配角 แค่ตัวประกอบข้ายังไม่ได้เป็น

ตอนที่ 6 : บทที่5 : หลานเว่ยอิงกับงานเทศกาล (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,035
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    31 พ.ค. 63

 

บทที่5

หลานเว่ยอิงกับงานเทศกาล (2)

 

 

ฉันที่นั่งคิดมาหลายชั่วโมงว่าการไปเที่ยวครั้งนี้ควรจะซื้ออะไรกลับมาเล่นที่บ้านบ้างดี จนกระทั่งรถม้าออกเดินทางฉันก็รับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งไหนสำคัญที่สุดที่ฉันควรจะซื้อกลับมา

 

มันก็คือ…

 

เสื้อกันหนาวไงล่ะ!

 

นี่ฉันลืมไปได้ยังไงว่าบรรยากาศข้างนอกของซูโจวมันแตกต่างจากในบ้านมากแค่ไหน เสื้อหนามาชิ้นที่พวกพี่ๆสาวใช้ทั้งหลายพยายามยัดให้ฉันใส่ตอนแต่งตัวอยู่แทบจะไม่แสดงผลสักนิด ตอนแรกที่เริ่มเดินทางมันก็ไม่หนาวเท่าไหร่หรอก แต่พอผ่านเขาเพลิงเมฆาที่เจ้าลิงน้อยอยู่ออกมาได้นี่แทบเรียกว่าขั้วโลกเหนือของเอลซ่าเลยทีเดียว

 

มันหนาวยิ่งกว่าทางเข้าบ้านอีก

 

แต่พอหันไปดูสภาพของเด็กผู้ชายอีกสามคนที่น่าจะมีชะตากรรมร่วมกันกับฉัน ก็ต้องผิดหวังเพราะเด็กสามคนนั่นไม่มีทีท่าว่าจะหนาวกับอากาศข้างนอกเลยสักนิด

 

อ้อ

 

แยกหยางหลินออกมาคนหนึ่งแล้วกัน เพราะฉันแอบเห็นว่าเด็กชายมีอาการสั่นอยู่ไม่น้อยเลยล่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าสั่นเพราะหนาวหรือเพราะกลัวหลานหลี่จวินที่นั่งหน้านิ่งอยู่ข้างหวังเหยากันแน่

 

ส่วนฉันน่ะหรอ

 

ก็นั่งสั่นแหงกๆเป็นเจ้าเข้าอยู่นี่ไง

 

ให้ตายเถอะ เด็กพวกนี้ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่าเนี้ย หนาวขนาดนี้ยังพากันนั่งชมวิวทิวทัศน์สบายใจเฉิ่มอยู่ได้ ช่วยหันมาสนใจสาวน้อยหน้ารักที่กำลังหนาวตายอยู่ทางนี้หน่อยเถอะค่ะ

 

“อีกไม่กี่ชั่วยาม*ก็จะถึง” หลานหลี่จวินเอ่ยขึ้นขัดความเงียบที่ปกคลุมมาตลอดการเดินทาง

 

แอบอ่านใจฉันอีกแล้วสินะ

 

“ช-ชั่วยาม น-นี่มันนาน ค-แค่ หนะ-ไหน” น้ำเสียงสั่นผิดไปจากปกติของบุตรสาวตระกูลหลานเอ่ยตอบ

 

“สองก้านธูป*” คำตอบของหลานหลี่จวินนั้นทำให้เด็กหญิงอยากจะเอื้อมมือไปข่วนคนที่นั่งหน้านิ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

 

สองก้านธูปที่เขาว่ามันก็เกือบสองชั่วโมงเลยไม่ใช่หรือไงกัน!

