อเวจีสีน้ำผึ้ง - ตีพิมพ์กับ Simplybook Love & Desire

ตอนที่ 1 : 1 ปฐมบท (หล่อ...โหด...เถื่อน...)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,973
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    14 พ.ค. 53



บทที่
1 ปฐมบท

          ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำผูกไทสวมแว่นกันแดด เพ่งมองไปยังประตูอาคารผู้โดยสารขาออกของสนามบินสุวรรณภูมิบ่อยครั้ง ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยก่อนสอดมือเข้าไปในเสื้อคลุมตัวนอกและหยิบภาพหญิงสาวคนหนึ่งออกมา ให้ตายเถอะทำไมเขาจะต้องมาทำเรื่องเฉียดคุกเฉียดตารางด้วยนะ เพราะไอ้เพื่อนตัวดีนั่นทีเดียว อากรส่ายหน้าไปมาอย่างหัวเสียเขาไม่น่าร่วมมือด้วยเลย แม้จะปฏิเสธเสียงแข็งหัวชนฝา

ทว่า สุดท้ายเขาก็เออออห่อหมดร่วมมือด้วยซะงั้น เวรกรรมอะไรของเองวะอากร มีเพื่อนอย่างไอ้เรวินเนี่ยมันลำบากใจจริงๆ

            มารอชั่วโมงกว่าแล้วไอ้เครื่องบินมันก็มัวดีเลย์จนเขาหงุดหงิด ก็เล่นให้พ่อใส่สูทมาเสียเต็มยศ ทำตัวเป็นพวกสมุนมือดีของพวกมีอิทธิพลในกรุงเทพช่างยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน ให้ไปเลี้ยงม้าเลี้ยงวัวยังง่ายกว่าต้องมาปั้นหน้าตบตาชาวบ้านอย่างที่กำลังทำอยู่นี่

            ฉับพลันนั้นสายตาคมเข้มภายใต้กรอบแว่นดำเหลือบแลไปเห็นหญิงสาวนางหนึ่งเข้าพอดี อากรก้มมองภาพภายในมือสลับมองใบหน้าหญิงสาวที่เข็ญรถขนกระเป๋ามาด้วยไปมาหลายครั้งจนแน่ใจ หญิงสาวในชุดกางเกงยีนสีเข้มเสื้อตัวในแนบเนื้อสีเหลือง เสื้อคลุมสีครีมสะพายกระเป๋าแบรนด์ดังของฝรั่งเศสที่แค่เพียงมองปราดเดียวเขาก็ดูออก แต่อะไรก็ไม่หนักหนาเท่าผ้าพันคอขนมิ้งสีขาว นี่เจ้าหล่อนช่างแต่งตัวมาได้ไม่ดูภูมิอากาศเสียบ้างเลย ประเทศไทยร้อนจะตายชักแล้วนี่ก็เดือนเมษา ใส่มาได้ผ้าพันคอทำอย่างกับหิมะจะตก

            แต่อากรก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครื่องหน้าของหล่อนน่ามองยิ่งนัก ดวงตากลมโตสุกใสเปล่งประกายเจิดจรัส คิ้วเรียวยาวราวคันสรรับกับจมูกโด่งรั้นน้อยๆ บ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าหล่อนไม่ใช่คนยอมใครง่ายๆ ริมฝีปากอวบอิ่มสีระเรื่อจิ้มลิ้มน่ารักไปอีกแบบ ความสูงของเธอน่าคงประมาณร้อยหกสิบห้าไม่น่าจะเกินนี้ แม้ตัวจะไม่สูงเหมือนนางแบบแต่รูปร่างก็สมส่วนเย้ายวนน่ามองไม่แพ้พวกดาราเลยทีเดียว

            เขาถอนหายในเฮือกใหญ่ให้กำลังใจตนเองกับสิ่งที่จำเป็นต้องทำด้วยจำยอมต่อเพื่อนรัก ชายหนุ่มก้าวเท้าตรงไปหาเป้าหมายช้าๆ กระทั่งหยุดตรงหน้าอีกฝ่ายซึ่งกำลังยืนนิ่งปั้นหน้าบูดบึ้งรอใครมารับ เขาถอดแว่นออกใส่กระเป๋าโค้งคำนับให้หญิงสาว ซึ่งเธอก็มองด้วยความฉงน

