~+...เทพนิยาย...ประวัติศาสตร์...+~

ตอนที่ 64 : อิสราเอล3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 402
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 ต.ค. 50

3. อพยพออกจากอียิปต
ประมาณ ก.ค,ศ, 1275

อ่านพระธรรมอพยพ 1-15

          ประเทศอียิปต์ตั้งอยู่ปลายสุดของบริเวณสมบูรณัฒจันทร์ด้านตะวันตกเฉียงใต้ ดูจากแผนที่แล้วคล้ายกับว่าอียิปต์จะเป็นประเทศใหญ่ มีอำนาจครอบคลุมไปถึงทางมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือของอัฟริกา แต่ที่จริงแล้วส่วนใหญ่ของประเทศเป็นทะเลทราย บริเวณที่ดำรงชีพอยู่ได้นั้นคือที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำไนล์ซึ่งดูจากแผนที่จะเห็นเป็นแนวสีเขียวยาวประมาณ 1,500 ไมล์ (2,414 กม.)

แม่น้ำไนล์

          เมื่อฤดูร้อนมาถึง แม่น้ำต่าง ๆ ในตะวันออกใกล้จะแห้งเหือด อย่างดีที่สุดก็แค่มีน้ำเพียงเล็กน้อย แต่แม่น้ำไนล์หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมมีฝนตกหนักที่บริเวณเป็นต้นน้ำซึ่งอยู่ไกลออกไปถึงเส้นศูนย์สูตรทางด้านใต้โน้น หลังจากนั้นไม่นานน้ำก็จะท่วมล้นฝั่งในที่ราบลุ่มและบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์

           น้ำนองมากที่สุดประมาณเดือนกันยายนหรือตุลาคม แล้วก็ค่อย ๆ ลดลงจากริมฝั่ง ทิ้งโคลนตมถมทับทุกแห่งที่น้ำท่วมถึง เพิ่มความโอชะให้แก่ที่ดินทำกินในบริเวณนั้น

           ตลอดฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ พืชพันธุ์ธัญญาหารในทุ่งนาและต้นผลไม้ในเรือกสวนที่มีการจัดระบบชลประทานอย่างดี จะเจริญงอกงามและให้ผลผลิตจำนวนมากมายมหาศาล ในแม่น้ำลำคลองเต็มด้วยสัตว์จำพวกหอย ปู ปลา ในหนองในบึงมีดอกบัวเบ่งบานตระการตา มีต้นกกปาปิรัสที่ใช้ทำแผ่นกระดาษขึ้นเขียวขจีอยู่เต็มพรืด

         ที่ดินบริเวณราบลุ่มแม่น้ำไนล์มีความอุดมสมบูรณ์และภูมิอากาศร่มรื่น ที่นั่นจึงเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมดั้งเดิมแห่งหนึ่งของมนุษยชาติ กว่าห้าพันปีมาแล้วประชาชนบริเวณนั้นตั้งภูมิลำเนาอยู่เป็นหลักแหล่งและกลายเป็นชุมชนที่เจริญรุ่งเรือง ราชอาณาจักรสมัยแรก ๆ ของอียิปต์นิยมสร้างพีระมิด (กคศ. 3000-2700) กันมาก ฟาโรห์ทั้งหลายสร้างจักรวรรดิของพวกตนให้กว้างขวางใหญ่โต ในยุคอาณาจักรสมัยกลาง (กคศ. 2000-1800) อียิปต์สามารถปกครองส่วนใหญ่ของบริเวณสมบูรณัฒจันทร์ แต่ต่อมาก็พ่ายแพ้ชาวเอเซียหลายเผ่าที่เข้ามารุกราน พอถึงปี กคศ. 1546 อียิปต์ก็กลับเรืองอำนาจและมั่งคั่งจนถึงที่สุดอีกครั้ง คือในยุคราชอาณาจักรใหม่ ซึ่งยั่งยืนนานอยู่ได้หลายร้อยร้อยปี
อารยธรรมอียิปต์

           ฟาโรห์หลายองค์สร้างมหาวิหาร ราชวัง และเมืองต่าง ๆ ตามริมฝั่งแม่น้ำไนล์ติดต่อกันหลายร้อยปี นักท่องเที่ยวสมัยปัจจุบันที่เข้าไปชมพระวิหาของเทพเจ้าคาร์นัค (Karnak)ใกล้เมืองลักซอร์ (Luxor) ต้องตะลึงในความใหญ่โตของป้อมปราการที่มีเสาขนาดมหึมาตั้งตระหง่าน ที่กำแพงป้อมมีภาพแกะสลักวิจิตรตระการตา

