อเวจีสีน้ำผึ้ง - ตีพิมพ์กับ Simplybook Love & Desire

ตอนที่ 3 : บทที่ 3 สู้ยิบตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,400
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    16 พ.ค. 53

บทที่ 3 สู้ยิบตา

         
           
ผลัวะ
! โครม!

           เสียงเปิดประตูดังสนั่นทำให้คนที่นั่งอยู่บนเตียงตวัดมองรวดเร็ว ดวงตากลมโตมองมาอย่างขุ่นเคืองเมื่อเห็นผู้มาเยือนใหม่ยืนจังกาคาช่องประตู ก่อนจะโยนอุปกรณ์ทำความลงบนพื้นตรงหน้าเธอ

            “ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน ดีไม่เปลือง”

            เรวินบอกเสียงต่ำจ้องอีกฝ่ายเขม็ง ก่อนสาวเท้าหนักเข้ามาใกล้นั่งลงข้างๆ ลิลลี่ขยับจะถอยหนีแต่เขาก็จับแขนเธอไว้

            “เก็บกวาดไอ้สิ่งที่เธอทำไว้ซะ”

           ชายหนุ่มพูดเพียงนั้นก่อนขยับแก้ปมเชือกที่ผูกติดแขนทั้งสองข้างเธอไว้ด้านหลัง ไม่นานหญิงสาวก็เป็นอิสระ

           “ฉันไม่ทำ” ตอบกลับทันทีก่อนจะกระโจนไปยืนอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง

           “แต่เธอต้องทำ! อย่าเรื่องมาก ที่นี่ไร่เขตตะวันฉันใหญ่ที่สุด และเธอลิลลี่ในเมื่อต้องอยู่ที่นี่ในใต้ปกครองของฉันเธอก็ต้องฟังฉัน”

            “ฉันไม่ฟัง แกจับฉันมาเองใช่ว่าตัวฉันต้องการมาเสียเมื่อไหร่”

            “แต่เธอต้องฟัง”

            พูดเสียงเหี้ยมตาวาววับ

           “ทำไมฉันจะต้องฟังแกด้วย” แม้จะรู้สึกหวาดหวั่นลึกๆ แต่สิ่งที่เธอทำกลับตรงกันข้าม

            “ถ้าเธอขัดคำสั่งฉันละก็ ...”

            เขาลากเสียงยาว

           “ครอบครัวเธอจะไม่เหลืออะไรเลย...เธออยากจะให้พ่อตนเองเป็นคนล้มละลายหรือไง...”

           เรวินแอบอ้างเอาดื้อๆ ทั้งที่ไม่รู้เรื่องมากนัก แต่เขาจำเป็นต้องสร้างเรื่องขู่ขวัญเธอไว้ก่อน จะได้ไม่แผงฤทธิ์ต่อต้านสร้างเรื่องปวดหัวแกเขา

            “ฮึ พวกแกมันก็ดีแต่ใช้วิธีสกปรกลอบกัดคนอื่นนั่นแหละ คุณพ่อของฉันท่าท่านไม่แน่จริงท่านคงไม่ทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จขนาดนี้หรอก”

           “ช่างไม่รู้เอาเสียเลยนะคุณหนูลิลลี่ ว่าไอ้ที่โดนจับตัวมานี้ก็เพราะพ่อเธอนั่นแหละเที่ยวไปใช้วิธีสกปรกจนมีอริไปทั่ว และเธอคือตัวต่อรองในครั้งนี้ พ่อเธอจะไม่มีทางทำชั่วแบบนั้นได้อีก”

            “ไอ้บ้า...แกอย่ามาว่าพ่อฉันนะ แกมีหลักฐานอะไรมาปรักปรำพ่อฉัน”

            “เรื่องเลวๆ ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานประกอบหรอก อีกไม่นานเราคงได้รู้กันว่าพ่อเธอมันเป็นจริงอย่างที่ฉันพูดไหม”

            “ไอ้ปากเสีย ไอ้..”

            “หยุด!