            “คุณหนูลิลลี่ใช่ไหมครับ”

            เสียงถามจากคนแปลกหน้าทำให้เธอตอบ และถามกลับอย่างสงสัย

            “ใช่ แล้วคุณเป็นใคร รู้จักฉันได้อย่างไร”

            “นายท่านให้ผมมารับคุณกลับบ้านครับ”

            “คุณพ่อบอกว่าจะมารับฉันด้วยตัวเองไง ทำไมถึงได้ส่งนายมา”

            “คุณไพโรจน์ติดประชุมกับคู่ค้านะครับ พอดีเป็นเรื่องด่วนกะทันหันยกเลิกก็ไม่ได้ด้วย ท่านเลยให้ผมมารอรับคุณหนู”

            อากรเอ่ยเสียงเรียบ ในใจยังนึกชมตัวเอง แหมเล่นได้สมบทบาทจริงเรา

            “อีกแล้ว อะไรๆ ก็งานๆๆๆ น่าเบื่อจริงๆ ลูกสาวกลับมาจากต่างประเทศทั้งทียังไม่สนใจอีก คุณพ่อนะคุณพ่อ”

            คนบ่นหน้างอง้ำอย่างหัวเสีย หากแต่ก็ยังดูน่ารักน่ามอง

            “ท่านจำเป็นจริงๆ นะครับคุณหนูอย่าไปโกรธนายท่านเลย รถจอดอยู่ด้านโน้นครับเดี๋ยวผมจะนำไป”

            เธอพยักหน้าแทนคำตอบ แต่ก็อดหงุดหงิดไม่ได้ คุยกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วแท้ๆ คุณพ่อรับปากว่าจะเคลียร์งานเรียบร้อยไหงเป็นแบบนี้ไปได้ เธอบ่นขมุบขมุบตลอดทางที่เดินตามหลังชายหนุ่มไป

            “ฉันไม่คุ้นหน้านายเลย มาทำงานได้กี่ปีแล้ว”

            จู่ๆ หญิงสาวก็ถามมาดื้อๆ ซึ่งเขาก็ไม่ได้เตรียมตัวมาเสียด้วย

            “เออ...ยังไม่ถึงหนึ่งปีเลยครับ...”

            “อ๋อ...มิน่าละเมื่อปีก่อนฉันกลับมาถึงไม่เห็น...แต่หน้าตานายไม่น่าจะมาเป็นคนขับรถของคุณพ่อได้เลย...”

            คำพูดนี้ทำให้อากรแทบเหงื่อตก เจ้าหล่อนช่างสังเกตไม่เบา

            “คุณหนูเข้าไปในรถก่อนเถอะครับ เดี๋ยวผมเอากระเป๋าใส่ท้ายรถก่อน”

            “อืม ใส่ระวังๆ ด้วยล่ะ ของในนั้นมันแพงนะฉันอุส่าซื้อมาฝากคุณพ่อ แต่เอ...ยัยโรสติดธุระด้วยหรือไงถึงไม่มารับฉัน”

            หญิงสาวยังยืนคุยกับอีกฝ่ายที่กำลังก้มๆ เงยๆ หยิบกระเป๋าใบใหญ่ยัดลงท้ายรถอย่างทุลักทุเล ไม่รู้ขนอะไรกันมานักหนานะ ลูกคนรวยก็งี้ละใช้เงินเป็นเบี้ยไม่รู้คุณค่า ว่าแต่...ยัยโรสนี่ใครหว่า...ทำไมเขาถึงได้ไม่มีข้อมูลนะ ไอ้เรย์นะไอ้เรย์ ให้ข้อมูลมาตกๆ หล่นๆ แล้วเขาจะตอบเธอไปว่าไงล่ะนี่

            “ว่าไง ฉันถามไม่ได้ยินเหรอ ทำไมยัยโรสไม่มารับฉันด้วย”

            “อะ...อ่อ...คุณโรสเธอยุ่งเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับคุณหนูนะครับ...”

