配角 แค่ตัวประกอบข้ายังไม่ได้เป็น

ตอนที่ 4 : บทที่3 : หลานเว่ยอิงกับผู้ติดตาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,962
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 92 ครั้ง
    30 พ.ค. 63

 

บทที่3

หลานเว่ยอิงกับผู้ติดตาม

 

 

เรือนดอกเหมย

หลังจากที่ฉันเข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลหลานได้สามวัน ก็พบว่าความจริงที่ว่าตระกูลหลานน่ะกฎเยอะมาก นี่มันฝ่ายปกครองในอุดมคติชัดๆเลยไม่ใช่หรอ ถ้ามีแค่สิบกว่าข้อนี่จะไม่บ่นหรอกนะ แต่กฎที่ว่ามันมีถึงสามร้อยข้อ! และการที่ฉันเป็นลูกสาวป้ายแดงของตระกูลก็ต้องมานั่งจำนี่สิ

 

อยากจะบ้าตาย

 

หลังจากมาอยู่ที่นี่นอกจากมานั่งจำกฎแล้วก็ต้องมาพยายามหัดพูดภาษาจีนอีก จริงๆมันก็พูดได้มาตั้งแต่แรกแหละ ก็ไม่รู้หรอกพูดได้ยังไงสงสัยเป็นสกิลเทพที่พระเจ้าส่งมอบให้ เหลือแค่พูดให้เหมือนกับคนที่นี่พูดกันก็ถือว่าไม่ยากสำหรับอดีตหัวขโมยที่ไหลไปตามน้ำได้เรื่อยๆแบบฉัน ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหากทะลุมาที่นี่แล้วฟังภาษาจีนไม่ออกฉันจะเป็นยังไง มีหวังโดนเด็กนั่นฟันตัวขาดตั้งแต่ฟังฉันพูดไม่รู้เรื่องแล้ว

 

อ้อ

 

มีอีกเรื่อง

 

ฉันพึ่งรู้ตัวว่าร่างที่ฉันสิงอยู่ตอนนี้น่ะเด็กกว่าหลานหลี่จวินวัยเยาว์มากกว่าครึ่งอายุ เด็กบ้านั่นอายุสิบสอง ส่วนฉันเท่าที่สำรวจตัวเองดูแล้วไม่น่าจะมีอายุเกินวัยอนุบาลสองในโลกความจริง

 

ทุกวันนี้ก็เลยต้องทำตัวเป็นเด็กไปวันๆ วิ่งไล่จับคนนั้นคนนี้ไปทั่ว ก็ถือว่าสนุกดีเพราะตลอดชีวิตเมื่อก่อนเคยแต่โดนวิ่งไล่จับมีทั้งฝ่ายตำรวจและไอ้เสี่ยหื่นเลยล่ะ

 

ถึงว่าพวกนั้นวิ่งเอาปืนไล่ยิงฉันไม่หยุดไม่หย่อน

 

สงสัยจะสนุกกันมากเลยสินะ

 

“คุณหนูสวยมากเจ้าค่ะ”

 

“ใช่แล้ว ฉันนี่มันสวยจริงๆ” ฉันหันไปยิ้มให้พี่สาวใช้ที่มาแต่งตัวให้อย่างอารมณ์ดี

 

ตอนนี้ฉันอยู่ในชุดสีฟ้าสลับขาวที่เน้นสีขาวเป็นส่วนใหญ่ เสื้อผ้าหนาชั้นที่รุ่มร่ามกว่าตัวเดิมที่เคยใส่มันก็ชักจะทำให้หงุดหงิด มีเจ้าขนฟูฟ่องพองอยู่ที่คอก็ชวนคันอยู่เหมือนกันแต่ถือว่าต้องอดทนเพราะตอนที่อยู่ข้างนอกมันทำให้อุ่นสบายกว่าเดิม

 

ส่วนตัวเก่าที่เคยใส่ฉันก็เก็บไว้ในตู้นั่นแหละ ถึงจะชอบเนื้อผ้าแบบนั้นมากกว่าแค่ไหน แต่มันก็ไม่เหมาะกับอากาศของที่นี่เท่าไหร่ ดูอย่างตอนมาที่นี่วันแรกสิ ไม่แข็งตายก็เก่งแล้ว

