~+...เทพนิยาย...ประวัติศาสตร์...+~

ตอนที่ 86 : กำเนิดมัมมี่(อันนี้เยอะมาก)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 537
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 ต.ค. 50

กำเนิดมัมมี่



           จากการขุดพบซากศพที่เก็บรักษาในสภาพของมัมมี่ ตั้งแต่สามพันปีก่อนคริสตกาลนั้น เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความเชื่อของชาวอียิปต์ที่ว่า
 แม้คนเราตายไปแล้วก็ยังมีสภาวะความต่อเนื่องในชีวิต ตลอดไปจนถึงภพหน้า ซึ่งอิทธิพลความเชื่อถือนี้ได้พัฒนาไปสู่ความเจริญแห่งอารยธรรมอียิปต์
 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทางด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม เทคโนโลยีโบราณ แม้กระทั่งกฎหมายของสังคมด้วยในเวลาเดียวกัน
           หลักฐานทางโบราณคดีของชาวอียิปต์โบราณ อันได้แก่ปิรามิด มัมมี่ และหลุมศพโบราณต่าง ๆ คงอยู่มาจนถึงบัดนี้ ทำให้เรามีโอกาสเรียนรู้ชีวิต
 ประจำวันของชาวอียิปต์โบราณเหล่านั้น ได้จากภาพต่าง ๆ ที่เขาเขียนไว้ตามผนังสุสาน
           ความเชื่อถือในสภาวะต่อเนื่องของชีวิตหลังความตายนั้น ยังเป็นความเชื่อของอารยธรรมชนชาติอื่น ๆ แต่สำหรับชาวอียิปต์ การพัฒนาทางด้าน
 ความเชื่อถือ ทั้งทางปฎิบัติและทางทัศนคติ แตกต่างกันออกไปตามสภาพภูมิประเทศ
           ในระยะแรก ๆ การสร้างสุสานสำหรับผู้ตายของชาวอียิปต์โบราณ กระทำโดยการเจาะขุดแบบง่าย ๆ ภายใต้หินผา หรือโพรงหินที่มีอยู่ก่อนแล้ว
 ส่วนการจัดวางศพก็จัดในท่านั่งชันเข่าขึ้นจรดกับปลายคาง
           สุสานลักษณะนี้พบได้ทั่วไป ตามบริเวณหุบเขาลุ่มน้ำไนล์ และมีอยู่ไม่น้อยที่ศพถูกนำไปฝังในสุสานใต้ทะเลทรายแทน ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อที่ว่า
 ไม่ต้องการให้พื้นดินที่อุดมสมบูรณ์กลายสภาพเป็นป่าช้าเสียหมด
           เหตุผลสำคัญอีกอย่างคือ ต้องการให้สุสานเหล่านั้นคงทนถาวรนานที่สุดเพราะภายใต้พื้นทรายอันแห้งแล้งย่อมปราศจากสิ่งรบกวนและความชื้น
 ที่ทำให้เกิดการเน่าเปื่อยผุพัง การฝังดินในระยะแรกทำโดยปล่อยเม็ดทรายที่แห้งและร้อนระอุไหลเข้าไปในหลุม โดยไม่สร้างเครื่องกีดขวาง จุดประสงค์
 เพื่อต้องการให้เมล็ดทรายที่แห้งเกรียม ปราศจากความชื้น ช่วยรักษาศพให้อยู่ในสภาพแห้งกรังเป็นเวลานาน อีกอย่างนึงหากมีความชื้นเกิดขึ้น น้ำฝนก็
 จะซึมอยู่เฉพาะทรายชั้นบนที่แห้งผาก ทำหน้าที่ดูดซับน้ำและความชื้นไว้ ส่วนทรายเบื้องล่างยังคงแห้งอยู่ ซึ่งทำหน้าที่เก็บรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อยอย่างดี
 (พื้นดินใต้ท้องทะเลทราย จะแตกต่างจากพื้นดินที่มีฝนตกเป็นประจำ กล่าวคือเมื่อฝนตก ปริมาณของน้ำฝนมีไม่มากจึงถูกเม็ดทรายเบื้องบนดูดซับหมด
 ไม่มีเหลือซึมลงไปพื้นทรายเบื้องล่างได้ ดังนั้นผู้ที่อยู่กลางทะเลทรายจึงไม่สามารถขุดบ่อ หรือเจาะน้ำบาดาลได้ นอกจากว่าบริเวณลึกมาก ๆ บางแห่ง