            เขาตวาดเสียงเข้ม      

            “จัดการเก็บกวาดซะ”

            “ไม่!” เธอปฏิเสธไปห้วนจัด และเชิดหน้าอย่างถือดี

            “เธอต้องทำเดี๋ยวนี้”

            “หูแตกหรือไง ฉันบอกว่าไม่ทำไงเล่า”

           “เธอรู้ไหม อาหารที่เขี่ยทิ้งเป็นเศษขยะนี้มันมีค่ามากแค่ไหน สำหรับขอทาน สำหรับยาจก สำหรับครอบครัวที่ยากจนไม่มีจะกิน สำหรับถิ่นทุรกันดารอันแห้งแล้ง แม้เพียงอาหารบูดเน่าสำหรับพวกเขาก็ยังมีคุณค่า แต่สำหรับเธอคงเคยชินกับความสุขสบายที่มีมากจนเคยตัวเลยไม่เคยรับรู้ถึงความอดอยาก ข้าวทุกเม็ดชาวนาต้องทนลำบากแค่ไหนกว่าจะปลูกมันจนโตได้ ไฮโซอย่างเธอเคยสำนึกบ้างไหม เคยคิดได้บ้างไหม ฮะ”

           เสียงตะวาดดังสะนั่นทำให้ร่างบางที่ยืนกำมือแน่นแนบลำตัวต้องสูดหายใจหลายๆ ครั้งด้วยความรู้สึกโกรธ แต่ลิลลี่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่ชายหนุ่มกล่าวมานั้นก่อนหน้านี้เธอไม่เคยนึกถึงเลยสักนิด แม้จะเกลียดขี้หน้าอีกฝ่ายมากมาย แต่เมื่อได้คิดตามกลับทำให้เธอรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก

            “ไง ถึงกับเป็นใบ้เลยรึ หรือเกิดสำนึกได้กับสิ่งที่ฉันพูดขึ้นมา”

           เธอไม่ตอบกลับจ้องเขาแทบจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะเดินลงส้นไปหยิบไม้กวาดกับที่ตักผง ทำความสะอาดเศษอาหารที่เธอปัดทิ้งอย่างไม่ไยดีเงียบๆ

            “ทำเป็นเหมือนกันนิ”

            เขายังประชดประชันไม่เลิก

           “ฉันไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขานะ อ้อ แล้วก็อย่าคิดนะว่าไอ้ที่ฉันยอมทำเนี่ยเพราะกลัวแก ให้รู้ไว้ซะถ้าฉันจะทำอะไรสักอย่างละก็นั่นเป็นเพราะฉันอยากทำเองรู้ไว้ด้วย”

           แม้จะเก้ๆ กังๆ ดูขัดตาแต่เรวินก็มองดูหญิงสาวทำจนเสร็จ ยังแอบลุ้นอยู่ว่ากะอีแค่ทำความสะอาดมันจะอะไรนักหนาช้าเป็นเต่า เหอะ ลูกคนรวยคงจะดีแต่ใช้คนอื่นจนเคยตัว

           

            “กินข้าวซะ”

           หลังจากเธอทำอะไรเสร็จแล้วคนตัวโตก็ออกคำสั่งต่อทันที พร้อมกับถาดอาหารที่เขาตั้งใจกระแทกวางลงตรงหน้าหญิงสาว ก่อนจะนั่งลงตรงกันข้ามกับเธอ

            “ฉันไม่หิว”

            “ไม่หิวก็ต้องกิน”

            เขาตะคอกกลับเสียงดัง เธอเงยหน้าขึ้นมองอยากจะกรี๊ดใส่หน้าอีกฝ่ายให้แก้วหูแตกตายไปเลย หน่อยสั่งอยู่ได้อะไรก็จะให้ได้ดังใจไปหมด

            “เป็นบ้าอะไร บังคับฉันอยู่ได้”

            “อย่าเรื่องมากสั่งอะไรก็ทำตาม”

            ลิลลี่ยังนิ่งทำเพิกเฉยกับคนตรงหน้า

            “บอกให้กิน!

            “เอ๊ะ! บอกว่าไม่หิวไงเล่า”

            “หรือต้องให้บังคับ ต้องให้ฉันออกแรงให้ได้ใช่ไหมถึงจะยอมทำตามได้”

            เขาพูดเสียงต่ำดวงตาดุกร้าว

            “แก...ไอ้...”

