คัดลอกลิงก์เเล้ว

end; My Peter Pan | #มายปีเตอร์แพน [ป๋อจ้าน]

โดย สลิล.

เพราะต้องแสดงหนังด้วยกัน เราจึงต้องมาอยู่บ้านหลังเดียวกันเป็นเวลาหนึ่งเดือน

ยอดวิวรวม

6,737

ยอดวิวเดือนนี้

154

ยอดวิวรวม


6,737

ความคิดเห็น


50

คนติดตาม


1,146
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  5 ส.ค. 62 / 20:40 น.
นิยาย end; My Peter Pan | #»Ᾱ [ͨҹ] end; My Peter Pan | #มายปีเตอร์แพน [ป๋อจ้าน] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้




My Peter Pan

สลิล.



—เพราะต้องแสดงหนังด้วยกัน

เราจึงต้องมาอยู่บ้านหลังเดียวกันเป็นเวลาหนึ่งเดือน—





//

#มายปีเตอร์แพน






...

















เนื้อเรื่อง อัปเดต 5 ส.ค. 62 / 20:40




My Peter Pan

สลิล.


—เพราะต้องแสดงหนังด้วยกัน

เราจึงต้องมาอยู่บ้านหลังเดียวกันเป็นเวลาหนึ่งเดือน—



-1-


เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน…


‘เซียวจ้าน’ ได้รับข่าวจากทีมงานผลิตภาพยนตร์เรื่องหนึ่งว่าเขาถูกเลือกเป็นนักแสดงนำ แม้จะดีใจและตื่นเต้นไม่น้อยกับโอกาสที่ได้ร่วมเล่นหนังใหญ่กับเขาบ้าง แต่สิ่งที่นักแสดงหลายๆ คนอาจจะประสบปัญหาเดียวกันกับเขาก็คือการร่วมงานกับคนใหม่ๆ


ความจริงนั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หากหนึ่งในนักแสดงนำอีกคนไม่ใช่ ‘หวังอี้ป๋อ’ ไอดอลชื่อดังที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในตอนนี้


“จ้านจ้าน”


ชายหนุ่มเจ้าของชื่อที่กำลังนั่งอ่านบทอยู่บนเบาะหลังของรถเงยหน้ามองคนพูด ผู้จัดการส่วนตัวที่นั่งอยู่ข้างๆ คนขับหันมาหาด้วยแววตากระตือรือร้น


ถ้ามีประกวดคนที่ดูมีความสุขกับการทำงานมากที่สุดในโลก เขาจะส่งพี่ผู้จัดการไปร่วมแข่งขัน


“วันนี้ถ่ายแบบเสร็จแล้วจะไปไหนหรือเปล่า”


เซียวจ้านยิ้มกว้าง ส่ายหน้าเป็นคำตอบเหมือนเช่นทุกครั้งที่ได้รับคำถามนี้ นอกจากทำงานเขาก็แทบไม่ออกจากห้องเลยด้วยซ้ำ การนอนเล่นกับเจ้าถั่วถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดแล้ว


“ได้ยินว่าอี้ป๋อมีถ่ายงานแถวนี้พอดี ถ้าเราถ่ายเสร็จก่อนน่าจะแวะไปทักทายเขาหน่อยนะ”


“พี่หมายถึง .. เด็กคนนั้น”


“ใช่จ้ะ ไหนๆ ก็จะได้แสดงด้วยกันแล้วนี่เนอะ”


ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธกลับไปในเมื่อที่พี่ผู้จัดการพูดก็มีเหตุผล แม้เขาจะอายุมากกว่าแต่ก็เพิ่งเข้าวงการได้ไม่นานเจ้าเด็กคนนั้นจึงเปรียบเหมือนรุ่นพี่อยู่ดี จริงอยู่ที่เราเคยเจอกันบ้างตามรายการโทรทัศน์หรืองานต่างๆ เพราะอยู่ในแวดวงเดียวกัน แต่ก็ไม่เคยคุยกันเลยสักครั้งหนึ่ง


ใครๆ ก็รู้ว่าหวังอี้ป๋อเข้าถึงยากขนาดไหน…


ทีมงานนิตยสารที่เขาไปถ่ายแบบให้ออกมาต้อนรับทันทีที่รถขับเข้าไปจอดหน้าตึก เซียวจ้านทักทายทุกคนด้วยความนอบน้อมก่อนจะเข้าไปแต่งหน้าทำผม เพราะมาถึงก่อนเวลาจึงไม่ต้องรีบร้อนกันเท่าไรนัก


“จ้านจ้านเหมาะกับชุดนี้นะ” ผู้จัดการสาวเดินเข้ามาจัดเสื้อให้อย่างพิถีพิถัน วันนี้นักแสดงในการดูแลของเธออยู่ในชุดสูทสีขาวสว่างแต่ก็เท่ไม่หยอก เห็นอย่างนี้แล้วก็อดภูมิใจไม่ได้ “เอากาแฟไหม เดี๋ยวพี่ไปซื้อให้”


“รบกวนพี่แล้ว”


“ไม่หรอกจ้ะ”


ชายหนุ่มยังเก้อเขินกับการถ่ายภาพนิ่งเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ก็ตั้งใจเต็มที่เพราะไม่อยากให้ทีมงานต้องมาเสียเวลา นึกแล้วก็อดแปลกใจตัวเองไม่ได้เหมือนกันที่คนขี้เขินอย่างเขาเลือกที่จะมาประกอบอาชีพนี้อย่างเอาจริงเอาจัง


“พักสิบนาทีค่ะ เดี๋ยวกลับมาถ่ายต่อเซตสุดท้ายนะคะ” ทันทีที่สิ้นเสียงของทีมงาน พี่ผู้จัดการก็เข้ามาพร้อมกาแฟเย็นของเขาที่เริ่มละลายแล้ว แต่นั่งพักได้ไม่ทันไรประตูก็เปิดออกพร้อมกับร่างผู้มาใหม่ที่ทำให้ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว


“อ้าว คุณหลี่ มาได้ยังไงคะเนี่ย” เป็นผู้จัดการของเขาที่เข้าไปทักอีกฝ่ายก่อน เซียวจ้านเคยเจอผู้ชายคนนี้มาบ้างแล้วจึงรีบคำนับเพื่อทักทาย และอีกอย่างเขาจำได้ดีว่าคุณหลี่เป็นผู้จัดการของหวังอี้ป๋อ


คนที่ยืนหน้านิ่งอยู่ข้างหลังนั่นน่ะ


“พอดีอี้ป๋อมีถ่ายงานใกล้ๆ นี้เลยแวะมาเยี่ยมน่ะครับคุณจาง”


“ไม่น่าลำบากเลยค่ะ พวกเราก็ว่าจะไปหาคุณอยู่เหมือนกัน”


“หลังจากนี้คงต้องเจอกันบ่อยขึ้นแล้วล่ะครับ” คุณหลี่หันมาพูดกับเขา เซียวจ้านจึงยิ้มให้ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ


“รบกวนคุณหลี่ด้วยครับ”


“ทางนี้ก็ต้องรบกวนเหมือนกันครับ”


เซียวจ้านหัวเราะร่า เบนสายตาไปยังอีกคนที่ยังคงเงียบอยู่จนคุณหลี่หันไปพยักพเยิดชายหนุ่มถึงได้โค้งศีรษะให้คนแปลกหน้าทั้งสองตามมารยาท


“สวัสดีครับ”


“ไม่นึกว่าจะได้คุยกันแบบนี้ คุณนี่หล่อจริงๆ เลยนะคะเนี่ย”


คนถูกชมทำเพียงพยักหน้ารับเล็กน้อย หญิงสาวจึงได้แต่หัวเราะแก้เก้อก่อนจะหันไปหาผู้จัดการของอีกฝ่ายที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ


“ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้วไปกินกาแฟกันก่อนมั้ยคะ”


“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย จริงๆ ผมตั้งใจจะมาคุยกับคุณจางเรื่องหนังอยู่แล้วน่ะครับ ไม่แน่ใจว่าทีมงานได้ส่งรายละเอียดเรื่องข้อตกลงให้คุณหรือยัง”


“เอ… ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ เราไปคุยกันที่ร้านกาแฟเลยดีกว่ามั้ยคะ”


“ผมยังถ่ายไม่เสร็จเลยครับ ยังไงรบกวนพี่ด้วยนะ” เซียวจ้านบอกผู้จัดการของตนที่ขยิบตาให้ในทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น


“เดี๋ยวผมตามไป” เสียงเรียบที่ดังขึ้นเรียกสายตาทั้งสามคู่ให้หันไปมองในทันที หวังอี้ป๋อพยักหน้าให้ผู้จัดการของตนไม่ต้องเป็นห่วง หลังจากยืนรอจนทั้งสองเดินออกไปแล้ว เขาจึงหันกลับมาหาอีกคนที่ยืนมองอยู่ไม่ห่าง “ชื่อเซียวจ้าน .. ใช่มั้ย”


เจ้าของชื่อเลิกคิ้วมองตาใสแจ๋ว พยักหน้าหงึกหงักขึ้นลงอย่างไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเด็กคนนี้มันต้องการอะไร “อื้อ ยินดีที่ได้ร่วมงานนะหวังอี้ป๋อ”


“รู้เรื่องข้อตกลงใหม่หรือยัง” นอกจากจะไม่สนใจการทักทายอย่างเป็นทางการของเขาแล้วยังเปลี่ยนเรื่องอีก ใช้ได้ที่ไหน


“ข้อตกลง?”