 จะเป็นทะเลสาบใต้พื้นดินจึงจะสามารถขุดน้ำขึ้นมาใช้ แต่พื้นที่ลักษณะนี้หาได้ยากมาก)
           ศพที่ถูกเก็บรักษาด้วยความแห้งแล้งของเม็ดทรายนี้ โดยสภาพศพมีผิวหนังและเส้นผมแห้งกรัง ติดอยู่กับโครงกระดูก
           การที่ชาวอียิปต์เก็บศพไว้ในท่านั่ง เพราะต้องการให้ศพอยู่ในสภาพคล้ายกับตอนยังมีชีวิตอยู่มากที่สุด ซึ่งความเชื่อในเรื่องนี้สืบทอดมาตลอด
 เพราะการสร้างสุสานในสมัยต่อมา สร้างขึ้นเพื่อทำการเก็บรักษาศพไว้ในสภาพเดิม เพราะต่างเชื่อว่าวิญญาณของผู้ตายอาจกลับเข้าสู่ร่างเดิมได้ทุกเวลา
 โดยที่ร่างเดิมยังไม่เน่าเปื่อยหรือสลายไป ถ้าหากวิญญาณผู้ตายไม่มีร่างกายของตัวเองแล้ว วิญญาณจะไม่มีสถานที่พักผ่อนหรือเข้าอยู่อาศัย เท่ากับว่า
 ผู้ตายรายนั้น ไม่มีโอกาสมีชีวิตต่อเนื่องอยู่ในโลกต่อไป
           หลุมศพโบราณในระยะเริ่มต้นนั้น ภายในหลุมศพจะบรรจุสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อที่ผู้ตายจะได้นำไปใช้ในโลกหน้า เครื่องใช้ดังกล่าวประกอบ
 ด้วยหม้อ ไห เตียงนอน และของมีค่าที่ผู้ตายใช้อยู่ก่อนหน้านั้น เหตุที่ทายาทนำไปเก็บไว้ในสุสานพร้อมกับผู้ตายเพราะ ความเชื่อถือดังกล่าว
           หลุมฝังศพโบราณเหล่านี้ ต่างเป็นหลุมศพก่อนสมัยเริ่มราชวงศ์อียิปต์ทั้งหมด ซึ่งสมัยที่ว่านี้ นับย้อนหลังจากสามพันหนึ่งร้อยปีก่อนคริสตกาล
 ขึ้นไป และช่วงสมัยก่อนการเริ่มต้นราชวงศ์อียิปต์ยังถูกแบ่งออกเป็นช่วงอีกหลายช่วงด้วยกัน แม้ช่วงต่าง ๆ เหล่านี้จะง่ายต่อการแยกแยะ แต่รูปแบบ
 ของหลุมฝังศพพัฒนาไปจากเดิมน้อยมาก เมื่อเทียบกับการพัฒนาด้านนี้ในสมัยราชวงศ์ทั้งสามสิบเอ็ดราชวงศ์ ในช่วงต่อมา
           สมัยก่อนราชวงศ์ ภายในหลุมศพส่วนใหญ่มีเครื่องใช้จำพวกหม้อไหอยู่จำนวนมาก ในสมัยบาดาเรียน (Badarian) ซึ่งเป็นช่วงกลางของสมัยนั้น
 มีการนำเอาหนังแพะ หรือเสื่อที่ทอด้วยต้นหญ้า มุงเป็นหลังคาไว้ภายในหลุมฝังศพ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนซึมลงไป
           ส่วนหลุมศพเด็กสามแห่ง ที่ขุดพบที่เมือง มอสตาเกดดา (Mostagedda) ทางตอนเหนือของอียิปต์ ปรากฎว่ามีการนำตะกร้าวางไว้บนศีรษะ
 ของศพเพื่อป้องกันไม่ให้ทรายตกลงไปกระทบใบหน้าศพ ช่วงปลายสมัยก่อนราชวงศ์ เริ่มมีการใช้หนังสัตว์ห่อหุ้มศพ เพื่อป้องกันไม่ให้ศพเป็นอันตราย
 จากการพังทลาย การทับถมของเม็ดทราย
           จากนั้น มีการนำไม้หนา ๆ มาทำสุสาน เพื่อป้องกันดินทรายด้วยจุดประสงค์ ที่จะป้องกันร่างมัมมี่ที่อยู่ในนั้น แต่การนำเอาไม้มาทำเป็นหลุมศพ
 ในช่วงปลายสมัยก่อนราชวงศ์นี้เองทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่การใช้ไม้มาทำเป็นห้อง และเพดานหลุมศพที่กว้างขึ้นในสมัยต่อมา เพราะเมื่อหลุมศพมีพื้นที่
 มากขึ้น การนำสิ่งของเครื่องใช้ไปเก็บไว้ก็ยิ่งมีมากด้วย การทำหลังคาหลุมศพด้วยไม้ ในช่วงนั้นจะใช้ไม้แผ่นหนาวางเรียงกันลงมาเป็นหลังคา แล้วปิดทับ
