะ...ไม่!!! ไม่!!!!”

 

            กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด !!!!

 

            ผมสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้าย เนื้อตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อแม้จะอยู่ในบ้านที่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูมิอากาศอันหนาวเหน็บ ฝันร้ายที่น่ากลัวและสยองขวัญแบบนั้นมันไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่ 2 ที่ผมฝันถึงพวกมัน หมาป่าตัวใหญ่ 5 ตัวกับดวงตาที่แตกต่างกัน 5 สี พร้อมกับเลือดเนื้อของผมที่เป็นอาหารอันโอชะของพวกมัน

 

ฝันร้ายหรอ

จ...จุนฮยอง !”

 

            ผมสะดุ้งอีกครั้งด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆเขากระซิบถามใกล้ๆหูจากทางด้านหลัง หน้าตาของผมเหวอจนอีกฝ่ายต้องยกยิ้มบางๆที่มุมปาก จนถึงตอนนี้ผมไม่ขำด้วยเลยสักนิด ผมยังคงหอบและหายใจไม่ทั่วท้องเพราะความเหนื่อยและความน่ากลัวที่เพิ่งเผชิญในฝันบ้าๆนั่น

 

นายดูอาการไม่ค่อยดีเลยนะ ยังเจ็บแผลอยู่รึเปล่า

 

            ดวงตาคู่สีแดงสดมองมาทางรอยเขี้ยวที่ข้อเท้าของผม ตัวผมเองลืมไปซะสนิทใจแล้วว่าเพิ่งจะโดนงูกัดมาเมื่อคืน จากตอนแรกที่ไม่รู้สึกอะไร แต่ทันทีทันใดที่โดนทักความเจ็บปวดจากรอยเขี้ยวที่เป็นรูลงไปในเนื้อก็ค่อยๆคืบคลานเข้ามา

 

น...นิดหน่อยหนะ

ให้ฉันนวดรอบๆแผลให้มั้ย ?

ไม่เป็นไรหรอก...

 

            เขาไม่สนใจคำตอบของผมเลย จุนฮยองเดินจากด้านหลังมานั่งทางด้านหน้าและใช้มือที่หนานุ่มของเขาค่อยๆกดวนเบาๆบริเวณรอบรอยเขี้ยว ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ที่ผมเผลอแอบมองครึ่งหน้าของจุนฮยอง มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เขาถามอะไรผมสักอย่าง ผมหลุดจากอาการที่เหมือนต้องมนต์แล้วก็ได้สบเข้ากับดวงตาคู่สีแดงสดที่จ้องผมอยู่ก่อนแล้ว ริมฝีปากหยักยกยิ้มบางๆขึ้นอีกครั้งเมื่อเขาจับได้ว่าผมแอบมองอยู่นานสองนาน

 

ที่หน้าฉันมีอะไรติดอยู่รึเปล่า

ป...เปล่า...เปล่าหนิ ไม่มีอะไรหรอก

 

            ผมได้แต่ก้มหน้างุดๆ จะว่าเขินก็ไม่เชิง ในตอนนี้มันเป็นแค่อาการไม่กล้าสู้หน้ามากกว่า ผมไม่ได้หลงใหลกับใบหน้าของเขามากขนาดนั้น แต่ก็ไม่ขอปฏิเสธหรอกว่าไม่ได้หลงเลยสักนิด แต่เมื่อสักครู่มันเหมือนกับมีอะไรดึงดูดให้ผมมองจนละสายตาไม่ได้จริงๆ ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะคิดเข้าข้างตัวเองไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้วรึเปล่า แต่ถ้าเขาคิดแบบนั้นมันก็คงผิดคาดสักเล็กน้อยแล้วหละ

 

ว่าแต่...ก่อนหน้านี้นายพูดว่าอะไรนะ

ฉันถามว่า นายรู้สึกดีขึ้นมั้ย ?

อื้ม....ก็บรรเทาอาการปวดลงมาบ้างแล้วหละ ขอบใจนะ

 

            ผมยิ้มให้เป็นการขอบคุณ จุนฮยองเองก็ยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน เขาเป็นคนประเภทที่หน้าตาดีมากๆคนหนึ่ง ถ้าเข้าไปอยู่ในเมืองหน้าตาและหุ่นแบบนี้ดูดีกว่านักแสดงชั้นนำของแคนาดาตั้งเยอะ แม้จะอยากรู้ถึงที่มาที่ไปว่าคนที่ดูจะเพอร์เฟ็คไปซะทุกอย่างยกเว้นนิสัยที่แปลกตาไปในบางมุมแบบพวกเขาเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แต่ผมคิดว่าการเก็บความอยากรู้ของตัวเองเอาไว้เพื่อรักษามารยาทน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีมากกว่า

