配角 แค่ตัวประกอบข้ายังไม่ได้เป็น

ตอนที่ 5 : บทที่4 : หลานเว่ยอิงกับงานเทศกาล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,686
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    30 พ.ค. 63

 

บทที่4

หลานเว่ยอิงกับงานเทศกาล

 

ผ่านมาหลายอาทิตย์ก็ยังไม่พบล่องลอยการกลับมาของหลานหลี่จวินและหวังเหยา ซึ่งมันก็ไม่ได้แย่อะไรมากแค่ท่านประมุขหลานเริ่มกระวนกระวายใจกับการหายไปนานของสองคนนี้ก็แค่นั้น

 

เห็นพูดกันว่าการไปปราบมารครั้งนี้ของทั้งสองคนเกิดข้อผิดพลาดอะไรบางอย่าง ซึ่งฉันก็ไม่รู้อะไรมาก เพราะแค่บังเอิญได้ยินพวกศิษย์ที่อู้เรียนเม้ามอยกันตอนที่ฉันกับหยางหลินเดินผ่านไปก็เท่านั้น เพราะอย่างนี้แหละสำนักของตระกูลหลานจึงชุลมุนวุ่นวายเล็กน้อยกับการหายตัวไปของบุตรชายและศิษย์เอก

 

และแน่นอนเรื่องที่ว่ามาข้างต้นมันไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลย เพราะชีวิตประจำวันของฉันก็ดำเนินไปเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือการตื่นมากินข้าว ไปเล่นกับหยางหลิน และก็กลับไปนอน

 

สบ๊ายสบาย

 

ช่วงนี้ฉันกับหยางหลินเริ่มสนิทกันมากกว่าแต่ก่อนเยอะเลย ฉันยังจำวันแรกที่เดินไปบอกหยางหลินว่าเขาจะได้มาเป็นผู้ติดตามคนใหม่ของฉัน และวันนั้นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่เสกน้อยเขาถึงได้วิ่งไปวิ่งมา จนฉันเองก็ทำได้แค่ยืนเกาหัวอย่างงุนงงกับรีแอ็คชั่นประหลาดของผู้ติดตามของตัวเอง พอถามพี่เสกน้อยเขาเป็นอะไร ก็ได้คำตอบแค่ว่า...

 

‘ข้าแค่ตกใจขอรับ’ คำตอบนัั่นทำเอาฉันชะงักไปเกือบนาที

 

ให้ตายเถอะเด็กคนนี้

 

ฉันนี่ควรเป็นคนที่ตกใจตอนเห็นนายวิ่งไปวิ่งมาเหมือนคนบ้านะหยางหลิน

 

แต่นั่นก็ถือว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายและผู้ติดตามของเราทั้งคู่ก็เป็นไปได้ด้วยดี หยางหลินเลิกกลัวฉันและฉันก็มีเพื่อนเล่นเป็นเด็กต่อไป แต่ที่ทำให้แปลกใจก็คงเป็นคนของตระกูลหลานที่วิ่งไปวิ่งมาตั้งแต่เช้าเหมือนกับตอนหยางหลินวิ่งเพราะตกใจนั่นแหละ ช่วงนี้ฉันเจอคนวิ่งบ่อยจังเลยนะ เริ่มสงสัยอยู่เหมือนกันว่าตัวเองหลุดมาในโลกนิยายหรือเกมส์แข่งวิ่งมาราธอนกันแน่

 

บางทีการเป็นสาวกโคนันเก่าก็ทำให้ฉันสงสัยกับเหตุการณ์วิ่งไปมาของคนในตระกูลอยู่เหมือนกันนะ

 

ฉันละมือออกจากหิมะที่จับกลุ่มเป็นก้อนกลมๆ ที่ตอนแรกว่าจะปั้นโอลาฟเล่นให้หยางหลินดู จากนั้นก็หันไปหาหยางหลินที่นั่งยองๆอยู่ข้างกันตั้งแต่เริ่มเล่น ก่อนที่จะเจอกับเด็กหน้าซื่อที่จดจ่อกับการปั้นก้อนหิมะของฉันด้วยสายตาที่วิบวับอย่างตื่นเต้น

 

“นี่หยางหลิน คนพวกนั้นเป็นอะไรอ่ะ เห็นวิ่งไปวิ่งมากันตั้งแต่เช้า”

 

“ข้าอยู่กับคุณหนูตั้งแต่เช้า ข้าไม่อาจทราบได้ขอรับ”

 

“กวนกันอีกแล้วนะ” ฉันกรอกตามองบนอย่างปลงใจกับการไม่ได้ข้อมูลอะไรจากพี่เสกน้อย

 

“เอางี้ เราสองคนไปตามสืบกัน!” เว่ยอิงลุกขึ้นปัดเศษหิมะออกจากตัว

 