 ด้วยดินเหนียว การใช้ไม้มาทำเป็นเพดานหลุมศพยังผลให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงหลุมศพด้วย จากรูปไข่เป็นรูปสามเหลี่ยม
           ล่วงถึงช่วงตอนปลายสุดของยุคสมัยก่อนราชวงศ์ การทำหลุมฝังศพก็พัฒนาเป็นการก่อด้วยอิฐแทน โดยมีการฉาบผิวภายในด้วยดินเหนียว
 การพัฒนาหลุมศพนี้เห็นได้ชัดว่า พัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันมัมมี่ มากกว่าพัฒนาศิลปทางด้านนี้โดยตรง ส่วนการพัฒนาทางสถาปัตยกรรมด้านนี้จริง ๆ นั้น
 เริ่มขึ้นเมื่อสามพันหนึ่งร้อยปีก่อนคริสตกาล หรือในช่วงต้นของระบบราชวงศ์อียิปต์ ที่ประเทศนี้รวมเข้าเป็นรัฐเดียวกันนั่นเอง
           เมื่อสุสานถูกสร้างขึ้นอย่างกว้างขวาง และศพที่เก็บอยู่ได้แยกออกจากความแห้งและความร้อนของเม็ดทราย ร่างของศพย่อมเน่าเปื่อยได้ง่ายขึ้น
 เพราะไม่มีทรายอบด้วยความร้อน มาเป็นตัวช่วยทำให้เนื้อหนังแห้งเกรียม ด้วยเหตุนี้จึงมีการจัดศพด้วยวิธีที่ไม่ทำให้เน่าเปื่อยได้ง่าย ขณะเดียวกันภายใน
 สุสานก็ได้รับการตกแต่งเหมือนกับบ้านของผู้ตายสมัยยังมีชีวิตอยู่ ด้วยแนวความคิดนี้ทำให้เกิดมีการขยายสุสานให้กว้างขึ้นพร้อมกับสร้างห้องเพิ่มขึ้น
           การพัฒนาการสร้างสุสานให้ลึกลงไปใต้พื้นทรายมาก ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้นักขุดค้นที่หวังจะขโมยสมบัติในสุสาน ตรวจพบหรือขุดเข้าไปได้ง่าย
 นักขโมยสิ่งของและทรัพย์สมบัติมีมาตั้งแต่สมัยบาดาเรียน (Badarian) ซึ่งเป็นยุคกลางสมัยราชวงศ์อียิปต์ ยิ่งมีผู้นำทรัพย์สินเครื่องใช้มีค่าไปเก็บรวม
 ไว้กับผู้ตายมากเท่าไหร่ เท่ากับเป็นการเร่งเร้าให้มีการแอบลักขุดทรัพย์สินดังกล่าวมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งการสร้างหลังคาไว้เป็นเพดานหลุมศพเป็นสิ่งที่พอจะ
 ใช้ป้องกันนักขโมยสมบัติในสมัยนั้นได้
           ต่อมาเมื่ออียิปต์สองอาณาจักรรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว โดยมีฟาโรห์ปกครองอย่างทั่วถึงแล้วผู้มีฐานะดี และพวกขุนนางก็สร้างสุสานที่ลึก แข็งแรง
 ยิ่งกว่าเดิม บางทีถึงกับเจาะหินเข้าไปใต้เนินเขากันเลยทีเดียว การสร้างสุสานในยุคเริ่มต้นราชวงศ์เป็นไปอย่างแข็งแรง ยากแก่การขุดเข้าไปขโมยสมบัติ
 ดังนั้นการสร้างสุสานตื้น ๆ ภายใต้พื้นดินกลางทะเลทรายจึงเริ่มหมดไป
           ตลอดช่วงสมัยก่อนราชวงศ์ การเก็บมัมมี่ยังไม่มีการนำเอากรรมวิธีเก็บรักษาศพโดยใช้สารบางชนิด นอกจากใช้ความร้อนจากเม็ดทรายอย่างเดียว
 ดังนั้นเมื่อมีการสร้างหีบศพ เพื่อเก็บไว้ในสุสานอีกชั้นนึง ศพที่ใส่ไว้มักจะเน่าเปื่อยเหลือแต่กระดูกเท่านั้น และยิ่งบริเวณสุสานกว้างขึ้นเท่าใด โอกาสที่ศพจะ
 เน่าเปื่อย ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ชาวอียิปต์ต่างรู้ถึงความจริงข้อนี้กันดี