 

แต่ก็นะ

 

เมืองเอลซ่ากับเสื้อหนาๆ มันเป็นของคู่กันนี่

 

เมื่อพี่ๆสาวใช้ของตระกูลหลานแต่งตัวให้ฉันจนพอใจ ก็ต่างขอตัวไปโรงครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้าต่อ ฉันที่ไม่มีอะไรทำก็เดินไปหาหวังเหยาที่ตอนนี้มีสถานะเป็นพี่เลี้ยงเด็กชั่วคราวไปแล้ว

 

ถ้าเป็นเมื่อสองวันก่อนอ่ะนะ

 

ตั้งแต่เมื่อวานฉันก็ไม่เจอกับพี่เลี้ยงชั่วคราวอย่างหวังเหยาเลยแม้แต่เงา อย่าว่าแต่หวังเหยาเลย หลานหลี่จวินฉันก็ไม่เห็น แต่ก็ถือว่าดีเพราะตอนเด็กนั่นอยู่ฉันก็ระแวงกระบี่เสวี่ยผิงที่เจ้าตัวถือแกว่งไปแกว่งมาตลอด

 

การหนีตายในครั้งนั้นยากจะลืม

 

ฉันที่ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยออกมานั่งปั้นตุ๊กตาหิมะเล่นตามประสาเด็กที่รอวันโต ตอนแรกว่าจะไปดูพวกศิษย์คนอื่นฝึกดาบกันนั่นแหละ แต่โดนห้ามไว้ก่อนเพราะหวังเหยาไม่อยู่และฉันอาจจะโดนลูกหลงจากการฝึกซ้อมได้

 

ปั้นไปปั้นมาสายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งเช็ดเชิงเทียนอยู่ในศาลาที่ไม่ไกลจากเธอมากนัก สายตาวิบวับที่มองเชิงเทียนของเด็กคนนั้นทำให้ฉันเองก็อดคิดถึงประโยคเด็ดอย่างเช่น ‘เชิงเทียนกูก็สวยดีเหมือนกัน’ ของพี่เสกที่เคยพูดเอาไว้ ไม่ใช่ว่าเด็กคนนั้นกำลังคิดประโยคนั้นอยู่ในใจหรอกใช่มั้ย

 

ถ้าเป็นแบบนั้น

 

ฉันจะขำให้ลั่นซูโจวเลยนะ

 

เมื่อเห็นว่ามีเด็กวัยใกล้เคียงกัน ตามภาษาเด็กฝึกหัดแบบฉันก็ต้องไปตีสนิทสักหน่อย นี่ฉันเล่นสมบทบาทมากเลยนะ ถ้าที่นี่มีออสก้าฉันนี่แหละผู้เข้าชิงอันดับหนึ่ง

 

พอเดินมาใกล้ศาลาเรื่อยๆก็เหมือนพี่เสกน้อยจะรู้ตัว เด็กชายละสายตาจากเชิงเทียนมามองฉันที่เดินอีกไม่กี่ก้าวก็จะเหยียบขึ้นศาลาที่เขาอยู่ จากนั้นก็เหมือนหนังนินจาที่เคยดูเพราะพี่เสกน้อยได้หายไปต่อหน้าต่อตาฉันเฉยเลย

 

บอกฉันทีว่าที่เห็นเมื่อกี้เป็นคนไม่ใช่ผี?

 

ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจอยู่อย่างนั้นเกือบนาที ถึงจะอยู่ในโลกนิยายแฟนตาซีแต่มันจำเป็นต้องชินกับการที่คนหายตัวได้ง่ายๆแบบนี้ด้วยหรอ

 

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ไหนๆก็เดินมาถึงนี่แล้วก็เล่นมันอยู่แถวนี้เนี้ยแหละ ฉันเดินไปเรื่อยๆ จนขึ้นมาถึงศาลาที่เป็นจุดมุ่งหมาย แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็เจอกับก้อนคนกำลังหดตัวให้ลีบแบนอยู่

 

อ้อ!