 

ดีแล้วหละที่คิดได้แบบนั้น

 

            ผมหันไปมองทางบันไดแล้วก็เจอกับเจ้าของเสียง กีกวังเดินลงมาจากชั้นสองด้วยใบหน้าที่นิ่งเรียบ ดวงตาสีฟ้าเข้มราวกับน้ำทะเลลึกคู่นั้นจ้องผมแบบไม่ลดละ เขาเดินลงบันไดโดยไม่มองขั้นบันไดได้แบบสง่าผ่าเผยที่สุดตั้งแต่ผมเคยเห็นมา

 

การเข้ามาสอดเรื่องราวของคนอื่นไม่ใช่ความคิดของคนฉลาดหรอก จำข้อนี้เอาไว้ด้วยนะ จาง ฮยอนซึง

 

            กีกวังยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคู่นั้นที่จ้องมองมายังคงราบนิ่ง ก่อนที่เขาจะเดินเฉียดผมที่นั่งอยู่บนพื้นกับจุนฮยองออกไปนอกบ้าน

 

ผมสัมผัสได้ทุกครั้งที่เราเผชิญหน้ากัน ไม่ใช่แค่กีกวังแต่กับโยซอบก็ด้วย พวกเขาไม่ต้อนรับผม แถมยังแลดูจะจงเกลียดจงชังเสียด้วยซ้ำ ทั้งๆที่ผมไม่ค่อยไปสุงสิงกับพวกเขาให้รำคาญใจอยู่แล้ว และคิดว่าไม่น่าจะเคยไปทำอะไรให้พวกเขาไม่พอใจสักครั้งเลยนี่นา...

 

นายอย่าไปถือกีกวังเลยนะ หมอนั่นก็เป็นคนแบบนี้แหละ ขนาดกับฉันยังทำเย็นชาใส่บ่อยๆเลย

กับนายก็ด้วยหรอ! แต่ทำไมกับดงอุนกีกวังถึงได้ยิ้มออกมาได้บ่อยๆหละ

เมื่อตะกี๊หมอนั่นบอกกับนายว่ายังไงนะ การเข้ามาสอดเรื่องราวของคนอื่นไม่ใช่ความคิดของคนฉลาดหรอก แบบนี้ใช่รึเปล่า

 

            การที่จุนฮยองพยายามทวนคำพูดของกีกวังแบบนั้นทำให้ผมกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ ผมทำได้เพียงหัวเราะแห้งๆอย่างไม่รู้ว่าจะทำอะไรกลบเกลื่อนสถานการณ์แบบนี้ดี

 

ดูเหมือนว่าตอนนี้นายกำลังจะสงสัยอะไรหลายๆอย่างอยู่

นายก็เป็นเหมือนกันหรอ! อ่านใจคนออก... หรือพวกนายทุกคนสามารถอ่านใจคนได้

เพ้อเจ้อหนะ! ไม่ต้องพึ่งความสามารถเหนือธรรมชาติ แค่มองแววตาและสีหน้าที่ดูครุ่นคิดของนายก็รับรู้ได้

ก็จริง...ฉันสงสัย และมีคำถามอยู่มากมายที่อยากจะถาม แต่คิดว่าเก็บความสงสัยพวกนั้นเอาไว้น่าจะดีที่สุด

ถามมาสิ วันนี้ฉันให้โอกาสนายแค่ 1 คำถามเท่านั้น

 

            ผมนิ่งไปนานสองนานเพราะกำลังคัดเลือกคำถามเพียงหนึ่งเดียวจากคำถามนับสิบที่อยู่ในสมอง แต่เมื่อได้ใช้เวลาไปกับการเลือกนั้นสักพัก ในที่สุดผมก็ได้คำถามที่ผมอยากรู้ และมันเกี่ยวกับตัวผมเอง

 

เมื่อวานนี้ฉันใช้เวลาเดินอยู่ในป่าทั้งวัน และคิดว่าจุดที่ฉันอยู่กับบ้านของพวกนายคงไกลกันเป็นกิโล แต่ทำไมนายถึงหาฉันเจอ ทั้งๆที่ป่าก็ออกจะกว้างใหญ่และไม่ได้มีแค่ทางเดียวให้เลือกเดิน

 

            คำถามของผมทำให้รอยยิ้มบางๆของจุนฮยองหุบกลับลงไป เหมือนกับผมไปพูดอะไรผิดใจเขาเข้าสักอย่าง ความสงสัยของผมในข้อนี้ดูท่าจะเป็นคำถามที่ยากจะตอบสำหรับจุนฮยอง ดวงตาคู่สีแดงสดกำลังจ้องหน้าผมอย่างไม่ลดละ สีหน้าและแววตาที่จริงจังแบบนั้นทำให้ผมขนลุกอย่างบอกไม่ถูก

 

ความจริงแล้วนายอยู่ห่างจากบ้านของพวกเราแค่ไม่กี่ร้อยเมตร

 

            !!!