           ในตอนเริ่มราชวงศ์แรกของอียิปต์ พวกเขาจึงหาวิธีรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อยด้วยเทคนิคที่เป็นวิชาการอันสูงส่งสมัยนั้น คือ การนำผ้าลินินมาห่อหุ้ม
 พันรอบซากศพหลาย ๆ ชั้น การทำดังกล่าวนี้ ถือเป็นจุดเริ่มแห่งการทำมัมมี่เป็นครั้งแรก ส่วนศพที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าลินินในลักษณะนี้ เพ็ตตรี (Petrie) 
 ขุดพบในหลุมศพที่มีอายุมากที่สุด ซึ่งเป็นหลุมศพของกษัตริย์ดเจอร์ (Djer) ที่เมืองอาบีดอส (Abydos)
           ล่วงถึงปลายสมัยราชวงศ์ที่สาม ชาวอียิปต์จึงรู้วิธีป้องกันไม่ให้ศพเน่าเปื่อย โดยการผ่าท้องเอาตับไตไส้พุงออกเสียก่อน แล้วจึงห่อหุ้มศพด้วย
 ผ้าลินินเป็นขั้นตอนสุดท้าย
           การห่อศพในสมัยนั้นทำกันอย่างประณีตด้วยจุดประสงค์จะให้เหมือนกับตอนที่เจ้าของร่างยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะตำแหน่งใบหน้า และอวัยวะสำคัญ
 จะได้รับการห่อหุ้มอย่างพิถีพิถัน แต่เพราะเหตุที่การห่อศพมัมมี่ในสมัยราชวงศ์ที่หนึ่งถึงสาม เป็นการห่อด้วยผ้าลินินเฉย ๆ จึงไม่อาจป้องกันการเน่าเปื่อย
 ที่เกิดหลังจากนั้นได้จึงมีการปรับปรุงเทคนิค โดยนำเอาศพที่ห่อด้วยผ้าลินินเรียบร้อยแล้วแช่ในยางไม้ชนิดนึง (Resin) จนเปียกชุ่มแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง
 วิธีนี้จะทำให้ซากศพคงทนอยู่ในรูปเดิมได้นานเท่านานหากไม่มีการแตะต้อง
          ต่อจากนั้นศพที่มีการห่อหุ้มด้วยผ้าหนาหลายชั้น จะเริ่มเปลี่ยนแปลงทีละน้อยด้วยขบวนการสันดาป ส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อจะค่อย ๆ หายไป เหลือแต่หนัง
 ติดกระดูก การฝังศพด้วยวิธีนี้ขุดพบมากที่เมืองซัคคาร่า ส่วนมัมมี่ที่ห่อด้วยผ้าลินินจะพันตรงช่วงแขนขาแปดรอบ ลำตัวและไหล่จะพันถึงสิบสี่รอบ สภาพ
 ศพอยู่ในท่านั่งชันเข่าติดคาง วางตะแคง หันด้านซ้ายลงในโลงศพ มัมมี่ที่ขุดพบในสมัยราชวงศ์ที่สามเป็นมัมมี่ของ กษัตริย์โซเซอร์ ผู้สร้างปิรามิดแบบขั้น
 ที่เมืองซัคคาร่า
           การจัดเก็บศพในลักษณะนี้ ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ที่หนึ่งถึงสามไม่จัดว่าเป็นการทำมัมมี่อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นเพียงแค่รู้จักนำเอาผ้าลินินมาใช้ห่อศพ
 โดยมียางไม้เป็นตัวช่วยในการเก็บรักษาศพไว้เท่านั้น
           ล่วงถึงสมัยต้นราชวงศ์ที่สี่ เริ่มมีวิธีผ่าเอาตับไตไส้พุงออกมาจนหมดแล้วค่อยห่อด้วยผ้าลินินต่อไป การทำมัมมี่วิธีนี้ช่วยรักษาสภาพศพให้ดีขึ้นมาก
 กว่าเดิม เพราะส่วนที่เป็นช่องว่างภายในท้อง จะแห้งกรังได้เร็วกว่าตอนที่ห่อศพ ในสภาพที่คงตับไตไส้พุงทั้งหมดไว้
           การตรวจพบสุสานมัมมี่ที่ถูกจัดการนำเอาตับไตไส้พุงออกเสียก่อนนี้ รู้ได้โดยการตรวจลักษณะสุสานเพราะการออกแบบสุสานสำหรับเก็บมัมมี่ชนิดนี้
 เป็นแบบที่ทำให้ศพปลอดภัยจากการรบกวน ปกติแล้วทัศนคติของชาวอียิปต์โบราณเกี่ยวกับการเก็บศพมัมมี่ เพื่อรักษาร่างของผู้ตายไว้เป็นที่สิงสถิตย์
