~+...เทพนิยาย...ประวัติศาสตร์...+~

ตอนที่ 118 : ที่มาของอาเธอร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1651
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 ต.ค. 50

ตำนาน อาเธอร์ กษัตริย์ในตำนานแห่งหมู่เกาะบริเทน ( Saber )

ชื่อคลาส : เซเบอร์ (Saber)
ชื่อจริง : อาธูเรีย (Arthuria)
ฉายา : -
ที่มา : กษัตริย์ในตำนานของหมู่เกาะบริเทน
ตำนาน : เชื่อกันว่ากษัตริย์อาเธอร์เป็นวีรกษัตริย์แห่งหมู่เกาะบริเทน พระองค์มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วยุโรป ทรงเป็นชายที่กอบกู้ดินแดนอันวุ่นวายให้กลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง ผู้ครอบครองสุดยอดดาบศักดิ์สิทธ์อย่างเอกซ์คาลิเบอร์ ผู้มีพ่อมดในตำนานอย่างเมอร์ลินเป็นอาจารย์และที่ปรึกษา ผู้สร้างอัศวินโต๊ะกลมซึ่งทุกคนล้วนมีศักดิ์เท่าเทียมกัน ผู้(ที่สั่งให้เหล่าอัศวินโต๊ะกลม)ค้นหาและค้นพบจอกศักดิ์สิทธิ์ตามตำนาน ผู้ที่โดนหลานชายแท้ๆหักหลังก่อนที่จะตายไปและให้คำมั่นว่าจะกลับมาใหม่เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินของเกาะบริเทนอีกครั้ง

แม้ว่าชื่อเสียงของอาเธอร์จะโด่งดังจากเกาะอังกฤษก็ตาม แต่ถ้าดูจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายอย่างกลับแสดงว่าเขานั้นเป็นผู้นำของชาวเวลส์ และ ไอริช ที่เข้าต่อสู้กับชาวแองโกลแซกซอนหรือชาวอังกฤษในบัจจุบัน  และถ้าอ้างจากเรื่องเล่าโบราณของชาวเวลส์โบราณหลายๆชิ้น เขานั้นไม่เคยมียศเป็น กษัตริย์ แต่เขาจะถูกเรียกขานด้วยยศ dux bellorun (แปลได้ว่า จอมทัพ) หรือแม้แต่ในช่วงยุคกลางของเวลส์เองก็ยังเรียกขานเขาด้วยคำว่า ameraudur ซึ่งมาจากคำว่า imperator ในภาษาละติน ซึ่งสามารถแปลได้ว่า จักรพรรดิ หรือ จอมทัพ

ตัวตนที่แท้จริงของเขานั้นก็ไม่ปรากฏชัดเจนว่าเป็นกษัตริย์หรือนักรบจากชนชาติใดกันแน่ บ้างก็เชื่อว่าเป็น ชาวโรมันที่ถูกส่งมาตีและป้องกันหมู่เกาะบริเทนในตอนนั้น บ้างก็ว่าเป็นชาวซาร์มาเที่ยน(Sarmatian) ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในแถบยูเครนตอนใต้ บ้างก็ว่าเป็นชาวเวลส์แท้ๆ บางคนก็บอกว่ามันเป็นนิยายเพียวๆ บางที่บางแห่งก็บอกว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นเทพเจ้าอวตารลงมา

แต่ไม่ว่าตัวตนที่แท้จริงของกษัตริย์อาเธอร์นั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่การที่กษัตริย์อาเธอร์มีชื่อเสียงขึ้นมาได้ เราคงต้องมอบความดีความชอบนี้ให้กับเหล่ากวีหลายท่านดังเช่น  เจฟฟรี่ย์ แห่งมอนมัท (Geoffry of Monmouth) นักบวช ชาวเวลส์ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงคริสตศรรตวรรษที่ 11  ผู้ทำการเขียนหนังสือ Historia Regum Britanniae (History of the Kings of Britain) หรือประวัติศาสตร์กษัตริย์แห่งบริเทน ซึ่งเป็นเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรชิ้นแรกที่มีการกล่าวถึงกษัตริย์อาเธอร์ หลงัจากที่ก่อนหน้านี้นั้นเรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์เป็นเพียงเรื่องเล่าสืบทอดกันมาโดยไม่มีการจดบันทึก  

