end; ฝนสีเงิน | chanbaek

ตอนที่ 13 : CH.12 | 520 [END]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,346
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 68 ครั้ง
    19 มี.ค. 60








CH.12 | 520 








 

เพียงพลัด พร่ำเพรียก เรียกหา

เพียงจาก ล่ำลา ริห่างหาย

เพียงอื้น เพียรเอ่ย เผยมลาย

เพียงเจ็บ เพียงสลาย หายไปไม่หวนมา

...

 

มันเป็นเวลาไม่ต่ำกว่าสิบสองนาฬิกาที่ทุกอย่างดูวุ่นวายกว่าปกติ โบสถ์ที่เคยเงียบสงบในเช้าวันจันทร์เพราะเด็กๆ ออกไปโรงเรียนไม่เป็นอย่างนั้นอีกต่อไป เป็นความผิดปกติที่ผู้คนภายในเมืองทำได้แค่ชะโงกหน้ามองจากภายนอกเท่านั้น


ผู้ชายจำนวนมากคนขนของจากในโบสถ์ขึ้นรถบรรทุกหลายสิบคันทีละชิ้นสองชิ้น ตั้งแต่ของเล็กๆ น้อยๆ อย่างกระถางต้นไม้ไปจนถึงเตียงขนาดใหญ่ของเด็กๆ


โธ่ .. แล้วเด็กกำพร้าพวกนี้จะไปอยู่ที่ไหนกันเสียงพูดคุยของชาวบ้านดังระงมเมื่อทุกคนต่างคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดี ทั้งในความเป็นสถานที่แห่งศาสนารวมถึงสถานสงเคราะห์เด็กที่จำเป็นต้องปิดตัวลงเพราะโดนไล่ที่


ได้ยินว่าเจ้าของที่ดินประกาศขายเพราะโบสถ์ไม่มีเงินไปจ่ายค่าเช่าจึงต้องโละอาคารทั้งหมดทิ้งไปทำสนามกีฬา


น่าสงสารเด็กๆ เหลือเกิน


เด็กทุกคนยืนก้มหน้าก้มตาอยู่ตรงลานด้านหน้าพร้อมกระเป๋าของตัวเองที่ต้องออกไปภายในวันนี้เช่นกัน เจ้าหน้าที่ของโบสถ์พยายามช่วยอย่างถึงที่สุดโดยติดต่อภาครัฐให้หาที่อยู่ให้ชั่วคราว ไม่มีใครทำอะไรได้มากกว่านี้อีกแล้ว


เวลาเคลื่อนไปพร้อมกับข้าวของที่ค่อยๆ ขนส่งออกไป เด็กๆ ยืนรอรถที่จะมารับด้านหน้าโบสถ์ซึ่งยังมีคนในละแวกนั้นยืนออกันอยู่ไม่ไปไหน


มันน่าใจหายที่สถานที่ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของเมืองกำลังจะเปลี่ยนไป


ขอบคุณทุกท่านที่เอ็นดูเด็กๆ และคอยให้ความช่วยเหลือพวกเราเสมอมา พ่อทำดีที่สุดแล้วจริงๆบาทหลวงวินเซนท์ผู้ดูแลสถานรับเลี้ยงเด็กคนล่าสุดพูดเสียงสั่นเครือ ไม่มีใครอยากทิ้งสิ่งที่ดูแลมาตลอดสิบปีได้ลง


พวกเราเสียใจเช่นกันคุณพ่อ ในเวลานี้คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะช่วยได้


ความเงียบโรยตัวเมื่อไม่มีใครพูดอะไรอีก เด็กหลายสิบคนมองสถานที่ที่อาศัยมาเนิ่นนานอย่างสิ้นแล้วซึ่งความหวัง พวกเขาเหมือนคนกำพร้าซ้ำซาก


แต่เหมือนพระเจ้าจะเห็นใจ


รถสีดำขลับเคลื่อนเข้ามาจอดด้านหน้าโบสถ์เรียกสายตาทุกคนบริเวณนั้นให้หันไปมองพร้อมกัน บาทหลวงวินเซนท์ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อนั่นกลับไม่ใช่รถของรัฐบาลที่พวกเรารออยู่


สวัสดีครับคนขับรถวัยกลางคนท่าทางทะมัดทะแมงเดินลงมาพร้อมทักทายคุณพ่อก่อนเป็นอันดับแรก เด็กๆ ไม่ต้องไปไหนแล้วล่ะ


หมายความว่าอย่างไร


หมายความว่าที่นี่จะยังเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กต่อไปน่ะสิครับคุณพ่อ ประธานได้ซื้อโบสถ์แห่งนี้ไว้แล้ว


ประโยคนั้นเรียกให้เสียงพูดคุยที่เงียบกริบอยู่พักหนึ่งดังจอแจขึ้นอีกครั้ง มากกว่าอะไรเสียคงจะเป็นคนของโบสถ์และเด็กกำพร้านับสิบที่เริ่มมีความหวังเป็นประกายในแววตาหลังจากเศร้าหมองกันมาหลายวันตั้งแต่รู้ข่าวเรื่องรื้อที่ดิน


ที่นี่จะไม่ถูกรื้อทำเป็นสนามกีฬาแล้วหรือบาทหลวงวินเซนท์ถลึงตาโพลง รอยยิ้มเริ่มปรากฏบางๆ ที่ข้างแก้ม


ครับคุณพ่อ ประธานจะเป็นคนจัดการโบสถ์รวมถึงสถานรับเลี้ยงเด็กและทำการบูรณะใหม่อย่างดีเชียวล่ะ เสียงโห่ร้องอย่างยินดีดังขึ้นไม่ขาดสาย นั่นจึงทำให้คนพูดได้ใจเข้าไปอีก ประเดี๋ยวทางเราจะติดต่อให้เอาของทั้งหมดกลับมาไว้ที่เดิมนะครับ ประธานฝากมาขอโทษที่ล่าช้าจนเกือบแจ้งข่าวไม่ทัน


พระเจ้า พระเจ้าบาทหลวงวินเซนท์พร่ำพูดอยู่อย่างนั้นระหว่างที่เด็กๆ กระโดดโลดเต้นกับข่าวที่เพิ่งได้รับ


ใครน่ะ ใครกันที่มีเงินซื้อที่ตรงนี้ได้มากขนาดนั้น


คนในละแวกนั้นตั้งคำถามคนขับรถจึงกุลีกุจอยื่นนามบัตรของเจ้านายส่งให้คุณพ่อทันที


ขออภัยที่ไม่ได้แนะนำตัว คนที่จะมาเป็นคนดูแลโบสถ์ต่อจากนี้คือ ประธานปาร์ค ชานยอล เจ้าของธุรกิจในเครือปาร์คเกอร์โปรดักชั่น


เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง แน่ล่ะว่าทุกคน ณ ที่นี้รู้จักปาร์คเกอร์โปรดักชั่น


ผมขอตัวก่อนนะครับ ยังไงคุณพ่อก็พาเด็กๆ กลับไปในโบสถ์ได้ตามปกติว่าแล้วชายวัยกลางคนก็โค้งลาอย่างสุภาพก่อนจะขึ้นไปบนรถอีกครั้ง ทุกสายตายังคงจับจ้องไปยังรถคันนั้นไม่ละไปไหน


ชานยอลหรือ...บาทหลวงวินเซนท์ทวนคำเสียงเบาหวิวขณะมองนามบัตรในมือ ดวงตาสีน้ำข้าวหันไปมองเงาของคนในรถที่นั่งอยู่บนเบาะหลังอย่างสงบ


คุณพ่อรู้จักประธานปาร์คหรือคะ?ใครคนหนึ่งในผู้คนมากมายถามขึ้น แน่ล่ะว่าบางคนอาจจะคุ้ยเคยชื่อนี้ในฐานะเจ้าของปาร์คเกอร์โปรดักชั่น


ส่วนบางคนอย่างเช่นบาทหลวงวินเซนท์ก็รู้จักในอีกฐานะหนึ่ง


พ่อไม่แน่ใจว่าใช่เขาหรือเปล่า


 


เรียบร้อยดีไหม?คำถามจากร่างสูงที่นั่งอยู่เบาะหลังเรียกให้คนขับรถที่เพิ่งออกรถได้เพียงไม่นานพยักหน้าตอบอย่างรวดเร็ว


เรียบร้อยดีครับประธาน เด็กๆ ดูดีใจกันมากที่ไม่ต้องย้ายไปที่อื่น


อืมเสียงทุ้มในลำคอดังขึ้นก่อนจะปล่อยให้บรรยากาศภายในรถเงียบสงัดต่อไป ชายในชุดสูทสีดำนั่งกอดอกพร้อมเสมองออกไปนอกหน้าต่าง เป็นเวลานานมากทีเดียวที่เขาไม่ได้กลับมาเหยียบที่นี่จนกระทั่งวันนี้ บอกคนให้ไปจัดการเรื่องสัญญาซื้อขายให้เรียบร้อย ผมไม่อยากให้มีปัญหา


ครับ ประธานคนสนิทของประธานปาร์คตอบรับเสียงขึงขังก่อนจะลอบมองเจ้านายผ่านกระจกรถอย่างลังเล ดูเหมือนบาทหลวงคนนั้นจะรู้จักประธานนะครับ


และเพราะดวงตาคมยังเอาแต่เหม่อมองออกไปด้านนอกคนถามจึงลอบถอนหายใจเมื่อครั้งนี้เขาไม่โดนดุเรื่องมารยาทเหมือนปกติ


อย่างนั้นหรือ


แต่การถามมากไปกว่านี้คงจะเห็นไม่ควรเท่าไหร่จึงต้องนั่งเงียบๆ ขับรถไปตามจุดหมายของเจ้านายซึ่งอยู่ในเมืองเดียวกัน


ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนักสำหรับชานยอล อย่างน้อยถ้าเทียบกับเมืองหลวงที่แทบไม่เหลือเค้าลางจากเมื่อ 16 ปีก่อนเลยแม้แต่น้อย


16 ปีของที่นี่ผ่านไปอย่างเสี้ยวเศษและเงียบงัน


รออยู่ที่รถ ไม่ต้องตามไป


แต่ประธานครับ


นี่คือคำสั่งพูดจบร่างสูงก็ถือช่อดอกไม้ที่วางอยู่บนเบาะลงไปจากรถด้วยกัน ลมอ่อนๆ พัดเข้ามาต้อนรับตลอดเส้นทางที่ทอดยาวออกไปตามเนินเขา ฝีเท้ามั่นคงหยุดลงตรงหน้าหลุมศพที่ป้ายชื่อจางลงจนแทบอ่านไม่ออก เขาก้มลงวางดอกไม้ลงบนแท่นตรงหน้า ก่อนจะเหยียดตัวยืนสุดความสูงพร้อมจดจ้องดวงตาไปยังตำแหน่งที่เสมือนจำลองใบหน้าใครบางคนไว้ต้อนรับ


ผมกลับมาแล้วนะครับ คุณแม่อธิการ


ไม่รู้หรอกว่าสายลมที่พัดหวีดหวิวกำลังบ่งบอกว่าคนบนฟ้าตอบรับหรือไม่เขาก็อาจจะคิดมากไป มือหนาล้วงกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้างราวกับมันเป็นตำแหน่งแห่งที่ที่สมควรที่สุดในตอนนี้


ผมขอโทษที่เกือบจะดูแลที่นี่ไว้ไม่ได้ทั้งๆ ที่สัญญากับคุณแม่ไว้แล้ว


น้ำเสียงของเขามั่นคง ราวกับไร้ความรู้สึกทั้งๆ ที่แสนรู้สึก


ขอโทษที่ไม่ได้กลับมาหาตลอดสิบหกปี ผมอาจจะเคยแตกสลายไม่มีชิ้นดีแต่คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงผมนะครับ


ในเวลาที่หยดน้ำตาเป็นเรื่องเหลวไหล


ผมจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดี


จึงไม่มีใครร้องไห้ออกมา

 


…………………………………………………………


 

กลางดึกที่เงียบสงัดมีเพียงเสียงหริ่งหรีดเรไรอยู่เป็นเพื่อนเขาในตอนนี้ มือหนาเปิดจดหมายที่เขียนถึงตัวเองซึ่งทางโบสถ์ยังเก็บไว้ครบทุกฉบับ กระดาษบันทึกตัวตนของเขาเปลี่ยนแปลงไปทุกปีแต่เส้นความสุขของแต่ละปีนั้นยังคงที่เท่ากับศูนย์เมื่อคนๆ หนึ่งหายไป


ห้องทำงานภายในโบสถ์ของชานยอลเคยเป็นห้องเก่าของคุณแม่อธิการโดยที่เขาไม่บูรณะส่วนใดส่วนหนึ่งให้ผิดแผกไป อย่างน้อยก็ทุกครั้งที่กลับมาที่นี่ ให้ภาพความทรงจำบางอย่างจะยังเลือนรางอยู่บ้างก็ยังดี


ก๊อก ก๊อก!