 ของดวงวิญญาณต่อไป แต่เมื่อจัดการศพโดยวิธีผ่าตัดเอาตับไตไส้พุงออกหมด ผู้ทำจะรู้สึกว่าสภาพศพขาดความสมบูรณ์ไป ดังนั้นการออกแบบสร้าง
 สุสานเพื่อให้ปลอดภัยจากการรบกวนจึงเท่ากับเป็นการตัดปัญหานี้ไปได้ เพราะชาวอียิปต์เชื่อกันว่าหากมัมมี่ไม่ถูกรบกวน ตับไตไส้พุงของผู้ตายที่แยกออก
 ไปจะกลับสู่ที่เดิมได้ ด้วยอำนาจวิเศษที่เชื่อถือกันในสมัยนั้น
           ในสุสานจะจัดสถานที่สำหรับเก็บเครื่องในของผู้ตายโดยเฉพาะ โดยทั่วไปจะห่อหุ้มด้วยผ้าลินินแล้วเก็บไว้ตรงช่องผนังสุสานทางด้านใต้ การทำมัมมี่
 วิธีนี้เริ่มสมัยราชวงศ์ที่สี่ ซึ่งนักโบราณคดีขุดพบเป็นจำนวนมากที่ เมืองไมดูม (Meydum) บางทีมัมมี่ที่ขุดพบ จะมีเฉพาะส่วนของร่างกายที่ห่อหุ้มไว้เท่านั้น
 ส่วนเครื่องในที่แยกเก็บไว้จะหายไป ทั้งนี้นักโบราณคดีเชื่อว่า บางทีศพของขุนนางชั้นสูง หรือผู้ร่ำรวย การเก็บห่อเครื่องในนิยมเก็บในภาชนะที่มีค่าต่าง ๆ
 เช่นหม้อไหทองคำล้วน เมื่อนักขโมยสมบัติพบเข้าก็นำเอาไปทั้งภาชนะที่ใส่ เพราะไม่ต้องการเสียเวลากับการเอาออก
           แนวความคิดดังกล่าวได้รับการยอมรับว่าเป็นจริง เพราะบางครั้งนักโบราณคดีขุดพบห่อเครื่องในวางอยู่ในสุสานเฉย ๆ โดยไม่มีภาชนะรองรับ ทั้งที่
 เป็นศพของขุนนางชั้นสูง แสดงว่าเดิมทีห่อเครื่องในอยู่ในภาชนะมีค่า แต่บรรดาหัวขโมยจัดการเอาออกมาทิ้งเพื่อนำภาชนะดังกล่าวไป จากการที่พบมัมมี่
 ของราชินีเฮตเฟรส (Hetepheres) พระราชมารดาของฟาโรห์คูฟู (Khufu) ในสุสานโบราณที่เมืองกีซ่า (Giza) เครื่องในของมัมมี่ถูกแยกเก็บไว้ในกล่อง 
 ห่อด้วยผ้าลินินที่แช่น้ำยานาทรอน (Natron) เพื่อป้องกันการเน่าเปื่อย
           การเก็บเครื่องในมัมมี่ลักษณะเดียวกันนี้ เริ่มใช้กับประชาชนสมัยราชวงศ์ที่ห้าและราชวงศ์ที่หก ซึ่งจะเก็บไว้ในหม้อ-ไหหินที่มีไม้ประกบอยู่ภายนอก
 และสุสานที่เก็บเครื่องใน ในหม้อหรือไหหิน จะไม่มีช่องบริเวณผนังสุสานเจาะไว้สำหรับเก็บห่อเครื่องใน ดังในสมัยราชวงศ์ก่อน บางครั้งหม้อดินหรือไหหิน
 ใส่เครื่องในจะถูกเก็บไว้ในสถูปเล็ก ๆ ภายในสุสานเดียวกัน บางทีทำเป็นช่องตรงพื้นสุสาน ที่น่าสนใจคือ ไม่ว่าจะเป็นสถูปหรือช่องบนพื้นสุสาน จุดที่ตั้งนั้น
 จะอยู่ตรงมุมด้านตะวันออกเฉียงใต้เสมอ ซึ่งนักโบราณคดียังหาคำตอบในเรื่องนี้ไม่ได้
           นับจากสมัยราชวงศ์ที่สี่ การพันมัมมี่ด้วยผ้าลินินเปลี่ยนเป็นท่านอนยาว แตกต่างจากท่านั่งเข่ายันคางโดยเริ่มในหมู่ขุนนางและเศรษฐีก่อน ในที่สุด
 การห่อแบบนอนยาว ตัวตรงก็กลายมาเป็นแบบมาตรฐานของการทำมัมมี่
           แม้การจัดศพมัมมี่ โดยวิธีแยกเครื่องในออกจะเป็นที่นิยมในยุคนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรักษาสภาพศพได้ดีกว่าการห่อศพด้วยผ้าลินิน แล้วนำไป