หวังอี้ป๋อถอนหายใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง “เดี๋ยวก็คงรู้”


“อ้าว บอกตอนนี้ไม่ได้เหรอ”


“ขอตัว” พูดจบก็เดินหายไปเสียอย่างนั้น เซียวจ้านยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่กับที่ มองดูแผ่นหลังของอีกฝ่ายหายไปจากประตูก่อนจะได้สติ


เมื่อกี้เขาโดนหวังอี้ป๋อกวนประสาททั้งๆ ที่เพิ่งคุยกันครั้งแรกน่ะเหรอ…




-2-


“ต้องอยู่ด้วยกันหนึ่งเดือน!”


เซียวจ้านตะโกนดังลั่นจนเจ้าถั่วที่นอนอยู่บนตักสะดุ้ง เห็นอย่างนั้นเขาจึงเอื้อมมือไปลูบหัวให้นอนต่อก่อนจะลดเสียงเพื่อคุยกับผู้จัดการคนเก่งของตนที่นั่งยิ้มอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง


“พี่หมายความว่า... ก่อนจะถ่ายทำนักแสดงต้องอยู่ด้วยกันเดือนนึงเลยเหรอ”


“ไม่ใช่นักแสดงจ้ะ” หญิงแซ่จางส่ายหน้าก่อนจะแก้ให้ “แต่หมายถึง จ้านจ้านกับหวังอี้ป๋อ”


“ทำไมต้องเป็นผมกับเขาด้วย” แค่นึกถึงตอนที่คุยกันวันนั้นก็อึดอัดจะแย่ ต้องอยู่ด้วยกันหนึ่งเดือนเต็มๆ มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ


“ก็เธอสองคนแสดงคู่กัน”


นี่สินะ ข้อตกลงที่เจ้าเด็กนั่นพูดถึง ดูจากหน้าก็รู้ว่าเราทั้งคู่ต่างไม่ค่อยเต็มใจกับข้อตกลงนี้เท่าไรนัก


“ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ มันจะไม่แปลกๆ เหรอครับที่ผมต้องไปอยู่กับใครก็ไม่รู้ตั้งหนึ่งเดือน”


“ก็เพราะเธอสองคนไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวน่ะสิผู้กำกับเขาถึงอยากให้อยู่ด้วยกัน จ้านจ้านก็อ่านบทคร่าวๆ แล้วนี่ ในเรื่องต้องเข้าคู่กันแล้วก็แสดงความผูกพันออกมาเยอะขนาดนั้น การได้ทำความรู้จักกันจริงๆ ก่อนถ่ายก็น่าจะเป็นการดีที่สุดแล้วนะ”


ชายหนุ่มเข้าใจที่พี่ผู้จัดการพูดดีทุกอย่าง เข้าใจที่ผู้กำกับต้องการด้วย เพียงแต่ข้อตกลงนี้เพิ่งเพิ่มเข้ามาใหม่ทำให้เขาแทบไม่มีเวลาตัดสินใจอะไรด้วยซ้ำ


“พี่ก็รู้ว่าเด็กนั่นน่ากลัว”


“ใครๆ ก็รู้” หญิงสาวทำท่าขนลุก น่าขำเสียจนถ้าเป็นเวลาปกติเขาอาจจะหัวเราะออกมาแล้วก็ได้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ “เอาน่า พี่รู้ว่าจ้านจ้านทำได้อยู่แล้ว อาจจะลำบากใจไปบ้างแต่ถือว่าเป็นประสบการณ์นะ”


เซียวจ้านถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของวัน “ผมไม่ทางเลือกสินะครับ”


“ตอนนี้ก็พักผ่อนได้แล้ว พรุ่งนี้มีเปิดกล้องแต่เช้า”


“ครับ” ถึงจะตอบรับอย่างว่าง่ายแต่ปากก็ยู่เสียจนน่าบีบ จางลี่หัวเราะให้ด้วยความเอ็นดูก่อนจะขอตัวกลับในทันที


ทั้งห้องเหลือเพียงมนุษย์หนึ่งคนกับแมวอีกหนึ่งตัว…


“นี่ .. เจ้าถั่ว ถ้าเด็กคนนั้นใจดีกับฉันหน่อยก็คงจะดีสินะ”


เจ้าแมวอ้วนเงยหน้ามามอง สีหน้าทุกข์ใจของเจ้านายช่างน่าสงสาร เซียวจ้านจะถือว่านั่นเป็นกำลังใจจากเจ้าถั่ว ชีวิตของเขาเจออะไรมาตั้งเยอะแยะกับแค่ผู้ชายเย็นชาคนเดียวทำไมจะผ่านไปไม่ได้


คอยดูเถอะ พรุ่งนี้ตอนเปิดกล้องจะแสดงให้เห็นว่าพี่เซียวจ้านคนนี้เก่งขนาดไหน



………………………………………………………..



ใจร้าย…


ใจร้ายที่สุด!


เซียวจ้านยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ เมื่อคนที่ยืนอยู่ตำแหน่งข้างๆ กันกลับหันหน้าไปทางอื่นไม่เปิดโอกาสให้เขาทักทายเลยด้วยซ้ำ มีนักข่าวเข้ามาทำข่าวกันหลายสำนักจึงต้องพะอืดพะอมสัมภาษณ์ร่วมกันด้วยความเงอะงะ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องพยายามฝืนยิ้มยินดีไปก่อน ข้อดีอย่างเดียวที่เขาเห็นในวันเปิดกล้องคงจะเป็นการได้รู้ว่าหวังอี้ป๋อไม่ได้เฉยชาแค่กับเขา แต่เป็นทุกคน


เพราะค่อนข้างเป็นหนังใหญ่ ทำให้ต้องใช้เวลามากโขในการพูดคุยกับทีมงานและนักแสดงที่ทั้งเคยร่วมงานกันมาแล้วและไม่เคย หลังพิธีเสร็จสิ้นเขาก็โดนผู้กำกับเรียกให้ไปพบ ซึ่งแน่นอนว่าอีกคนที่ต้องไปคุยเช่นเดียวกันคือเด็กคนนั้น


“คุณสองคนคงรู้เรื่องที่ต้องไปอยู่ด้วยกันแล้ว”


เซียวจ้านเหลือบมองชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ภายในห้องประชุมชั่วคราวมีเพียงผู้กำกับของเรื่อง ทีมงานสามคน ผู้จัดการส่วนตัว และนักแสดงนำทั้งสองที่นั่งห่างกันโดยมีเก้าอี้ว่างขวางอยู่สี่ที่


“อาจจะยุ่งยากไปบ้าง แต่ผมอยากให้พวกคุณคุ้นเคยกันมากกว่านี้ แม้ไม่ได้มีบทพูดที่แสดงออกถึงความสัมพันธ์ที่ชัดเจน แต่อย่างน้อยที่สุด เขาทั้งสองคือความคุ้นเคย เชื่อใจ และรักอย่างที่อยากเคียงข้างกันไปชั่วนิรันดร์”


ได้ยินเสียงถอนหายใจหนักๆ ดังขึ้นจากคุณหลี่ผู้จัดการหนุ่ม เมื่อเห็นว่าทุกคนหันไปมองตามเสียง เขาก็หัวเราะออกมากลบเกลื่อน


“ผมเข้าใจเหตุผลของผู้กำกับนะครับ แต่ก็อดกังวลไม่ได้ว่าทั้งคู่จะอึดอัดหรือเปล่า ในเมื่อไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวด้วยซ้ำ”


“เพราะอย่างนั้นถึงต้องอยู่ด้วยกันก่อน ไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวจะทำให้ยากต่อการรับบทตัวละครสองคนนี้นะครับ ขอแค่คุ้นเคยกันมากขึ้นสักหน่อยก็ยังดี”


ในเมื่อยืนกรานอย่างนั้น ใครจะขัดอะไรได้…


“เดี๋ยวทีมงานจะติดต่อไปเรื่องสถานที่แล้วก็รายละเอียดต่างๆ นะครับ สัปดาห์หน้าคุณสองคนก็ย้ายเข้าบ้านที่พวกเราเตรียมไว้ได้เลย ระหว่างนี้จะเรียกมาซ้อมบทเรื่อยๆ หวังว่าจะเป็นหนึ่งเดือนที่ดีครับ”