ดวงตาคมไม่ได้ละจากหน้าจดหมายที่วนอ่านอยู่หลายรอบแม้จะได้ยินเสียงเคาะประตูดังอย่างแผ่วเบา เขาทำเพียงส่งเสียงเรียบตอบกลับไปเท่านั้น


เชิญ


บาทหลวงวินเซนท์เดินเข้ามาในห้องพร้อมรอยยิ้ม ตั้งแต่ชานยอลเป็นคนมาดูแลโบสถ์ที่นี่ก็ดูจะคึกคักมากเป็นพิเศษจากการบูรณะและจัดเตรียมงานฉลองโบสถ์ใหม่ จะว่าไปเขาก็ยุ่งจนไม่ได้เข้าไปทักทายบาทหลวงวินเซนท์อย่างเป็นทางการเลยสักครั้ง


พ่อเห็นไฟห้องทำงานคุณเปิดอยู่เลยอยากเข้ามาคุยด้วยเสียหน่อย


เชิญนั่งครับ คุณพ่อชานยอลลุกขึ้นยืนก่อนจะผายมือไปยังเก้าอี้ตรงข้ามโต๊ะของเขา


พ่ออยากจะขอบคุณคุณจากใจที่มาช่วยโบสถ์ของเราไว้


ไม่ใช่เรื่องที่ต้องขอบคุณหรอกครับ อย่างไรเสียผมก็ต้องตอบแทนที่นี่อยู่แล้วเสียงทุ้มเท้าความไปถึงอดีตขณะประสานมือเข้าด้วยกันบนโต๊ะทำงาน "ผมเคยเป็นเด็กกำพร้าอยู่ที่นี่น่ะครับ"


พ่อรู้


หืม?เขาขมวดคิ้วประสานสายตากับดวงตาสีน้ำข้าวด้วยความสงสัย


พ่อเคยทำผิดมากที่สุดในชีวิตสองเรื่อง หนึ่งคือขโมยข้าวสาลีของคนข้างบ้านมาทำขนมปัง และสอง .. พ่อเคยทอดทิ้งคนสำคัญไปจากชีวิต


ชานยอลนั่งฟังเงียบๆ เป็นการเปิดโอกาสให้บาทหลวงวินเซนท์ได้พูดอะไรบางอย่างเท่าที่อยากพูด และดูเหมือนเขาจะรับรู้ได้ถึงเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับตัวเอง


ครอบครัวของพ่อล้มละลายกะทันหันพ่อจึงตัดสินใจพาลูกชายเพียงคนเดียวไปทิ้ง ภรรยาของพ่อไม่คุยกับพ่ออีกเลยตั้งแต่ตอนนั้น เธอรักลูกของเธอมาก มากที่สุด


“…”


พ่ออยากตอบแทนที่นี่ที่เลี้ยงลูกของพ่อเป็นอย่างดีจึงตั้งใจจะมาดูแลโบสถ์รวมถึงเด็กๆ .. นั่นก็สิบปีมาแล้ว น่าเสียดายที่คุณไม่อยู่ให้พ่อขอโทษในตอนนั้น


ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากันแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้มีท่าทีอื่นใด มือที่ประสานเข้าด้วยกันยังสงบอยู่ตรงตำแหน่งเดิม ดวงตาที่จ้องมองผู้อาวุโสก็ไม่ละไปไหน


ความเงียบเป็นช่วงเวลาที่ไม่น่าประทับใจ ใครบางคนบอกไว้อย่างนั้น


แล้วตอนนี้ .. แม่เป็นอย่างไรบ้างครับ?


บาทหลวงวินเซนท์ระบายรอยยิ้มอ่อนๆ เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ได้เคียดแค้นหรือไม่อย่างนั้นก็เก็บอาการเก่งใช่ย่อย แต่การที่ลูกชายคนหนึ่งจะถามถึงแม่ที่ไม่เคยเห็นหน้าจากพ่อแท้ๆ ของตัวเองเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง


เธอจากไปเพราะโรคระบาดเมื่อ 20 ปีก่อน


สายเลือดภายในร่างกายของชานยอลชาหนึบ แต่เขาก็เลือกที่จะพยักหน้ารับอย่างสงบ


เธอรักคุณมาก และเชื่อเถิดว่าเธอไม่เห็นด้วยกับการที่พ่อทิ้งคุณไปแบบนั้น


ครับ ผมรู้มือหนาผละออกจากกันก่อนริมฝีปากจะเผยรอยยิ้มมอบให้อีกคนอย่างจริงใจ ดื่มชาคุยกันดีไหมครับ


เอาสิ


และชานยอลเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเขามีลักยิ้มเหมือนกับพ่อ


 

…………………………………………………………


 

วันงานฉลองโบสถ์มาถึงอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างวุ่นวายกับการเตรียมงานตลอดช่วงกลางวันเพื่อพิธีต้อนรับในตอนค่ำที่เชิญแขกเหรื่อมาเป็นจำนวนมาก เด็กๆ ต้องกลับจากโรงเรียนก่อนบ่ายสองโมงเพราะต้องแต่งตัวเตรียมรับแขก ความวุ่นวายขนาดย่อมกินพื้นที่ในรั้วโบสถ์จึงเกิดขึ้นตั้งแต่ไก่โห่


เจ้าของปาร์คเกอร์โปรดักชั่นรีบจัดการงานในบริษัทเพื่อมาดูความเรียบร้อยไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ได้ ต้องขอบคุณชาวบ้านในละแวกที่เข้ามาช่วยกันอย่างเต็มที่เพราะเห็นว่าอย่างน้อยเมืองของเราก็ไม่มีงานเฉลิมฉลองแบบนี้มาพักใหญ่แล้ว


ชานยอล!” เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียกขณะที่กำลังจะเดินผ่านสนามหญ้า ผู้หญิงในชุดลูกไม้คนหนึ่งกำลังยิ้มให้เขา เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้พบเจอนานเท่าไหร่กัน


พี่ลูน่า .. เหรอครับ


อะไรกัน จำพี่ไม่ได้แล้วเหรอลูน่าแกล้งตบบ่าแกร่งเบาๆ เมื่อรุ่นน้องกำลังถลึงตามองเธอด้วยความตกใจที่ปิดไม่มิด


ผมแค่ ไม่คิดว่าจะได้เจอพี่ชานยอลตอบพร้อมรอยยิ้ม เขาหันไปมองชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอุ้มเด็กผู้ชายวัยประมาณ 4-5 ขวบอยู่ข้างๆ พี่ลูน่าก่อนจะถลึงตาอีกรอบ พี่เซฮุน?


