~+...เทพนิยาย...ประวัติศาสตร์...+~

ตอนที่ 63 : อิสราเอล2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 341
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 ต.ค. 50

2. ยุคบรรพชนต้นตระกูล

 

 

 

 

 

 

 

 

(ประมาณ ก.ค.ศ. 2000-1400)

อ่านพระธรรมปฐมกาล 12-50

          อับราฮัม อิสอัค ยาโคบ และโยเซฟ เป็นบรรพชนต้นตระกูลคนสำคัญของอิสราเอล ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณสมบูรณัฒจันทร์มักจะเอ่ยชื่อบุคคลสำคัญเหล่านี้เสมอขณะพวกเขาชุมนุมกันรอบกองไฟ พ่อเล่าเรื่องของบรรพชนให้ลูกฟัง ลูกก็จดจำไปเล่าให้ลูกของตนอีกต่อหนึ่ง จนกลายเป็นตำนานเล่าขานสืบทอดกันมา

          ต่อเมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี จึงมีการรวบรวมและเรียบเรื่องราวเหล่านั้นเข้าด้วยกันและบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างที่เรามีอยู่ในพระคัมภีร์ วัตถุประสงค์ก็เพื่อจะแสดงให้รู้ว่าประวัติศาสตร์ของอิสราเอลมีความหมายสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล ตามที่พระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมว่า สักวันหนึ่งลูกหลานของท่านจะนำพระพรของพระองค์ไปแบ่งปันให้แก่ทุกครอบครัว ทุกเผ่า ทุกตระกูลในโลกนี้ เพื่อมนุษย์ทั้งผองจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

บ้านเกิดเมืองนอนของอับราฮัม

          พระคัมภีร์เล่าว่า เทราห์บิดาของอับราฮัมมาจากเมืองเออร์ในเคลเดีย เมืองเออร์เป็นเมืองโบราณ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมโสโปเตเมีย ตัวอับราฮัมเองอาศัยอยู่ที่เมืองฮารานซึ่งอยู่ไกลจากเมืองเออร์ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

          อับราฮัมคงจะเป็นชาวอาโมไรต์ ชนเผ่านี้มาจากทะเลทรายอาระเบียบุกรุกเข้าไปในเมโสโปเตเมีย เมื่อประมาณศตวรรษที่ 19 กคศ. พวกเขาพิชิตชาวสุเมอร์ซึ่งอาศัยอยู่ทางใต้ของที่ราบลุ่มแม่น้ำยูเฟรตีส พวกอาโมไรต์ยอมรับวัฒนธรรม วิทยาการ และศาสนาของชาวสุเมอร์หลายอย่าง และสร้างอาณาจักรของตนขึ้นมาโดยมีกรุงบาบิโลนเป็นเมืองหลวง อาณาจักรที่ว่านี้คือจักรวรรดิบาบิโลนที่ 1

          ชาวบาบิโลนนมัสการดาวฤกษ์และดาวพระเคราะห์ โดยเฉพาะพระอาทิตย์และพระจันทร์ ทั้งที่เมืองเออร์และเมืองฮารานมีวิหารหลายแห่งที่สร้างถวายแด่พระจันทร์ มีนิทานโบราณคดีเล่าว่าที่อับราฮัมต้องระหกระเหินจากบ้านเกิดเมืองนอนมาก็เพราะท่านไม่ยอมกราบไหว้รูปเคารพของบิดา