“สืบอะไรขอรับ” หยางหลินเอ่ยด้วยความสงสัย

 

“เรื่องที่พวกเขาวิ่งไปวิ่งมาไง” เว่ยอิงตอบกลับ “พวกเราต้องตามสืบเพราะข้าเริ่มปวดหัวกับการวิ่งไปมาแบบนี้เต็มทนแล้ว”

 

“คุณชายหลานอาจจะกำลังกลับมาก็ได้ขอรับ” หยางหลินทำหน้าเหมือนพึ่งคิดอะไรออก “ปกติถ้าคนในตระกูลเป็นเช่นนี้ก็มีไม่กี่เรื่องให้สงสัยหรอกขอรับ”

 

“หลานหลี่จวินจะกลับมางั้นหรอ?” เว่ยอิงเบิกตากว้างอย่างตกใจ มือเล็กก็ยกขึ้นมาลูบแขนตัวเองไปมา

 

นี่แค่ชื่อนะ ยังทำให้เธอขนลุกได้ขนาดนี้

 

ให้ตายเถอะ นี่ฉันกลัวเด็กอายุสิบสองมากกว่าพวกแก๊งมาเฟียของไอ้เสี่ยหื่นนั้นอีกหรอเนี้ย

 

ดูไม่สมเหตุสมผลสักนิด

 

.

.

 

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง

 

วันที่ฉันต้องมาเผชิญหน้ากับคนที่คุณก็รู้ว่าใคร…

 

ฉันมองประมุขหลานสลับกับหลานหลี่จวินที่มีหวังเหยายืนอยู่ข้างๆด้วยสภาพที่สะบักสบอมพอสมควร เดาว่าน่าจะมาจากการที่พวกเขาไปปราบอสูรอย่างที่ได้ยินศิษย์ในตระกูลเคยพูดเอาไว้แน่ๆ

 

แต่ฉันเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันนะ ว่าไอ้อสูรในนิยายเรื่องนี้มันหน้าตามันเป็นยังไง ถึงจะเคยลองจินตนาการเอาไว้ในหัวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เท่าได้เห็นกับตาของตัวเองหรอกจริงมั้ย

 

ช่างเรื่องนั้นก่อน

 

ฉันไม่เข้าใจตรงที่ทำไมพ่อใหม่ของตัวเองอย่างท่านประมุขถึงเรียกฉันเข้าพบในเวลานี้ด้วย นี่ว่าจะปั้นโอลาฟต่อเพื่อหลีกเลี่ยงการเจอหลานหลี่จวินแล้วนะ ยังไม่วายโดนพี่ๆสาวใช้ลากตัวมาอีกตามเคย แถมยังได้เห็นเห็นสภาพเละเทะของเด็กผู้ชายสองคนตรงหน้า มองยังไงสภาพในตอนนี้ก็ไม่ค่อยจะน่าดูเท่าไหร่สำหรับเด็กตัวกระเปี๊ยกอย่างฉัน

 

“เว่ยอิงเคารพท่านพ่อ” ฉันโค้งให้กับท่านประมุข “เว่ยอิงเคารพท่านพี่และศิษย์พี่ใหญ่”

 

“ท่านพ่อเรียกเว่ยอิงมามีอะไรรึเจ้าคะ”

 

“ในวันนี้ช่วงยามโหย่ว*จะมีงานเทศกาลประจำปีของเมืองเรา เจ้าอยากไปหรือไม่”

 

“งานเทศกาลหรือเจ้าคะ?”

 

“ใช่แล้วเว่ยอิง ข้าบอกเลยว่าทุกปีซูโจวของเราไม่เคยจัดงานน้อยหน้าใคร เจ้าต้องชอบใจแน่เมื่อได้เห็นไฟสีสวยนั่นบนท้องฟ้า” หวังเหยาเอ่ยอย่างอารมณ์ดีไม่สมกับสภาพของเจ้าตัว

 

“หากเจ้าอยากไป พ่อจะให้พี่ของเจ้าพาไปเยี่ยมชม” หลานหลี่เฉียงเอ่ย “เจ้าเข้ามาอยู่ตระกูลของข้าได้หลายวันแล้ว อยู่แต่ในสำนักอย่างเดียวก็กลัวเจ้าจะเบื่อเอาเสีย ไปเปิดหูเปิดตาบ้างจะเป็นผลดี”

 

“แต่ว่าพวกหละ- ท่านพี่พึ่งกลับจากการทำภารกิจใหญ่นะเจ้าคะ เว่ยอิงไม่อยากรบกวนเจ้าค่ะ”

 

“หากอยากไปข้าจะพาไป” เสียงทุ้มนิ่งของหลานหลี่จวินเอ่ยตอบกลับทันที

 