            “จะมีเรื่องให้ได้ใช่ไหม”

            ลิลลี่จำใจหยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารใส่ปากอย่างกระแทกกระทั้นแดกดันในที มองอีกฝ่ายอย่างเดือดดาลด้วยความโมโห สักพักเธอก็รวบช้อนหลังจากทานไปไม่กี่คำ

            “แกจับฉันมาทำไม?”

            เขากระตุกยิ้มมุมปากน้อยๆ ก่อนตอบ

            “เพื่อเป็นเครื่องต่อรองทางธุรกิจ”

            “แต่ฉันไม่...”

            “อย่าถามมาก...”

            เขาพูดเพียงนั้นก่อนออกคำสั่งต่อ

            “โน้นกระเป๋าเสื้อผ้าของเธอ จัดการยัดใส่ตู้ซะ”

            “แกจะมาจับฉันขังไว้ในนี้ไม่ได้นะ พวกแกไม่มีสิทธิ์”

            “ทำไมจะไม่ได้ ฉันก็กำลังทำอยู่นี่ไง”

            “คอยดูนะ ฉันจะหนีรอดออกไปได้จะแจ้งตำรวจให้มาลากแกเข้าคุก”

           “เชิญขี่ม้าสามศอกไปบอกเลยแม่คู้น...” เขาพูดใส่หน้าเธอหยันๆ

            “กรี๊ด...ไอ้สารเลว...”

            เมื่อไม่ได้ดังใจก็กระทืบเท้าเร้าๆ หันไปหยิบหมอนมาคว้างปาใส่อีกฝ่ายจนหล่นเกลือนกลาดเต็มพื้นห้อง

            “เลิกแหกปากสักที แค่ให้อยู่ที่นี่ไม่กี่เดือนทำดัดจริตทนไม่ได้”

           “กรี๊ด....ไอ้คนปากเสีย...แก...แกกล้าว่าฉัน...แกมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย”

            แล้วเรวินหงายหน้าหัวเราะเสียงดัง ก่อนจ้องเธอเขม็ง

           “จะพิสูจน์ไหมล่ะว่าฉันนะลูกผู้ชายรึเปล่า...บางทีเธออาจจะลืมไอ้หรั่งเมืองผู้ดีที่เคยคั่วเลยก็ได้...”

           “คนปากเสีย...อย่ามาถูกฉันนะ...ไอ้ผู้ชายใจดำอย่างแกมันก็ดีรังแกคนไม่มีทางสู้นั่นแหละ...”

            “ไม่มีทางสู้บ้าอะไร ทั้งทุบทั้งขวนฉัน นี่รึไม่มีทางสู้”

           “อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็นอนซะ พรุ่งนี้ยังมีงานรอเธออยู่ยัยไฮโซ”

           เขาพูดห้วนๆ เพียงนั้นก่อนจะสาวเท้าไปยังประตูห้อง ความโกรธที่พุ่งปรี๊ดเมื่อโดนอีกฝ่ายออกคำสั่งและว่าให้ต่างๆ นานาทำให้ร่างบางเคลื่อนตัวไปยังโคมไฟอันใหญ่ที่เป็นกระจกใสตรงมุมห้องรวดเร็ว ก่อนจะดึงมันมาไว้ในมือ เพียงเดินหนักๆ ไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวคู่อริ

           เรวินหันกลับเหมือนจะรู้ว่าหญิงสาวเดินมายังเขา

เพล้ง! เพล้ง!

“โอ้ย!