            คนฟังพยักหน้าน้อยๆ ซึ่งเขาก็พอจะดูออกว่าหญิงสาวพอใจกับคำตอบแม้จะไม่ได้ยิ้มออกมาก็ตาม

            “ฉันไปรอในรถนะ”

            “ครับ”

            ตอบเสียงเรียบ หากแต่ในใจยังคิด ต่อแต่นี่ไปที่ไร่คงจะไม่สงบเงียบอีกแล้ว

            มือเรียวบางเปิดประตูรถ ทำท่าจะเข้าไปนั่งแล้วก็ต้องชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวเข้าไป เมื่อด้านในมีผู้ชายที่เธอไม่รู้จักนั่งอยู่ด้วยมันยิ้มเหี้ยมๆ ทำให้เธอรู้สึกขนลุกรับรู้ว่ามีบางอย่างไม่น่าไว้วางใจ ทำท่าจะถอยหลังหากไม่สามารถทำได้ เมื่อไอ้คนขับรถที่เธอเดินตามมาด้วยขยับมาดันตัวเธอให้เข้าไปด้านใน

            กรี๊ด!!!

            เสียงแหลมเล็กร้องบาดแก้วหูเสียจนชายหนุ่มตัวใหญ่ด้านในหน้าเครียดขึ้นมาทันที เขากระชากร่างบอบบางเข้าไปภายในรวดเร็วรุนแรง อากรก็ปิดประตูรถตามมา บุรุษประจำตรงด้านคนขับก็กดล็อกประตูด้านเธอรวดเร็วอัตโนมัติ ดุจเตรียมการมาอย่างดี

            “ไอ้บ้า...ปล่อยๆๆๆ”

            ลิลลี่ใช้ประเป๋าสะพายกระหน่ำฟาดไอ้คนตัวใหญ่ที่นั่งประกบข้างเธอไม่ยั้ง ไม่สนใจว่าจะโดนหรือไม่ แต่แล้วเธอก็ต้องดิ้นรน เมื่อมันใช้มือหนาใหญ่ตะปบปิดปากเธอพร้อมกับกลิ่นอะไรบ้างอย่างที่ฉุนและสูดเข้าไปเต็มๆ ในตาเริ่มพล่าเลือน เหลือกตามองหน้าอีกฝ่ายดุจจะจดจำไว้ในมโนสำนึกตลอดกาล ใบหน้าคมเข้มจ้องเธอเขม็งอย่างเดือดดาล แถมยังสบถคำหยาบคายว่าเธอกระแดะดีดดิ้นอีกต่างหาก ก่อนสำนึกสุดท้ายของลิลลี่จะดับวูบลง

 

            เสียงคุย ใช่ รู้สึกเหมือนมีเสียงใครคุยกันอยู่ใกล้ๆ เสียงผู้ชายด้วย เปลือกตาอันหนังอึ้งค่อยๆ ขยับกระพริบติดกันถี่ๆ แผงขนตายาวงอนแยกออกจากกัน ดวงตากลมโตสีดำกวาดไปทั่วบนเพดาน สมองมึนๆ งงๆ พิกล ต่อเมื่อจับต้นชนปลายได้ร่างบอบบางก็ดีดตัวลุกพรวดขึ้นทันที

            กรี๊ด!!!

            “เงียบ!

            เสียงตวาดห้าวต่ำจากชายหนุ่มด้านข้างซึ่งสวมแว่นกันแดดสีดำ ด้านหน้ามีคนขับรถหนึ่งคน ส่วนที่นั่งคู่มากับไอ้คนขับก็คือไอ้คนที่ปลอมตัวเป็นคนของพ่อ ซึ่งไปล่อลวงเธอมาจากสนามบิน

            “ไอ้บ้า พวกแกเป็นใคร จับฉันมาทำไม”

            เธอถามเป็นชุดดวงตากราดเกรี้ยวมองคนนั้นทีมองคนนี้ทีด้วยความโมโห

            “ไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องรู้”

            “ไอ้พวกเลว...แกรู้ไหมฉันลูกใคร...พวกแกอยากตายใช่ไหมถึงกล้ามาล้อเล่นกับครอบครัวฉัน...ถ้าไม่อยากตายก่อนวัยอันควรละก็ปล่อยฉันไปซะ...”