ฉันคิดวนอยู่ในหัวว่าจะเอายังไงดี ใจหนึ่งก็อยากไปเที่ยว นี่งานเทศกาลของเมืองเลยนะ ถ้าไม่ไปมีเสียดายจนถึงปีหน้าแน่ๆ แต่ที่ทำให้ลังเลก็หนีไม่พ้นเจ้าของเสียงทุ้มที่ยืนหน้านิ่งจ้องเธออยู่ตอนนี้เนี้ยแหละ เมื่อกี้แอบเห็นสิ่งที่หลานหลี่จวินถือมันแกว่งเล็กน้อยด้วย

 

 

แต่พอหันไปหาผู้ติดตามที่ยืนอยู่ข้างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือกับเหตุการณ์ตรงหน้านี้ ฉันก็เห็นหยางหลินที่ยืนก้มหน้าก้มตาตัวสั่นอยู่ก่อนแล้ว เอาเป็นว่าอาการหนักกว่าเธอขนาดนี้คงไม่น่าช่วยอะไรไดุ้

 

 

“เจ้าค่ะ” ฉันตอบกลับไปด้วยใบหน้าที่ฝืนยิ้มแย้มออกไปอย่างแนบเนียน

 

ยังไงงานนี้ก็มีแค่ปีล่ะครั้ง แถมเธอเองก็เริ่มเบื่อกับชีวิตประจำวันในการเป็นเด็กฝึกหัดอยู่ที่นี่ด้วย ถือว่าไปเปิดหูเปิดตาหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร ถึงจะแอบหวาดเสียวกระบี่ของหลานหลี่จวินอยู่ไม่น้อยเลยก็เถอะ หวังว่าเขาคงไม่เอามันมาไล่ฟันเธอแบบตอนที่เจอกันในป่าครั้งแรกนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นละก็...สัญญาเลยว่าจะเป็นผีมาหลอกเขาคนแรกและจะเฮี้ยนสุดๆด้วย

 

“งั้นเจ้าก็ไปเตรียมตัวเสียเว่ยอิง” หลานหลี่เฉียงเอ่ยกับบุตรสาวก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายและศิษย์เอกของตระกูล

 

“ส่วนเจ้าสองคนก็ไปชำระร่างกายแล้วค่อยพาน้องไปงานของเมือง ข้าจะให้ศิษย์คนอื่นเตรียมรถม้ารอพวกเจ้า ไม่เกินหนึ่งเค่อ*ก็น่าจะเรียบร้อยดี”

 

เมื่อจบคำพูดของหลานหลี่เฉียง เด็กทั้งสามจึงโค้งเคารพให้กับผู้อาวุโสสูงสุด ก่อนจะแยกย้ายไปยังเรือนของตัวเอง

 

เว่ยอิงกับหยางหลินเมื่อเดินออกจากเรือนเหมันต์ของท่านประมุข ก็พากันถอนหายใจโล่งอกกับความกดดันที่ได้รับตอนอยู่ข้างใน ถึงจะเป็นแค่การพูดจาตามภาษาครอบครัว แต่รังสีความเป็นครูฝ่ายปกครองของพ่อลูกตระกูลหลานมันก็ความเกร็งให้กับลูกสาวคนใหม่กับผู้ติดตามของนางได้มากเลยทีเดียว

 

เหมือนกันขนาดที่ไม่ตรวจดีเอ็นเอก็รู้ว่าเป็นพ่อกับลูก

 

“เจ้ากับข้าแยกกันไปแต่งตัวเถอะ”

 

“ข้ารึขอรับ?”

 

“ก็ใช่น่ะสิ เจ้าคงไม่คิดที่ปล่อยข้าไปคนเดียวหรอกใช่มั้ย เจ้าเป็นผู้ติดตามของข้าก็ต้องตามข้าไปทุกที่สิ” เว่ยอิงยิ้มแย้มสดใสจนทำให้หยางหลินหลินทำตัวไม่ถูก “เถอะน่า ถือว่าไปเที่ยวเล่น เจ้าก็อยากไปชมไฟสีสวยบนฟ้าอย่างที่หวังเหยาบอกใช่มั้ยล่ะ"

 

เมื่อเห็นว่าเด็กชายคิดจะปฏิเสธเธอก็เอ่ยต่อในทันที

 

"ถ้าเจ้าไม่ไป ข้าก็ไม่รับประกันว่ากระบี่เสวี่ยผิงที่หลานหลี่จวินถืออยู่จะไม่ฟันเจ้าตัวขาดครึ่ง เพราะแค่ผู้ติดตามของข้าไม่ยอมติดตามข้าไปงานหรอกนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆข้าก็ช่วยเจ้าได้แค่จัดงานศพอย่างดีให้เจ้าแค่นั้นแหละ”