 

เป็นไปไม่ได้หรอก....

 

นายใช้เวลาเดินทั้งวันก็จริง แต่เพราะนายไม่มีความรู้และความชำนาญในการเดินป่าแห่งนี้เลย นายเลยไม่รู้ตัวว่ากำลังเดินเป็นวงกลม

ต...แต่...ฉันคิดว่าฉันเดินตรงไปตลอดทางและไม่ได้ตัดสินใจเลือกทางเดินขวาหรือซ้ายเลยนะ

นายไม่รู้ตัวหรอกว่ากำลังเดินตรงหรือเดินวนอยู่กันแน่

 

            หรือจะจริงอย่างเขาว่า...

 

ฮยอนซึง....นายฉลาดกว่าที่ฉันคิดแฮะ

 

            แม้ผมจะมึนงงอยู่เล็กน้อยกับคำชมที่จู่ๆเขาก็พูดขึ้นมาแบบนั้น แต่พอมานั่งใช้เวลาคิดสักนิดผมคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวกับการเลือกคำถาม แทนที่จะถามคำถามไร้สาระที่เกี่ยวกับตัวคนอื่นอย่างเช่น กีกวังอ่านใจคนออกจริงๆหนะหรอ? หรือ ทำไมพวกนายถึงมีดวงตาเป็นสีแบบนี้ มันเป็นมาตั้งแต่กำเนิดเลยรึเปล่า? แต่ผมกลับถามคำถามที่เกี่ยวกับชีวิตตัวเอง และจนถึงตอนนี้ผมก็ยังรู้สึกมั่นใจอย่างแปลกประหลาดว่าคำถามที่ง่ายๆของผมสำหรับจุนฮยองแล้วมันเป็นคำถามที่ยากจะตอบ และทำให้เขาต้องใช้ความคิดในการหาคำตอบที่ดีที่สุด ผมยังคงมั่นใจแบบนั้น...

 

ฉันชักเริ่มสนใจมนุษย์แบบนายซะแล้วสิ

 

            !!!

 

            ‘มนุษย์แบบเรางั้นหรอ ? แล้วพวกเขาไม่ใช่มนุษย์รึยังไง.... ทำไมหมอนี่ถึงพูดแปลกๆอีกแล้วนะ

 

            ผมหัวเราะแห้งๆเป็นการตอบกลับทั้งยังก้มหน้าหลบดวงตาคู่สวยของจุนฮยองที่ยังคงจ้องมาอย่างไม่ลดละ หลังจากตอบคำถามนั้นของผมไป รอยยิ้มบางๆก็กลับมาประดับบนใบหน้าหล่อไร้ที่ติของเขาอีกครั้ง รอยยิ้มบางๆแบบนั้นจะว่าละมุนละไมก็ว่าได้ แต่ถ้ามองดีๆผมว่ามันเป็นรอยยิ้มที่เลือดเย็นยังไงชอบกลอยู่

 

            แอ๊ดดดดด....

 

            ประตูไม้บานเก่าถูกเปิดออก ทั้งผมและจุนฮยองที่ยังคงนั่งอยู่ที่พื้นหันไปมองทางต้นเสียงพร้อมๆกัน แล้วก็เจอกับร่างสูงโปร่งผิวสีแทนกับดวงตาสีเทาประกายเพชรอันเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์กำลังเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม ในมือของเขามีปลาย่างที่ส่งกลิ่นหอมไปทั่วอยู่หนึ่งตัว ผมยิ้มตอบกลับไปตามมารยาท ส่วนจุนฮยองเขาลุกขึ้นและเดินไปทางประตูตั้งแต่เห็นว่าคนที่เปิดประตูเข้ามาเป็นดูจุนแล้วหละ ในระหว่างที่เดินสวนกัน ผมเห็นพวกเขาทั้งสองเพียงแค่เสี้ยวหน้า ทั้งดูจุนและจุนฮยองต่างมองหน้ากัน โดยที่ไม่มีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าของพวกเขาอย่างที่มันควรจะเป็น เหมือนกับการต่อสู้กันทางสายตาในเวลาเพียง 2-3 วินาที ก่อนที่จุนฮยองจะผลักประตูออกไปด้านนอก