 แช่ในยางไม้ทั้งร่าง ตามที่เคยทำกันมาเสมอไปในบางกรณี มัมมี่จะถูกแต่งใบหน้าด้วยลวดลายต่าง ๆ สีเขียวที่ทาแสดงถึงมัมมี่จะกลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง
 บางรายมีการตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ หลังจากห่อหุ้มเรียบร้อยแล้ว
           ในสมัยราชวงศ์ที่สี่ก็มีการทำมัมมี่ด้วยเทคนิคแตกต่างกัน สำหรับมัมมี่แรนิเฟอร์ (Ranefer) ที่เมืองเมย์ดุมนั้น นักโบราณคดีพบว่าภายในช่องท้อง
 ของมัมมี่ที่นำเครื่องในออกจนหมด ผู้จัดศพยังยัดผ้าลินินที่แช่ยางไม้ไว้ในช่องท้องจนแน่น ส่วนการพันภายนอกยังเป็นแบบเดิม
           แต่เป็นที่น่าเสียดาย มัมมี่ซากนี้เก็บไว้ที่ราชวิทยาลัยศัลยกรรม (Royal College of Surgeons) ถูกทำลายลงโดยการโจมตีทางอากาศ ระหว่าง
 สงครามโลกครั้งที่สอง หลักฐานสำคัญทางโบราณคดีชิ้นนี้จึงต้องสูญไปโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
           จากการขุดค้นทางโบราณคดีของไรสเนอร์ (Reisner) ที่เมืองกิซ่า ก็พบมัมมี่อีกซากที่มีลักษณะคล้ายกับซากมัมมี่ที่สูญเสียไป นับเป็นความโชคดี
 ที่นักโบราณคดีรุ่นหลังจะได้ใช้เป็นแนวทางศึกษากันต่อไป
           มัมมี่ที่ควรค่าแก่การศึกษาอีกซาก คือ ซากในสมัยราชวงศ์ที่ห้า พบในสุสานโบราณเมืองซัคคาร่า เมื่อปี ค.ศ. 1966 มัมมี่ดังกล่าวอยู่ในสุสานหิน ซึ่ง
 มีชื่อบันทึกว่า เนเฟอร์ (Nefer)
           มัมมี่นี้ดูจากภายนอกเหมือนมัมมี่ทั่วไป เพราะถูกพันผ้าลินินอย่างแน่นหนาหลายชั้น แต่เมื่อคลี่ผ้าออกจนถึงส่วนในก็พบว่าแทนที่ร่างกายจะถูกยัดไว้
 ด้วยผ้าชุบยางไม้ตรงช่องท้อง กลับถูกห่อหุ้มไว้ด้วยปูนปลาสเตอร์ การหุ้มปูนดังกล่าวทำไว้อย่างประณีต เพราะนอกจากจะจัดใบหน้าเหมือนรูปทรงเดิม
 เส้นผมที่ม้วนเป็นลอนตามสมัยนิยมก็ยังรักษาไว้ให้เห็นรูปโค้งได้อย่างชัดเจน
           การใช้ปูนปลาสเตอร์ห่อแทนผ้าลินินแช่ยางไม้นั้น พบเห็นได้หลายแห่งในสุสานต่าง ๆ ของเมืองกีซ่า บางซากที่พบนี้ถูกตกแต่งด้วยปูนปลาสเตอร์
 เฉพาะตรงส่วนหัว และใบหน้าก็มี ทั้งนี้ผู้จัดทำมัมมี่คงพยายามตกแต่งให้เหมือนใบหน้าผู้ตายมากที่สุด แต่ในบางครั้งผู้จัดศพกลัวว่าไม่อาจรักษาร่างผู้ตาย
 ไว้ได้ เขาก็จะทำเป็นรูปปั้นปูนปลาสเตอร์ ที่เชื่อกันว่าจะแทนร่างผู้ตายได้เช่นกัน
           ในการขุดสุสานโบราณที่เมืองนาคาดาของเพ็ตตรี ในปี ค.ศ. 1895 พบว่ามีสุสานสมัยก่อนราชวงศ์อยู่ไม่น้อยที่ชิ้นส่วนร่างกายของผู้ตายถูกแยกกัน
 อาจเป็นเพราะนักขโมยสมบัติจัดการวางเรียงกระดูก หลังจากขโมยของมีค่าไปแล้วก็ไม่ใช่เพราะมีอยู่หลายแห่งแสดงว่าเป็นสุสานที่ไม่เคยมีการขุดค้นมาก่อน
 สิ่งมีค่าในสุสานอยู่ครบถ้วนในตำแหน่งที่นิยมจัดวางไว้
           นักโบราณคดีสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้จัดศพในยุคนั้นแยกชิ้นส่วนเพื่อจุดประสงค์อันใด ซึ่งเป็นความลับอยู่จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดี เพ็ตตรีได้ให้