 

“ข-ขอรับ” เมื่อเจอคำขู่ของคุณหนูเข้าไป หยางหลินจึงไม่สามารถปฏิเสธอะไรได้

 

"ไปเตรียมตัวไป ข้าก็จะไปแล้ว" น้ำเสียงสดใสเอ่ยอย่างอารมณ์ดีเมื่อสามารถขู่เด็กน้อยขี้กลัวได้

 

"ขอรับ"

 

จากนั้นทั้งสองคนจึงแยกย้ายกันไปเตรียมตัว หยางหลินกลับเรือนพักของศิษย์ ส่วนเว่ยอิงโดนพี่ๆสาวใช้ลากไปแต่งตัวตั้งแต่เธอเดินแยกออกจากหยางหลินที่หน้าประตูเรือนของท่านประมุขแล้ว

 

ลากกันเก่งจริงๆเลยนะคนพวกนี้

 

ระหว่างโดนพี่ๆสาวใช้ขัดเนื้อขัดตัวจนเนื้อแทบหลุดออกจากผิว เว่ยอิงก็นั่งคิดไปพลางๆว่าไปงานในครั้งนี้เธอควรจะซื้ออะไรกลับมาที่บ้าน จะซื้อของเล่นหรือของกินอะไรดี ในหัวมีแต่ภาพของใช้มากมายที่อยากได้เต็มไปหมด

 

อีกใจก็แอบตื่นเต้นอยู่เหมือนกันที่จะได้เห็นงานเทศกาลของเมืองหิมะเอวซ่านี่ ที่ตัดสินใจยอมเสี่ยงโดนกระบี่ฟาดฟันในครั้งนี้ เหตุผลหนึ่งก็มาจากการบรรยายในนิยายเกี่ยวกับงานเทศกาลของเมืองซูโจวนี่แหละ

 

ตอนที่ได้อ่านหนังสือนิยายในโลกก่อน คุณนักเขียนเขาเล่นบรรยายบรรยากาศของงานซ่ะเธอเองก็อยากจะเห็นงานเทศกาลที่ติดอับดับหนึ่งในสามเทศกาลที่ล่ำลือว่างดงามที่สุดในโลกเซียนแห่งนี้ดูสักครั้ง พอจะได้เห็นกับตาเข้าจริงๆมีหรือว่าคนแบบหลานเว่ยอิงจะพลาด

 

ถึงอย่างนั้นเธอเองก็มีแผนแก้เผ็ดเพื่อที่จะใช้ในการแก้แค้นหลานหลี่จวินอยู่เหมือนกัน ถึงผลลัพธ์จะไม่หวาดเสียวเสี่ยงตายเหมือนกับตอนที่เขาเอากระบี่เสวี่ยผิงไล่ฟันเธอตอนอยู่ในป่าก็เถอะ แต่แผนการนี้บอกเลยว่าหลานหลี่จวินต้องมีคลั่งน้ำตาไม่มากก็น้อย คิกคิก

 

เทศกาลในวันนี้…หลานเว่ยอิงจะช้อปปิ้งให้ท่านพี่หมดตัวเลยเจ้าค่ะ!

 

.

.

.

เว่ยอิงพูดมาขนาดนี้ เราจะได้เห็นเด็กอายุสิบสองอย่างหลานหลี่จวินเป็นป๋าสายเปย์แล้วค่ะทุกคน ถ้าใครสงสัยว่าทำไมน้องรู้ชื่อกระบี่ของพี่ อย่าลืมนะคะว่าน้องเคยอ่านนิยายเรื่องของพี่มาก่อน เรื่องแค่นี้ไม่หนักหนาน้องหรอกค่ะ

 

 

 

แนะนำศัพท์

ยามโหย่ว คือ ช่วงเวลา 17.00 น. – 18.59 น.

หนึ่งเค่อ คือ ช่วงเวลา 15 นาที

 

 

 

ปล.เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบในการเขียนนิยายแต่ตกภาษาไทยมาตั้งแต่ม.1แล้วค่ะและบวกกับสายตาที่อาจมองพลาดไปในบางจุด ถ้าใครสังเกตเห็นหรือยังไงสามารถเตือนเราในคอมเม้นได้นะคะ เราจะรีบแก้ไขค่ะ

 

ปล.ไม่แจ้งเตือนอีกแล้วค่ะ

 

แก้ไขเมื่อ 30/05/2563

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น

  1. #85 mmiah (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2563 / 16:42

    คำว่า ร่องรอย ที่หมายถึงเบาะแส ใช้ร.เรือนะคะ
    #85
    0
  2. #5 Maplemape (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 22:52

    ขำตรง

    เชิงเทียนกูก้สวยดีเหมือนกัน55555

    มันคุ้นๆ

    #5
    1