 

เป็นยังไงบ้าง

ดีขึ้นมากแล้วหละ

ฉันเอาปลาย่างมาให้ เผื่อว่านายตื่นมาแล้วจะหิว

จริงๆฉันเดินออกไปกินข้างนอกก็ได้ ไม่เห็นต้องลำบากเอามาให้ถึงที่เลย เกรงใจจัง

ไม่ต้องเกรงใจหรอก ฉันต้องถนุถนอมนายให้ดีที่สุดอยู่แล้ว

 

            ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคู่สวยสีเทาประกายเพชรนั้นเพราะรู้สึกแปลกๆกับคำพูดของดูจุน จู่ๆใจดวงน้อยก็มีอัตราการเต้นเร็วมากกว่าเดิมซะอย่างนั้น ดวงตาที่มองมาที่ผมอย่างอ่อนโยน กับคำพูดที่เหมือนอยากจะดูแลผมให้ดีที่สุด มันทำให้ผมเริ่มจะตกหลุมรักเขาเข้าแล้วสิ ดูจุน ผู้ชายที่ดีกับผมตั้งแต่วันแรก...

 

ฉันพูดอะไรผิดไปรึเปล่า ทำไมนายดูเกร็งๆแบบนี้หละ

ป....เปล่า ไม่มีอะไรหรอก

งั้นก็กินนี่แล้วพักผ่อนต่อเถอะ ช่วงนี้อย่าเพิ่งเดินไปไหนเลยนะ เดี๋ยวแผลจะอักเสบเอาอีก แล้วฉันจะแวะเข้ามาคุยเป็นเพื่อนบ่อยๆก็แล้วกัน

 

            ผมพยักหน้าหงึกหงักเป็นการตอบรับและตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อคมเข้ม กับดวงตาคู่สวย และรอยยิ้มที่อ่อนโยนของดูจุนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เขาจะหันหลังและเดินออกไปข้างนอกอีกคน ทิ้งให้ผมพักผ่อนอยู่เพียงลำพังในบ้านที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับและเหม็นสาปสัตว์หลังนี้

 

 

 

            ฉันจะต้องถนุถนอมนายให้ดีที่สุด เพราะมันจะทำให้เลือดและเนื้อของนายอร่อยที่สุดยังไงหละฮยอนซึง.... หึหึ

                                                          

 

 

 

 

            ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ ใต้ต้นสนสูงใหญ่ข้างลำธารเล็กๆใกล้บ้านกลางป่าหลังนี้ เจ้าของบ้านทั้ง 5 ต่างมารวมตัวกันเพื่อพูดคุยในเรื่องราวต่างๆ ทุกคนยังคงแต่งกายในแบบเดิมคือเสื้อกั๊กที่ทำจากขนสัตว์ทับผิวกายเพียงเท่านั้น สำหรับมนุษย์การทำแบบนี้เป็นการท้าทายกับสภาพอากาศที่ธรรมชาติสร้างขึ้น และหากเป็นมนุษย์ปกติก็คงจะพ่ายแพ้ให้กับธรรมชาติและแข็งตายไปนานแล้ว ในป่านี้คงมีแต่พวกเขาที่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้มาเป็นเวลาอันยาวนาน

 

น่าโมโหจริงๆ! ขนาดออกมานอกบ้านยังได้กลิ่น

นั่นสิ...กลิ่นคาวเลือดของหมอนั่นทำให้น้ำลายฉันหกหลายต่อหลายรอบ

 

            กีกวังพูดด้วยสีหน้าที่เหวี่ยงจัด ดวงตาคู่สีฟ้าเข้มมองเข้าไปในตัวบ้านอย่างไม่ชอบใจ ก่อนจะตามาด้วยโยซอบที่พูดเสริมพร้อมรอยยิ้มมุมปากและเสียงหัวเราะในลำคอ

 

ใจจริงแล้วพวกเขาอยากจะฉีกเนื้อเหยื่อผู้โง่เขลาซะตอนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่เพื่อพลังงานที่จะได้รับตอนกินอาหารในคืนพระจันทร์เต็มดวงนั้นมากมายยิ่งกว่า พวกเขาจึงต้องยับยั้งชั่งใจ และทนเลี้ยงเหยื่อเอาไว้ใกล้ๆตัวแบบนี้เพื่อรอเวลา

 

