~+...เทพนิยาย...ประวัติศาสตร์...+~

ตอนที่ 80 : สุสานต้องคำสาป คล้ายๆเป็นเรื่องน่ะ แต่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 201
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 ต.ค. 50

สุสานต้องสาป



ย้อนกลับไปในครั้งที่เริ่มมีการพบสุสานของพระองค์ ขณะที่ชาวยุโรปกำลังสนใจในการขุดค้น มีกรรมกรชักลากชนิด
 ใช้แรงงานกำยำล่ำสันคนหนึ่งยืน
 มองดูกลุ่มชาวผิวขาวที่ยืนบงการคุมงานขุดเจาะสุสานที่ฝังศพตุตันคาเมนด้วยสายตาแปลกๆ ก่อนฉลับหนึ่งในกรุงลอนดอน ว่า
 "พวกนั้นคงได้พบทั้งทองคำและทั้งความตาย" 
 ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์คนนั้นรับฟังอย่างตื่นเต้นพร้อมกับย้อนถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น
 "เพราะว่า…….." ชายคนนั้นตอบเป็นเชิงอธิบาย
 "มีบรรดาเทพเจ้าสิงอยู่มากมาย…และชายคนนั้น" กรรมกรชี้มือไปยังสุสาน เขาคงหมายถึงคาร์เตอร์ หรือคานาวอน "ไม่เชื่อเรื่องต่างๆ เอาเสียเลย
  เขาได้พบบรรดาเทพเจ้าเหล่านั้นเหมือนกัน 
 แต่มันก็สายเกินการไปเสียแล้ว เขาทำการบุกรุกละเมิดต่อเทพเจ้าองค์นี้…องค์ที่เป็นเทพเจ้าทั้งหลาย พระองค์คือ อะเม็น-รา…"
 ตามธรรมดาของการทำศพในอียิปต์ใครๆ ย่อมรู้ดีกันอยู่ตลอดมาว่า ศพอาบยาที่เรียกว่า "มัมมี่" เป็นศพของคนที่เคยต่อต้านความเป็นเทพเจ้า
  ศพอาบยานั้นจะนำโชคร้ายมาสู่ผู้พบเห็น 
 สำหรับพระบรมศพของตุตันคาเมน ตามบันทึกที่ค้นพบแสดงว่า หลังจากสิ้นพระชนม์แล้วได้มีการนำพระศพไปฝังยังสุสานดังกล่าว
  โดยมีการทำพิธีปลุกเสก แต่น่าแปลกที่พิธีการครั้งนั้นกลับไม่มีการจำหลักรูปสีเหลืองของ "รา" ซึ่งในศาสนาอียิปต์โบราณ 
 หมายถึง ดวงอาทิตย์ เอาไว้ที่ตอนหัวของหีบบรรจุพระศพที่ถูกห่อหุ้มและอาบยาตามราชประเพณี ยิ่งแผ่นโลหะที่เขียนภาพเทพเจ้าอันมี
 พระนามต่างๆ อีก 9 องค์ พร้อมกับต้องมีการเจิมน้ำมันสนทุกรูปก็ไม่มีการจัดทำในพระราชพิธีฝังพระศพของพระองค์เหมือนกัน
  ยิ่งกว่านั้นยังไม่มีการกระทำพิธีสวดด้วยเวทมนตร์คาถาอาคมต่างๆ เป็นการถวายความสงบให้แก่ดวงวิญญาณกษัตริย์ก่อน
 จะบรรจุพระศพลงหีบ 
 ผู้ร่วมปฏิบัติการอยู่กับลอร์ดคานาวอน ในครั้งนั้นมีโฮเวิร์ดคาร์เตอร์กับเลขานุการของเขาซึ่งมีชื่อว่าดิ๊ค เบ๊ทฮอลล์
  นอกจากนี้ก็มีเมอร์ซิเออร์ เบเนดิค นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศษ   ซึ่งเป็นผู้แทนมาจากกรมการโบราณคดี ประจำกรุงไคโร
  และเมอร์ซิเออร์ พาซาโนวา
  ทั้งหมดล้วนพากันตายด้วยลักษณะน่าฉงน เฉพาะลอร์ดคานาวอนตายอย่างพิสดารจริงๆ ถูกยุงกัดแก้มแล้วเป็นไข้สูง
 เพราะเชื้อกำเริบจนหมอช่วยไม่ได้ แต่ที่แปลกกว่านั้น คือ ในวันที่มีการเปิดเผยศพอาบยาของตุตันคาเมนให้ได้เห็นกันทั่วไป
  ทุกๆคนต่างก็ได้เห็นเครื่องหมายอะไรอย่างหนี่งปรากฏอยู่บนพระพักตร์ของมัมมี่กษัตริย์องค์ ซึ่งคล้ายกับที่ทิ้งรอยไว้บน