อือ ตกใจอะไรเยอะแยะเสียงนั้นบอกอย่างเบื่อหน่ายจนภรรยาสาวตีไหล่เข้าให้หนึ่งที


คุณก็ พูดดีๆ สักวันจะเป็นอะไรไหมก่อนพี่ลูน่าจะยิ้มแย้มให้ลูกชายที่หันมองผู้ใหญ่คุยกันอยู่เงียบๆ มาพักหนึ่งแล้ว ลู่ฮุน อย่าทำนิสัยแบบนี้เหมือนคุณพ่อเข้าใจมั้ยครับ


ค้าบ คุงพ่อนิฉัยมะดีริมฝีปากของเด็กน้อยขยับเขยื้อนเรียกรอยยิ้มจากคนมองได้ไม่ยาก ลูน่าหัวเราะชอบใจที่สามีเบือนหน้าหนีโกรธลูกเข้าจนได้


ลู่ฮุน นี่พ่อ


เอาล่ะลู่ฮุน ปล่อยพ่อเค้าไปก่อนเนอะ แม่จะแนะนำให้ลูกรู้จักเพื่อนแม่สมัยสาวๆ นี่คุณอาชานยอลนะครับ


ฉะหวัดดีค้าบ


ครับชานยอลยิ้มรับให้เด็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวเล็กเบาๆ พวกเราพูดคุยกันอยู่ไม่นานเขาก็ต้องขอตัวเดินออกไปจัดการงานต่อเมื่อเห็นว่าครอบครัวโอจะอยู่ช่วยงานและร่วมงานในตอนค่ำด้วยกัน


เป็นอย่างไรบ้างครับคุณพ่อ


บาทหลวงวินเซนท์ที่มีเหงื่อผุดตรงขมับหันมาตามเสียงของคนถาม ประธานปาร์คในชุดทำงานยิ้มให้เล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบของผู้เป็นพ่อ


ทุกอย่างเรียบร้อยดี เหลือตกแต่งอีกเล็กน้อย


ขอบคุณที่ช่วยจัดการเรื่องทางนี้นะครับ


ไม่ต้องห่วง คุณก็เหนื่อยมากแล้ว


งั้นผมขอตัวก่อน


ร่างของเจ้าของโบสถ์คนใหม่หายขึ้นไปห้องทำงานได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาแต่ไกล หญิงวัยกลางคนร่างท้วมวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาบาทหลวงวินเซนท์อย่างเร่งรีบด้วยความตกอกตกใจ


คุณพ่อวินเซนท์คะ แย่แล้วค่ะ


มีอะไร ค่อยๆ พูด


นักร้องของเราป่วยกะทันหันหายไม่ทันงานตอนค่ำแน่ๆ ค่ะ จะทำอย่างไรดี


แย่ล่ะบาทหลวงวินเซนท์ขมวดคิ้วยุ่ง ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงชาวบ้านที่มาช่วยงานอยู่ใกล้ๆ พูดขึ้นเพื่อเสนอความคิดเห็น


ได้ยินมาว่าลูกเจ้าของร้านขายดอกไม้ร้องเพลงเพราะเชียว ลองให้มาร้องไปก่อนสิคะ


จริงด้วยค่ะคุณพ่อ เด็กคนนั้นฉันรู้จักดี


เด็กที่มาส่งดอกไม้กับพ่อแม่เมื่อเช้าน่ะหรือ?บาทหลวงวินเซนท์จำได้ลางๆ ว่าเห็นหน้าค่าตากันอยู่บ่อยครั้งเพราะร้านนั้นเป็นร้านดอกไม้เพียงร้านเดียวของเมืองในตอนนี้


ใช่ค่ะคุณพ่อหญิงร่างท้วมดีดนิ้วเป๊าะ เธอลืมได้อย่างไรว่ามีของดีอยู่ใกล้แค่นี้ ฉันสนิทกับครอบครัวเค้าเพราะไปซื้อดอกไม้ที่ร้านบ่อยๆ เด็กคนนั้นน่าจะไม่มีปัญหา


อย่างนั้นก็ดี


ให้ฉันไปตามมาซ้อมเลยไหมคุณพ่อ?หญิงร่างท้วมขอความคิดเห็น บาทหลวงวินเซนท์ยกมือปรามก่อนจะแหงนหน้าไปที่ห้องทำงานของลูกชาย


ประเดี๋ยวก่อน พ่อคงตัดสินใจอะไรไม่ได้ว่าแล้วก็ขึ้นบันไดไปบอกเรื่องที่เกิดขึ้นให้คนที่มีสิทธิ์มีเสียงใหญ่สุดในตอนนี้รับฟัง ชานยอลเห็นด้วยที่จะหาคนมาร้องแทนดีกว่าปล่อยให้งานเต้นรำกร่อยโดยมีแค่ดนตรีบรรเลง


ฝากคุณพ่อดูแลในส่วนของงานเลี้ยงด้วยนะครับ ผมต้องจัดการเรื่องเอกสารไม่น้อยทีเดียวชานยอลไม่ได้เงยหน้าจากแฟ้มจำนวนมากบนโต๊ะเลยสักนิด ทั้งหมดนั้นเป็นงานของที่โบสถ์ซึ่งเขาต้องรีบจัดการให้เสร็จก่อนเวลางานเลี้ยงมาถึงนั่นแหละ


ไม่ต้องเป็นห่วง


ชานยอลได้ยินเสียงคุณพ่อปิดประตูห้องขณะที่เขาก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป เสียงของคนที่เตรียมงานอยู่ด้านล่างดังขึ้นมาไม่ขาดสายแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่นึกรำคาญเพราะอย่างน้อยงานครั้งนี้คือการประกาศให้สังคมรู้อย่างเท่าเทียมว่าเด็กกำพร้าทุกคนที่นี่จะไม่อดอยากอีกต่อไป


เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่ทราบได้ที่เขาเอาแต่จับเจ่าอยู่หน้าโต๊ะทำงาน สูทตัวนอกที่เตรียมไว้สำหรับงานเลี้ยงเป็นสูทสีขาวซึ่งมีคนมาแขวนไว้อยู่แล้ว ตอนนี้จึงรอเพียงเวลาที่จะลงไปต้อนรับแขกเมื่อใกล้เริ่มงานเท่านั้น


เสียงดนตรีของบทเพลงที่บรรเลงสดเรียกให้เขาหยุดชะงัก ปากกาในมือถูกถือค้างไว้กลางอากาศเมื่อได้ยินเพลง From The Ground Up ที่แสนคุ้นเคย



 