 

ที่เห็นหายตัวไปเมื่อกี้ก็แค่หดตัวสินะ

 

“เป็นคนหรือเต่าทำไมไปนั่งหดแบบนั้นล่ะ”

 

เด็กชายไม่เงยหน้าขึ้นแต่พยายามหดตัวให้ลีบกว่าเดิม ฉันไม่รู้หรอกนะว่ากลัวอะไรกับอีแค่เด็กผู้หญิงที่สูงยังไม่พ้นหลักกิโลแบบฉันหรือว่าเขินที่ฉันสวยเกินไป

 

คงเป็นอย่างหลังนั่นแหละ คิกคิก

 

“ใจร้ายนะ ข้าอุตส่าห์เดินมาเล่นด้วย” ฉันกอดอกมองเด็กขี้กลัวที่เริ่มคลายการหดตัวมาเล็กน้อย

 

“ไม่กล้าขอรับ”

 

“ทำไมล่ะ”

 

“ค-คุณหนูคือบุตรสาวคนเล็กของท่านประมุขหลาน ข้าไม่กล้าหรอกขอรับ” เสียงสั่นเอ่ยออกมา

 

“ข้าเป็นลูกท่านประมุขหลานแล้วยังไงต่อ”

 

จบประโยคของเว่ยอิง เด็กน้อยที่เอาแต่หดตัวก็คลายอ้อมแขนของตัวเองแล้วเลยหน้าขึ้นไปมองคุณหนูคนเล็กที่ตอนนี้กำลังยิ้มแย้มสดใสผิดกับคนของตระกูลหลานที่มักทำใบหน้าเรียบนิ่งอยู่ตลอดเวลา

 

“ข้าเป็นลูกของท่านประมุขก็จริง แต่ข้าก็เป็นแค่ลูกบุตรธรรมนะ” น้ำเสียงสดใสเอ่ยบอก “และข้าไม่ถนัดทำหน้าโหดแบบท่านพ่อกับท่านพี่หรอก สบายใจได้”

 

เด็กชายที่ได้ยินคุณหนูพูดเช่นนั้นก็คลายความกังวนลงเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีอาการกลัวเธอแบบในทีแรก เว่ยอิงจึงกระโดนไปนั่งเล่นกับเด็กคนนั้นทันที

 

“ว่าแต่ข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อนเลย อยู่ที่นี่มาตั้งสามวันแล้วด้วย เจ้าชื่ออะไร”

 

“หยางหลินขอรับ” เด็กชายตอบ

 

“ข้าเว่ยอิงนะ”

 

“ข้ารู้ขอรับ” เห็นขี้กลัวแบบนี้ก็แอบกวนอยู่นะเนี้ย

 

ฉันหันไปยิ้มให้กับคนที่เลิกสนใจตัวเองไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้เพราะพี่เสกน้อยเริ่มปฏิบัติการเช็ดเชิงเทียนอีกครั้งแล้ว เว่ยอิงมองหยางหลินอย่างนึกเอ็นดู เด็กคนนี้น่ารักจริงๆรู้จักทำการทำงานตั้งแต่เด็กแบบนี้ ทำให้อดคิดถึงตัวเองสมัยก่อนไม่ได้

 

ก็นะฉันก็เคยทำแบบนี้มาก่อนนี่

 

“ปกตินั่งเช็ดแบบนี้ทั้งวันเลยหรอ”

 

“ขอรับ บางวันก็เช็ดอย่างอื่นบ้างขอรับเพราะนี่เป็นงานเดียวที่วัยข้าสามารถทำได้” หยางหลินตอบอย่างใสซื่อ

 

“ทำไมเจ้าไม่ไปฝึกวิชาแบบคนอื่นๆล่ะ เจ้าก็เป็นหนึ่งในศิษย์ของตระกูลไม่ใช่หรอ” หยางหลินชะงักมือเล็กน้อยก่อนจะกลับไปเช็ดเชิงเทียนต่อ “ลมปราณของข้าในตอนนี้ยังไม่สามารถฝึกได้ขอรับเพราะมันมีน้อยจึงต้องรอเวลา”