เครเตียง เดอ ทรัว (Chretien de Troyes) ก็เป็นกวีชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีชีวิตในช่วงคริสตศรรตวรรษที่ 11 เช่นเดียวกับ เจฟฟรี่ย์ แห่งมอนมัท  ได้ทำการเรียบเรียงเขียนเรื่อง คาเมลอต (Camelot) ที่เป็นการรวบรวมมาจากเรื่องเล่าของเหล่าวณิพกขึ้นมาจดเป็นลายลักษณ์อักษารโดยใช้ เซอร์ลานเซอล็อต เป็นตัวละครเอก 

และคนที่ทำให้เรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์เป็นที่รู้จักมากที่สุดก็คือ เซอร์โธมัส มาโลรี่ (Sir Thomas Malory) ผู้แต่งหนังสือ Le Morte d'Arthur (ความตายของอาเธอร์) ที่ถูกวางขายในปี 1485 โดยหนังสือเล่มนี้นั้นเล่าเรื่องของกษัตริย์อาเธอร์เกือบทั้งหมด ทั้งการกำเนิดและการเติบโตของอาเธอร์ , ศึกของกษัตริย์อาเธอร์กับทัพโรมัน , การตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ , ความสัมพันธ์ชู้สาวของเซอร์ลานเซอล็อตกับราชินีกวิเนเวียร์ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ก็ถูกนำไปสร้างเป็นสื่อมหรสพประเภทต่างๆ จนกลายเป็นเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่รับรู้กันจนกระทั่งทุกวันนี้

จากหนังสือ Le Morte d'Arthur นี้เองที่ทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่ากษัตริย์อาเธอร์ได้เสียชีวิตด้วยน้ำมือของ เซอร์มอร์เดร็ด (Sir Mordred) ผู้มีศักดิ์เป็นลูกนอกสมรสของกษัตริย์อาเธอร์กับ มอร์กอส (Morgause) พระภคินี (แต่บ้างก็ว่าเป็นเพียงหลานชายเท่านั้น) ยกทัพมาทำลายกรุงคาเมล็อทได้สำเร็จ และทำให้กษัตริย์อาเธอร์บาดเจ็บปางตาย หลังจากนั้นพระองค์ได้ไปยังเกาะศักดิ์สิทธิ์ อวาลอน(Avalon) โดยเทพธิดาแห่งทะเลสาบ (Lady of the lake) แต่บางตำราก็เชื่อกันว่าคนที่นำร่างของพระองค์ไปยังอวาลอนนั้นเป็นฝีมือของ มอร์เกน เลอ เฟย์ (Morgan le Fay) พระภคินีอีกองค์หนึ่งของกษัตริย์อาเธอร์ และเชื่อกันว่าพระองค์ยังไม่สิ้นพระชนม์และจะกลับมาปกป้องประชาราษฏรอีกครั้งเมื่อประเทศชาติมีภัยใหญ่หลวง

ใช่ว่าความเชื่อที่กษัตริย์อาเธอร์จะกลับมาอีกครั้งนี้ จะเป็นแค่เพียงเรื่องเล่างมงายเท่านั้น เพราะเมื่อศวรรตวรรษที่ 12 เมื่อชาวอังกฤษบัจจุบันได้เข้าปราบปรามชาวเวลส์ได้แล้วแต่ยังคงต้องเจอกับทัพกบฏอยู่เรื่อยๆ ทางอังกฤษจึงพยายามที่จะค้นหาหลุมศพของกษัตริย์อาเธอร์เพื่อที่จะบั่นทอนกำลังใจของชาวเวลส์แต่แล้วชาวอังกฤษก็ต้องแปลกใจเมื่อพวกเขาไม่เคยหาหลุมฝังพระศพพบ หรืออาจจะเพราะว่าพระองค์จะยังไม่สิ้นพระชนม์จริง ?