ทั้งห้องคงจะมีแค่ผู้กำกับที่ยิ้มกว้างอย่างมีความสุขทั้งที่คนอื่นกำลังมีสีหน้าเคร่งเครียด เซียวจ้านจึงฝืนยิ้มตอบก่อนจะพูดขึ้นให้ทุกคนคลายกังวล


“ยินดีที่ได้ร่วมงานกับทุกคนนะครับ” เขาเน้นคำว่า ‘ทุกคน’ เผื่อว่าคนที่นั่งหน้าเรียบเฉยอยู่ไกลๆ นู่นจะได้ยินด้วย


ก่อนทั้งหมดจะแยกย้ายกันกลับ เซียวจ้านนั่งรออยู่บนรถเมื่อผู้จัดการส่วนตัวกำลังพูดคุยอยู่กับคุณหลี่ เหลือเวลาเตรียมตัวเตรียมใจอีกแค่หนึ่งสัปดาห์ก่อนจะต้องไปอยู่ร่วมชายคาเดียวกับคนที่วันนี้ทั้งวันยังไม่ได้พูดกันเลยสักคำ


เสียงรถมอเตอร์ไซค์เรียกให้เขาตื่นจากภวังค์ เซียวจ้านหันไปมองผ่านหน้าต่างรถเพื่อพบว่าคนที่เขานึกถึงกำลังบิดมอเตอร์ไซค์ผ่านมาทางนี้พอดี


หวังอี้ป๋อละสายตาจากถนนไปมองรถคันหนึ่งที่จอดอยู่ข้างๆ กระจกที่ลดลงต่ำทำให้เขาเห็นใบหน้าที่เริ่มคุ้นเคยบ้างแล้วผ่านเข้ามาในระยะสายตา


แม้จะเพียงเสี้ยววินาทีและเขาสวมหมวกกันน็อกอยู่


แต่นั่นอาจจะเป็นครั้งแรกที่เราสบตากัน...




-3-


บ้านที่ทีมงานเตรียมให้เป็นบ้านเดี่ยวในหมู่บ้านที่ค่อนข้างสงบแม้จะอยู่ใจกลางเมือง บ้านสองชั้นมีสนามหญ้าขนาดใหญ่ล้อมรอบ เครื่องอำนวยความสะดวกครบครันเกินกว่าจะอยู่กันแค่สองคนด้วยซ้ำ พี่จางลี่มาส่งเขาตั้งแต่เช้าตรู่แถมยังช่วยขนข้าวของไปไว้ในบ้าน เซียวจ้านอุ้มเจ้าถั่วไปส่งหญิงสาวที่รถ ร่ำลากันเรียบร้อยแล้วก็กลับเข้าไปในบ้านหลังใหญ่อีกครั้ง


“ดูสิ เจ้าถั่ว ห้องนี้สวยใช้ได้เลยนะ” เขาพาแมวของตนเดินสำรวจไปรอบๆ บ้าน มีห้องนอนสองห้องอยู่ตรงข้ามกันอยู่ที่ชั้นสอง ตรงกลางเป็นห้องนั่งเล่นที่มีทั้งโทรทัศน์ ชุดโซฟาตัวใหญ่ และโต๊ะเกมเรียงรายอีกมากเสียจนเล่นทั้งวันก็ไม่เบื่อ


กระเป๋าใบใหญ่ของเขายังวางอยู่ที่ชั้นล่างเพราะอยากรอให้อีกคนมาถึงก่อนค่อยตกลงเลือกห้องกันทีหลัง แต่สำรวจจนทั่วแล้วก็ยังไม่มีวี่แววของเพื่อนร่วมบ้าน เซียวจ้านจึงจับจ้องโซฟาชั้นบนในการนอนเล่นกับเจ้าถั่วจนเผลอหลับไปทั้งคนทั้งแมว





หวังอี้ป๋อเดินถือกระเป๋าของตัวเองเข้ามาหลังจากบอกให้คุณหลี่กลับไปก่อน เขาไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายเท่าไรนักและการขนของเข้าบ้านใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร


คิดว่าอีกคนคงยังมาไม่ถึงเพราะบ้านช่างเงียบเชียบเหลือเกิน กระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นกระเป๋าลากใบเขื่องที่ใหญ่กว่ากระเป๋าของเขาถึงสองเท่าวางอยู่มุมหนึ่งของห้องรับแขก จึงรู้ว่าคิดผิดถนัด


ชายหนุ่มถอนหายใจ พอดีกับที่มองเห็นแมวอ้วนกลมตัวหนึ่งเดินอุ้ยอ้ายลงมาจากบันได หวังอี้ป๋อขมวดคิ้วมุ่น นี่นอกจากต้องมาใช้ชีวิตกับคนที่ไม่ได้รู้จักกันแล้วต้องมาอยู่ร่วมกับแมวด้วยเหรอ


น่ารำคาญจริงๆ …


เมี้ยว~


ผู้มาถึงก่อนส่งเสียงทัก ก่อนจะเดินนวยนาดขึ้นบันไดไปอีกครั้ง หวังอี้ป๋อเห็นอย่างนั้นจึงก้าวขาตามไปห่างๆ ก่อนแมวตัวนั้นจะกระโดดขึ้นไปบนโซฟา มุดตัวนอนเบียดแมวอีกตัวหนึ่งที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ก่อนแล้ว


อ่า .. นั่นมันคน


หวังอี้ป๋อยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาควรเข้าห้องไปเลยหรือปลุกอีกฝ่ายดี แต่จะปลุกให้ได้อะไรขึ้นมาในเมื่อเราไม่มีเรื่องที่ต้องคุยกันเสียหน่อย


เขาจึงตัดสินใจหิ้วกระเป๋าเข้าห้องไป...





เซียวจ้านนอนกลางวันเต็มอิ่ม ความจริงไม่ได้พักผ่อนแบบนี้มานานแล้วเพราะตารางงานที่แน่นจนแทบไม่มีเวลานอน


เจ้าถั่วนอนขี้เซาแถมยังเบียดกันอีก เซียวจ้านจึงต้องระมัดระวังตัวในการลุกขึ้นจากโซฟาเพื่อไม่เป็นการรบกวนแมวที่ยังฝันหวานอยู่ เขาหันมองไปรอบๆ เมื่อได้ยินเสียงเพลงดังเข้าหู หรือว่าเด็กคนนั้นจะมาถึงแล้ว


เซียวจ้านก้าวขาไปหยุดยืนอยู่หน้าห้องนอน แนบหน้าฟังตรงประตูจนแน่แก่ใจว่าเสียงเพลงดังมาจากห้องใดห้องหนึ่งนี้จริงๆ เขาจิ๊ปากอย่างไม่พอใจ ทั้งๆ ที่อุตส่าห์รอเพื่อจะได้เลือกห้องพร้อมกัน แต่หมอนั่นนอกจากจะมาช้ากว่าแล้วยังถือวิสาสะจับจองห้องไปก่อนอย่างนี้ใช้ได้ที่ไหน


เซียวจ้านหันหลังกลับไปที่ห้องซึ่งกลายเป็นห้องของตัวเองอย่างไม่เต็มใจนัก ถือเสียว่าเป็นผู้ใหญ่กว่าเลยยอมไปก่อน ครั้นจะทะเลาะกันตั้งแต่วันแรกก็คงไม่ทำให้อะไรดีขึ้นหรอก แน่นอนว่าเขาไม่พอใจ ความรู้สึกต่อหวังอี้ป๋อค่อนข้างไปในทางลบตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงตอนนี้


กระทั่งเข้าไปเห็นว่่ากระเป๋าใบยักษ์ของตัวเองถูกยกจากชั้นล่างมาวางไว้ในห้องให้ก่อนแล้ว


ก็โกรธไม่ลง...




-4-


เสียงเคาะประตูห้องที่ดังขึ้นตอนสองทุ่มเรียกให้เซียวจ้านที่กำลังนั่งอ่านบทอยู่สะดุ้งโหยง แม้จะอยู่บ้านหลังเดียวกันมาสองวันเต็มๆ แล้วแต่เราก็ต่างคนต่างอยู่เสียส่วนใหญ่ ช่วงกลางวันก็ไปทำงาน กลับมาก็แยกย้ายเข้าห้อง การที่หวังอี้ป๋อถึงกับมาเคาะประตูห้องเขาต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ๆ


“เอ่อ...” ใบหน้ายังคงเรียบเฉยหากแต่อ้ำอึ้งเมื่ออีกฝ่ายเปิดประตูให้ ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้เก้อขณะพูดถึงสาเหตุการมาเยือนของตน “ใช้เครื่องซักผ้าเป็นปะ”


“หือ?”