ใจเย็นๆกันหน่อยสิเด็กๆ อีกแค่อึดใจเดียวเราก็จะได้ลิ้มรสอาหารรสเลิศในคืนที่ถูกปลดปล่อยแล้ว

 

            ดวงตาคู่สวยสีเทาประกายเพชรที่ฮยอนซึงหลงใหลเป็นที่สุดกำลังจ้องไปที่ลำธารเบื้องหน้า ผิวน้ำทำหน้าที่สะท้อนภาพใบหน้าอันหล่อเหลาคมเข้มไร้ที่ติของตัวเอง แต่แท้ที่จริงแล้วภายในกลับมีปีศาจหลบซ่อนและรอคอยวันที่จะถูกปลดปล่อยอยู่ ยามใดที่มองลงไปยังผืนน้ำ สิ่งที่พวกเขาเห็นกลับแตกต่างจากที่คนทั่วไปเห็น

 

            หมาป่าตัวใหญ่ขนสีน้ำตาลเข้มฟูฟ่องที่กำลังแยกเขี้ยวอย่างหิวโหย เป็นภาพสะท้อนที่ดูจุนเห็นยามก้มมองตัวเองในผิวน้ำ....

 

 

 

หมาป่าตัวใหญ่ที่เห็นนั่น มันคือตัวตนที่แท้จริงของเขา

และเป็นตัวตนที่แท้จริงของ จุนฮยอง โยซอบ กีกวัง และดงอุน ด้วยเช่นกัน

พวกเขามีปีศาจที่จะแสดงตัวออกมาเพียงเดือนละ 1 คืน ซ่อนอยู่ภายในตัว

 

 

 

ธรรมชาติมักสร้างสีสันที่แปลกตาไว้เป็นเครื่องเตือนภัย ดอกไม้และสัตว์ที่มีสีสันสดใสแปลกตา ล้วนมีพิษร้ายกันทั้งนั้น ดวงตาทั้ง 5 สีที่แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไปเหล่านี้ก็เหมือนกัน มันเป็นเครื่องหมายเตือนจากธรรมชาติให้เหยื่อระวังตัวและถอยห่าง มีแต่คนฉลาดเท่านั้นที่จะเอะใจและรู้ตัว....

 

 

 

น...นายจะพาฉันไปไหน!!?

 

            ผมสะดุ้งตื่นแล้วโวยขึ้นทันทีทันใดเมื่อจู่ๆจุนฮยองก็เข้ามาในบ้านแล้วดึงผมให้ลุกขึ้นยืนแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งๆที่ในตอนแรกผมกำลังนอนหลับอยู่แท้ๆ ต่อให้พื้นที่ทุกตารางนิ้วในบ้านหลังนี้จะเป็นของเขาก็เถอะ แต่ทำแบบนี้มันก็ดูจะเสียมารยาทเกินไปสักหน่อยแล้วหละ !

 

แค่เดินตามมาเงียบๆก็พอ

 

            ในเวลานี้ไม่มีรอยยิ้มจางๆที่มุมปาก มีเพียงดวงตาสีแดงสดที่จ้องผมตาเขม็งกับใบหน้าที่เคร่งขรึม การจ้องและการกระทำที่เป็นการบังคับของเขา เมื่อผสมผสานกับสายตาที่ดุดันแบบนั้นแล้ว มันทำให้ผมไม่กล้าแม้แต่จะถามข้อสงสัยของตัวเองหรือคิดจะขัดขืนอีกเลยแม้แต่น้อย

 

            จุนฮยองพาผมเดินออกทางประตูหลังบ้านซึ่งผมก็เพิ่งรู้ว่ามันมี ที่ผมไม่รู้ไม่ใช่ว่าประตูบานนั้นถูกซ่อนไว้ลึกลับอะไรหรอก แต่เป็นเพราะผมไม่ได้รับอนุญาตให้เดินสำรวจรอบบ้านไม้หลังเล็กนี้ตามใจชอบก็เท่านั้นเอง

 

            นี่ก็หลายชั่วโมงผ่านไปแล้ว ผมยังคงเดินตามหลังจุนฮยองเข้าไปในป่าลึกแบบไม่รู้ชะตากรรมเบื้องหน้า แต่คิดว่าเขาคงไม่พาผมไปต้มยำทำแกงหรอก ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ที่ผมไว้ใจผู้ชายคนนี้...