Grandma and grandpa painted a picture

Of 65 years in one little house

More than a memory, more than saying “I do”

Kiss you goodnight and “I love you’s”



 

เสียงร้องนั้นเรียกเขาเข้าสู่ภวังค์ เพลงบางเพลงมีความหมายมากกว่าความไพเราะ สำหรับชานยอลแล้วเขาจำได้ดีว่าเพลงนี้มีค่าอย่างไร


เพียงเพราะเป็นหนึ่งในเพลงโปรดของใครบางคน


เขาจึงจมลึกอยู่กับความทรงจำสีเงินทุกครั้งที่ได้ฟัง



 

Me and you, baby, walk in the footsteps

Build our own family

One day at a time

Ten little toes, a painted pink room

Our beautiful baby looks just like you

 



            เขาถอนหายใจไล่ตัวเองออกจากความฟุ้งซ่าน ปล่อยให้ด้านล่างซ้อมเพลงสำหรับงานเต้นรำต่อไปแม้ว่าตนจะจมจ่อมกับน้ำเสียงนั้นอย่างยากจะหยั่งถึง คุณพ่อวินเซนท์หาคนมาร้องแทนได้ดีทีเดียว


            “ประธานครับ ถึงเวลาต้องลงไปต้อนรับแขกแล้วครับผู้ติดตามของเขาขึ้นมาบอกก่อนจะเดินออกไปรอด้านนอกเมื่อชานยอลพยักหน้ารับ เขาต้องใช้เวลาแต่งตัวและเตรียมบทสำหรับพิธีการอีกสักเล็กน้อย


            สองเท้าก้าวลงบันไดไปอย่างสงบด้วยท่าทางองอาจเรียกสายตาของทุกคนในงานให้หันไปมองได้เป็นตาเดียว ดูเหมือนแขกเหรื่อจะทยอยเข้ามาภายในงานกันมากแล้ว


            ชานยอลลงไปต้อนรับแขกคนสำคัญร่วมสิบกว่าคนขณะที่งานเลี้ยงเริ่มครื้นเครงขึ้นหลังจากนั้น เด็กๆ ดูน่ารักในชุดที่เขาเป็นคนซื้อให้ใหม่ กำหนดการดำเนินไปเป็นลำดับตั้งแต่กล่าวเปิดงานจนกระทั่งรับประทานอาหารร่วมกัน ระหว่างนั้นเองที่ดนตรีซึ่งบรรเลงอยู่บนเวทีเริ่มเงียบลงเพื่อเตรียมตัวสำหรับเพลงเต้นรำซึ่งจัดขึ้นในสนามหญ้าด้านนอก


            ร่างสูงที่กำลังคุยอยู่กับแขกภายในอาคารได้ยินเสียงเพลงดังขึ้นพร้อมเสียงของคนหนุ่มสาวที่ออกไปเต้นรำกันหมด เขาติดพันอยู่กับแขกชั้นผู้ใหญ่จึงไม่ได้ออกไปเห็นว่าทุกคนต่างสนุกสนานกับงานเต้นรำมากขนาดไหน


            เสียงของนักร้องยังสะกดเขาได้แม้กระทั่งตอนที่ชานยอลนั่งไขว่ห้างจิบไวน์หรูทีละน้อย บานประตูขนาดใหญ่ที่แง้มออกไม่มากนักทำให้เขามองเห็นด้านนอกได้ไม่ถนัดตาเท่าไร


            เด็กคนนั้นร้องเพลงดีนะครับคุณพ่อเขากระซิบบอกบาทหลวงวินเซนท์ที่ยิ้มรับด้วยความเห็นด้วย งานเลี้ยงดำเนินต่อไปอย่างครื้นเครงและสำหรับชานยอลแล้วรอยยิ้มของเด็กๆ ทุกคนคือความมหัศจรรย์


            ชานยอลได้ออกไปข้างนอกอีกครั้งก็ตอนที่ส่งแขกกลับนู่นแหละ ตอนนั้นดึกมากแล้วเด็กๆ จึงต้องไปอาบน้ำเข้านอนเหลือเพียงเจ้าหน้าที่ของโบสถ์ที่ทยอยเก็บของบางส่วนเท่าที่จะทำได้


            ทำดีมาก ร้องเพลงเพราะเชียวล่ะเสียงของใครคนหนึ่งเรียกให้ร่างสูงที่เพิ่งส่งแขกลำดับสุดท้ายหันไปมอง หญิงท้วมวัยกลางคนที่เขาจำได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของโบสถ์กำลังยืนคุยอยู่กับใครคนหนึ่งที่ตัวเล็กกระจิ๊ด เห็นทีคงเป็นนักร้องคนนั้นแหละ


            แหม มีค่าตัวไหม


            เสียงนั้นกวนอารมณ์ใช่ย่อยซึ่งชานยอลไม่ชอบเด็กที่ไม่ค่อยมีมารยาทเท่าไหร่ เขาเห็นเพียงเสี้ยวหน้าของเด็กคนนั้นแต่ก็ช่างเถอะ จะมาเสียเวลากับเรื่องแบบนี้อย่างไรไหว


            ค่าตงค่าตัวอะไรเล่า เธอนี่นะ น่าตีให้เนื้อช้ำ


            แต่เขาก็ต้องหยุดฝีเท้าที่กำลังจะก้าวเดินอย่างรวดเร็วเมื่ออะไรบางอย่างบนตัวเด็กคนนั้นสะดุดสายตา


          ดวงดาว...


            ปานรูปดาวห้าแฉกบริเวณกกหูของร่างที่หันข้างให้เขาอยู่เด่นชัดพอๆ กับดวงดาวบนท้องฟ้าในค่ำคืนนี้ ชานยอลขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจนักที่หัวใจของเขากำลังเต้นอย่างเจ็บปวดคล้ายๆ จะเพราะนึกถึงใครบางคน .. ใครบางคนที่หายไปตลอดกาล


ยอมรับก็ได้ว่าคิดถึงคุณป้าใจจะขาด


            ต้องกลับบ้านแล้วล่ะ ดึกกว่านี้พ่อกับแม่จะเป็นห่วง


            และแม้จะผ่านมาสิบหกปีแล้วเขาก็ยังเจ็บปวดเทียบเท่าเดิม


            กลับดีๆ ล่ะ ขอบคุณที่มาช่วยร้องเพลงให้นะ .. แบคฮยอน


            ดวงตาคมถลึงขึ้นพร้อมกับที่เด็กคนนั้นวิ่งหายออกไปทางประตูรั้วของสถานรับเลี้ยงเด็ก ห่างไปหลายก้าวเดินแต่เขาก็เห็นรอยยิ้มนั้นได้อย่างเต็มๆ ตาเป็นครั้งแรก