 

“ถึงจะไม่เข้าใจเท่าไหร่แต่ก็ทำเป็นเข้าใจให้ก็ได้” ฉันบอกอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหันไปหยิบเชิงเทียนที่โดนเช็ดไว้แล้วมาถือเล่น

 

จะว่าไปเชิงเทียนนี่ก็สวยดีเหมือนกันนะเนี้ย

 

เอ้ะ

 

นี่ฉันเป็นพี่เสกอีกคนแล้วหรอ?

 

.

.

 

ถามว่าตอนนี้ฉันรู้สึกยังไง

 

ฉันจะบอกให้ว่ารู้สึกว่ามันเงียบเกินไป

 

หลังจากคุยเล่นกับหยางหลินอยู่ดีๆ บรรดาพี่ๆสาวใช้ก็มาตามให้เธอไปกินข้าวกับท่านประมุข ที่ไม่รู้คิดยังไงถึงตามเธอไปกินข้าวด้วยและอย่าคิดเชียวว่าจะมีสนทนาพ่อลูกหรรษาให้ได้ยิน ก็ฉันบอกแล้วไงว่ามันเงียบเกินไป

 

ท่านประมุขเอาแต่กินข้าวเงียบๆกับฉันที่ค่อนข้างเกรงกลัวกับลุคที่คล้ายกับฝ่ายปกครองของพ่อคนใหม่ของตัวเอง นี่ก็นั่งเกร็งจนตูดจะเป็นตะคริวอยู่แล้ว ดีนะที่หลานหลี่จวินไม่อยู่ไม่อย่างนั้นคงไม่มีแค่นั่งเกร็งอย่างเดียว คงมีนั่งหวาดผวากับกระบี่ของเจ้าตัวบวกไปด้วย

 

นี่จะรู้ตัวมั้ยว่าทำให้น้องสาวสุดน่ารักมีปมน่ะหลานหลี่จวิน

 

“ช่วงนี้หวังเหยาไม่อยู่ เจ้าอยู่ดีใช่หรือไม่” จู่ๆท่านประมุขหลานก็เอ่ยขึ้นขัดความเงียบ ฉันเองก็เกร็งอยู่แต่ก็ต้องตอบกลับไปเพราะผู้ใหญ่ถาม “สบายดีเจ้าค่ะ เว่ยอิงได้เพื่อนใหม่แล้วด้วย”

 

“ใครกัน” หลานหลี่เฉียงเอ่ยอย่างสงสัย

 

“ชื่อหยางหลินเจ้าค่ะ เป็นเด็กผู้ชายแต่หน้าหวานอย่างกับผู้หญิง”

 

“เด็กคนนั้นหรอกรึ” หลานหลี่เฉียงลูบเคราอย่างใช้ความคิด “เด็กนั้นเป็นบุตรชายคนหนึ่งของศิษย์ในตระกูลแต่ศิษย์คนนั้นอายุสั้นไปเสียหน่อย พ่อเลยรับเลี้ยงไว้ในตระกูลหลาน”

 

“เว่ยอิงได้ยินมาว่าเขายังฝึกวิชาของตระกูลเราไม่ได้ หมายความว่ายังไงหรือเจ้าคะ?”

 

“เด็กคนนั้นมีพลังปราณที่น้อยนัก เขาควรรอเวลาที่เหมาะสมถึงจะฝึกมันได้” คำตอบไม่ต่างจากที่ฟังหยางหลินบอกเลยนี่ท่านพ่อ

 

ปั๊ดโถ๊ะ!