 

            ข้อเท้าที่มีรอยเขี้ยวฝังลึก ยิ่งเดินนานมากเท่าไรก็ดูเหมือนแผลจะอักเสบมากขึ้นเท่านั้น ผมปวดมาตั้งนานแล้วเพียงแต่ไม่เอ่ยปากพูดอะไรให้คนที่เดินนำหน้ารำคาญใจ จนกระทั่งตอนนี้ ผมเริ่มจะไม่ไหวแล้วจริงๆ ข้อเท้าของผมเริ่มจะบวมแดงเพราะเกิดอาการอักเสบ

 

ฉันไม่ไหวแล้ว....เราพักกันก่อนเถอะนะ

 

            จุนฮยองหยุดเดินแล้วหันขวับมามองที่ผมอย่างขัดใจและหัวเสียน่าดู หน้าตาของเขาบูดบึ้ง คิ้วเส้นเล็กขมวดแน่นติดกัน รวมถึงสายตาแบบนั้นที่ฟาดมาทางผมบ่อยๆ ผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่าได้ไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจตอนไหนรึเปล่า หมอนี่บทจะสุขุมก็แลดูมีเสน่ห์พอตัว บทจะโมโหก็ดูเป็นคนไร้เหตุผลขึ้นมาซะอย่างนั้น ถ้ามีอะไรไม่พอใจก็น่าจะบอกผมมาตรงๆเลยสิ มามัวทำท่าทางแบบนี้มันได้ประโยชน์อะไรกันหละ ผมเองก็เริ่มจะโมโหแล้วนะ!

 

นายอยากจะอยู่ต่อ หรือ อยากจะไป

ไป....ไปไหน นายพูดถึงอะไรกันแน่ ฉันงงไปหมดแล้ว!”

รู้แค่ว่าตอนนี้ฉันกำลังช่วยนายอยู่ก็พอ นายควรจะทำตัวให้มันน่าสนใจ ก่อนที่ฉันจะมองนายเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนนึงและเปลี่ยนใจพานายกลับบ้าน

ช่วยหรอ...นายกำลังจะทำให้ฉันตายเพราะข้อเท้าอักเสบ อีกประเดี๋ยวไข้ก็จะขึ้น กลางป่าแบบนี้จะทำอะไรได้ นายกำลังฆ่าฉันทางอ้อมมากกว่าจุนฮยอง

ถ้างั้นก็มาขึ้นหลังฉัน

 

            จุนฮยองแหงนหน้ามองพระอาทิตย์บนท้องฟ้าแว้บนึงแล้วเดินมาย่อตัวอยู่ข้างหน้า บนท้องฟ้ามีอะไรงั้นหรอ (?) ผมแหงนขึ้นมองตาม แล้วก็เจอแค่ก้อนเมฆกับพระอาทิตย์ที่คล้อยต่ำลงเรื่อยๆเท่านั้นเอง ผมเลิกสนใจกับท้องฟ้าแล้วยืนทึ่มอยู่แบบนั้นเพราะกำลังชั่งใจ อีกอย่างผมไม่เข้าใจว่าที่ที่เขาจะพาผมไปมันสำคัญและเร่งรีบมากขนาดกับว่าจะนั่งพักสักแป๊บนึงไม่ได้เชียวหรอ และทั้งๆที่ทำเหมือนว่าโกรธหรือโมโหอะไรสักอย่างอยู่แท้ๆ แต่กลับย่อตัวให้ผมขึ้นหลังแบบนี้ หมอนี่เป็นคนยังไงกันแน่นะ....

 

จะขึ้นมามั้ย หรือว่านายอยากจะกลับบ้าน

ฉัน....

 

            ในหัวผมตีกันให้วุ่นเพราะความลังเล ใจจริงผมอยากจะตอบไปว่าอยากจะกลับบ้าน เพราะอะไรจะดีสำหรับคนที่บาดเจ็บมากกว่าการได้ไปนั่งพักผ่อนสบายๆในบ้าน ถึงแม้มันจะมีกลิ่นเหม็นสาบสัตว์คละคลุ้งไปทั่ว แต่มันก็ดีกว่ามาเดินกลางป่าที่หนาวเหน็บแบบนี้หลายต่อหลายเท่า ถึงอย่างนั้นการจะตอบตามที่ใจต้องการก็ดูจะเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน เหมือนกับมีอะไรมายั้งปากของผมเอาไว้ไม่ให้ตอบแบบนั้น แต่กลับเลือกตอบสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความต้องการออกไป

 

ฉันจะลองเชื่อใจนายดูสักครั้ง

 

            จุนฮยองเหลียวหลังมายกยิ้มมุมปาก เขาออกตัววิ่งทันทีที่ผมกระโดดขึ้นไปอยู่บนแผ่นหลังแกร่งนั้น สองแขนของผมกอดคอของจุนฮยองเอาไว้แน่นเพราะหวั่นว่าจะตก