            ประธานครับ มีสายถึงท่านครับฝีเท้าที่กำลังจะวิ่งตามออกไปหยุดกึกเมื่อโดนรั้งไว้ด้วยคนติดตาม เขารับโทรศัพท์มาคุยกับลูกค้าทันทีทั้งๆ ที่สายตายังมองตามร่างนั้นจนลับหายไปกับความมืด


            โลกใบนี้เล่นตลกกับเขาเสมอ


 

…………………………………………………………


 

            เช้านี้การมีอยู่ของเวลาทำงานหนักหน่วงสำหรับคนที่ก้าวเดินไปตามฟุตปาธ เมื่อคืนหลังจากวางสายกับลูกค้าชานยอลก็เข้าไปถามถึงเด็กคนนั้นจนรู้ว่าเป็นลูกเจ้าของร้านดอกไม้ที่อยู่ข้างๆ ร้านซักรีด วันนี้เขาจึงออกจากโบสถ์มาเพียงลำพัง ร้านซักรีดไม่ใช่ตำแหน่งที่ยากแก่การตามหาแม้แต่น้อยเพราะตอนเด็กๆ เขาก็หนีตำรวจอยู่แถวนั้นบ่อยๆ


            สองเท้าเดินผ่านหอสมุดที่ผุพังไปตามกาลเวลา บรรณารักษ์คนเดิมนั่งอยู่ริมหน้าต่างโดยไร้ซึ่งเจ้าแพะภูเขาที่เคยนอนงีบอยู่ข้างๆ


            ไม่มีอะไรเหมือนเดิมไปเสียทุกอย่างหรอก อย่างน้อยทุกคนบนโลกก็ต้องเผชิญความสูญเสียด้วยกันทั้งนั้น


            เขาไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมตอนนี้มือของตัวเองถึงสั่นปร่าอยู่ภายในเสื้อตัวหนาที่สวมทับมาด้วย อาจจะเพราะอากาศที่ลดลงซึ่งพอจะปลอบใจได้ว่าเขาไม่ได้กังวลเรื่องอะไร


            ประตูกระจกเปิดออกช้าๆ พร้อมเสียงระฆังดังแว่วๆ ต้อนรับ เขาหันมองรอบๆ ร้านซึ่งมีดอกไม้จำนวนมากบานสะพรั่งอวดสายตา


            แต่กลับไม่มีใครอยู่ในนั้น


            ชานยอลไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการมาที่ร้านดอกไม้ครั้งนี้มีจุดประสงค์อย่างไร ทุกอย่างมัดรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน รวดเร็วราวกับสิบหกปีที่ผ่านไปอย่างเจ็บปวดนั้นยังไม่เพียงพอต่อการพบเจอเรื่องผิดแผกใดๆ


            เขาเดินพินิจดอกไม้ทุกดอกภายในร้าน มือหนาที่มีสายข้อมือเอคอร์นสองผลยกขึ้นลูบกลีบดอกกุหลาบสีแดงสดอย่างแผ่วเบา


            รับดอกอะไรดีคะ?เสียงที่ดังขึ้นจากด้านหลังเรียกให้เขาชะงัก ชานยอลหันกลับไปมองหญิงสาวที่ยืนยิ้มให้อยู่ก่อนแล้ว


            เจ้าของร้านไม่อยู่หรือ?


            “อ้อ ไม่อยู่หรอกค่ะ เจ้านายออกไปส่งดอกไม้ที่นอกเมืองนู่น กว่าจะกลับก็เย็นๆ มีอะไรรึเปล่าคะ?ลูกจ้างสาวตอบขณะเดินไปที่หลังเคาน์เตอร์เพื่อจัดดอกไม้ช่อโต ชานยอลเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะส่งเสียงถามอย่างแผ่วเบา


            แล้ว .. ลูกของพวกเค้า


            “ใครนะคะ?


            “เปล่าครับ ผมเอาดอกทิวลิปสีแดงช่อนึงเขาเลี่ยงไปจนได้เมื่อรู้สึกว่าหากจะถามถึงเด็กคนนั้นเลยคงจะแปลกเกินไป ไม่มีใครคิดว่าเรื่องงมงายอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้หรอกยกเว้นเขาที่เคยเจอมันมาแล้วเท่านั้น


            เรียบร้อยค่ะ ขอบคุณนะคะหญิงสาวยื่นช่อดอกไม้ที่จัดมาให้ก่อนจะกลับไปทำงานของตัวเองต่อ ชานยอลมองดอกทิวลิปในมือขณะคิดว่าครั้งนี้เขาคงจะมาเสียเที่ยวแล้วล่ะมั้ง


            ประตูร้านเปิดออกส่งร่างของลูกค้าที่เดินอย่างสงบไม่ไหวติงต่อสิ่งใด วันนี้ท้องฟ้าสว่างสดใสราวกับได้ขโมยความงดงามจากจักรวาลมาไว้ในเช้านี้เสียแล้ว


            ยังมีตัวตนอยู่ส่วนใดส่วนหนึ่งของจักรวาลเดียวกันใช่ไหม...


            เสียงฮัมเพลงของคนที่เดินอยู่บนฟุตปาธเรียกให้เขาละสายตาจากท้องฟ้าแทบจะทันที สิบสี่ก้าวเดินไม่มากกว่านั้นที่ร่างของคนตัวเล็กกึ่งเดินกึ่งกระโดดมาทางนี้พร้อมตะกร้าดอกไม้ที่คล้องอยู่กับแขน


            ชานยอลจ้องมองใบหน้าที่กระทบแสงแดดอ่อนๆ ด้วยความรู้สึกสั่นปร่าอยู่ในอก เด็กคนนั้นกำลังก้าวขาเข้ามาใกล้เขาทุกที กระทั่งความเด่นชัดที่คุ้นเคยเริ่มปรากฏแก่สายตาคู่นี้


            ทั้งหางตาที่ตกลงเล็กน้อย


          จมูกกับแก้มแดงระเรื่อเพราะอากาศหนาว


          ริมฝีปากสีสดเล็กเรียว


            ร่างสูงก้าวขาอย่างมั่นคงแม้ว่าความรู้สึกของตัวเองจะโดนฉีกกระชากไม่มีชิ้นดี เด็กคนนั้นเหลือบสายตามาสบกับเขาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะหันไปมองข้างทางต่อไปพร้อมฮัมเพลงไม่หยุด


          ยังชอบร้องเพลงเหมือนเดิม


ทุกอย่างบนตัวเด็กคนนี้แสดงตัวตนของคุณป้าไม่ผิดแน่ เพียงแต่การเกิดใหม่ครั้งนี้ทำให้อีกฝ่ายไม่หลงเหลือแล้วซึ่งความทรงจำใดๆ


ชานยอลอยากขยายวินาทีที่เราเดินผ่านกันให้นานกว่านี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ได้มีโอกาสเห็นปานรูปดาวในระยะใกล้ที่สุดของมนุษย์ซึ่งกำลังเคลื่อนผ่านกันจะเห็นได้ เขากำสร้อยดอกไม้ซึ่งไม่เคยถอดออกแน่นขึ้นด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็กำช่อดอกทิวลิปแน่นสนิทไม่แพ้กัน


และสุดท้ายคงต้องปล่อยเด็กคนนี้ไปจริงๆ...