            ใบหน้างามเชิดขึ้นอย่างถือดี และมันก็ทำชายหนุ่มด้านข้างหัวเราะราวกับว่าสิ่งที่เธอพูดไปนั้นเป็นเรื่องตลกขบขันเสียเต็มประดา

            “แกหัวเราะบ้าอะไร”

            “ก็หัวเราะเธอนะสิยัยคุณหนูไฮโซ...ทำมาเป็นขู่ช่างไม่ดูสภาพตัวเองตอนนี้บ้างเลย...และถ้าพวกฉันกลัวพ่อเธอละก็คงไม่กล้าลงมือแต่แรกหรอก...”

            เรวินตอบกลับไปยียวนเช่นกัน แม้จะไม่ได้ถอดแว่น แต่ลิลลี่ก็รู้ว่าดวงตาภายในกรอบนั้นกำลังเยาะเย้ยเธออยู่

            “ไอ้บ้า ไอ้โจรห้าร้อย ไอ้พวกสะถุน ไอ้ระยำ”

            คำด่าต่างๆ นานาหลุดจากเรียวปากคู่งามเป็นชุด มันทำให้ใบหน้าครามเข้มบึงตึงขึ้นมาทันที

            “หยุดนะ”

            เขาตวาด

            “ไม่หยุด แกปล่อยฉันไปนะ ฉันจะกลับบ้านๆ”

            ว่าแล้วร่างบอบบางก็ใช้เท้ายันไปตามลำตัวเรวินเต็มแรง พร้อมๆ กับกำหมัดทุบไปตามบ่าไหล่ ชายหนุ่มปัดป้องเป็นพัลวัน จับข้อมือเล็กบิดไพล่ไปทางด้านหลัง แล้วจึงใช้ต้นขาทาบทับร่างงามไม่ให้ดิ้นหนี

            “ไอ้หมอส่งเชือกมาสิ”

            “ไม่รุนแรงไปเหรอวะเรย์”

            อากรหันมาถามเพื่อน ยิ่งเห็นอากัปกริยาขึงขังมันอดทำให้เขาอดห่วงร่างแน่งน้อยไม่ได้ เกรงว่าจะกระดูกกระเดี้ยวหักด้วยน้ำมือเพื่อนรักเสียเปล่าๆ

            “บอกให้ส่งมา ก็ส่งมาสิโว้ย เอ็งไม่เห็นหรือไง พอหมดฤทธิ์ยายัยนี่ก็อาละวาดอย่างกับคนบ้า”         

            “เออ...ก็ได้เพื่อน...”

            ว่าแล้วอีกฝ่ายก็กุลีกุจอส่งเชือกเส้นใหญ่ให้เพื่อนซึ่งพวกเขามักมีไว้ประจำรถเสมอ ทำงานในไร่จึงต้องเตรียมพร้อมทุกสถานการณ์

            เรวินไม่รอช้า จัดการผูกเชือกข้อมือของหญิงสาวติดกันทางด้านหลัง ก่อนจะโยงมามัดข้อเท้าสองข้างเสร็จสรรพด้วยเวลาอันรวดเร็วอย่างชำนาญการ

            “แค่นี่ก็หมดฤทธิ์ ดูสิยังจะมีแรงอีกไหม”

            “นี่แนะ! คนอย่างไม่หมดแรงง่ายๆ หรอก”

            ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะนั่งได้เต็มตัว เท้าเล็กๆ สองข้างก็ตวัดมายันบนแผ่นอกเขาเต็มแรง ดวงตากลมโตนั้นบอกความสะใจเห็นได้ชัด ชายหนุ่มยอมรับว่าเธอสวยน่ารัก ผิวนวลเนียนขาวอมชมพู ดวงตากลมโตคิ้วจมูกรับกันอย่างลงตัว ริมฝีปากเชิดขึ้นน้อยๆ ทำให้เขารู้ว่าเจ้าหล่อนพยศเก่งเพียงใด และงานนี้ไม่หมูอย่างที่คิดไว้เสียแล้ว เพราะเขาไม่ได้ประมือกับนางกวางระวังภัย หากแต่เป็นนางเสือร้ายที่พร้อมจะโจมตีได้ทุกคราเมื่อมีโอกาส

            “ยังอีกนะ จะลองดีใช่ไหม”

            แล้วเขาก็ขยับตัวเข้าหากลายเป็นว่านั่งคร่อมเธอไว้ทั้งตัว ก่อนจะใช้มือดึงแว่นตาออกไปอย่างไม่ใส่ใจ ก้มลงต่ำจนคนตัวเล็กที่อยู่ใต้ร่างจำต้องเอนตัวหนีกระทั่งราบติดไปกับเบาะ

            “ไอ้เลว ไอ้นรกส่งมาเกิด พวกแกไม่ตายดีแน่”

            แม้จะเป็นรองแต่ด้วยนิสัยไม่เคยยอมใคร ทำให้ลิลลี่แสดงออกไปทั้งใจหวาดหวั่น ยิ่งตอนนี้ใบหน้าครามเข้ม ไม่ได้ดำติดจะขาวเสียด้วยซ้ำในความคิดเธอ เขาจัดได้ว่าเป็นหนุ่มหล่อคนหนึ่งทีเดียว และที่ทำให้เธอสะดุดแทบหยุดหายใจก็คือดวงตาสีเขียวเข้ม เขาต้องไม่ใช่คนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ จมูกโด่งคมสั่นนั่นก็เช่นกัน สีผมออกน้ำตาลเข้ม สิ่งเหล่านี้เธอคลุกคลีมานานระหว่างเรียนอยู่ต่างประเทศ เพื่อนต่างเพศที่เมืองนอกเธอมีเยอะแต่ก็ไม่ได้สำคัญถึงขั้นคนรัก

            “หุบปากเน่าๆ ของเธอซะ ไม่อย่างนั้นจะหาว่าฉันไม่เตือน”

            แล้วก็ดวงตาสีเขียวเข้มอีกนั่นแหละ ที่จ้องเขม็งดุจนหน้ากลัว

            “ปากแกสิเน่า ไอ้คนป่าเถื่อน”

            พอจบประโยคเท่านั้นเอง ใบหน้าสวยๆ ก็พงกขึ้นใช้ปากงับใบหูของอีกฝ่ายจนจมเขี้ยว

            “โอ้ย! มันจะมากไปแล้วนะ ฮืม...”

            เรวินคำรามอย่างเหลืออด แล้วเขาก็เลือกที่จะใช้วิธีสยบคนตรงหน้าด้วยวีธีของเขาเอง ชายหนุ่มกระชากคอเสื้อด้านในหญิงสาวจนขาด ใช้ริมฝีปากลุกไล้ไต่ระดับไปบนนวลเนื้ออันหอมกรุ่นรวดเร็ว หญิงสาวได้แต่ร้องและดิ้นหนีเป็นพัลวัน แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะมือกับเท้าก็ถูกมัด

            “ปล่อยฉันนะ ไอ้บ้าปล่อย ปล่อยๆๆๆ”

            “ทำไมกลัวรึไง”

            “ฉันไม่เคยกลัว”

            “งั้นก็ดี ถ้าไม่หยุดละก็ฉันทำมันบนรถที่แหละ”

            ได้ผลหญิงสาวหยุดดิ้นทันที แต่ไม่วายจ้องเขาดวงตาวาววับ

            ผมสีน้ำตาลที่ปรกลงบนใบหน้านั่นเสริมให้อีกฝ่ายเซ็กซี่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไรเคราเขียวครึมไม่ได้ดูรกตา หากแต่มันทำให้เขาดูเข้ม หล่อ โหด เถื่อน ได้ในเวลาเดียวกัน

            โอ้ยยย...นี่เธอเป็นอะไรไปลิลลี่ เธอกำลังโดนคุกคามนะ ไยมาชื่นชมเขาอยู่ได้

            แววตากลมโตที่สำรวจไปบนใบหน้าเขาทำให้เรวินถึงกับกระตุกยิ้มมุมปาก

            “ทำไม ตะลึงในความหล่อของฉันรึไง รึว่า...อยากให้ฉันพาขึ้นสวรรค์เร็วๆ ...”