Excalibur & Avalon

อาวุธ :  เชื่อกันว่ากษัตริย์อาเธอร์ทรงครอบครอง ดาบเอกซ์คาลิเบอร์  (Excalibur) ดาบในตำนานที่ว่ากันว่าสามารถฟันผ่านเหล็กอื่นได้อย่งง่ายดาย นอกจากความคมกริบเหลือคณาแล้วยังเชื่อกันว่าฝักดาบของดาบเอกซ์คาลิเบอร์นั้นมีพลังเวทย์มนต์แฝงอยู่ด้วย ซึ่งฝักดาบนี้เชื่อกันว่าทำให้ผู้ครอบครองมันจะไม่มีวันได้รับบาดเจ็บ ตามเรื่องเล่าที่ปรากฏมาในอดีตนั้นเชื่อว่าฝักดาบนี้ถูก มอร์แกน เลอ เฟย นำไปโยนทิ้งไว้และไม่เคยมีผู้ใดได้พบมันอีก  ส่วนตัวดาบเอกซ์คาลิเบอร์นั้นตามตำนานที่มีการจดบันทึกมาเชื่อว่าตัวดาบนั้นมีที่มาสองแบบคือ

1.) มาจากบทกลอนที่เป็นตำนานของเมอร์ลิน และปรากฏอีกครั้งในหนังสือ Le Morte d'Arthurโดยในเรื่องนี้เชื่อว่า เอกซ์คาลิเบอร์เป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกปักไว้อยู่ในหินโดยผู้ที่จะดึงมันออกมาได้นั้นเป็นกษัตริย์ที่แท้จริง

2.) มาจากบทร้อยแก้วของฝรั่งเศสและปรากฏอีกครั้งในหนังสือ Le Morte d'Arthur  โดยตำนานนี้เชื่อว่ากษัตริย์อาเธอร์ทรงได้รับดาบนี้จาก เทพธิดาแห่งทะเลสาบ หลังจากที่พระองค์ได้เสียดาบเล่มแรกไปในสนามรบ และก่อนที่กษัตริย์อาเธอร์จะสิ้นพระชนม์พระองค์ก็ทรงสั่งให้เซอร์เบดิเวียร์นำดาบนี้ไปคืนแก่เทพธิดาแห่งทะเลสาบโดยการโยนดาบนี้ไปยังทะเลสาบ ซึ่งตามตำนาว่ากันว่าเมื่อเซอร์เบดิเวียร์โยนดาบลงไปยังทะเลสาบที่นิ่งสงบก่อนที่จะปรากฏมือข้างหนึ่งชูขึ้นมาเหนือน้ำจับดาบนี้กวัดแกว่งไปมาสองสามครั้ง ก่อนที่ทั้งมือและดาบจะดำดิ่งหายลงไปในทะเลสาบแห่งนั้น


Excalibur

*ภาพยนตร์เรื่อง เอกซ์คาลิเบอร์ (Excalibur) ที่ออกฉายในปี 1981 ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำการเชื่อมตำนานเรื่องดาบเอกซ์คาลิเบอร์ทั้งสองเข้าด้วยกัน โดยในภาพยนตร์นั้นกษัตริย์อาเธอร์ทรงดึงดาบออกจากแท่นหินเช่นเดิม แต่พระองค์ทรงใช้ดาบเล่มนั้นจนมันเสียหายในการรบ ก่อนที่เทพธิดาแห่งทะเลสาบ จะนำดาบนั้นไปซ่อมแซมจนมันกลับมาใช้งานได้อีกครั้งหนึ่ง