 สมมุติฐานการทำเช่นนี้ไว้ว่า ก่อนนำศพไปเก็บในสุสานที่เตรียมไว้ผู้จัดศพได้ตัดชิ้นส่วนต่าง ๆ ออกเป็นท่อนก่อนเพื่อง่ายในการจัดศพ ส่วนสำคัญที่เป็นศีรษะ
 ญาติของผู้ตายจะเก็บเอาไว้เพื่อพิธีศพ หรือระลึกถึงผู้ตายสักช่วงแล้วค่อยเก็บไปรวมกับส่วนอื่น ๆ ของร่างกายผู้ตายที่สุสานภายหลัง จึงเป็นสาเหตุทำให้
 โครงกระดูกของผู้ตายวางอยู่คนละแห่ง
           เพ็ตตรีให้เหตุผลตามทฤษฎีว่า ในกรณีที่พบโครงกระดูกผู้ตายในสุสานโดยไม่มีกะโหลกศีรษะ อาจเพราะญาติพี่น้องลืมนำกลับเอาไปเก็บไว้ในสุสาน 
 หรือไม่อาจลืมที่ตั้งของสุสาน ซึ่งขุดลึกลงไปใต้พื้นทรายและกลบอย่างมิดชิดเพื่อป้องกันพวกขโมยสมบัติ
           ยิ่งกว่านั้น เพ็ตตรียังสันนิษฐานเพิ่มเติมอีกว่า การตัดศพของผู้ตายออกเป็นส่วน ๆ เพื่อนำเนื้อของผู้ตายไปแบ่งกันกิน เพราะชนบางเผ่าในสมัยนั้น 
 เชื่อว่าการได้กินเนื้อของผู้ทำความดีขณะยังมีชีวิตอยู่ เป็นการสร้างโชคและความดีแก่ผู้ที่กินเนื้อบุคคลผู้นั้นในวันหน้า ซึ่งเพ็ตตรีสนับสนุนทฤษฎีของเขาว่า
 มีหลักฐานแสดงว่า ส่วนที่เป็นเนื้อหนังของศพสมัยนั้นถูกตัดออกไป โดยอาจจะนำไปใช้ประกอบอาหารก็ได้
           นอกเหนือจากนี้ เพ็ตตรียังได้หลักฐานอื่นอีกเป็นจำนวนมาก ที่แสดงให้เห็นว่าการที่ส่วนต่าง ๆ ของศพจะถูกแยกออกจากกันเป็นเพราะ ผู้จัดศพทำ
 ตั้งแต่ก่อนจะมีการห่อหุ้มศพอย่างแน่นอน และจากการขุดพบหลุมศพในสมัยเดียวกันนี้ ที่เมืองเกอร์ซ่า (Gerza) เจอรัลด์ เวนไรด์ (Gerald  Wainright) 
 กับผู้ช่วยของเพ็ตตรีขุดพบศพที่ถูกแยกส่วนออกจากก้นในลักษณะนี้อีกหลายแห่ง
           ด้วยลักษณะเดียวกันนี้ ในสมัยราชวงศ์ที่สามและสี่ ยังมีการขุดพบที่เมืองเมย์ดุมอีกด้วย ซึ่งในร่างโครงกระดูกของมัมมี่ที่ขุดพบนี้ถูกจัดวางไว้อย่าง
 ถูกส่วน แต่กลับหัวกลับหาง คล้ายกับผู้จัดศพทำอย่างรีบเร่ง
           หลังจากที่เจอรัลด์ เวนไรท์ ทำการตรวจสอบโครงกระดูกอย่างละเอียดแล้ว ...ส่วนที่เป็นเนื้อถูกแล่ออกจนหมด ก่อนจะมีการห่อร่าง เฉพาะส่วนที่เป็น
 กระดูก เพราะผ้าลินินที่ห่อหุ้ม เข้าไปอยู่ในช่วงข้อต่อของกระดูกที่เป็นอวัยวะต่าง ๆ การค้นพบนี้สนับสนุนทฤษฎีของเพ็ตตรีได้เป็นอย่างดี
           อย่างไรก็ดี มีผู้ให้ความเห็นว่า คำบันทึกโบราณในปิรามิดดังกล่าว กล่างถึงเทพเจ้าโอซิริส (Osiris) เป็นมหาเทพของชาวอียิปต์โบราณ พระองค์ถูก
 ตัดพระวรกายเป็นท่อน ๆ โดยน้องชายพระองค์เองผู้มีนามว่า "เซ็ธ" (Seth) ในที่สุดร่างกายของมหาเทพโอซิริส ก็ถูกต่อเข้าด้วยกันโดยเทวีไอซิส (Isis) 
 พระชายาและฮอรัส (Horus) ร่วมกันทำการแก้แค้นให้กับพระองค์
           แต่สำหรับทฤษฎีของเพ็ตตรี เกี่ยวกับการแยกส่วนของร่างกายออกจากกัน ไม่ได้รับการเห็นชอบจากนักโบราณคดีทั่วไป บางคนให้เหตุผลว่า การที่
 ชิ้นส่วนของกระดูกแยกจากกันนั้น อาจเป็นเพราะการกระทำของนักขโมยสมบัติ แล้วญาติของผู้ตายจึงจัดการนำเอาสิ่งของเครื่องใช้สำหรับผู้ตายมาเพิ่ม