            “ไอ้ปากเสีย ไอ้ปากโสโครก ใครจะไปชื่นชมคนอย่างแกกัน พวกแกมันต้องเป็นพวกค้าของเถื่อนแน่ๆ หรือไม่ก็เป็นพวกค้ายาเสพติดข้ามชาติ ฉันรู้แกไม่ใช่คนไทย”

            “ขอโทษทีนะ ผมคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์”

            เขาพูดใส่หน้าเธอ ก็มันจริงนี่นาเขานะสัญชาติไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ทางสายเลือดที่ผสมกันสองสัญชาตินั้นมันก็อีกเรื่องหนึ่ง

            “พวกคนเถื่อนนะสิ”

            “ปากดีนักนะ อยากโดนอย่างเมื่อครู่ใช่ไหม”

            ไม่พูดเปล่าชายหนุ่มก้มใบหน้าลงต่ำ ประทับเรียวปากหนักๆ ใบบนต้นคอขาวผ่องอย่างจงใจ ได้ผลร่างงามสะดุ้งดิ้นหนีอีกครั้ง

            “อย่านะไอ้บ้า ไอ้โรคจิต ไอ้...”

            “ถ้าเธอไม่หุบปาก รับรอง ได้มีผัวในรถแน่”

            เขาพูดเสียงต่ำเย็นเยียบแทรกขึ้นมา จนร่างบางเกร็งอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญปากอวบอิ่มนั่นก็หุบฉับปิดลงอัตโนมัติ โดยไม่ต้องรอให้เขาบอกซ้ำ

            “ฉะ...ฉันเงียบแล้ว...แกลุกออกจากตัวฉันสักทีสิ...”

            “ว่าง่ายๆ อย่างนี่แต่แรกก็ไม่ต้องเปลืองตัวหรอก...”

            แล้วคนตัวโตก็ขยับร่างไปนั่งพิงประตูอีกฟากตามเดิม ลิลลี่เองก็ขยับตัวลุกขึ้นนั่งรวดเร็วตัวสั่นๆ นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้ชายเข้าถึงเนื้อถึงตัวได้ขนาดนี่ แม้เธอจะจบจากนอกแต่มารดาก็สอนให้รักนวลสงวนตัวเสมอ อาจฟังดูโบราณคร่ำครึแต่ก็น่าแปลกที่ผู้หญิงเช่นเธอกับน้องสาวกลับยึดถือทำตามอย่างเต็มใจ

            อากรกับทามซึ่งนั่งอยู่ตอนหน้าได้แต่ถอนหายใจโล่งอก พวกเขาคิดว่าชายหนุ่มจะข่มขืนหญิงสาวบนรถเสียแล้ว ไอ้เพื่อนคนนี่มันยิ่งเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่ด้วย คุณลิลลี่ก็กระไรเลยปากเก่งเสียด้วย งานนี่สงสัยเพื่อนเขาจะเจอของแข็งเข้าให้แล้ว

            “พวกแกจะพาฉันไปไหน”

            เงียบมาพักใหญ่เธออดถามไม่ได้ สภาพข้างทางซึ่งมีแต่ป่าเขียวขจีไปหมด และบางช่วงก็เห็นทิวเขาไกลบ้างใกล้บาง เมื่อตอนคนพวกนี้ไปรับเธอที่สนามบินใช้รถเบนซ์ แต่เวลานี้กลับเป็นรถออฟโรดสมถรรณะนั้นไม่ต้องพูดถึง มันเหมาะสำหรับวิ่งตามป่าตามเขาอยู่แล้ว แน่ๆ คือเธอรู้ว่าตนเองไม่ได้อยู่ภายในกรุงเทพอย่างแน่นอน แล้วที่นี่มันคือที่ไหนจังหวัดไหนกันล่ะ เธอจะหาทางติดต่อทางบ้านได้อย่างไร