จากฮารานไปยังคานาอัน

           พระคัมภีร์เล่าว่า ที่อับราฮัมเดินทางออกจากเมืองฮารานและผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ของตนไป ดำรงชีพเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนไปในที่ต่างๆ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และใช้ชีวิตอยู่กับการเลี้ยงแกะในทะเลทรายด้วยความทุกข์ยาก ก็เพราะท่านเชื่อฟังและยอมทำตามพระบัญชาของพระเจ้า           ท่านพาสมาชิกครอบครัวและฝูงสัตว์ออกเดินทางจากแหล่งน้ำแห่งหนึ่ง แล้วต่อไปยังอีกแห่งหนึ่ง การเดินทางเร่ร่อนนี้เป็นไปอย่างช้า ๆ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกก่อนแล้วจึงล่องใต้ โดยลัดเลาะไปตามขอบของบริเวณสมบูรณัฒจันทร์เรื่อยไป จนถึงแผ่นดินคานาอัน

           แผ่นดินคานาอันมีบริเวณไม่ใหญ่เท่าไรนัก วัดจากภูเขาเฮอร์โมนซึ่งอยู่ทางเหนือสุดถึงเนเกบทางใต้สุดยาวประมาณ 150 ไมล์ (253 กม.) จากฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถึงหุบเขาลึกของแม่น้ำจอร์แดนและทะเลตายกว้างประมาณ 50 ไมล์ (80.5 กม.)

           ชาวคานาอันเป็นเครือญาติใกล้ชิดกับชาวฟีนิเซียซึ่งอยู่ทางเหนือ ติดกับชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
เนื่องจากประเทศฟีนิเซียมีท่าเรือชั้นดี ประชนจึงมีอาชีพเป็นพ่อค้าพาณิชและนักเดินเรือ แต่ทางด้านใต้ของภูเขาคาร์เมลลงมาไม่มีท่าเรือที่ปลอดภัย ชาวคานาอันซึ่งอาศัยอยู่บริเวณนั้นจึงมีอาชีพเป็นชาวนา ชาวไร่ ช่างฝีมือ และพ่อค้า พวกเขาอาศัยอยู่ในเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบ แต่ออกไปทำไร่ทำนานอกกำแพงเมือง

          อาณาจักรของชาวคานาอันประกอบด้วยเมืองต่าง ๆ แต่ไม่มีรัฐบาลกลาง แต่ละเมืองมีกษัตริย์หรือเจ้าเมืองของตนเองเป็นผู้ปกครอง คอยควบคุมดูแลที่ดินบริเวณรอบ ๆ เมือง เจ้าเมืองเหล่านั้นใช้เวลาส่วนใหญ่รบราฆ่าฟันกันเอง ฟาโรห์แห่งอียิปต์เป็นประมุขสูงสุดปกครองเจ้าเมืองเหล่านั้น เนื่องประเทศอียิปต์อยู่ไกล  การติดต่อระหว่างเจ้าเมืองในแผ่นดินคานาอันกับฟาโรห์แห่งอียิปต์จึงต้องกระทำโดยทางราชสาสน์ ที่ เทล เอล อามาร์นา มีการค้นพบสาสน์ร้องทุกข์เกี่ยวกับพวกฮาบิรู คนเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ในทะเลทรายทางทิศตะวันออกบุกเข้าแย่งชิงพืชผลที่ชาวคะนาอันเก็บเกี่ยวไปเป็นจำนวนมาก บางพวกในเผ่า “ฮาบิรู” ดังกล่าวอาจจะเป็นพวก “ฮีบรู” ก็ได้

บริเวณภูเขาและที่ราบในหุบเขา

          อับราฮัมมิได้เดินทางมาแผ่นดินคานาอันโดยลำพัง โลทหลานชายของท่านก็ร่วมเดินทางมาด้วย ทั้งสองต่างก็มีครอบครัว มีคนใช้ และฝูงสัตว์ของตนเอง       อับราฮัมสร้างแท่นบูชาพระเจ้าไว้ในที่ต่างๆ แห่งแรกอยู่ที่เชเคม แห่งที่สองอยู่ใกล้กับเบธเอล แห่งที่สามอยู่ที่มัมเรใกล้กับเมืองเฮโบรน ท่านเดินทางเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ไปมาระหว่างสามแห่งนี้ ยกเว้นครั้งหนึ่งซึ่งเกิดการกันดารอาหารมาก ท่านต้องเดินทางไปอียิปต์เพื่อหาซื้อเสบียงอาหาร
          