 

แต่ให้เอาจริงๆฉันก็ไม่กล้าทำร้ายร่างกายเขาหรอกเพราะสิ่งที่สั่นตามแรงเคลื่อนของรถม้ามันย้ำเตือนปมในใจให้กับเธออยู่ไม่น้อย

 

ฉันมองกระบี่เสวี่ยผิงสลับกับเจ้าของที่ทำหน้านิ่งอย่างเอาเรื่อง แต่ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่ายกมือน้อยๆของตัวเองขึ้นมาเป่าลมร้อนบรรเทาหนาว

 

“เจ้าหนาวหรือเว่ยอิง” หวังเหยาเอ่ยถาม

 

เด็กหญิงไม่ได้พูดอะไรตอบกลับเพียงแค่พยักหน้าเหมือนเป็นการยืนยันในสิ่งที่หวังเหยาสงสัย

 

หยางหลินที่เห็นว่าเจ้านายตัวน้อยของตัวเองนั้นหนาว ก็เตรียมจะถอดเสื้อคลุมตัวหนาส่งให้คุณหนูหลานที่ยังไม่ชินกับอากาศของเมืองซูโจว แต่ก่อนที่จะถอดเสร็จสิ้นดี ผ้าสีขาวฟ้าลายคุ้นตาก็ลอยผ่านสายตาของผู้ติดตามตัวเล็กไปคลุมบนหัวคุณหนูเสียก่อน

 

หวังเหยาที่มองเหตุการณ์อยู่เงียบๆก็ยิ้มขึ้นมาอย่างไม่ปกปิด หลานหลี่จวินเห็นเงียบๆก็มีมุมอ่อนโยนเป็นห่วงเป็นใยน้องสาวนอกไส้อยู่ไม่น้อย

 

ส่วนเว่ยอิง ภาพที่หวังเหยาเห็นก็มีเพียงสิ่งมีชีวิตที่ดิ้นดุ๊กดิ๊กไปมาอยู่ใต้ผ้าคลุมตัวหนาของหลานหลี่จวินเพื่อต้องการใช้ผ้านั่นกันลมหนาวเข้ามาเท่านั้น

 

เป็นภาพที่อบอุ่นเสียจริง

 

.

.

 

หนึ่งชั่วยามผ่านไป

 

รถม้าของตระกูลหลานก็มาจอดเทียบชายฝั่งของงานเทศกาลที่กำลังจัดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเป็นที่เรียบร้อย ชาวบ้านบางคนเริ่มเตรียมแผงต่างๆเพื่อที่จะขายสินค้าภายในคืนนี้ มีผู้คนหลากหลายช่วงวัยที่เดินเข้าไปในงานเพื่อเยี่ยมชมอย่างตื่นเต้นและคาดหวัง

 

หลานหลี่จวินที่อยู่ในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาเป็นคนแรกที่ยืนขึ้นเพื่อเตรียมเดินออกจากรถม้า มือก็คว้าเสื้อคลุมของตัวเองออกจากหัวของเด็กหญิงที่ดิ้นสลัดผ้าอยู่หลายชั่วโมงแต่ก็ดิ้นไม่หลุดเพราะเขาแอบลงคาถาเอาไว้

 

เมื่อผ้าหนาผืนใหญ่ได้พ้นออกจากหัว เว่ยอิงที่ถูกกระทำก็เตรียมจะเข้าไปหาเรื่องเจ้าของผ้าทันที แต่ก็ต้องหยุดชะงัก เพราะภาพตรงหน้าเป็นอะไรที่น่าสนใจกว่าจะมาทะเลาะกับคนที่เธอไม่สามารถสู้ได้

 

เด็กหญิงตัวน้อยกระโดดลงจากรถม้าทันที จากนั้นขาเล็กก็รีบวิ่งไปสมทบกับหลานหลี่จวินและหวังเหยาที่ยืนรออยู่หน้าประตูเมืองตามมาด้วยหยางหลินที่เดินตามเธอมาติดๆ

 

“อุ่นจัง” น้ำเสียงสดใสเอ่ยขึ้นผิดกับตอนเดินทาง

 

“ที่นี่ก็มีวิชาอุ่นกายจึงไม่หนาว ชาวเมืองส่วนใหญ่ก็เป็นพ่อแม่ของศิษย์ในตระกูลของเรา ท่านประมุขเลยจำเป็นต้องร่ายคาถาไว้ให้” หวังเหยาเอ่ย

 

“งั้นก็เหมือนเป็นหมู่บ้านเลยสินะ”

 

“ใช่แล้วล่ะ” หวังเหยาตอบกลับอย่างอารมณ์ดี “เมื่อถึงยามซวี*จะมีการจุดไฟสวยงาม ก่อนจะถึงตอนนั้นคงต้องรอกันอีกหลายเค่อ ข้าว่าพวกเราไปเล่นสนุกกันรอเวลาดีกว่า”