 ดวงหน้าของลอร์ดคานาวอน วันที่เสียชีวิตในลักษณะเดียวกันและตำแหน่งเดียวกันพอดี (ลอร์ดคานาวอน ตายก่อนจะนำมัมมี่ของ
 ตุตันคาเมนออกมาจากสุสานได้) 
 ส่วนเมื่อหลังจากมีการเปิดสุสานต้องสาปออกมาเป็นผลสำเร็จ บุคคลชั้นขุนนางในสมัยนั้นเข้ามาร่วมเคราะห์กรรมด้วยอีก 2 คน
  คนหนึ่งคือ พันเอก เมอร์ลิน เฮอร์เบิร์ต ญาติสนิทของลอร์ดคานาวอนกับอีกคนหนึ่ง คือ เอ็ส.จี.เอเวลีน ไวท์
 ตอนที่ปากทางเข้าสุสานถูกเปิดออก เฮอร์เบิร์ต เป็นคนแรกที่ก้าวเท้าย่างเข้าไปก่อน ปรากฏว่าร่างกายเขาสั่นสะท้าน 
 เขาจึงหยุดชะงักและมีท่าทางลังเลในลักษณะไม่กล้าจะก้าวเดินต่อไปอีก
 " พระผู้เป็นเจ้าไม่น่าจะดลใจให้คานาวอนมาพบสุสานที่ฝังพระศพแห่งนี้เข้าเลย ผมเกรงว่าจะเกิดอะไรที่น่ากลัวขึ้นกับครอบครัวของเราเสียแล้ว"
  เขาเป็นคนพูดข้อความประโยคนี้ หลังจากนั้นต่อมาเพียงไม่ทันถึงปีเขาก็เสียชีวิต
 ข้างเอเวลีน ไวท์ นักศึกษาเกี่ยวกับความเร้นลับของราชอาณาจักรของอียิป์ในสมัยดึกดำบรรพ์ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการเปิดเผย
 ความลับของสุสานดังกล่าวครั้งนั้นด้วย ต่อมาในระยะหลังจากสุสานถูกเปิด
 ปรากฏว่าได้กลับกลายเป็นคนละคนในลักษณะที่คล้ายกับว่าถูกผีสิง แต่แม้จะกลัวมากเพียงใด ชั่วเวลาหลังจากนั้นอีกเพียงปีเดียวเขาก็ฆ่าตัวตาย
  เขาเขียนไว้ในจดหมายฉบับหนึ่งก่อนฆ่าตัวตายด้วยข้อความว่า "เหมือนกับมีคำสาปแช่งต่อตัวผมจากอะไรสักอย่างงั้นแหละ" 
 ฤทธิ์เดชของยุวราชาคราวนี้เกิดขึ้นในปี 1979 (พ.ศ.2522) ตอนนั้นอียิปต์ส่งสมบัติของท่านไปตั้งแสดงที่ซานฟรานซิสโก
  ทางห้องนิทรรศการจัดยามดูแลทรัพย์สมบัติอย่างดี แต่เกิดเรื่องขึ้นจนได้ในวันที่ 22 กันยายน ปีนั้นเอง
 วันนั้น ยอร์ช ลาบาช ยามผู้ล่ำสันสามพันตึงรับหน้าที่เฝ้าดูแลทรัพย์สมบัติของฟาโรห์อยู่ภายในห้อง ส่วนนอกห้องมียามอื่นๆอยู่ด้วย
  ขณะที่เกิดเหตุ ยอร์ช อยู่คนเดียว เพื่อนยามอีกคนไปเข้าห้องน้ำ  ยอร์ชเดินไปเดินมาอยู่หน้าแท่นที่ตั้งแสดงหน้าต่างทองคำ
  อันเป็นที่ครอบพระพักตร์พระบรมศพของตุตันคาเมน ตาก็มองจับไปที่หน้ากากแล้วใจก็นึกไปต่างๆนานาเปรียบเทียบ
 พระพักตร์ฟาโรห์กับคนที่เขารู้จัก พอเขาเดินห่างจากแท่นที่ตั้งครอบพระพักตร์ก็ถูกตีที่ศีรษะด้านหลังอย่างแรง
 เพื่อนยามที่อยู่นอกห้องไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งคนที่ไปเข้าห้องน้ำกลับมาเห็นยอร์ชนอนแน่นิ่งหัวแตกเลือดไหลอาบ
 อยู่บนพื้นจึงร้องโวยวาย เรียกคนอื่นๆ มาช่วยหามส่งโรงพยาบาล 
 ยามเคราะห์ร้ายนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลหลายวัน เขาบอกทุกคนว่าถูกทำร้ายด้วย "คำสาปของฟาโรห์"
 "ไม่มีใครอยู่ในห้องนั้นนอกจากผมกับพระองค์ถ้าไม่ใช่ท่านแล้วใครล่ะที่ตีหัวผมแรง" เขาตั้งคำถาม

85 ความคิดเห็น