            “จะอยากรู้ไปทำไม กลัวตายรึไง”

            “ใครบ้างไม่กลัว แกจะให้ฉันกระหืมปลื้มปิติร้องดีใจไชโย ที่พวกแกจับตัวฉันงั้นสิ”

            “เปล่า ก็ไม่ได้หวังให้มันเป็นอย่างนั้น”

            เขาตอบทื่อๆ ไม่ยี่หระต่อแววตาแทบจะกินเลือดกินเนื้อของหญิงสาวสักนิด เรวินเพียงปลายตามองแล้วก็หันกลับไป

            “งั้นแกก็ควรจะบอกฉันให้ได้รู้อะไรบ้าง”

            “ถึงที่เดี๋ยวก็รู้เอง” ตอบกวนๆ กลับไปเสียอีก เล่นเอาคนฟังกำมือแน่นด้วยความโมโห

            “แก...ไอ้...”

            “อย่าเชียวนะ...ถ้าเธอแหกปากด่ามาอีกคำเดียวละก็...ฉันเอาเธอตายแน่...”

            เขาพูดรอดไรฟันโดยไม่หันมามองเธอด้วยซ้ำ แต่ประโยคนั้นก็มีอิทธิพลพอให้เธอหุบปากเงียบอีกหน

            เมื่อทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ เท้าคู่งามที่มัดติดกันอยู่ก็ยันโครมๆ ไปยังเบาะหน้าทันที แล้วคนที่ซวยก็ไม่ใช่ใคร อากรนั่นเองที่หัวสั่นหัวคลอนไปกับการกระทำของสาวสวย

            “คุณลิลลี่ครับ กรุณาเก็บเท้าด้วยครับ ประเดี๋ยวผมจะคอหักเอาได้”

            อากรหมอหนุ่มเพื่อนรักเรวินนั่งเงียบมานานตรงเบาะหน้าคู่กับคนขับ จำต้องเอ่ยเพราะไม่เช่นนั่นคอคงจะหลุดจากบ่า และเครื่องในเขาคงได้ย้ายสลับที่กันแน่นอน

            “แก...แกก็อีกคนนะ...ถ้าฉันหนีรอดออกไปได้...แกจะเป็นคนแรกที่ติดคุกเลย...”

            เอาแล้วไงความดีไม่มี ยังเอาขี้มาป้ายกันอีก เวรแล้วไง

            “คือผมต้องขอโทษด้วยนะครับ...แบบว่า...มันจำเป็น...”

            เอ่ยออกไปอย่างเสียไม่ได้ รู้ว่าผิดแต่ให้ตายดับ เขาก็ยังร่วมมืออย่างไม่มีคัดค้าน

            “คำขอโทษเอากองไว้ตรงนั้นแหละ ฉันไม่ต้องการ”

            “แต่ว่าผม...”

            “เงียบไปเลยไอ้หมอ...ไม่ต้องพูดมาก...”

            เรวินอดไม่ได้ ไอ้เพื่อนคนนี้มันยังไง กว่าจะมัดมือชกให้มันร่วมมือได้ก็ต้องยื่นคำขาดกันเลย แล้วนี่ยังจะมาทำใจอ่อนกับตัวประกันเสียอีก

            “เป็นหมอนี่เอง มิน่าล่ะหน้าตาแบบนี่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนขับรถของคุณพ่อได้ จำไว้ด้วยแกจะเป็นคนแรกที่ไปนอนในซังเต”

            อากรหันไปมองกระจกส่องหลังยิ้มให้เพื่อนรักอย่างขำๆ ก็แม่เสือสาวกำลังขู่พวกเขาอยู่

            “อย่ามาทำขู่นักเลย เอาตัวเองให้รอดก่อนดีกว่ามั้ง”