           ในหุบเขาแห่งพระราชา (Valley of the Kings) มีศพอาบน้ำยาของฟาโรห์ที่เรียกว่า “มัมมี” บรรจุอยู่ในอุโมงค์ขนาดย่อม ที่เจาะเข้าไปในศิลา พร้อมกับเครื่องประดับ เสบียงของเสวย และทรัพย์สมบัติล้ำค่าของพระองค์ อุโมงค์ส่วนใหญ่ถูกขโมยขุดเจาะลักทรัพย์สินไปหมดเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่ในสมัยปัจจุบันมีการค้นพบอุโมงค์ฝังศพของ ทูทังฮาเมน (Tutankhamen) เยาวกษัตริย์ ทุกอย่างในอุโมงค์แห่งนี้ยังอยู่ครบถ้วนแทบจะไม่มีผู้ใดเคยแตะต้องมาก่อนเลย ทรัพย์สมบัติในอุโมงค์ที่ว่านี้แห่งเดียวก็ต้องใช้ห้องโถงหลายห้องในพิพิธภัณฑ์ที่กรุงไคโรสำหรับเก็บรักษาไว้

           ประเทศอียิปต์สมัยโบราณไม่เพียงแต่มีสถาปนิก ช่างแกะสลัก และจิตรกรที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น ยังมีกวี นักประพันธ์ นักวิทยาศาสตร์ และนักคำนวณจำนวนมากอีกด้วย “หนังสือ” หลายเล่มของพวกเขายังคงอยู่ในรูปของศิลาจารึกที่ทำจากหินแกรนิต มีภาพวาดบนผนังอุโมงค์ฝังศพ หรือเขียนไว้บนแผ่นกระดาษปาปิรัสที่บอบบาง ชนชั้นสูงหรืออภิสิทธิ์ชนในสังคมของชาวอียิปต์ประกอบด้วยพวกอาลักษณ์หรือเสมียนที่เขียนอักษรภาพ (hieroglyphics) กับปุโรหิต และนายทหาร

           สามัญชนคนธรรมดาดำรงชีพอยู่ด้วยความทุกข์เข็ญ งานก่อสร้างต่าง ๆ เช่น พีระมิด ราชวัง พระวิหาร การขุดลอกลำคลอง การทำนุบำรุงเหมืองฝายและเขื่อน ล้วนต้องใช้แรงงานทาสจำนวนมหาศาล อารยธรรมอียิปต์สร้างขึ้นและดำรงอยู่ได้ด้วยเลือดของประชาชนและความอยุติธรรมในสังคม

ศาสนาของชาวอียิปต์

          สามัญชนและชนชั้นผู้ปกครองล้วนเป็นผู้นับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด ชาวอียิปต์โบราณก็เหมือนกับชาวสุเมอร์และชาวบาบิโลน ที่นมัสการบรรดาเทพเจ้ามากมายหลายองค์ เทพเหล่านั้นบางองค์เป็นบุรุษเพศบางองค์เป็นอิตถีเพศ มีพิธีกรรมต่าง ๆ ที่กระทำอย่างละเอียดพิสดาร

           ระหว่างที่พวกฮีบรูอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์นั้น ฟาโรห์องค์หนึ่งทรงพระนามว่า อาเมโนฟิสที่ 4 (กคศ. 1370-1353) พยายามปฏิรูปศาสนา

การกดขี่ข่มหงทาสชาวฮีบรู

          ในสมัยที่โยเซฟเป็นใหญ่ในอียิปต์ บรรดาลูกหลานของยาโคบอาศัยอยู่ทางด้านตะวันออกของดินดอนสามเหลี่ยมแม่น้ำไนล์ (แคว้น “โกเชน”) พวกเขาเป็นเผ่าหนึ่งในบรรดาเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ที่มาประเทศอียิปต์เพราะเกิดการกันดารอาหารและเข้ามาตั้งหลักแหล่งถาวรอยู่ที่นั่น

           พวกฮีบรูรุ่งเรืองอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ครั้นเมื่อฟาโรห์องค์ใหม่เถลิงอำนาจ พระองค์ “ไม่รู้จักโยเซฟ” และไร้ความเมตตาชนต่างชาติ ฟาโรห์องค์นี้อาจจะเป็นฟาโรห์เสติที่ 1 (กคศ. 1319-1301) พระองค์ทรงประสงค์จะเสริมความแข็งแกร่งที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอียิปต์เพื่อป้องกันประเทศจากการบุกรุกของชนเผ่าต่าง ๆ ที่มาจากเอเซีย จึงทรงกดหัวประชาชนที่เมืองโกเชนให้เป็นทาส