 

สักพักแล้วที่ผมรู้สึกถึงความผิดปกติ ก็หมอนี่เล่นวิ่งด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์อยู่นิดหน่อย และแม้ว่าจะผ่านไปราว 1 ชั่วโมง ความเร็วนั้นก็ไม่ได้ได้ผ่อนหรือลดลงไปเลยสักนิด เขายังคงวิ่งด้วยอัตราเร็วเท่าเดิม และนั่นทำให้ผมมองเขาแตกต่างจากเดิม แววตาของผมเต็มไปด้วยความระแวงและเริ่มจะหวาดกลัวในตัวจุนฮยองมากขึ้น

 

นายเป็นใครกันแน่....

 

 

 

            แคร่กกกกกก.....

 

เสียงก้อนหินและเศษกรวดกลิ้งตกลงสู่เหว ผมหลับตาปี๋ทั้งยังกอดคอจุนฮยองแน่นกว่าเดิมด้วยความเสียว  เขาวิ่งตรงดิ่งไปยังขอบหน้าผ้าราวกับว่าจะไม่หยุดแม้ผมจะแหกปากร้องว่า

"
หยุด! หยุดวิ่งเดี๋ยวนี้นะจุนฮยอง!!!"

 

เขาทำให้ผมทึ่งอีกครั้งกับการบังคับฝีเท้าให้หยุดวิ่งอย่างทันท่วงทีที่ตรงริมหน้าผา เพราะถ้าเป็นคนปกติบางทีอาจจะยั้งฝีเท้าที่วิ่งด้วยอัตราเร็วคงที่มาแบบเสมอต้นเสมอปลายไว้ไม่ทันก็ได้ ผมค่อยๆลืมตาและชะเง้อหน้ามองด้านล่าง ทำเอาท้องโหวงไปหมด ใจนั้นเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้นและความกลัว

 

นายทำบ้าอะไรเนี่ย! เกือบตายแล้วมั้ยหละ!!”

 

            จุนฮยองไม่ได้สนใจคำพูดของผมเลยสักนิด เขาวางผมลงกับพื้นก่อนจะหันหลังและกำลังเดินจากไป

 

ฉันกลับก่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าจะมารับก็แล้วกัน

ฮ...ฮะ!? นายจะทิ้งฉันไว้ที่นี่หรอ แล้วนั่นนายจะไปไหน ?

กลับบ้าน

ฮะ!!!? ล...แล้ว...

ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น! แค่เชื่อมั่นในตัวฉันแบบที่นายเชื่อเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนก็พอ

 

            จุนฮยองหันมาตวาดใส่จนผมสะดุ้ง ก่อนที่เขาจะแหงนหน้ามองฟ้าอีกครั้งและวิ่งจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่เหลียวหลังกลับมามอง

 

            ท้องฟ้ากำลังเปลี่ยนสีอย่างค่อยเป็นค่อยไป ครึ่งบนเป็นสีน้ำเงินเข้มในขณะที่ครึ่งล่างแสงสีส้มเหลืองของพระอาทิตย์กำลังเลือนลางไปเรื่อยๆ เพราะอยู่บนที่สูงจึงทำให้ผิวหน้ากระทบกับลมแรงไม่ขาดช่วง ใบหน้าของผมเย็นเฉียบจนเกิดอาการชา ส่วนร่างกายแม้จะห่อหุ้มด้วยเสื้อกันหนาวตัวเก่าที่ใส่มาตั้งแต่แรก แต่ก็ดูจะไม่เพียงพอต่อการสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายสักเท่าไร

 

แม้จะหนาวเหน็บสักเพียงใด ผมก็ยังคงนั่งอยู่ที่ริมหน้าผา โดยถอยหลังเว้นระยะห่างจากขอบหน้าผาสักเล็กน้อยเพื่อป้องกันอันตรายและป้องกันการพลาดท่าตกลงไปตายที่ก้นเหว ผมได้แต่นั่งมองพระอาทิตย์ตกในขณะที่หวนนึกถึงจุนฮยอง บุคคลที่ผมเริ่มรู้สึกว่าเขาผิดแปลกไปจากมนุษย์ทั่วๆไป มีหลายอย่างในตัวเขาที่ผมสงสัยและไม่ว่าจะนั่งคิดนานสักเท่าไรก็ไม่สามารถไขข้อข้องใจของตัวเองได้สักที และที่ผมยอมรออยู่ตรงนี้ ไม่ใช่เพราะคำสั่งของจุนฮยอง แต่เป็นเพราะผมจนปัญญาจนไม่รู้ว่าจะเดินไปทางในท่ามกลางลมหนาวแบบนี้ต่างหาก อีกอย่างนี่ก็ใกล้จะมืดเต็มทีแล้วด้วย