“เครื่องซักผ้า” หวังอี้ป๋อย้ำคำ มองหน้ากันพักหนึ่งก่อนเจ้าของห้องจะหลุดยิ้มออกมาอย่างไม่ปิดบัง


“นึกว่าเรื่องอะไร นายจะซักผ้าเหรอ”


“อืม” ชายหนุ่มพยักหน้ารับ ไม่กล้าสบตาคนที่เอาแต่ยิ้มกว้างอยู่ได้ “มันไม่เหมือนกับที่เคยใช้”


“เดี๋ยวฉันสอน” เซียวจ้านเดินนำหน้าไปยังเครื่องซักผ้าที่อยู่ชั้นล่าง สอนวิธีใช้อย่างละเอียดซึ่งอีกฝ่ายก็ตั้งใจฟังเป็นอย่างดี กระทั่งเครื่องทำงาน ทั้งคู่จึงหันมายิ้มให้กันโดยไม่ทันตั้งตัว


ก่อนความกระอักกระอ่วนจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เซียวจ้านจึงรีบถามสิ่งที่สงสัยอยู่เพื่อบ่ายเบี่ยง “ทำไมถึงซักผ้าดึกป่านนี้ล่ะ”


“ก็ตอนกลางวันไปทำงาน”


“ถ้ามีงานก็ฝากฉันซักก็ได้ ให้ผ้าโดนแดดจะหอมกว่านะ”


หวังอี้ป๋อไม่รู้จะพูดอะไร ให้ปฏิเสธน้ำใจทั้งๆ ที่คนตรงหน้าเพิ่งสอนเขาใช้เครื่องซักผ้าก็ไม่เข้าท่า แต่ให้ตกปากรับคำในทันทีก็ดูจะเป็นคนขี้เกียจเกินไป เขาคิดมากกับคำพูดของตัวเองเสมอ


“งั้นฉันขึ้นห้องก่อนนะ” เซียวจ้านเห็นว่าอีกคนเอาแต่เงียบจึงต้องขอตัว แต่เดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวเสียงที่เขาไม่ค่อยจะได้ยินบ่อยนักกลับกล่าวประโยคที่ทำให้อดยิ้มออกมาไม่ได้


“ขอบคุณ”


นึกว่าจะไม่พูดแล้ว…



………………………………………………………..



“หลบหน่อย” หวังอี้ป๋อที่ถือถุงอาหารอยู่เต็มมือพูดขึ้นเมื่อเจ้าถั่วกำลังเดินขวางทางเขาอยู่ เจ้าของของมันที่กำลังจัดโต๊ะหน้าโทรทัศน์หันมามองตามเสียง ก่อนจะหัวเราะร่าให้คนกับแมวที่กำลังวิ่งแข่งกันขึ้นบันไดมาหาเขา


วันนี้เราทั้งคู่ไม่มีงานจึงต้องอยู่บ้านด้วยกันทั้งวัน หลังจากนอนอ่านบทกันอยู่ในห้องนั่งเล่นก็ตัดสินใจสั่งอาหารให้มาส่งที่บ้านเพราะขี้เกียจออกไปข้างนอก ซึ่งนี่ก็เหมือนจะเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้กินข้าวด้วยกัน


การนั่งพื้นพิงโซฟาดูรายการโทรทัศน์ระหว่างมื้ออาหารเป็นสิ่งที่หวังอี้ป๋อไม่เคยนึกภาพมาก่อน เขาเป็นพวกอยู่ไม่ติดบ้าน นักกิจกรรมดีเด่นที่พอว่างจากงานก็หาอะไรทำไม่เว้นวัน


ไม่ใช่ว่าไม่อยากพักผ่อนหรอก


แต่ตอนที่ไม่มีใครอยู่เฉยๆ เป็นเพื่อนมันเหงาเหมือนกันนะ


“คืนนี้ไปดูหนังรอบดึกกันมั้ย”


เซียวจ้านอาจจะหูแว่วไป เหมือนเขาจะได้ยินคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ชวนไปดูหนังด้วยกันอย่างนั้นแหละ แต่เป็นไปได้อย่างไร...


“คืนนี้ไปดูหนังรอบดึกกันมั้ย”


จนประโยคเดิมนับจำนวนคำเท่ากันไม่ขาดตกบกพร่องนั้นดังขึ้นอีกครั้ง เขาจึงหันไปมองคนพูด เซียวจ้านเลิกคิ้ว ไม่ค่อยเข้าใจนัก


“นายชวนฉันไปดูหนังเหรอ”


“อือ”


“แน่ใจนะ”


“อือ”


“แล้วทำไมต้องหนังรอบดึก”


“อย่างพวกเราถ้าลองไปตอนกลางวันคงไม่ได้ดูหนังหรอก”


เซียวจ้านพยักหน้ารับ นึกสถานการณ์ออกอยู่เหมือนกันว่าถ้าเขาหรือหวังอี้ป๋อไปดูหนังตอนคนเยอะๆ จะวุ่นวายขนาดไหน แยกกันไปว่าแย่แล้วไปด้วยกันยิ่งแย่กว่า


“ปกติไม่ดูหนังในโรงเหรอ” เห็นอีกฝ่ายครุ่นคิด หวังอี้ป๋อจึงถามขึ้นด้วยความแปลกใจ จากที่อยู่ด้วยกันก็พอรู้ว่าเซียวจ้านไม่ชอบออกไปไหนมาไหน แต่ก็ไม่คิดว่าถึงขนาดไม่ไปดูหนังด้วยเหมือนกัน


“ชอบดูที่ห้องมากกว่า ปกติไม่ชอบที่คนเยอะๆ เท่าไหร่”


“อ่อ...” เสียงตอบรับที่อ่อนลงนั้นเรียกให้เซียวจ้านรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป เขาไม่ได้ตั้งใจจะปฏิเสธคำชวนเลยนะ


“แต่ก็อยากลองไป ดูหนังรอบดึกแบบที่ไม่มีผู้จัดการหรือทีมงานคอยมาคุม แค่คิดก็สนุกแล้ว”


“ไม่กลัวคนเยอะแล้วเหรอ”


“มีนายจะกลัวทำไม”


อีกฝ่ายอาจจะตอบโดยไม่ทันคิด


แต่คนฟังพยายามอย่างหนักที่จะไม่รู้สึกอะไร...





โรงหนังรอบดึกเงียบเชียบนับจำนวนคนได้ แต่ถึงอย่างนั้นทั้งคู่ก็ระมัดระวังตัวเองอย่างเต็มที่โดยการเลือกชุดที่ไม่โดดเด่นและสวมแมสปิดปากอำพราง ซึ่งถ้าเป็นตอนปกติก็อาจจะยิ่งน่าสงสัยเข้าไปใหญ่ หวังอี้ป๋อเป็นคนเลือกหนังและจัดการซื้อตั๋วเองโดยที่อีกฝ่ายได้แต่เดินตามต้อยๆ ครั้นพอจะหยิบเงินมาจ่ายค่าหนังให้ก็โดนเด็กมันปฏิเสธบอกว่าคืนนี้จะเลี้ยงเอง


“อี้ป๋อ ซื้อน้ำกับขนมก่อนได้มั้ย”


คนที่โดนดึงชายเสื้อไว้หันกลับมาพยักหน้ารับ ปกติเขาไม่กินขนมอยู่แล้วจึงไม่เคยแวะซื้ออะไรก่อนเข้าโรง คืนนี้ดันมาดูหนังกับคนที่ติดขนมเป็นที่หนึ่งจึงต้องหยุดยืนรออีกฝ่ายสั่งป๊อบคอร์นรสคาราเมลกับน้ำอัดลมแก้วใหญ่


ในโรงไม่มีคนอื่นเลยสักคน กว่าสองชั่วโมงที่ดูหนังด้วยกันจึงเป็นช่วงเวลาที่เซียวจ้านรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก เข้าใจแล้วว่าทำไมคนอย่างหวังอี้ป๋อถึงชอบหนังรอบดึกนัก


เที่ยงคืนกว่าๆ แล้วตอนที่เราออกจากโรงหนังด้วยกัน ทั้งคู่เรียกแท็กซี่กลับบ้านเหมือนตอนขามา อาจจะวุ่นวายกับการโทร.กลับไปหาผู้จัดการของตัวเองที่คงแตกตื่นยกใหญ่เมื่ออยู่ๆ ก็ติดต่อกันไม่ได้ทั้งคู่ ฝั่งคนที่ชอบหนีออกไปไหนมาไหนบ่อยๆ ดูจะคุยง่ายสุด แต่เซียวจ้านนี่สิไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ขืนรู้ว่าเขาแอบมาข้างนอกโดยไม่บอกแบบนี้มีหวังโดนดุยาวเลย


ขณะกำลังอ้ำอึ้ง คนที่นั่งอยู่เบาะหลังข้างกันก็ยื่นมือมาตรงหน้า ส่งสัญญาณว่าจะคุยกับปลายสายให้ เซียวจ้านนึกกังวลอยู่เหมือนกันแต่กลับไม่มีทางเลือกเมื่ออยู่ๆ มือหนาก็เอื้อมมาหยิบโทรศัพท์มือถือของเขาไปเสียแล้ว