           ระหว่างรัชสมัยของฟาโรห์เสติและรามเสสที่ 2 ผู้สืบบัลลังก์ต่อจากพระองค์ พวกฮีบรูถูกบังคับให้อย่างหนักให้ทำงานก่อสร้างป้อมปราการที่เมืองปีธม (ใกล้ทะเลสาบทิมสาห์) และปฏิสังขรณ์เมืองทานิสขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของจักรวรรดิอียิปต์

           โมเสสถูกชุบเลี้ยงให้เจริญเติบโตในแวดวงชาวอียิปต์ผู้มั่งคั่งร่ำรวยและมีวัฒนธรรม แต่ท่านก็เลือกที่จะอยู่ฝ่ายพวกฮีบรูชนชาติเดียวกันกับท่าน และรวมรวมพวกทาสจำนวนมากเพื่อจะสร้างชาติอิสราเอลขึ้นมาให้ได้ ท่านนำประชาชนเหล่านั้นออกไปจากประเทศอียิปต์ในนามของพระเจ้า พระธรรมอพยพซึ่งเป็นบันทึกเรื่องการอพยพครั้งนั้นไว้เป็นอนุสรณ์ ยังคงเป็นแรงใจของพวกอิสราเอลตราบเท่าทุกวันนี้

การอพยพ

          โมเสสไม่ได้นำพวกฮีบรูเดินทางออกจากอียิปต์โดยใช้ทางหลวง ที่มุ่งสู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือโดยตรง เพราะถ้าไปทางนั้นทหารของอียิปต์คงจะไล่ทันและคุมตัวกลับไปได้โดยง่าย แทนที่จะใช้เส้นทางนั้นท่านกลับออกเดินทางจากเมืองสุคคท ซึ่งตั้งอยู่ครึ่งทางระหว่างเมืองปีธมกับทะเลสาบทิมสาห์ พวกฮีบรูเดินทางไปถึงฝั่งทะเลแดง (หรือทะเลต้นกก) แล้วตั้งค่าย ณ ที่นั่นเป็นคืนแรก พระคัมภีร์บอกว่าที่ตรงนั้นชื่อว่าเอธามซึ่งอยู่ไม่ไกลจากปีหะหิโรธเท่าไรนัก คือ “ระหว่างมิกดลและทะเล ก่อนจะถึงบาอัลเซโฟน” แต่ปัจจุบันสถานที่นั้นจะอยู่ที่ไหนไม่มีใครทราบแน่

           คืนนั้น พวกอียิปต์ส่งพลม้าและรถรบที่ติดอาวุธพร้อมสรรพไล่ตามมาติด ๆ พวกฮีบรูซึ่งจนตรอก ข้าหน้าเป็นเนินเขามีก้อนหินขึ้นระเกะระกะ ส่วนข้างหลังเป็นทะเลแดง พวกเขาจึงไม่น่าจะหนีรอดไปได้

          สมัยนั้นระดับน้ำในทะเลขมลึกมาก แต่ปัจจุบันตื้นเขินขึ้น เหลือแต่น้ำตื้น ๆ เท่านั้น เราไม่ทราบว่าพวกฮีบรูเดินข้ามทะเลที่ตรงไหนแน่ แต่พระคัมภีร์บอกว่า “พระเจ้าทรงบันดาลให้ลมทิศตะวันออกพัดโหมไล่น้ำทะเลตลอดคืน ทำให้ทะเลกลายเป็นดินแห้ง น้ำแยกออกจากกัน” (อพยพ 14.21)

           พอพวกฮีบรูหนีไปขึ้นฝั่งด้านตะวันออก พวกทหารอียิปต์ก็มาถึงชายฝั่งด้านตะวันตก พลม้าและรถรบก็ไล่ตามลงมาในทะเล รถจึงติดหล่ม และเมื่อน้ำไหลกลับก็จมน้ำตายหมด

           พวกฮีบรูรู้สึกว่าพระเจ้าของพวกเขาซึ่งไม่มีทั้งปุโรหิตและวิหาร แต่ก็ทรงมีอำนาจเหนือบรรดาเทพเจ้าทั้งหลายของอียิปต์ และเหนือกองทัพทั้งหลายในโลก อีกสี่สิบปีต่อจากนี้ไปเป็นเวลาทดสอบความเชื่อของพวกเขาอย่างหนักเป็นเวลายาวนาน

85 ความคิดเห็น