 

“แล้วถ้าเว่ยอิงอยากได้เขามาเป็นผู้ติดตามจะได้หรือไม่เจ้าคะ”

 

“เด็กนั่นเป็นชายจะให้มาติดตามเจ้ามันย่อมไม่เป็นผลดี” หลานหลี่เฉียงกดเสียงลงน้อยเพื่อคงอารมณ์ของตัวเอง

 

“แต่พอเขาโตขึ้น เขาเป็นชายก็ปกป้องลูกได้นะเจ้าคะ”

 

“พี่เจ้ากับหวังเหยาก็เพียงพอแล้ว”

 

“แต่ว่าถ้าข-“

 

“เว่ยอิง!” เสียงกดที่เข้มขึ้นทำให้บุตรสาวสะดุ้งไม่น้อย

 

เมื่อได้ยินน้ำเสียงของพ่อตัวเองเว่ยอิงก็ทำได้แค่กดสีหน้าสลดลงเพราะถ้าพูดอะไรออกไปมากกว่านี้ก็มีแต่ท่านพ่อจะไม่พอใจเอาเสียเปล่าๆ

 

หลานหลี่เฉียงเมื่อได้เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปกะทันหันของบุตรสาว ก็ทำให้คนเป็นพ่อกระวนกระวายอยู่ในใจไม่น้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหญิงตัวน้อยมีสีหน้าที่ผิดหวังและเศร้ามากขนาดนี้

 

“หากเจ้าต้องการก็ย่อมได้” หลานหลี่เฉียงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สงบไม่มีความเข้มดั่งตอนแรก

 

“เจ้าคะ?”

 

“หากเจ้าอยากให้หยางหลินไปเป็นผู้ติดตามก็ย่อมได้”

 

เมื่อได้ยินอย่างนั้นใบหน้ายิ้มแย้มสดใสก็ปรากฎขึ้นมาให้ท่านประมุขหลานได้เห็นอีกครั้ง แบบนี้สิค่อยสมกับที่เป็นนางหน่อย ท่านประมุขยิ้มเอ็นดูก่อนจะลงมือกินอาหารตรงหน้าต่อ ถือว่าการที่ข้าตามใจลูกในครั้งนี้เป็นการต้อนรับเจ้าตระกูลของเราแล้วกันนะหลานเว่ยอิง

 

ตัดภาพมาทางเด็กหญิงตัวน้อยที่เห็นว่าแผนการที่ตัวเองคิดเอาไว้ได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีไม่มีติดขัดก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจในฝีมือของตัวเอง

 

ก็บอกแล้วไงว่าถ้าที่นี่มีรางวัลออสก้าเธอคงมีชื่อเข้าชิงไปแล้ว

 

.

.

.

พระเอกค่าตัวแพงมากค่ะ เราจ่ายไปกับตอนก่อนหน้าหมดตัวแล้ว ตอนนี้เลยโผล่มาแค่ชื่อเท่านั้น น่าสงสารเสียจริงนะหลานหลี่จวิน ฉ่าาาา

 

ปล.มันไม่แจ้งเตือน เราก็ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกันค่ะ

 

แก้ไขเมื่อ 30/05/2563

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 92 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น

  1. #78 tal_1912 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 14:46
    พี่เสกน้อย55555
    #78
    0
  2. #75 natpapat5365 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 12:31
    เนื้อเรื่องน่าสนใจน่าตืดตามสนุกมากค่ะ
    #75
    0
  3. #74 ae15051973 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 19:59
    น้องน่ารักมากหัดเจ้าเล่ห์ตั้งแต่เด็กเลยค่ะ
    #74
    0
  4. #4 MyAmAmMa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 21:18

    สู้นะคะ เนื้อหาสนุกมากค่ะ
    #4
    1
  5. #3 Khetty-tk (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 18:41
    ไม่เข้าใจวันที่แก้ไข เดือนนี้เดือน 5 ไม่ใช่เหรอคะเห็นมาหลายตอนเริ่มงงว่าตัวเองจำเดือนผิดหรือป่าว
    #3
    1
  6. #1 ae15051973 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 19:15

    สนุกมากค่ะตลกดีอ่านรวดเดียวจบเลยมาแนวแปลกส่วนมากตัวเอกจะทะลุมาเป็นตัวละครในนิยายแต่น้องมาเหนือค่ะน้องเป็นลูกเทพเลยค่ะรอตอนต่อไปค่ะ
    #1
    3