 ใหม่ ทำให้ดูเหมือนสุสานแห่งนั้น ไม่เคยถูกนักขโมยสมบัติรบกวนมาก่อน
           ทฤษฎีดังกล่าวมีเหตุผลอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เพราะจากการขุดสุสานโบราณในเมืองเดชาชา (Deshasha) และเมืองเมย์ดุม พบว่ามัมมี่บางซากมีชิ้นส่วน
 กระดูกที่ไม่ใช่ของคน ๆ เดียวกัน เป็นไปได้ว่าญาติพี่น้องของผู้ตายจัดการห่อหุ้มมัมมี่ใหม่ จากกระดูกเก่า ๆ ที่เก็บได้โดยไม่ทราบว่าเป็นกระดูกของผู้ตาย
 ทุกชิ้นหรือไม่
           ทฤษฎีนี้เป็นที่เชื่อถือของนักโบราณคดีไม่น้อยทีเดียวหากไม่ปรากฏว่าเจอรัลด์ เวนไรท์ ขุดพบสุสานแห่งนึงที่ไม่เคยมีผู้ใดขุดมาก่อน และในสุสานนั้น
 มีมัมมี่ห่อพันด้วยผ้าที่มีโครงกระดูกผู้ตายอยู่ไม่ครบเช่นเดียวกัน ดังนั้นหลักฐานดังกล่าวจึงสนับสนุนทฤษฎีของเพ็ตตรีมากกว่าแนวความคิดในทฤษฎีใหม่
 ตามที่กล่าวมาแล้วนี้
           ปัญหาความขัดแย้งในทฤษฎีทั้งสอง เป็นที่ถกเถียงของนักโบราณคดีมาเป็นเวลานาน สำหรับเพ็ตตรีและผู้สนับสนุนต่างพยายามหาทางพิสูจน์ให้ได้ว่า 	 
 การแยกชิ้นส่วนต่าง ๆ ของศพออกจากกัน ตามที่ขุดพบในบางสุสานนั้น ถือเอาความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ตั้ง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่คัดค้านในทฤษฎีนี้ซึ่งมีผู้นำ คือ
 เอลเลียต สมิธ (Elliot Smith) ก็ทำการหักล้างด้วยการตรวจสอบตามหลักวิชากายวิภาค (Anatomy) เพื่อแสดงให้เห็นว่า การที่ชิ้นส่วนกระดูกมัมมี่ที่หายไป
 นั้นเกิดจากการรวมเข้าใหม่อีกครั้งของญาติพี่น้องในตอนหลัง
           โดยทั่วไป ผู้จัดการกับศพมัมมี่ในสมัยนั้น อาจไม่ค่อยมีความรู้ในหน้าที่ของตัวเองมากเท่าไหร่ โดยเฉพาะตอนที่มีการห่อโครงกระดูกเข้าด้วยกัน ผู้จัดทำ
 อาจไม่ทราบว่าญาติของผู้ตายนำชิ้นส่วนกระดูกของผู้อื่น หรือปล่อยบางชิ้นหลุดหายไปสำหรับผู้ที่จัดศพผู้ตายในสมัยก่อนราชวงศ์นั้น เชื่อว่าความผิดพลาด
 ในเรื่องการนำกระดูกมาห่อรวมกัน อาจเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะสมัยนั้นไม่มีการห่อศพไว้ด้วยผ้าลินิน
           แม้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ให้เห็นเด่นชัดในอีกหลายแง่มุมของการเก็บรักษามัมมี่ช่วงยุคอาณาจักรเก่าของอียิปต์ก็ตาม แต่พอจะสังเกตได้ว่า มีการพัฒนา
 เรื่องการเก็บรักษาศพ เพื่อไม่ให้เน่าเปื่อยไปกว่ายุคเริ่มแรกมากทีเดียว
           ส่วนการผ่าตัดเอาเครื่องในออกจากช่องท้องผู้ตาย ก่อนทำมัมมี่นั้นถือว่าเป็นการพัฒนาที่ก้าวหน้ามาก และหลังการพัฒนาในด้านนี้แล้ว การพัฒนาด้าน
 สุสานก็ตามมาอย่างรวดเร็ว สุสานที่เก็บมัมมี่ในยุคต่อมา มีตั้งแต่แบบเจาะเข้าไปในหุบผาหินลึก ๆ จนถึงการสร้างปิรามิด ซึ่งกลายมาเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของ
 โลกอย่างนึง เพื่อเก็บรักษามัมมี่ให้อยู่ชั่วนิรันดร์กาล

85 ความคิดเห็น