 

“ข้าจะกินให้ทั่วทั้งงานเลยล่ะหวังเหยา” เด็กหญิงยิ้มก่อนจะวิ่งเข้างานไป

 

ภาพของเด็กสองคนที่วิ่งเข้างานไปไม่รออีกสองคนที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู หลานหลี่จวินถอนหายใจหนัก ก่อนจะตัดสินใจเดินตามน้องสาวและศิษย์เอกที่ทำตัวเป็นเด็กไปอย่างสงบนิ่ง ผิดกับหยางหลินที่เกร็งจนแทบก้าวขาไม่ออก แต่ก็พยายามเดินตามคุณหนูของตัวเองที่เดินนำไปก่อนแล้ว

 

เมื่อเดินเข้ามาในงาน เด็กทั้งสี่ก็หยุดเล่นอยู่หลายต่อหลายร้าน แต่คงไม่ใช่สำหรับทุกคนเพราะหลานหลี่จวินแค่เดินตามไปจ่ายเงินกับสิ่งที่เว่ยอิงใช้ในการเล่นสนุกเพียงเท่านั้น หลายต่อหลายครั้งที่เว่ยอิงแสดงกริยาไม่สมหญิงอย่างเช่นเด็กผู้หญิงในงานคนอื่นต่างทำกัน นางวิ่งไปวิ่งมาไม่สนใจภาพลักษณ์ใดๆทั้งสิ้นจนน่าใจหาย

 

“โอ๊ะ! ผลไม้เคลือบน้ำตาลนี่” เด็กหญิงเมื่อเจอสิ่งที่สนใจก็วิ่งนำไปหยุดอยู่ที่หน้าร้านไม่สนใจคนอื่นแล้ว

 

หลานหลี่จวินก็ชักจะชินขึ้นมานิดหน่อย

 

เว่ยอิงวิ่งมาหยุดอยู่ที่ร้านผลไม้เคลือบน้ำตาลที่มีเด็กมากหน้าหลายตาทยอยเข้ามาซื้อกัน เธอมองผลไม้หน้าตาประหลาดที่ถูกเคลือบตั้งไว้อย่างสงสัยเพราะเธอก็ไม่เคยเห็นผลไม้รูปร่างหน้าตาแบบนี้มาก่อน

 

“นี่คืออะไรรึเจ้าคะคุณยาย?”

 

หญิงชราเจ้าของร้านท่าทางใจดีเดินมาหาก่อนจะอธิบายในสิ่งที่เธอสงสัยให้ฟัง “มันเรียกว่าผลซานจา ผลไม้ประจำเมืองเรานี่แหละแม่หนู”

 

“ตอนแรกหนูนึกว่าแอปเปิ้ล”

 

“ชื่อประหลาดเช่นนี้ยายก็พึ่งจะเคยได้ยิน” เว่ยอิงเลิ่กลั่กเล็กน้อยก่อนจะยิ้มแฉ่งส่งกลับไป

 

“หละ-แล้วรสชาติมันเป็นยังไงหรือเจ้าคะ” เว่ยอิงเอ่ยถาม

 

“เปรี้ยวหวานกำลังดีเลยล่ะ หากแม่หนูไม่เคยลองยายให้ชิมไม่คิดเงินเลยก็ได้” หญิงชราเอ่ยอย่างใจดีก่อนจะหยิบขนมเคลือบน้ำตาลที่ปักกับต้นกล้วยยื่นให้กับเด็กหญิงที่ท่าทางน่าเอ็นดูนางนี้

 

เด็กน่ารักแบบนี้ คนแก่แพ้ทางนะหนู

 

“ไม่เป็นไรค่ะหนูเกรงใจ” เด็กหญิงส่ายหัวดิ๊กๆก่อนจะรีบวิ่งไปที่เด็กชายที่ยืนมองดูอยู่ไม่ไกล แล้วเหมือนทั้งสองจะคุยอะไรกันบางอย่าง ก่อนที่แม่หนูน้อยจะวิ่งกลับมายืนยิ้มแฉ่งให้กับหญิงชราอีกครั้ง “ไม้ละเท่าไหร่หรอคะ”

 