และก็ไม่คิดว่าเธอจะกล้าทำร้ายด้วยวิธีนี้ แขนที่ยกปัดป้องจึงช้ากว่าเจ้าโคมไฟแก้วอันใหญ่ที่กระแทกใส่ศีรษะอย่างจัง เศษแก้วที่บาดลงบนแขน และรอยแตกบนขมับซ้ายมีหยดเลือดไหลออกทันตาเห็น ลิลลี่เองก็ตกใจเช่นกันเมื่อเห็นเลือดสีแดงไหลเป็นก่อนจะหยดลงบนพื้น

“ห่าเอ่ย...ระยำจริง...” เรวินสบถออกมาเสียงดัง พยายามสะลัดศีรษะให้หายมึนงง

ร่างบางถึงกับสะดุ้งแล้วหญิงสาวก็ไม่ยืนรอให้อีกฝ่ายมาทำอะไรได้ผลักเขาเซล้มไปทันที ก่อนเท้าเล็กๆ จะก้าวพรวดวิ่งลงบันไดไปโดยไร้จุดหมายปลายทาง เธอรู้แต่ว่าจะต้องออกจากบ้านและไร่นี้ไปให้ได้

“ว้าย...ตายแล้วคุณเรย์ เป็นอะไรบ้างคะ

ร่างสูงวัยของคนรับใช้เก่าแกที่รีบจ้ำขึ้นบันไดมาร้องอุทานเสียงดัง เมื่อเห็นผู้เป็นนายนั่งกุมขมับด้วยความโมโห โดยเฉพาะสีแดงที่ติดมืออีกฝ่ายนั้นทำให้นางยิ่งตกใจไปกันใหญ่

“จะอะไรอีกละป้านิ่ม ก็ยัยคุณหนูนั่นไงล่ะ ฝีมือหล่อนนั่นแหละ”

“คุณเรย์ไปทำอะไรเธอเข้าค่ะ ถึงได้โดนเธอทำรุนแรงขนาดนี้ได้”

“ผมยังไม่ได้ทำอะไรด้วยซ้ำ กำลังจะเดินออกจากห้องหล่อนก็เอาโคมไฟมาฟาดอย่างที่เห็น ฮืม คอยดูนะจับได้ละน่าดู”

เขาคำรามในลำคอตาวาววับขณะพยุงตัวเองลุกขึ้น ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าที่วิ่งกรูขึ้นมายังชั้นบน ก็ไม่ใช่ใครไอ้อากรสัตวแพทย์ประจำไร่ซึ่งเป็นเพื่อนเขา แล้วก็ทามคนสนิท กับคนงานที่พักอยู่ในไร่กับครอบครัวซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังอื่นๆ ในบริเวณไร่เขตตะวัน

“เฮ้ย! นี่มันอะไรกันวะเรย์ ทำไม”

“อย่าพึ่งถามอะไรเลยคะคุณกร ป้าว่ารีบพาคุณเรย์ไปทำแผลก่อนเถอะคะประเดี๋ยวเลือดจะไหลหมดตัวซะก่อน”

“ครับๆ”

แล้วทั้งหมดก็มานั่งในห้องโถงกลางบ้าน ยังชุดโซฟารับแขกราคาแพง โดยมีผู้สูงวัยเป็นผู้ทำแผลให้เจ้านายหนุ่มเลือดร้อน ที่นั่งหน้าบอกบุญไม่รับในเวลานี้ เสียงขบกรามแน่นดังกึกทำให้ไม่มีใครเอ่ยถามอะไรแม้แต่อากรซึ่งเป็นเพื่อนรัก กระทั่งเจ้าตัวเอ่ยออกมาเสียงดัง

“ทาม แกไปเกนคนงานในไร่ที่เป็นผู้ชายมาให้หมด ตามหาหล่อนให้เจอ ถ้าคืนนี้ไม่เจอก็ไม่ต้องนอน”

เขาพูดเสียงเหี้ยม นึกโกรธคนก่อเรื่องขึ้นมา คอยดูนะยัยไฮโซบังอาจนักจะมาลองของกับคนชื่อเรวิน รู้จักฉันน้อยไปแล้ว

“ครับนาย”

ทามรับคำสั้นๆ ก่อนหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องสามด้านหลังไปทำตามคำสั่งของผู้เป็นนาย

“ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้วะเรย์ แกไม่ใช่คนที่จะรุนแรงกับผู้หญิงนะโว้ย”

คำถามของเพื่อนรักที่นั่งอยู่อีกฟากบนเก้าอี้ ทำให้ตาสีเขียวมรกตเข้มจัดนั้นวาววับอย่างฉุนเฉียว

“ฉันยังไม่ได้ทำอะไรหล่อนเลย”

กระแทกตอบไปอย่างหัวเสีย

“อ้าวแล้วแผลที่หัว”

“หล่อนเล่นทีเผลอ...ผู้หญิง...ก็ดีแต่จะมาแว้งกัดเวลาที่เราอ่อนข้อให้...ทีแต่จะมาแทงข้างหลังยามเราเผลอ...”