 

แสงสุดท้ายของพระอาทิตย์จวนจะจากไป ผมตัดสินใจละทิ้งความสงสัยที่ไร้ซึ่งคำตอบพวกนั้นและหันกลับมาสนใจการเอาชีวิตรอดในคืนนี้ของตัวเองแทน ผมลุกขึ้นแล้วใช้มือทั้งสองปัดเศษดินที่ติดตามกางเกงออกก่อนจะเดินสำรวจรอบๆ ถึงได้รู้ว่าใกล้ๆกันนั้นมีถ้ำเล็กๆอยู่แห่งหนึ่ง ผมเดินเข้าไปหลบหนาวอย่างไม่รีรอ ดวงตาทั้งคู่สอดส่ายซ้ายทีขวาทีอย่างรอบคอบ เพราะอากาศหนาวที่โหดร้ายแบบนี้ไม่ใช่เพียงแต่มนุษย์ที่ต้องการความอบอุ่น แต่สัตว์อื่นๆก็ต้องการด้วยเหมือนกัน

 

หลังจากสำรวจอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าปลอดภัยไร้สัตว์มีพิษอย่างแน่นอน ผมจึงค่อยๆย่อเข่าและนั่งกอดตัวเองเอาไว้แน่นเพื่อเพิ่มความอบอุ่น เปลือกตาของผมค่อยๆปิดลงก่อนจะสะดุ้งโหยงในตอนที่ได้ยินเสียงหมาหอนจากที่ไกลแสนไกล ผมสัมผัสได้ว่าต้นกำเนิดเสียงมันอยู่ไกลมากๆ แต่เพราะการเปล่งเสียงของพวกมันทั้งดังและกังวาน บวกกับลมที่พัดอยู่เรื่อยๆเลยนำพาเสียงมาถึงที่แห่งนี้ จู่ๆขนก็ลุกชันขึ้นมาเพราะความกลัว ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมหวังว่าที่ที่ผมหลบอยู่ตอนนี้จะไม่อยู่ในวงเขตการล่าของพวกมัน
 






กลับมาแต่งต่อแล้วหลังจากห่างหายไปนานถึงสามสี่เดือน นั่นก็เพราะตอนที่เปิดฟิคเรื่องนี้
แจมยังแต่งฟิคพ่อค้าขนมหวานไม่จบ และคิดว่าจะสามารถแต่งควบ 2 เรื่องไปในเวลาเดียวกันได้
แต่พอเอาเข้าจริง...เหนื่อยเหมือนกันแฮะ 5555555 สุดท้ายก็ไม่ไหว ต้องยอมใจ
และทิ้งเรื่อนี้ให้เงียบเหงาไปชั่วคราว ตอนนี้เนื่องจากว่าฟิคพ่อค้าขนมหวาน
ได้จบไปแบบแฮปปี้เอนดิ้งเรียบร้อยแล้วแจมเลยกลับมาแต่งเรื่องนี้ต่อ และจะแต่งไปเรื่อยๆ
จนกว่าจะจบโดนไม่มีการทิ้งฟิคแน่นอน ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะคะ

 

 
 
 
 
 
 
 
© Tenpoints!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

47 ความคิดเห็น

  1. #44 Seobbie Chubie (@05011990) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2558 / 23:49
    จุนฮยองพ่อพระ ตั้งใจช่วยซึงใช่มั้ย ฮอลลลล กังวลแทนซึง จะรอดมั้ยเนี่ยคนงามของบ่าว อย่าให้ใครมาจับได้นะซึง เอาใจช่วย ลุ้นๆ
    #44
    0
  2. #39 KwnYYS (@KwnYYS) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2558 / 22:36
    เค้า ยากเหนพี่จุนโอ๋น้องซึงแล้วง่า รักกัน สวีทกันไวๆน๊า งื้อออ เขิล // เด๋วๆ แกเขิลอัลไล เค้ายังไม่ได้ทำอะไรทีมั้ย 555
    #39
    0
  3. #35 kungkung7728 (@kungkung7728) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2558 / 00:53
    สรุปจุนฮยองชอบซึงใช่ปะถึงได้แอบช่วยซึงตลอดเลยอะ
    #35
    0
  4. #34 ffdol (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 20:40
    อยากได้ฉากเลิฟๆไวๆจุนฮยองแลดูอบอุ่นเท่จังเลยยย
    #34
    0