ฝีเท้าของเขาหยุดกึกแม้ไม่ได้หันไปหาคนที่เดินผ่านกันเพียงไม่กี่ก้าว ไม่รู้อะไรกันแน่ที่ทลายความยะเยือกซึ่งเคยแช่แข็งมาเนิ่นนาน ระหว่างความโหยหาในส่วนลึกของจิตใจที่ตะโกนกู่ก้องเป็นประโยคที่จับใจความไม่ได้


หรือใครบางคนที่พูดด้วยน้ำเสียงไม่กี่เดซิเบลแต่เป็นประโยคจับใจความได้และมัน .. ชัดเจน


คุณลุงครับ







END. 












 

 

ดอกทิวลิปสีแดง (Tulip)

=

อยากให้โลกรู้ว่าผมรักคุณ

 














เรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากจะบอกตอนฟิคจบแต่เอาเข้าจริงๆ ก็นึกไม่ออก

อยากขอบคุณทุกคนมากๆ ที่เดินทางมากับเราจนถึงตอนนี้

ขอบคุณที่ชอบและให้กำลังใจ

ขอบคุณที่ไม่ชอบและกดออกแทนที่จะทำให้เราเสียกำลังใจด้วยวิธีอื่น

มาถึงตอนนี้เรากังวลกับตอนจบมาก เชื่อว่าอาจจะมีคนทั้งชอบใจและไม่ชอบใจแต่อยากบอกว่าเราวางไว้แบบนี้ตั้งแต่แรกเลย

ฟิคเรื่องนี้ใส่ตัวตนของเราไปมากที่สุดถ้าเทียบกับเรื่องอื่นๆ เรารัก เราผูกพัน และเราจะจดจำ

เราตั้งใจเหมือนที่สัญญาไว้ในหน้าแรกของฟิค ตั้งใจอย่างถึงที่สุด

เราว่าประโยคจบเรื่องเหมือนในคุณสีฟ้ามันเท่ดีเลยจะลอก

ไว้เจอกันใหม่นะคะ ตราบใดที่โลกใบนี้ยังมีตัวอักษร

และ .. สเปในเล่มอีก 4 ตอนเด้อ ^____^






#ฝนสีเงิน

















Tiny Hand
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 68 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

230 ความคิดเห็น

  1. #230 pawita309 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 เมษายน 2564 / 21:49
    ชอบมากๆเลยค่ะ อยากให้มีตอนพิเศษจัง
    #230
    0
  2. #228 Pinkkaboo (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 มีนาคม 2564 / 11:23
    ขอบคุณคุณไรท์ที่แต่งฟิคดีๆมาให้อ่านนะคะ ประทับใจกับการบรรยายของคุณไรท์มากๆเลยค่ะ ขอบคุณอีกครั้งที่มอบความทรงจำที่น่าประทับใจสำหรับการอ่านฟิคให้เรานะคะ ขอให้มีความสุขค่ะ
    #228
    0
  3. #216 mpraew6288 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 04:31
    สนุกมาก อ่านรวดเดียวจบถึงตี4เลย เจอในทวิตเตอร์เลยตามมาอ่าน ชอบแนวนี้อ่านแล้วอินได้ง่ายแถมการใช้คำดูมีเอกลักษณ์ ดี๊ดี
    #216
    0
  4. #214 Khang Eunbi (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 08:16

    เป็นเรื่องบังเอิญที่ดีที่สุดของปีนี้ เราชอบชื่อ อึนบี

    มากและคิดไว้ว่าจะใช้ชื่อนี้ เป็นชื่อที่ใช้เรียกใน เกาหลี เราก็พอทราบว่าความหมายมันคือ ฝนสีเงิน

    เราค้นหาใน googel ว่า "ฝนสีเงืน" เพื่อที่จะหาความเป็นมา หรือ เรื่องเล่าเกี่ยวกับ ฝนสีเงิน

    บังเอิญมาเจอ นิยายเรื่องนี้ ขอชื่นชมด้วยใจว่า

    คุณแต่งดีมาก ซ้ำตัวละครในเรื่องยังเป็นคู่ที่เราชื่น

    ชอบ มันเหมือนเป็นพรมลิขิตเลย จากที่ลังเล ตอนนี้เรามั่นใจแล้วว่า ชื่อของเราคือ อึนบี คัง อึนบี ค่ะ