“สวัสดีครับ ครับ ใช่ครับ .. ผมแค่พาเขาออกมาเปิดหูเปิดตา .. ครับ” แล้วก็ยื่นมาคืนหลังจากพูดตอบกลับไปเพียงไม่กี่ประโยค คนเป็นพี่เลิกคิ้วเมื่อเสียงที่ดังขู่กันอยู่เมื่อครู่กลับเปลี่ยนเป็นสดใส


(แล้วก็ไม่บอกว่าไปกับอี้ป๋อ ถ้าอย่างนั้นพี่ก็หมดห่วง แค่นี้นะ ตารางงานของพรุ่งนี้พี่ส่งไปในวีแชทนะ)


ก่อนจะวางสายไป…


“เหลือเชื่อเลย ปกติเธอจะโกรธมากถ้าฉันออกไปไหนแล้วไม่บอก” เขาหันมาพูดกับคนข้างๆ ที่นั่งยกยิ้มมุมปากอย่างโอ้อวด แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเช่นเคย


รถเข้ามาจอดเพียงหน้าหมู่บ้านจึงต้องเดินต่อกันไปอีกนิดหน่อยจึงจะถึงบ้านของตัวเอง เจ้าถั่วร้องเรียกทันทีที่ได้ยินเสียงประตูเปิด เจ้าของของมันวิ่งไปอุ้มด้วยความคิดถึงจนคนที่เพิ่งปิดประตูบ้านตามหลังมาอดยิ้มให้ภาพที่เห็นไม่ได้


เหมือนวันแรกที่เขาเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้


แมวสองตัวน่ารักดี




-5-


วันนี้ทีมงานนัดไปต่อบทกับนักแสดงคนอื่นๆ ในช่วงบ่าย เซียวจ้านใช้เวลาช่วงเช้าไปกับการอยู่บ้านคนเดียว(บวกหนึ่งเจ้าถั่ว) หวังอี้ป๋อออกไปสนามแข่งรถตั้งแต่เช้าเพื่อซ้อมก่อนจะแข่งรอบจริงในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า บ้าพลังเสียจนเขาเหนื่อยแทน 


ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องของเพื่อนร่วมบ้าน หยิบตะกร้าผ้าของอีกฝ่ายลงมาซักรวมกันกับของเขาจะได้ไม่เสียเที่ยว ระหว่างรอผ้าซักก็จัดเก็บบ้านโดยมีเจ้าถั่วคอยให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง


แดดวันนี้เหมาะกับการตากผ้ายิ่งกว่าอะไร เซียวจ้านถือตะกร้าผ้าที่ซักแล้วออกไปที่ลานหน้าบ้าน ลงมือตากผ้าไม่ได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงรถเข้ามาจอดที่รั้วหน้าบ้าน ก่อนหวังอี้ป๋อจะเปิดประตูเข้ามาพร้อมผู้จัดการส่วนตัวที่มาส่งถึงที่ เซียวจ้านโค้งให้คุณหลี่ มารยาทดีเช่นทุกครั้งที่เจอกัน


“กินอะไรยัง” คำถามนั้นดังขึ้นจากคนที่ยังอยู่ในชุดแข่ง เซียวจ้านตอบคำถามโดยการสะบัดผ้าใส่จนอีกฝ่ายสะดุ้งเล็กน้อย คนได้แกล้งจึงหัวเราะชอบใจ


“เล่นอะไรเป็นเด็กไปได้”


“เมื่อกี้นายตกใจ ตาลุกวาวเลย”


“ถามว่ากินข้าวหรือยัง”


“ยังไม่กิน”


“ผมซื้อมาเผื่อ”


“นายไปกินก่อนเลย ฉันตากผ้าก่อน”


หวังอี้ป๋อไม่พูดพร่ำทำเพลง ช่วยอีกฝ่ายตากผ้าอย่างรวดเร็วจะได้ไปกินข้าวพร้อมกัน ปล่อยให้ผู้จัดการที่เดินตามหลังมาพร้อมถุงอาหารยืนขมวดคิ้วอยู่กับที่


หลี่เฉียงไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง นี่ใช่หวังอี้ป๋อที่เขารู้จักจริงๆ น่ะหรือ…





หลังช่วยกันตากผ้าเรียบร้อยแล้วก็เดินเข้าบ้านไปเพื่อพบว่าคุณหลี่ได้จัดเตรียมอาหารไว้ให้สำหรับทั้งสองคน การมีผู้จัดการคนอื่นมาดูแลแบบนี้ทำเอาเซียวจ้านเกรงใจจนโค้งขอบคุณไปหลายรอบ


“ถือเสียว่าผมเป็นผู้จัดการคุณก็ได้ครับ” 


“ไม่น่าลำบากคุณเลยครับ” เซียวจ้านอาจจะเอาแต่ยืนโค้งให้ต่อไปหากไม่โดนเจ้าเด็กข้างๆ ดึงข้อมือให้นั่งลงกินข้าวด้วยกันก่อน


“แล้วนี่จะไปยังไง” คุณหลี่ที่นั่งดูตารางงานของหวังอี้ป๋ออยู่หันมาถามคนที่กำลังเคี้ยวจนแก้มตุ้ยด้วยความเป็นห่วง


“ผู้จัดการมารับครับ”


“แสดงว่าคุณจางก็ต้องวนรถมารับน่ะเหรอ”


“ครับ บ้านพี่อยู่ไกล”


“ไปด้วยกันสิ” คนที่นั่งกินอยู่เงียบๆ มาพักหนึ่งพูดแทรก หลี่เฉียงเบิกตาโพลง เขาไม่ติดขัดอะไรหากต้องไปด้วยกันแต่ตกใจที่อยู่ๆ เจ้าเด็กนั่นเป็นคนออกปากชวนมากกว่า


“ไม่เอาน่าอี้ป๋อ ไม่มีฉันแล้วนายเหงาขนาดนั้นเลยเหรอ” เซียวจ้านแกล้งพูดกวนไปเล่นๆ แต่เด็กมันดันไหวไหล่


“คงงั้น”


คุณหลี่จึงรีบหัวเราะสมทบก่อนจะออกปากชวนด้วยอีกแรง “ดีเหมือนกันนะ คุณจางจะได้ไม่ต้องอ้อมไปอ้อมมา”


“ถ้าอย่างนั้นผมโทร.ไปบอกพี่ก่อน”


วันนั้นสองนักแสดงหลักจึงไปถึงสถานที่ที่ทีมงานนัดไว้พร้อมกัน ผู้จัดการส่วนตัวของเซียวจ้านยืนเกาหัวแกรกๆ รออยู่ก่อนแล้วเมื่ออยู่ๆ ก็ได้รับสายจากเด็กในการดูแลบอกว่าไม่ต้องไปรับ จะมาพร้อมอี้ป๋อ


“ดูเหมือนวิธีของผู้กำกับจะได้ผลนะครับ” หลี่เฉียงกระซิบบอกหญิงสาวหลังจากชายหนุ่มทั้งสองเดินไปนั่งประจำที่พร้อมกันในห้องซ้อมเรียบร้อยแล้ว จางลี่เลิกคิ้วด้วยความสนอกสนใจ หรือเธอจะพลาดอะไรไปจริงๆ


การซ้อมบทครั้งแรกของนักแสดงทั้งหมดผ่านไปอย่างราบรื่น หวังอี้ป๋อกลายเป็นหวังอี้ป๋อที่ทุกคนรู้จักเหมือนเช่นเคยจนเซียวจ้านที่นั่งอยู่ข้างๆ อดล้อไม่ได้


“ยิ้มหน่อยครับคุณหวัง” ก่อนจะโดนมือน้องมันฟาดไหล่เข้าให้อย่างแรง อุตส่าห์ทำหน้านิ่งมาทั้งวันดันมาหลุดยิ้มเพราะคนๆ เดียว




-6-


เซียวจ้านที่นอนอ่านบทอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นมองผู้มาใหม่ไม่วางตา หวังอี้ป๋อเดินหน้าง่วงออกมาจากห้องนอนพร้อมบทหนังเรื่องเดียวกัน เด็กคนนั้นไม่ยอมไปหาที่นั่งดีๆ แต่กลับมานั่งบนโซฟาที่เขานอนอยู่เพื่อเบียดกันอย่างไม่มีเหตุผล


กวนประสาทเก่งที่หนึ่ง


“ที่ก็มีตั้งเยอะแยะ”


“มาต่อบทกัน”


“ขยับไปหน่อย”


“มาต่อบทกันครับพี่”


“เมื่อกี้นายเรียกฉันว่าพี่เหรอ โอ้... เดี๋ยวนะ ขออีกรอบได้ปะ” ไม่พูดเปล่ายังหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมาเปิดอัดเสียง ซึ่งคนน้องก็ยอมเล่นด้วยโดยการก้มลงไปพูดช้าๆ ชัดๆ


“พี่จ้าน พี่จ้าน พี่จ้าน...”