           เมื่อครอบครัวและฝูงสัตว์ของอับราฮัมและของโลทมีจำนวนเพิ่มขึ้น พวกคนใช้ของทั้งสองฝ่ายจึงเกิดขัดขัดแย้งกันด้วยเรื่องแหล่งน้ำสำหรับเลี้ยงสัตว์   อับราฮัมกับโลทจึงปรึกษาหารือและตกลงว่าจะแยกกันอยู่ อับราฮัมตัดสินใจเลือกอยู่บนภูเขาซึ่งที่ดินเต็มด้วยหินและกรวด มีหญ้าขึ้นประปราย ส่วนโลทเลือกที่จะย้ายลงไปในที่ราบในหุบเขาใกล้กับทะเลตายซึ่งมีที่ดินอุดมสมบูรณ์ และอาศัยอยู่ตามบริเวณที่มีเมืองต่าง ๆ ตั้งอยู่ (ปฐมกาล 13)
      
          
บริเวณสองแห่งในคานาอันตรงนั้นแตกต่างกันอย่างเหลือเชื่อ คือบริเวณหนึ่งเป็นที่ราบสูงบนเทือกเขาซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเล 2,400 ฟุต ลาดชันลงสู่อีกบริเวณหนึ่งซึ่งเป็นที่ราบในหุบเขาก่อนจะถึงทะเลตาย ที่ตรงนั้นลึกที่สุดในโลก คือต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,200 ฟุต แม้ในเดือนมกราคมที่แสงแดดร้อนระอุก็ยังมีดอกไม้บาน มีนกร้องเพลงเสียงเจื้อยแจ้ว มีระบบชลประทานอย่างดีสามารถเกี่ยวพืชผลได้ปีละหลายครั้ง    วิถีชีวิตแบบเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ของอับราฮัมทำให้ตัวท่านเองและคนในเผ่าของท่านผิดแผกแตกต่างกับชาวคานาอันทั้งหลาย เมื่อท่านสิ้นชีวิตศพของท่านถูกฝังไว้ในถ้ำที่ มัค-เปลาห์ใกล้มัมเร

อิสอัคในเนเกบ

           อิสอัคก็เหมือนบิดาของท่าน คือชอบนำฝูงสัตว์เร่ร่อนไปเลี้ยงในที่ต่าง ๆ ไม่อยู่ปะปนกับชาวคานาอัน เมื่อถึงเวลาที่ท่านต้องแต่งงาน อับราฮัมได้ส่งคนรับใช้ของตนเดินทางไกลไปที่เมืองฮารานในเมโสโปเตเมีย เพื่อหาหญิงที่จะมาเป็นภรรยาให้อิสอัค และได้พบเรเบคาห์บุตรสาวญาติสนิทคนหนึ่งของอับราฮัม

          อิสอัคและครอบครัวโยกย้ายไปมาระหว่างคานาอันและตำบลที่เรียกว่า เนเกบ ที่นั่นเป็นเนินเขาแห้งแล้งมีแต่ทรายและที่ราบสูงเต็มด้วยโขดหิน มีบ่อเล็ก ๆ ที่ขุดลึกลงไปในดินเพื่อกักเก็บน้ำ บ่อน้ำเหล่านั้นมีความสำคัญต่อชีวิตและความตายของพวกเขา ในหุบเขา “เก-รา” คนเลี้ยงแกะของอิสอัคทะเลาะกับคนเลี้ยงแกะอีกพวกหนึ่งเพื่อแย่งชิงบ่อน้ำกัน อิสอัคจึงย้ายไปอยู่ที่เบเออร์-เชบา (แปลว่า “บ่อน้ำเจ็ดแห่ง”) เมื่ออิสอัคสิ้นชีพแล้ว ศพของท่านถูกฝังไว้ใกล้กับศพของอับราฮัมที่มัค-เปลาห์