“ไม้ละสี่เหรียญ แต่แม่หนูหน้าตากริยาน่ารัก ยายลดให้เหลือไม้ละสามเหรียญแล้วกัน” เว่ยอิงยิ้มรับก่อนจะรูดเงินในเชือกที่หลานหลี่จวินให้มาจ่ายคุณยายใจดีไปทั้งหมดสิบสองเหรียญ

 

จากนั้นเด็กหญิงก็วิ่งถือผลไม้เคลือบน้ำตาลสี่ไม้ใหญ่ไปหาคนอื่นๆที่กำลังเล่นไฟเย็นกันอยู่ ไม่นึกว่าในโลกนิยายจะมีอะไรแบบนี้ด้วยนะเนี้ย ก็นะมันจินตนาการของคนเขียนนี่

 

“ถังหูลู่นี่” หวังเหยาละสายตาจากไฟเย็นในมือมาหยิบขนมที่เว่ยอิงยื่นให้

 

อ้อ! เจ้านี่เรียกถังหูลู่สินะ

 

“ขอบคุณขอรับคุณหนู”

 

หยางหลินที่มองดูหวังเหยาเล่นอยู่ในตอนแรกก็รับมันไปเช่นกัน ส่วนหลานหลี่จวินแค่รับไว้เฉยๆไม่พูดไม่จาอะไร สงสัยโคต้าพูดของวันนี้จะหมดไปแล้วสินะ

 

ในขณะที่เด็กน้อยทั้งสี่คนกำลังลิ้มลองรสชาติของขนมหวาน ก็เกิดเสียงดังพร้อมกับแสงไฟสีสันต่างๆถูกจุดขึ้นบนฟากฟ้า ก่อนที่มันจะระเบิดเป็นวงกว้าง เป็นประกายไฟสวยงามกระจายไปทั่วท้องฟ้าในยามค่ำคืน ผู้คนที่พบเห็นต่างพากันมองไปยังท้องฟ้าที่มีแสงไฟเป็นฉากประกอบสวยงามพร้อมด้วยรอยยิ้มสุขสมอยู่ในใจ

 

ดอกไม้ไฟที่ถูกจุดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาพความสวยงามที่ชาวบ้านเมืองซูโจวตั้งใจทำกันเพื่อให้คนที่มาร่วมชมงานในวันนี้ได้เห็นถือว่าไม่ผิดคาด เสียงล่ำลือถึงความสวยงามของเทศกาลเมืองซูโจวเป็นความจริงไม่ใช่เรื่องโกหกแต่อย่างใด

 

วันนี้ทั้งชาวเมืองที่ช่วยจัดงานกับแขกต่างบ้านก็ได้รับสิ่งเดียวกันกลับมาและพวกเขาจะไม่มีวันลืมความประทับใจที่ได้รับในครั้งนี้ไปจนวันตาย

 

เว่ยอิงมองภาพพวกนั้นอย่างเปี่ยมสุข ก่อนที่จะก้มลงกัดผลไม้เคลือบน้ำตาลในมือของตัวเอง ทุกคนที่นี่ดูมีความสุขกันได้เพียงแค่ชมดอกไม้ไฟที่จุดขึ้นบนฟ้า ทุกอย่างดูเรียบง่ายไม่มีอะไรแต่มันกลับกินใจเธอไปมากเลยทีเดียว ดีจังเลยนะผู้คนเมืองนี้เนี้ย

 

ดีจังเลยที่เธอได้มาอยู่ที่นี่

 

.

.

 

แต่จะให้ดีกว่านี้ ถ้าที่นี่หนาวน้อยลงมาหน่อย

 

ฉันกลับมานั่งสั่นแหงกๆอีกครั้งเมื่อถึงเวลากลับบ้าน และดูเหมือนว่ามันจะหนาวกว่าตอนไปงานเทศกาลเมื่อช่วงเย็นอีกนี่สิ แถมฉันยังเที่ยวเล่นเพลินจนลืมซื้อเสื้อกันหนาวกลับมาอย่างที่ได้คิดเอาไว้ในตอนแรกด้วย ชีวิตหลานเว่ยอิงช่างน่าสงสาร

 

ส่วนภารกิจที่จะผลาญเงินของหลานหลี่จวินก็ล่มไม่เป็นท่าเพราะลูกชายตระกูลหลานพกเงินมาเยอะเสียเหลือเกิน เยอะขนาดที่เธอซื้อทุกอย่างในงานเด็กนั่นก็ยังเหลือเงินกลับบ้านได้สบายๆ

 

 

พ่อมหาเศรษฐีเอ๊ยยย!