“พอ!” กลายเป็นคนถูกเรียกที่หน้าแดงเองจนต้องลุกขึ้นนั่งต่อบทแก้เขิน หวังอี้ป๋อยกยิ้ม และบางทีเขาอาจจะไม่รู้ตัว


“อังคารนี้ผมมีแข่งรถ อยากไปดูมั้ย” หลังจากนั่งต่อบทกันจบไปรอบหนึ่ง ชายหนุ่มที่เอี้ยวตัวลงไปนอนบนโซฟาก็ถามขึ้น คนโดนชวนตาลุกวาวด้วยความสนใจ


“อยากๆ วันนั้นฉันไม่มีงานพอดี”


“ดีเลย ผมน่าจะได้แชมป์”


“ขี้อวดมากหวังอี้ป๋อ” เซียวจ้านส่ายหน้าให้ เด็กนั่นกล้าพูดจาแบบนี้กับเขาได้อย่างไม่อายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน “ต่อบทหน้าที่แปดอีกรอบได้ปะ”


“ได้” พยักหน้ารับคำเสร็จ คนที่นอนอยู่ก็เอื้อมมาจับมือเขาไว้เสียอย่างนั้นจนเซียวจ้านเลิกคิ้ว


“ในบทไม่มีจับมือนี่”


“มีนะ”


“ไหน” เขามั่นใจว่าบทของตัวเองไม่มีเขียนไว้แน่ๆ แต่พอจะก้มลงไปดูของอีกฝ่ายหมอนั่นกลับปิดไว้ไม่ยอมให้ดูเสียอย่างนั้น


“ผมบอกว่ามีก็มีสิ”


เซียวจ้านจิ๊ปากอย่างระอา


“นายนี่ดื้อจริงๆ เลยหวังอี้ป๋อ”


“มานี่ ในบทมีนอนกอดกันด้วย” 


พูดอย่างไร…


ก็ทำอย่างนั้น...


“เดี๋ยวก่อนเว้ย!”


เซียวจ้านไม่แน่ใจแล้วว่า คนที่กำลังรัดร่างของเขาไว้แน่นอยู่ตอนนี้ใช่หวังอี้ป๋อตัวจริงหรือเปล่า



………………………………………………………..



ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแม้จะเป็นการแข่งรถแต่กลับมีแฟนคลับและนักข่าวมาเยอะขนาดนี้ เซียวจ้านที่เพิ่งแยกกับพ่อคนเก่งซึ่งต้องไปเตรียมตัวก่อนแข่งได้แต่ส่งยิ้มกว้างให้ทุกคนสยบความเก้อเขิน ดีเท่าไหร่แล้วที่หวังอี้ป๋อบอกให้ทีมงานกันคนอื่นๆ ออกเขาถึงนั่งอยู่บนอัฒจรรย์รอชมการแข่งขันได้อย่างปลอดภัยจนถึงตอนนี้


เป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาคิดไว้มากโข ยิ่งพอรู้ว่าตั้งใจซ้อมขนาดไหนก็อดเอาใจช่วยไม่ได้ แต่จะว่าก็ว่าเถอะ เด็กนั่นในชุดนักแข่งน่ะดูดีไม่หยอก


หวังอี้ป๋อถือโอกาสในช่วงเตรียมตัวเพื่อวิ่งขึ้นไปหาคนที่อุตส่าห์มาเชียร์ถึงข้างสนาม เขากังวลว่าพออยู่แปลกที่แปลกทางแถมโดนจับจ้องแบบนี้จะทำให้เซียวจ้านอึดอัดจึงขึ้นมาชวนคุยเล่นระหว่างรอเวลา


จะไม่บอกหรอกว่าแค่ต้องการกำลังใจ


“อยู่คนเดียวได้มั้ย”


“คนเดียวอะไร มีทีมงานล้อมอยู่เป็นสิบ”


หวังอี้ป๋อนั่งลงข้างๆ ก่อนจะส่งเสียงถามเบาๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน “ถ้าชนะ พี่จะให้อะไร”


“ฉันเกี่ยวอะไรด้วย”


“เกี่ยวดิ ได้ยินว่าพี่ใจดีกับแฟนคลับมากๆ ผมเป็นปีเตอร์แพนของพี่เลยนะ”


“เดี๋ยวนะ นายเป็นแฟนคลับฉันตั้งแต่เมื่อไหร่” ถึงขนาดรู้ว่าชื่อแฟนคลับของเขาคือปีเตอร์แพนก็นับว่าเล่นใหญ่แล้ว แต่ดูหน้าเด็กมันที่กำลังจริงจังเสียยิ่งกว่าอะไรในตอนนี้สิ อยากจะฟาดเข้าให้


“ไม่รู้แหละ บอกมาเร็ว”


เซียวจ้านเกาหัวยิกๆ คิดอย่างหนักหน่วงทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของเขาเลยด้วยซ้ำ นี่มาเชียร์ถึงสนามแล้วยังต้องให้ของขวัญอีกเหรอ


“นึกไม่ออกอะ นายอยากได้อะไรเป็นพิเศษมั้ยล่ะ”


“หมายความว่า พี่จะให้สิ่งที่ผมอยากได้ใช่มั้ย”


“ใช่” เขาตอบอย่างมั่นใจ ของชิ้นนั้นคงไม่แพงมากถึงขนาดซื้อไม่ไหวหรอก แต่พอเห็นสายตาเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่ายแล้วเขาก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะให้ได้จริงๆ “มั้งนะ”


“ตกลง จะชนะให้ดู”


“เดี๋ยวสิ บอกมาก่อนว่าที่อยากได้คืออะไร”


ไม่ทันแล้ว ในเมื่อพูดจบหวังอี้ป๋อก็วิ่งหายไปโดยไม่รอฟังคำของเขาเลยสักนิด


และในวันนั้น


เด็กนั่นได้ที่หนึ่ง…



………………………………………………………..



“จะไม่บอกจริงๆ เหรอว่าอยากได้อะไร”


“ยังไม่ถึงเวลา”


ครั้นพยายามคาดคั้นมาตลอดหลายวัน ก็มักจะได้คำตอบแบบนี้ เซียวจ้านรู้สึกว่าเขาคงตามใจเด็กมันมากไปถึงได้ชอบแกล้งกันอยู่เรื่อยเลย


พี่ผู้จัดการทั้งสองคนนั่งกอดอกเคร่งเครียดอยู่ก่อนแล้วในตอนที่เขากลับไปถึงบ้านด้วยกันในเวลาสี่ทุ่ม เซียวจ้านยิ้มเหยเกไปให้ส่วนคนที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับทำสีหน้าไม่ทุกข์ร้อนอะไร ทั้งๆ ที่เป็นตัวการพาเขาแอบหนีไปข้างนอกกันลำพัง


“ไปไหนมา” จางลี่หรี่ตาถาม เด็กในการดูแลของเธอชักจะเอาใหญ่แล้ว หลังๆ ไม่ค่อยรับโทรศัพท์ไหนจะมีข่าวปล่อยออกมาเรื่อยๆ ว่ามีเดตกับสาวลึกลับกลางดึก “เห็นข่าวหรือยัง”


“ข่าวอะไรเหรอ” เซียวจ้านขมวดคิ้ว วันนี้เขาออกไปข้างนอกกับหวังอี้ป๋อทั้งวันจนไม่ได้เช็กโทรศัพท์ แต่คงจะเป็นเรื่องใหญ่น่าดูพี่ผู้จัดการถึงได้ทำหน้าเครียดขนาดนั้น


“รูปนี้มันอะไร”


ชายหนุ่มจ้องมองรูปในจอมือถือที่จางลี่ยื่นมาให้ดู เขายิ้มออกมาเมื่อนึกขึ้นได้ นี่มันตอนที่เขากับหวังอี้ป๋อนั่งกินข้าวด้วยกันนี่นา แต่ทำไมรูปถึงถ่ายออกมาเห็นแค่เขาคนเดียวล่ะ


“ช่วงนี้นักข่าวพยายามเล่นงานจ้านจ้านเรื่องเดตอยู่นะ ระวังตัวหน่อยสิ”


“เดตอะไรกันครับ ก็แค่ไปกินข้าว”


“นั่นแหละเขาเรียกว่าเดต ไหนบอกพี่มา ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”


“ไม่มีผู้หญิงที่ไหนหรอก” คนที่เงียบมาพักใหญ่พูดขึ้นเสียงเรียบ จางลี่ได้ยินอย่างนั้นก็หมดความอดทน


“ไม่ต้องช่วยเขาปิดบังหรอกอี้ป๋อ”


“ไม่ได้ช่วย” หวังอี้ป๋อลอยหน้าลอยตาพูด จับข้อมือของคนข้างๆ ไว้มั่นก่อนจะพาขึ้นไปชั้นบน “เราสองคนง่วงแล้ว ขอตัวไปนอนนะ”


“เดี๋ยวสิ จ้านจ้าน พี่จะกลับก็ต่อเมื่อรู้ว่าคนที่ไปเดตด้วยวันนี้คือใคร”


เซียวจ้านอยากบอกอยู่หรอกว่าเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ข่าวนั่นก็แค่เขียนขึ้นมั่วๆ จากรูปแอบถ่ายที่เห็นแค่เขาเท่านั้น แต่ไม่ทันได้อ้าปากแย้ง คนที่จับมือเขาไว้แน่นกลับชิงพูดไปเสียก่อน


“ผมเอง”


แล้วก็ออกแรงลากขึ้นห้องไปเสียอย่างนั้น ทิ้งให้ผู้จัดการทั้งสองคนอยู่ในห้องรับแขกเพียงลำพัง จางลี่ยังอ้าปากค้างขณะที่หลี่เจียงตบไหล่หญิงสาวเป็นการปลอบใจ


“นอกจากจะพูดตรงไปตรงมาแล้วอี้ป๋อก็ไม่เคยโกหกนะครับ เพราะอย่างนั้นไม่ต้องห่วงหรอก”


สองผู้จัดการได้แต่มองหน้ากันด้วยความงุนงง ตั้งใจจะมาเค้นคอเจ้าสองแสบแต่สิ่งที่ได้คือพวกมันกลับหนีไปนอนแล้วทิ้งเขาไว้ทั้งอย่างนี้น่ะนะ


ไหนจะต้องปิดบ้านให้อีก!