ประโยคนั้นอากรที่นั่งนิ่งสบตากับป้านิ่ม ไม่แน่ใจว่าเพื่อนรักกำลังหมายถึงผู้หญิงคนไหนกันแน่

“ดีนะคะที่แผลไม่ลึกมาก เพียงแค่โดนเศษกระจกบาด เอาละคะป้าพันแผลที่แขนใส่ยาให้แล้ว ส่วนที่หัวแค่ใส่ยากับปิดพลาสเตอร์ก็พอคะไม่ได้ใหญ่อะไรมาก คุณเรย์ยังเจ็บตรงไหนอีกไหมคะ”

“ขอบคุณมากป้านิ่ม ผมไม่เจ็บหรอก”

ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืน ทำท่าจะออกไปจากห้อง

“นั่นคุณเรย์จะออกไปไหนคะ”

“ผมจะออกไปตามหายัยตัวก่อเรื่องนะซิป้า”

“แต่ว่าให้ทามไปจัดการแล้ว รออยู่ที่บ้านไม่ดีกว่าหรือคะ”

“ไม่ละป้า ผมอยากจะรู้ว่าหล่อนจะหนีไปไหน ในที่ๆ มีแต่คนของเรา หล่อนจะไปมุดหัวอยู่ไหนได้”

ว่าแล้วร่างบึกบึนก็หรี่ตาอย่างมาดร้าย เจอตัวละก้...ฮืม....

“งั้นผมตามไปกับไอ้เรย์ด้วยแล้วกันนะป้านิ่ม”

แล้วชายหนุ่มที่ตัวใหญ่สมชายชาตรีก็หายวับไปหลังประตูอีกคน ผู้สูงวัยได้แต่ถอนใจซึ่งก็ไม่รู้ว่าหนที่เท่าไหร่แล้ว นี่ยังไม่ทันข้ามคืนเจ้าหล่อนก็ก่อเรื่องได้ขนาดนี้ หากยาวนานถึงสามเดือนนางไม่อยากจะคิดต่อเลย ว่าไร่เขตตะวันจะโกลาหลขนาดไหน

 

ลิลลี่หันซ้ายแลขวาไม่รู้จะวิ่งไปทางไหน แม้จะมีแสงจันทร์ส่องรำไรก็ไม่อาจช่วยอะไรเธอได้เลย ไม่รู้จะวิ่งไปด้านไหนแล้วก็หวาดกลัวกับความมืดด้านหน้า ก่อนจะตัดสินใจวิ่งไปทางซ้ายอย่างทุลักทุเลด้วยพื้นดินที่เธอเหยียบเต็มๆ เท้านั้นเป็นก้อนดินใหญ่บ้างเล็กบ้างการทรงตัวจึงซวนเซยากจะควบคุม

ร่างบอบบางมอมแมนนั่งลงด้วยดวงใจไหวระทึกกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ ตอนแรกเห็นเลือดเธอรู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก ลิลลี่ก็ไม่รู้ว่าตนเองทำเช่นนั้นไปได้อย่างไร เธอไม่เคยลงไม้ลงมือกับใคร หรือจะด้วยความโกรธความอยากเอาชนะ ที่ไอ้คนปากเสียนั่นคอยสั่งตลอดเวลา ดลใจให้เธอกล้าทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง

เธอจะทำอย่างไรดีลิลลี่เอ๋ย...จะเอาตัวรอดไปได้ไหม...อยู่ส่วนใดของประเทศก็ไม่อาจรู้ได้...หญิงสาวนั่งตัวสั่นเทาใต้ต้นไม้เล็กๆ สายตามองไปยังแสงไฟลายทางสำหรับให้รถวิ่งที่พาเธอเข้ามาเมื่อตอนเย็น และในบ้านเรือนหลังเล็กๆ ก็เปิดไฟสว่างกันหมด น่าจะมีต้นเหตุมาจากเธอ ไอ้ผู้ชายกักขฬะนั่นมันคงจะสั่งคนให้ออกตามหาเธอเป็นแน่ เธอได้ยินเสียงผู้ชายมากมายกรูกระจายกันออกได้ยินเสียงพวกมันเรียกชื่อเธอดังโหวกเหวก

เปลือกตาปิดลงกระพริบหลายๆ ครั้งมองไปรอบๆ ตัว เมื่อสายตาเริ่มปรับตัวเข้ากับความมืดได้แล้ว ลิลลี่จึงมองสำรวจสรรพสิ่งรอบกายอย่างระแวดระวัง นี่เธออยู่ในสวนองุ่นหรอกหรือ เธอใช้มือเด็ดลูกองุ่นมามองเล่นอาศัยแสงสลัวของดวงจันทร์ทำหน้าที่แทนหลอดไฟ รอบตัวเธอตรงที่นั่งอยู่มีต้นองุ่นเต็มไปหมด เถาองุ่นยาวเลื้อยไปตามไม้ที่นำมายกเป็นเพิงสูงสำหรับให้มันไต่เกาะจนออกช่อ เธอตกอยู่ในภวังค์อยู่นานกระทั่งได้ยินเสียงผู้ชายดังมาใกล้ นั่นทำให้ร่างงามกอดเข่าตนเองแน่นหวาดกลัวๆ โดนจับได้

“ออกมาเดี๋ยวนี้นะยัยตัวแสบ มุดหัวอยู่ไหนออกมาซะดีๆ “

ไม่มีใครหรอกที่จะเรียกเธอได้แบบนี้ นอกจากไอป่าเถื่อนนั่นคนเดียว

“คุณลิลลี่ครับ ออกมาเถอะครับดึกแล้ว เดี๋ยวจะโดนสัตว์มีพิษทำร้ายได้นะครับ”

“คุณลิลลี่ออกมาเถอะครับ คุณลิลลี่...”

อากรกับทามก็ตะโกนโหวกเหวกหันซ้ายทีขวาทีด้วยความห่วงใยในตัวหญิงสาว ยิ่งไม่คุ้นเคยกับไร่ด้วยแล้วไม่รู้จะตะเตลิดหนีไปถึงไหน

“เอาไงดีวะเรย์ นี่ก็ชั่วโมงกว่าแล้วนะ ยังหาตัวไม่เจอเลย”

“จะไปไหนได้ไกล ฉันเชื่อว่ายัยตัวดีต้องอยู่แถวๆ นี่แน่ๆ”

ตอบเพื่อนเสียงเหี้ยมเกรียมดุดัน คนฟังได้แต่พยักหน้าตอบ ก่อนทำหน้าที่ตามหาสาวสวยจากเมืองกรุงต่อ

         คนตัวเล็กที่นั่งแอบใต้ค้างเถาองุ่นถึงกับโมโห หน๋อยบังอาจมาดูถูกเธอ เกลียดนักหญิงสาวเผลอกำก้อนดินที่อยู่ในมือแน่นและยกกระแทกทุบจนเสียงดังตุ้บ

          ประสาทสัมผัสอันดีเยี่ยมของเรวินรับรู้ได้ทันที เขายิ้มเหี้ยมตรงมุมปากจ้องไปยังผืนไร่องุ่นด้านหน้า ยัยตัวเล็กฤทธิ์มากหล่อนต้องอยู่แถวๆ นั้นแน่ เขาจึงสาวเท้าแรงๆ ไปใกล้บริเวณทางเข้าที่แบ่งออกเป็นช่องทางเล็กๆ สำหรับเอาไว้เดินตรวจตราและให้ปุ๋ย

          “ออกมาซะดีๆ นะยัยคุณหนู อย่าให้ฉันต้องลากตัวเธอออกมาเอง”