 

อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ ตอนนี้มันหนาวเกิดกว่าผู้ใหญ่ในร่างเด็กน้อยที่ในอดีตเป็นเด็กเมืองร้อนอย่างฉันก็เริ่มจะทนไม่ไหว วิวข้างนอกก็มืดแทบจะมองไม่เห็นอะไร ยกเว้นจะมองหาผีสักตัวให้มานั่งเล่นด้วย

 

“น-นี่ หละ-หลานหลี่ จ-จวิน ช-ช่วยเสก ค-คาถาอบอุ่นร่างกาย ส-ใส่รถม้า ค-คันนี้หน่อยสิ”

 

“วิชาอุ่นกาย” หลานหลี่จวินเอ่ยเสียงเรียบ

 

“ช-ใช่ ส-เสกเลย”

 

“ข้ายังไม่สามารถใช้ได้”

 

“มันหนะ-หนาว”

 

“ข้าเสกลูกไฟเผาตัวเจ้าได้เว่ยอิง สนใจหรือไม่?”

 

ฉันปิดปากเงียบทันทีเพราะกลัวว่าถ้าเผลอพูดออกไปอีกเด็กนี่เสกคาถาไฟเผาเธออย่างที่เจ้าตัวขู่ไว้แน่ๆ ให้ตายเถอะหลานหลี่จวิน โหดน้อยกว่านี้ก็ไม่มีใครว่านายหรอกนะ

 

นี่ถ้าไม่ติดที่หวังเหยาหลับไปก่อนหน้านี้แล้วเธอคงไม่พูดกับคุณชายเย็นชานักฆ่าอำมหิตนี่หรอก เสี่ยงโดนกระบี่ไล่ฟาดเปล่าๆ

 

 

แต่ที่ไม่มีใครในรถม้าประจำตระกูลรู้เลยก็คงเป็น...เด็กผู้ชายที่โตที่สุดนั้นไม่ได้หลับแต่อย่างใด เขาเพียงแค่พักสายตาจากการมองไฟสีสวยบนฟ้านั่นต่างหาก เด็กชายลอบยิ้มอยู่ภายในใจก่อนจะเนียนทำเป็นหลับไหลต่อ

 

พี่น้องคู่นี้ช่างน่ารักจริงๆ

 

.

.

.

คงรู้แล้วสินะคะว่าอนาคตบาริต้าของเรานั้นจะเป็นใคร แต่มันก็เรื่องของอนาคตค่ะ ตอนนี้เราอยากให้ทุกคนมีความสุขกับความเป็นเด็กน้อยของน้องๆทั้งหลายก่อน คิกคิก

 

 

แนะนำคัพท์

ชั่วยาม คือ ช่วงเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

หนึ่งก้านธูป คือ ช่วงเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

ยามซวี คือ เวลา 19.00 น. - 20.59 น.

 

 

ปล. Dek d ไม่แจ้งเตือนอีกแล้วค่ะ

 

แก้ไขเมื่อ 31/05/2563

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น

  1. #89 Jira123 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 20:45
    น่ารักดี รออ่านนะจ๊ะ
    #89
    0
  2. #86 mmiah (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2563 / 16:51
    สนุกมากค่า รอติดตามตอนต่อไปนะคะ
    #86
    0
  3. #79 tummang211048 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 20:58

    fightingคร้าาา เราคนนึงที่รออ่านนน เป็นกำลังใจให้นะคะ^^

    #79
    0
  4. #13 ae15051973 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 15:55

    เดี๋ยวยุให้น้องหนีเลยเอาให้ท่านพี่โดนท่านพ่อเล่นเลยนะ
    #13
    1
  5. #12 คนที่รอมานาน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 15:48
    ทำไมดุน้องงั้นล่ะ น้องร้องไห้แล้วเห็นไหม โอ๋ๆนะลูกนะ
    #12
    1
  6. วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 15:37
    อย่าดุน้องสิ! เห็นไหมน้องร้องเลย...
    #11
    1