-7-


ตารางงานทั้งสัปดาห์ของหวังอี้ป๋อกับเซียวจ้านคาบเกี่ยวกันอย่างแยกไม่ออก ทั้งคู่ต้องทุ่มให้กับการซ้อมบทภาพยนตร์ที่เริ่มจริงจังขึ้น เหลือเวลาอีกเพียงไม่นานก่อนจะเริ่มถ่ายทำกันจริงๆ นั่นหมายถึง เวลาที่พวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันก็ใกล้จะหมดลงแล้ว…


“กินข้าวกัน” คนที่เพิ่งซ้อมบทของตัวเองเสร็จเดินเข้ามาหาเจ้าเด็กตาปรือ เซียวจ้านเอื้อมมือไปขยี้ผมที่ไม่ได้เซ็ตนั่นด้วยความหมั่นเขี้ยว “บอกแล้วให้รีบนอน เมื่อคืนก็มัวแต่เล่นเกม”


“บ่นอีกแล้ว อุตส่าห์รอกินข้าวเนี่ย”


“โอ้โฮ… หวังอี้ป๋อนี่ใจดีจังเลยน้า” พูดพลางหยิบกล่องข้าวทั้งสองกล่องซึ่งทีมงานเตรียมไว้ให้มาแกะ นั่งกินได้ไม่นานผู้กำกับและนักแสดงอีกจำนวนหนึ่งก็เดินเข้ามาร่วมโต๊ะด้วยเหมือนเช่นทุกวัน


“ผมมีเรื่องอยากเสนอ” เสียงที่ไม่ค่อยจะได้ยินเท่าไรนักเมื่ออยู่กันหลายคนดังขึ้นไม่มีปี่มีขลุ่ย ทุกคนหันไปมองหวังอี้ป๋อที่อธิบายเสียงเอื่อยเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร “ผมกับเซียวจ้านเราตกลงกันว่าจะอยู่ด้วยกันจนกว่าจะถ่ายเสร็จ ทุกคนว่ายังไงครับ”


คนที่โดนกล่าวอ้างแทบสำลักข้าว หันไปมองเจ้าเด็กนั่นด้วยความตกใจพอๆ กับคนอื่นที่ตะลึงงันไม่แพ้กัน


“ฉะ .. ฉันไปตกลงกับนายตอนไหน” เซียวจ้านกระซิบถาม ถองศอกใส่สีข้างมันไปหนึ่งทีข้อหาพูดเองเออเอง


“ที่พี่บอกว่าถ้าผมแข่งรถชนะแล้วจะมีรางวัลให้ไง นี่แหละของขวัญที่ผมต้องการ”


ได้แต่อ้าปากค้าง จะเถียงอะไรก็ไม่ได้เพราะไปรับปากมันไว้แล้ว สุดท้ายเลยต้องตามน้ำ น้องมันว่าอย่างไรเขาก็ว่าอย่างนั้น


“แต่ดูจากที่ซ้อมก็น่าจะสนิทกันดีแล้วไม่ใช่เหรอ” หลี่เฉียงขัดขึ้นเมื่อดูเหมือนเด็กในการดูแลของเขาจะหาเรื่องให้อีกแล้ว มีอย่างที่ไหนจะไปอยู่กับพี่เขาสองต่อสอง เซียวจ้านหนีไป ไอ้เด็กนี่มันร้ายกาจ


“ยังรู้สึกว่าสนิทได้อีกนะ”


มันสู้เว้ย มันสู้ แต่เขาไม่สู้แล้ว อยากทำอะไรก็ทำเลยหวังอี้ป๋อ


“ผมเห็นด้วยนะ อี้ป๋ออาจจะตีความตัวละครได้ลึกซึ้งกว่าที่คิด เห็นทุ่มเทเพื่อหนังขนาดนี้ก็ดีใจ” ผู้กำกับตบเข่าฉาดใหญ่ หารู้ไม่ว่าคนที่ทุ่มเทเพื่อหนังนั้นหวังกำไรเข้าตัวล้วนๆ


เซียวจ้านส่ายหน้าให้เด็กที่หันมายักคิ้วกวนประสาท ส่วนเขาทำได้แค่กินข้าวต่อไปเงียบๆ และเตะขามันไปแรงๆ หนึ่งที




-8-


ว่ากันว่าตอนมีความสุข เวลามักจะผ่านไปเร็วเสมอ


เห็นจะเป็นอย่างนั้น เพราะถ้านับตั้งแต่อยู่ด้วยกันจนปิดกล้อง ก็เกือบห้าเดือนแล้วที่เขากับหวังอี้ป๋ออยู่บ้านหลังเดียวกัน พวกเราสนิทกันมากขึ้นซึ่งอาจจะมากกว่าที่ผู้กำกับต้องการเสียอีก ไม่แปลกใจเลยที่หนังเรื่องนี้จะได้การตอบรับที่ดีเกินคาด


วันที่ต้องย้ายออกจากบ้านหลังนั้น ทั้งคู่จึงประสบภาวะใจหายอย่างบอกไม่ถูก


“ไม่เป็นไรหรอก หลังจากนี้เราก็นัดเจอกันบ่อยๆ ก็ได้” เซียวจ้านปลอบคนที่หน้าบูดมาตั้งแต่เช้าแล้ว ต่อหน้าเขาน่ะไม่เคยปิดบังความรู้สึกหรอก


“ไม่เหมือนกันนี่”


“แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง”


“พี่ก็มาอยู่กับผมดิ” คนงอแงพูดไม่อายใครเพราะไม่มีใครให้อาย หลังจากขนของออกจากบ้านเรียบร้อยแล้วก็แอบมาเดินเล่นกันข้างนอกสองคน แม้จะพรางตัวเต็มที่ แต่กลางสวนสาธารณะแบบนี้ไม่น่าจะรอดสายตาใคร


“จะให้ฉันไปอยู่กับนายได้ยังไงล่ะหวังอี้ป๋อ” เซียวจ้านเอนหลังกับเก้าอี้พร้อมเหม่อมองไปทางอื่น จึงไม่ทันได้สังเกตสีหน้ามาดร้ายของคนข้างๆ


“แล้วถ้า .. เราเดตกัน”


“หื้อ?”


“ถ้าเราเดตกัน พี่จะว่ายังไง”


เซียวจ้านรู้สึกเหมือนว่าตัวเองจะหูแว่วอีกแล้ว แต่พอเห็นสายตาจริงจังของเด็กคนนี้แล้วเขาถึงรู้ว่าหวังอี้ป๋อไม่ได้ล้อเล่น


“เป็นแฟนกันนะ”


“นายก็เป็นปีเตอร์แพนของฉันอยู่แล้วนี่”


“ไม่ได้หมายถึงแฟนแบบนั้นนี่” ชายหนุ่มเอาจริงเอาจังกว่าเรื่องอื่นเรื่องใด ถ้าไม่ได้คำตอบเขาจะไม่กลับด้วยคอยดู “ผมอยากเป็นปีเตอร์แพนที่พิเศษกว่านั้น”


อยู่ๆ เซียวจ้านก็เงียบไปจนคนหนุ่มใจแป้ว หรือที่ผ่านมาเขายังชัดเจนไม่มากพอ?


พอเห็นหน้าที่เคยดุเศร้าลงถนัดตาก็ทำเอาเซียวจ้านอยากหลุดขำ นี่เขาทำให้พ่อหนุ่มเย็นชาของวงการเป็นถึงขนาดนี้เลยเหรอ


“หวังอี้ป๋อ ก้มหน้าลงมาหน่อยสิ”


คนโดนเรียกขมวดคิ้วอย่างระแวง แต่ก็ยอมก้มลงไปฟังคำตอบที่เขาคาดเดาไม่ได้เหมือนกันว่าจะเป็นคำตกลงหรือปฏิเสธ


ซึ่งไม่ใช่ทั้งคู่...