    #214
    0
  5. #213 Nanearfg (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 06:57
    ขอบคุณคุณไรท์มากนะคะที่แต่งฟิคดีๆแบบนี้ให้อ่าน เราเจอเรื่องนี้แบบบังเอิญ พออ่านไปเรื่อยๆรู้สึกชอบภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณไรท์และตัวละครมากๆเลยค่ะ เติบโตได้อย่างงดงามจริงๆ ซึ้งมากค่ะ ในส่วนของตอนจบหลังจากนี้แม้จะมีเพียงคนเดียวที่ยังมีความทรงจำหลงเหลืออยู่ แต่เราเชื่อว่าความรักและผูกพันจะยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของพวกเขาค่ะ
    #213
    0
  6. #212 Wendywithdaisy (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 15:23
    กลับมาอ่านอีกรอบก็ยังคิดว่าฟิคเรื่องนี้สวยงามมาก ไม่ใช่ในแง่ของภาษาอย่างเดียวแต่รวมถึงเนื้อเรื่องด้วย ตัวละครทุกตัวมีเหตุผลและพยายามcherish everymomentที่มีกันจริงๆ จบแบบนี้คือสวยงามที่สุด แม้จะไม่มีความทรงจำหลงเหลือแต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่ได้หมายความว่าจะดำเนินต่อไปในบทใหม่ไม่ได้ ขอบคุณนะคะคุณไรท์ที่แต่งเรื่องราวดีๆแบบนี้ให้ได้อ่าน
    #212
    0
  7. #211 _tangkwajiya (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 16:18
    เป็นฟิคที่ดีมากๆเลย ภาษาที่คุณเขียนสวยมากๆ ชอบมากๆเลยค่ะ
    #211
    0
  8. #196 _screamingme_ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 00:54
    ชอบมากๆเลยค่ะ ขอบคุณที่แต่งเรื่องดีๆขนาดนี้นะคะ
    #196
    0
  9. #195 PsyCho520 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 19:02
    ชอบมากๆ ขอบคุณที่แต่งนิยายเรื่องนี้นะคะ
    #195
    0
  10. #194 PINKLAND (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 22:37
    ชอบมากเลย
    #194
    0
  11. #182 werywaew (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 02:40
    ขอบคุณมากนะคะ คำว่ารักน่าจะไม่มากพอสำหรับนิยายเรื่องนี้จริงๆ💗 เสียใจที่พึ่งเจอ ถ้ามีรีปริ้นท์สัญญาว่าจะมาอุดหนุนแน่นอน เราเป็นผู้ใหญ่ใจดีรักษาสัญญ่แน่นอน แต่ถ้าไม่มีก็จะแวะเข้ามาอ่านบ่อยๆเลย ขอบคุณจริงๆที่แต่งนิยายเรื่องนี้ขึ้นมานะคะ
    #182
    0
  12. #180 AOM_Inspiration (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 / 11:56
    เราชอบมากๆเลยค่ะขอบคุณสำหรับนิยายเรื่องนี้มันดีมากจิงๆ
    #180
    0
  13. #176 lip12011993 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 23:55
    เราโคตรรักนิยายเรื่องนี้เลย ไม่รู้จะบอกคนเขียนยังไง แต่รักมากๆ ชอบมากๆค่ะ
    #176
    0
  14. #175 gift_tyr (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 16:29
    สละสลวย เป็นภาษาที่ทำให้เราอินและเข้าถึงเนื้อเรื่องได้ทุกตัวอักษร ชอบมากเลยค่ะ อ่านมาหลายเรื่องแล้ว ชอบงานเขียนทุกเรื่องที่ได้อ่านมา เราว่ามันมีเสน่ห์และมีเอกลักษณ์มากค่ะ
    #175
    0
  15. #166 Chompoo_oopmohC (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2561 / 19:41
    ชอบภาษามากจนไม่รู้จะบอกยังไง ถ้ากลับมาอ่านอยากบอกว่าเรื่องนี้เราจะจดจำให้นานที่สุด ประทับใจมากจริงๆ ขอบคุณที่เเต่งให้อ่านนะคะ
    #166
    0
  16. #163 Icecytingoppaaa (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 10:25
    ขอบคุณที่สวยงาม และขอบคุณที่เจ็บปวด
    #163
    0
  17. #159 เฟิร์น ฟ้า (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 16:47
    เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงกับตอนจบ ไม่สมหวัง ทุกข์ แต่มีความสุข ลึกซึ้ง คนเขียนเก่งจังค่ะ
    #159
    0
  18. #153 sepad (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2560 / 03:13
    ชอบมากเลยค่ะ ชอบภาษามากๆ ขอบคุณนะคะไรท์เตอร์
    #153
    0
  19. #150 meorra_ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 / 20:32
    เราคิดเอาไว้ว่าจะอ่านรอดเดียวให้จบแล้วค่อยเม้นต์ 55555 เป็นเรื่องราวที่ดีมากๆเลยค่ะ มันเป็นความรักที่สวยงามดั่งดอกไม้จริงๆ ชานยอลอยู่ในทุกช่วงเวลาของแบคฮีเสมอ เราอ่านแล้วก็น้ำตาซึม มันสวยงามมันประทับใจมากๆ ขอบคุณไรต์ที่ถ่ายทอดเรื่องนี้ให้อ่านนะคะ
    #150
    0
  20. #146 swswornge (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 / 02:00
    คือมันดี ดีไปหมดเลยค่ะ เราเสียน้ำตาไปเยอะมากกกกกก แอบเสียดายที่ได้เจอกันแต่ไม่ได้รักกันอย่างที่หวัง แต่ยังไงก็เป็นเรื่องโปรดอีกเรื่องของเราไปเรียบร้อย คุณทำให้เราซึมซับกับบรรยากาศไปโดยปริยาย เราไม่ชอบการสูญเสีย แต่ฟิคเรื่องนี้ก็สอนให้เรารู้ว่าใครใครก็ต้องสูญเสีย อ่า...พิมซะเยอะเลย ยังไงก็ชอบมากนะคะ ชอบมากจริงๆ ภาษาคุณสวยมากมาก ขอบคุณสำหรับฟิคดีดีแบบนี้นะคะ :)
    #146
    0
  21. #145 pearlsh1294 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 / 01:45
    ฮือออออออออ เราไม่รู้จะบรรยายอย่างไรเลย ภาษาคุณดีมากๆ เราเข้าใจชานยอลและแบคฮีจริงๆ โชคชะตาที่สวนทางของพวกเขา เรียกง่ายๆเลยคือน่าเศร้า ที่มันมักจะดึงพวกเขาออกจากกันแม้พวกเราจะพยายามเข้าหากัน ;___;
    #145
    0
  22. #143 129s (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 / 22:04
    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ เราจะเรียนรู้จากฟิคเรื่องนี้ หวังว่าเราจะเติบโตขึ้นอย่างมีความสุขนะคะ ขอบคุณจริงๆค่ะ อยากให้มีรีปริ้นนะคะ????
    #143
    0
  23. #142 BN0412 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 / 17:12
    เป็นเรื่องที่ดีมากๆเลย ชอบมากเลย ชอบสุดๆ
    #142
    0
  24. #130 ไคโด้ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2560 / 15:22
    กลับมาอ่านอีกรอบแล้ว 22 วันสุดท้ายเหมือนโดนบีบหัวใจเลย อยากอ่านตอนต่อจากนั้นมากกกกก
    #130
    0
  25. #129 ไคโด้ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2560 / 00:10
    สนุกมากๆคะ จบแบบลงตัวมาก เศร้านะ แต่ชอบมากๆๆเลยคะ อยากตอนต่อสเปในเล่มจัง แต่เรามาไม่ทัน ตอนแบคฮีหายไปคือสุดๆเลย สงสารคุณหนู อ่านแล้วสงสารเด็กกำพร้าทุกคนเลย พ่อคือใคร แม่คือใคร มีแต่ความว่าเหว่ในใจ ขอให้ทุกคนโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีนะลูก
    #129
    0