          เงียบไม่มีเสียงตอบ แต่แรงไหวของยอดองุ่นแถวนั้นมันบอกว่าคนอวดเก่งต้องซ่อนตัวอยู่ตรงนั้น

           “ฉันให้โอกาสเธอออกมาเอง”

           เสียงเขาอยู่แถวๆ นี้แต่ลิลลี่ก็ไม่คิดจะแสดงตัว เรื่องอะไรจะออกไปให้โง่ละ

           ลิลลี่พยายามเหลือบแลมองลอดเถาองุ่นหาต้นเสียง แต่ก็ไม่เห็นเพราะมันมืดมาก แล้วร่างบอบบางก็ต้องสะดุ้งเฮือก

            “กรี๊ด...ปล่อยนะ...”

            “ปล่อยให้โง่สิ”

           เรวินพูดเพียงนั้นก่อนจะออกแรงกระตุกขาของหญิงสาวที่พยายามถอยร่างหนีเต็มแรง จนคนตัวเล็กถลามาตรงหน้าเขาที่นั่งลงบนส้นเท้า แผลจากเศษโคมไฟที่บาดมันไม่ได้ระคายผิวเนื้อเขาเลยสักนิด ร่างกายหนาแกร่งจึงเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว

           “เก่งนักนะ...เธอกล้าทำร้ายฉันทีเผลอ...เธอกล้ามาก...ยัยตัวแสบ...”

            ชายหนุ่มพูดรอดไรฟัน ยิ่งคนตรงหน้าถอยหนีเท่าไรเขาก็ยิ่งดึงแรงเท่านั้น

            “ก็แกอยากโง่เองนี่นะ สมน้ำหน้าโดนเสียบ้างก็ดี ไอ้คนป่าเถื่อน นี่แน่ะๆๆๆๆ”

            ไม่พูดเปล่ามือเล็กๆ ยังกำก้อนดินขวางปาใส่เขาในทันทีหลายครั้ง และมันก็ทำให้เรวินหมดความอดทนกับความพยศของหญิงสาวตรงหน้า

            “เก่งนักใช่ไหม เก่งให้ตลอดด้วยล่ะ”

            ดวงตาสีเขียวมรกตวาววับจ้องหญิงสาวเขม็ง ก่อนจะออกแรงดึงข้อเท้าทั้งสองข้างพร้อมๆ กันรวดเร็วจนคนตัวเล็กครูดมาตามแรงดึงอย่างไม่ทันตั้งตัว

            “ว้าย!!!

            ปล่อยนะ ปล่อยๆๆๆ ไอ้คนป่านเถื่อน

            เออ ได้รู้แน่ว่าฉันป่าเถื่อนขนาดไหน ยัยตัวแสบ

            เรวินกำผงดินเพียงเล็กน้อยก่อนละเล็งไปบนใบหน้างามๆ เต็มแรงไม่ปราณี จนใบหน้าลิลลี่เลอะเทอะมอมแมน ไปหมด แล้วแขนแข็งแรงก็ตวัดร่างบอบบางขึ้นบ่ารวดเร็ว ก่อนจ้ำพรวดๆ ออกจากทางเดิน

            กรี๊ดดดด  ไอ้บ้า ปล่อยฉันนะ ไอ้บ้าๆๆๆๆ

            ตะโกนเข้าไป ตะโหนให้หลอดลมแตกไปเลย เขาพูดเสียงดังไม่ยี่หระกับกำปั้นน้อยที่ทุบลงบนด้านหลัง

            นั่นนายจะพาคุณลิลลี่ไปไหนครับ

            เออนั่นสิ บ้านอยู่ทางโน้นนะโว้ยเพื่อน

            ทามกับอากรถามขึ้นเกือบจะพร้อมๆ กัน หลังจากพวกเขาได้ยินเสียงหญิงสาวกรีดร้อง คนงานในไร่และเขาสองคนก็วิ่งกรูมายังต้นเสียงทันทีด้วยความเป็นห่วง เกรงว่าหญิงสาวจะเป็นอันตรายเพราะอาจเจองูเงี้ยวเขี้ยวขอนเอาได้ ทว่าสิ่งที่เห็นกลับเป็นไอ้เจ้าของไร่แบกเธอขึ้นบ่ามาหน้าตาเฉย