อยู่ๆ แก้มข้างขวากลับโดนหอมไปฟอดใหญ่


หวังอี้ป๋อเบิกตาโพลง ชะงักค้างเสียสมดุลไปทั้งร่างก่อนจะหันไปหาคนขี้ขโมยที่กำลังยิ้มอยู่


“แบบนี้พิเศษพอไหม”


“หมายความว่า...”


เซียวจ้านหรี่ตา แกล้งทำหน้าเหนื่อยหน่ายใจ “ขนาดนี้ยังไม่รู้อีกเหรอ”


เจ้าปีเตอร์แพนที่ได้รับสิทธิพิเศษเกินกว่าใครเขายิ้มกว้างอย่างไม่ปิดบัง ซึ่งนั่นน่ะทำให้คนที่มองอยู่อดยิ้มตามไม่ได้


ไม่ใช่แค่หนึ่งเดือน หรือห้าเดือนอีกต่อไป


แต่คือนานเท่านาน....




- Happy Birthday -



เพราะกระแสของหนังทำให้ทั้งคู่ได้รับงานด้วยกันหลายต่อหลายชิ้น แต่ถึงจะเป็นงานเดี่ยวก็มักจะเห็นอีกคนมารอที่กองอยู่เสมอ ไม่มีใครสงสัยอะไรนอกจากมองเป็นความสัมพันธ์ที่ดีของเพื่อนสนิทหรอก ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วที่หวังอี้ป๋อจะไม่ปิดบังความรู้สึกเลยสักนิด


วันเกิดปีนี้ของหวังอี้ป๋อพิเศษกว่าปีอื่นด้วยเหตุผลสามประการ


หนึ่ง, เขาได้รับวันหยุด


สอง, เขาได้อยู่กับเซียวจ้าน


และสาม, เราได้ดูหนังที่เล่นด้วยกัน


เป็นหนังรอบดึกที่ไม่มีคนอีกเช่นเคย ชายหนุ่มทั้งสองนั่งดูตัวเองในจอใหญ่ ภาพความทรงจำตอนถ่ายทำทับซ้อนมาเป็นฉากๆ คิดแล้วก็อดคิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้นไม่ได้


แตกต่างกันก็คงเป็นสถานะในตอนนี้ที่พัฒนาจากเพื่อนร่วมงาน...


..เป็นคนรัก


“นี่หวังอี้ป๋อ ฉันมีของขวัญจะให้ด้วยล่ะ” อยู่ๆ ก็พูดขึ้นทั้งๆ ที่หนังยังฉายอยู่ เจ้าของวันเกิดจึงเลิกคิ้วสงสัย ความมืดในโรงมีมากเกินกว่าที่เขาจะเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายได้


จะแกล้งอะไรกันอีกหรือเปล่า


“หลับตาก่อน”


“แค่นี้ผมก็มองไม่เห็นพี่แล้วนะ”


“บอกให้หลับตาไง จะเอามั้ยของขวัญอะ” ต้องให้โมโหก่อนอยู่เรื่อย ซึ่งพอโดนดุเด็กนั่นก็ปิดตาอย่างว่าง่าย เซียวจ้านขยับไปมอบของขวัญชิ้นพิเศษที่เขาเตรียมมาให้สำหรับปีเตอร์แพนคนนี้แค่คนเดียว


เป็นจูบรสหวานเสียยิ่งกว่าป๊อปคอร์นรสคาราเมลเสียอีก…






End.





นี่คือ os ที่ยาวมากเรื่องหนึ่งของเราเลย เขียนด้วยความกังวลว่าจะทำยังไงให้ดูรักกันได้สักครึ่งหนึ่งของเรื่องจริง(ขี้ชิปปป) เป็นของขวัญให้ทุกคนเนื่องในวันเกิดปีที่ 22 ของนายหวังอี้ป๋อ หวังว่าจะชอบนะคะ แวะพูดคุยติดแท็กให้กันได้ที่ #มายปีเตอร์แพน เลย


รักมากและหวังว่าจะได้เจอกันอีกวันที่ 5 ตุลา

สลิล.










ผลงานอื่นๆ ของ สลิล.

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

50 ความคิดเห็น

  1. #50 Krotee (@Krotee) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 10:32
    ดีที่สุดเลย
    #50
    0
  2. #49 qazwsxwdc (@qazwsxwdc) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 08:31

    ชอบมากกกกกกกกกกก อิอิ😆😆
    #49
    0
  3. วันที่ 21 มกราคม 2563 / 19:44
    ปักค่ะ
    #48
    0
  4. #47 peach_spc (@peach_spc) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 17:34

    เป็นปีเตอร์แพนที่พิเศษจริงๆนะ เหล่าหวัง~
    #47
    0
  5. #46 demon@0@ (@54040249347ammie) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2562 / 23:05
    น่ารัก เพลินมากค่ะ รอเรื่องอื่นน๊า
    #46
    0
  6. วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 18:35
    น่ารักมากๆเลยค่ะ ชอบจังความอบอุ่นมันแผ่กระจายมาหมดเลย เป็นกำลังใจให้นักเขียนต่อไปนะคะ เขียนงานดีๆ แบบนี้มาอีกน้า
    #45
    0
  7. #44 _folafollar (@folafollar) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 18:13
    น่ารักมากเลยค่ะ ;-;
    #44
    0
  8. #43 0981830683 (@0981830683) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 07:44
    สนุกค่ะะ*^*
    #43
    0
  9. #42 unnathedreamer (@naunthedreamer) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 22:01
    น่ารักมากตัวเท่าโลกเลยค้าบบบ
    #42
    0
  10. #41 jeeun (@jiiji) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 / 21:34
    คือดีต่อใจ ขอบคุณค่ะ
    #41
    0
  11. #40 สีน้ำ (@re-turn) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 17:48
    งื้อออ เขิน
    #40
    0
  12. #39 Yin
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 21:55

    อยากให้แต่งนิยาย ป๋อจ้าน ทำเป็นเรื่องยาวเลย

    ตอนนี้อินกับคู่นี้หนักมาก น่ารักโครต ไม่เคยจิ้นคู่ไหนเท่าคู่นี้มาก่อนเลย

    #39
    0
  13. #38 ฟาง
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 14:47

    มันดีเหลือเกินค่ะไรต์ ถึงจะไม่เท่าความรักของป๋อจ้านจริงๆก็เถอะ 5555555 เจอกันอีกที5ตุลาค่ะ รอนะคะ❤

    #38
    0
  14. #37 TM-love (@nu-rungring) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2562 / 22:39
    ชอบมากกกก เขียนดีมากๆเลยค่ะ >< แบบให้ฟิลอบอุ่น สบายๆ มากเลย

    แต่งอีกเยอะๆนะคะไรท์ 💕
    #37
    0
  15. #36 iiam (@iiamii) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 01:10
    อ่านแล้วก็เหมือนมีเสียงทั้งสองคนก้องอยู่ งืออออออ อบอุ่น มีแต่คำว่าอ่อนโยนลอยอยู่เต็มไปหมด
    #36
    0
  16. #35 Piphit (@siriphit) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 23:38
    ใจนุๆๆๆๆๆๆๆๆ เค้าเป็นแฟนกันแน่เลยแม๊ๆๆๆๆๆๆๆ เอแงงงงงง
    #35
    0
  17. #34 kaohomkk1234 (@kaohomkk1234) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 15:33
    รออยู่น้าาา
    #34
    0
  18. #33 Xinglii (@bumbim-lollipop) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 20:12
    ฮื่ออออออออออ ดีมากๆ เลยค่ะ อ่านไปยิ้มไป อี้ป๋อก็มีมุมน่ารักๆ เหมือนกันน้าา เขินนนน
    #33
    0
  19. #32 ppreww2 (@PPREWW) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2562 / 22:31
    ชอบมากค่ะ แง้ เขินไม่ไหวแน้ววววว
    #32
    0
  20. วันที่ 16 สิงหาคม 2562 / 19:52

    งื้อ ดีมากๆเลยค่ะ ละมุนมาก

    #31
    0
  21. วันที่ 15 สิงหาคม 2562 / 00:19
    น่ารักกกก
    #30
    0
  22. #29 BAMBieHANNie (@Rueangpat) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 01:42
    งื้อออออ น่ารักมากๆค่ะ เขินตามเลยฮืออออ
    #29
    0
  23. วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 00:50
    สนุกมากเลยค่ะ อ่านเพลิน ถึงเนื้อเรื่องจะเดินเร็ว แต่ก็รู้สึกถึงความผูกพันของทั้งคู่ได้อยู่ อ่านจบแล้วอุ่น ๆ อมยิ้มเลย
    #28
    0
  24. วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 22:02

    น่ารักมากกกกกก ขอบคุณค่า
    #27
    0
  25. #26 sugarrush_ (@sugarrush_) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 02:21
    ชอบมากกกกค่า ทำไมน่ารักกกกแบบนี้ (^ ^)​/
    #26
    0