การเดินทางของยาโคบ

          อิสอัคมีบุตรชายสองคน คือเอซาวและยาโคบ หลังจากที่ยาโคบใช้กลอุบายโกลมรดกอันเป็นสิทธิ์บุตรหัวปีไปจากเอซาวได้แล้ว ท่านก็ต้องหลบหนีให้พ้นความขุ่นเคืองของพี่ชาย ยาโคบเองก็เช่นเดียวกับบิดา คือท่านไปหาภรรยาที่เมืองฮาราน ระหว่างทางได้หยุดพักแรม ณ แท่นบูชาซึ่งอับราฮัมปู่ของท่านสร้างไว้ที่เบธเอล ตรงนั่นเองท่านได้ฝันเห็นบันไดทอดจากฟ้าลงมาสู่ดิน มีทูตสวรรค์ขึ้นและลง

           เมื่ออยู่ที่เมืองฮาราน ยาโคบได้แต่งงานกับสองสาวพี่น้องคือเลอาห์และราเชลซึ่งเป็นบุตรสาวของลุงพี่ชายแท้ ๆ ของแม่ อยู่ที่นั่นหลายปีจึงอพยพกลับคานาอันพร้อมกับบุตร ภรรยา คนใช้ และฝูงสัตว์จำนวนมาก แต่ท่านวิตกกังวลใจที่จะต้องพบกับเอซาวซึ่งท่านยังเกรงกลัวเกรงอยู่

          คืนหนึ่ง หลังจากที่ส่งคนอื่น ๆ ที่มาด้วยล่วงหน้าไปก่อน ท่านอยู่ในหุบเขาลึกและแคบ ที่นั่นมีแม่น้ำยับบอกไหลผ่าน พระคัมภีร์บอกว่า ตลอดคืนนั้นท่านปล้ำสู้กับบุรุษผู้หนึ่งซึ่งไม่ทราบว่าเป็นทูตสวรรค์หรืออะไรแน่ บุรุษผู้นั้นทำให้ยาโคบเป็นอัมพาตและเปลี่ยนชื่อให้ท่านใหม่ จากยาโคบ ซึ่งแปลว่า “เขาหลอก” เป็น อิสราเอลแปลว่า “เขาผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า” ในที่สุดยาโคบกับเอซาวก็พบและคืนดีกัน ยาโคบเป็นบรรพบุรุษของคนอิสราเอล ส่วนเอซาวเป็นบรรพบุรุษของคนเอโดม

โยเซฟในประเทศอียิปต

          เมื่อยาโคบใช้โยเซฟบุตรชายที่เกิดจากนางราเชลให้ไปเยี่ยมบุตรคนอื่น ๆ ของท่าน ซึ่งเลี้ยงแกะอยู่ที่เมืองโดธาน พี่น้องพวกนั้นจับตัวท่านขายให้กองคาราวานของชาวมีเดียนหรืออิชมาเอลที่เดินทางผ่านมา พ่อค้าจึงพาท่านไปขายต่อให้เป็นทาสของชาวอียิปต์

           ภายหลังโยเซฟได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของอียิปต์ มีฟาโรห์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด เนื่องจากที่คานาอันเกิดการกันดารอาหาร พวกพี่ ๆ ของโยเซฟจึงต้องเดินทางมาหาซื้ออาหารที่อียิปต์ โยเซฟจึงช่วยเหลือพวกเขาไว้ และสั่งให้นำตัวยาโคบบิดาซึ่งตอนนั้นชราแล้ว มาอยู่ที่อียิปต์ด้วยกันทั้งหมด นี่คือต้นเหตุที่ชาวฮีบรูต้องเข้ามาอาศัยอยู่ในอียิปต์ และอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานหลายร้อยปี

85 ความคิดเห็น