            ฉันจะสั่งสอนยัยตัวแสบนี่เสียหน่อย

            เฮ้ย อย่าให้ถึงต้องลงไม้ลงมือกันเลย

            ไม่ต้องเสือกเลยไอ้หมอ ไม่ใช่เรื่องของเอ็ง หมดหน้าที่แล้วจะไปไหนก็ไป

            ให้มันได้อย่างนี้สิไอ้เพื่อนเลือดร้อน พอเจอโจทย์เข้าหน่อยทิ้งขว้างกันซะงั้น

            แกด้วยทาม ให้คนงานกลับไปพักผ่อนกันได้แล้ว

            ครับนาย

            อากรไหวไหล่เล็กน้อยๆ สิ่งยิ้มแห้งๆ ให้กับทาม ซึ่งฝ่ายนั้นก็ยิ้มแหยเต็มทน ก่อนพวกเขาจะหันหลังเดินแยกย้ายกันกลับเข้าที่พัก

            แกจะพาฉันไปไหน ไอ้บ้า ๆๆๆ เธอตะโกนไปทุบไปจนเริ่มจะหอบ

            ว่าฉันเถื่อนนักไม่ใช่รึ จะได้สมใจไง

            ลิลลี่แผดเสียงดังโวยวาย โดยมีร่างหนาใหญ่เดินจ้ำพรวดๆ ตัดผ่านไปด้านหลังของเนินเขาเล็กๆ เรวินไม่สนใจว่าหญิงสาวจะแผดเสียงก่นด่าเขาขนาดไหน รู้แต่ว่าจะต้องสั่งสอนหล่อนเสียบ้างที่บังอาจมาทำร้ายเขา

 
ไม่ได้ออกไปไหน เลยนั่งแต่งนิยายซะเลย 5555 พรุ่งนี้ก็ไม่รู้จะได้ไปทำงานอะเปล่า ทำงานแถวสีลมอะ เฮ้อๆๆ  ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะจ้า หลงมาแล้วแวะกันสักนิด ฝากดูแลลูกชายโหดๆ สักคนเน้อ...

*******  ช่อศิลาญา *****

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

191 ความคิดเห็น

  1. #162 ponpim (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2553 / 22:13

    ที่โดนตีหัว  ก็เพราะไปลักพาตัวเค้ามานี่นา
    ถ้าไม่พยายามหนีซิแปลก.... นายเร โห้ดดด โหด

    ตัวก็โต้ โต อารมณ์ก็ร๊าย ร้าย ....

    #162
    0
  2. #108 อมลลดา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2553 / 14:54

    แสบจริง ๆ เลยน้า..ลิลลี่
    ลองดีซะจนนายเรย์ของขึ้นแล้ว
    งานนี้ 
    ลิลลี่ตายแน่ ๆ

    #108
    0
  3. #42 มาอายะ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2553 / 19:31
    อ๊ายยยยย โหดเถื่อนได้ใจจริงๆๆๆๆ

    ลิลลี่สู้ๆๆๆๆๆๆ
    #42
    0
  4. #34 jeabkiss (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2553 / 15:39
    ลิลลี่แสบจริงๆเลยทำให้นายโหดได้เลือดอย่างนี้
    #34
    0
  5. #11 น้ำสวยฟ้าใส (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2553 / 22:46

    ชอบลูกชายคนนี้ของน้องจิ๊บจังคะ เถื่อนโหดดี เจ๊ชอบ 555

    #11
    0
  6. #10 bo_@" (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2553 / 20:52
    โห เรย์โหดได้ใจมาก

    ลิลลี่นี้ก็แสบเช้าขั้น ชอบๆ

    ตอนต่อไปหนูลิลลี่อย่ายอมนะค่ะ สู้ๆ ^ ^V
    #10
    0
  7. #9 พีพี (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2553 / 17:37
    ไปไหนไม่ได้ อ่านนิยายดีกว่า สนุกค๊าาา
    #9
    0
  8. #8 net24 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2553 / 16:28
    สนุกมากเลย เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #8
    0