            ประโยคนี่ทำให้เธอหันขวับกลับไปมองตาวาววับ เรวินเองก็หันมามองเช่นกันดวงตาเขียวเข้มปราศจากความรู้สึกใด ลิลลี่รู้แต่ว่าดวงตาคู่นั้นมันมีอิทธิพลทำให้เธอรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ อย่างไรพิกล

            ในรถตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ลิลลี่เองก็ไม่อยากต่อปากต่อคำกับคนพวกนี้ เธอจึงเก็บรายละเอียดข้างทางที่ได้พบเห็น และพยายามอ่านป้ายรายทางแต่ก็ไม่ค่อยทันและก็น้อยอันเหลือเกินถนนเส้นนี้นานๆ จะมีรถผ่านมาสักคัน บางทีมันอาจจะเป็นถนนส่วนบุคคล

            จู่ๆ พวงมาลัยรถก็หักเลี้ยวตัดสู่ถนนเส้นเล็ก ที่ตามทางเพียงเทลาดยางพาราบางๆ กระทั่งตาเธอปะเข้ากับแผ่นไม้สักทองอันใหญ่ ซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรสีขาวทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษว่า...ไร่เขตตะวัน...


 
ฝากดูแลลูกชายด้วยนะค ฝากดูแลตาเรย์จอมโหดด้วยสักคน 5555  อัพเมื่อมีเวลา จริงๆ นะจ้าที่รัก  ..



******** ช่อศิลาญา  *******

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

191 ความคิดเห็น

  1. #73 เอ็นดิเมียน (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2553 / 20:54
    เข้ามาเพราะชื่อเรื่องน่าสนใจดีค่ะ

    อ่านตอนแรกก็สนุกแล้ว^^ ชอบจังเลย
    #73
    0
  2. #60 อมลลดา (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2553 / 15:05

    หรอยอย่างแรงเลย
    นี่แค่ยกแรก 
    แดงกะน้ำเงินก็กัดกันนัวเนียเสียแล้ว 55
    ว่าแต่ยกนี้
    ฝ่ายแดง(พระเอก)ชนะ 
    ต้องรอลุ้นยกที่สองต่อซะแว้ว

    #60
    0
  3. #46 ponpim (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2553 / 11:13

    ได้ฤกษ์อ่านซะที  ที่แรกว่าจะอ่านนิยายทั้งวัน
    แต่ดันมีรายงานต้องทำ  เลยขออ่านตอนแรกก่อน
    ถ้ารายงานเสร็จ  จะรีบมาอ่านทันทีทันใด
    แต่พระเอกเรื่องนี้ โห้ด โหด เถื่อนด้วย T^T  แต่ยังอ่าน  แถมเกาะติด
    มิน่าคนเค้าถึงชอบอ้าง  ว่าดีเกินไป

    Note1: ถนนราดยาง  มียางพาราด้วยเหรอคะ  ไม่ใช่ยางมะตอยเหรอ
                 อันนี้ไม่รู้จริงๆ เลยลองถามดู  ไม่ได้มีเจตนาอะไรทั้งนั้นจ้า
                 

    #46
    0
  4. #40 มาอายะ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2553 / 19:19
    เริ่มแรงก็สนุกแล้วค่า คู่นี้ท่าจะปะทะกันมันน่าดู ฮ่าๆๆๆ
    #40
    0
  5. #32 jeabkiss (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2553 / 15:21
    ตอนแรกก็สนุกมากๆเลย
    #32
    0
  6. #4 น้ำสวยฟ้าใส (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2553 / 10:49
    ท่าจะสนุกนะคะเรื่องนี้

    ว่างๆ เมื่อไรอัพต่อนะคะ
    #4
    0
  7. #3 giant bird (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2553 / 22:08
    เริ่มเรื่องก็สนุกแล้ว ยังไงก็จะรอนะคะ ไม่ว่านานแค่ไหน
    #3
    0
  8. #1 *-*-*-* (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2553 / 16:08
    น่ารักจัง *0*



    ชอบนางเอกแบบนี้อ่ะ 5555+
    #1
    0