Caliburn

*ในเนื้อเรื่องของอนิเม Fate/Stay Night นั้นได้แยกดาบสองเล่มนี้ออกจากกัน โดยดาบในตำนานแรกนั้นโดนแก้ไขให้เป็นดาบคาลิเบิร์น (Caliburn) ซึ่งในท้องเรื่องเซเบอร์ได้กล่าวว่าเธอได้ทำดาบเล่มนั้นสูญหายไปตลอดกาลแล้ว (ในภาคอนิเมไม่ปรากฏว่าสูญหายเช่นใด แต่ในภาคเกมให้รายละเอียดไว้ว่าคาลิเบิร์นนั้นหักในสนามรบ) ส่วนดาบเล่มที่เธอใช้ในท้องเรื่องของ Fate/Stay Night นั้นเป็นดาบเอกซ์คาลิเบอร์ที่มีพื้นเพมาจากตำนานที่สองนั่นเอง

*มีบางตำรากล่าวว่าดาบที่ปักไว้ในหินนั้นมีชื่อว่า Clarent ซึ่ง Clarent นี้ได้ถูกมอบให้กับ เซอร์มอร์เดร็ด ในภายหลัง ว่ากันว่าราชินีกวิเนเวียร์เป็นคนพระราชทานให้ตอนที่มอร์เดร็ดทำหน้าที่ดูแลเมืองหลวงตอนกษัตริย์อาเธอร์ยักทัพไปรับการรุกรานของพวกแซ็กซอน แต่ว่ามอร์เดร็ดก็ได้ทรยศและแต่งตั้งตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์แทน จึงก่อให้เกิดศึกสุดท้ายของกษัตริย์อาเธอร์ตามมาในภายหลัง

*บางตำราก็กล่าวว่าดาบที่เมอร์ลินปักไว้ในหินนั้นเป็นแค่ดาบธรรมดาที่เสริมพลังเวทย์หรือใรลูกเล่นบางอย่างของเมอร์ลิน จึงทำให้มีเพียงอาเธอร์เท่านั้นที่สามารถดึงมันออกมาได้


Caladbolg

*นอกจากนั้นก็มีความเชื่อว่า Caliburn และ Excalibur รวมไปถึงดาบ Caladbolg (ดาบที่มีลักษณะเกลียวสว่านซึ่งอาเชอร์และกิลกาเมชเคยใช้มาก่อน) นั้นเป็นดาบเล่มเดียวกันเพียงแต่ว่าเป็นการเรียกชื่อเพี้ยนกันไปตามท้องที่และกาลเวลาอีกด้วย

 

ประวัติแบบไทป์มูน : สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ต้นเรื่องก็คือ เซเบอร์หรือกษัตริย์อาเธอร์ใน Fate ฉบับอนิเมนั้นโดนแปลงเป็นผู้หญิงไปเรียบร้อยแล้วส่วนหนึ่งก็ต้องยกผลประโยชน์ให้กับทาง คิโนโกะ นาสุ ผู้แต่งเรื่องของ Type Moon ที่อาศัยช่องว่างของประวัติศาสตร์เปลี่ยนเพศของอาเธอร์ไป และก็ต้องเป็นโชคดีของคนดูอย่างเราที่ไทป์มูนเปลี่ยนแนวคิดจากแรกเริ่มเดิมที่เซเบอร์นั้นเป็นผู้ชาย ซึ่งถ้าหากผู้แต่งเรื่องอย่างคิโนโกะยังคงให้เซเบอร์เป็นเพศชายแบบเดิมเราก็อาจจะได้เห็น มาสเตอร์กับเซอร์เวนท์ทำการเพิ่มพลังเวทย์มนต์แบบเร้นรักอย่างแน่นอน (ฮา)

นอกจากการเปลี่ยนแปลงด้านเพศแล้วรายละเอียดส่วนใหญ่เกี่ยวกับประวัติของเซเบอร์ ซึ่งมาจากกษัตริย์อาเธอร์ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆลักษณะภายนอกและอดีตของเซเบอร์ก็ยังคงเดิมเหมือนที่ผู้คนเชื่อกันมา เช่น การดึงดาบคาลิเบิร์นออกจากแท่นหิน การทำศึกสุดท้ายกับเซอร์มอเดร็ด  และ ใช้วาระสุดท้ายในการสั่งเสียให้เซอร์เบดิเวียร์นำดาบของตนเองไปคืนให้แก่เทพธิดาแห่งทะเลสาบ

ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยที่เพิ่มเติมมาอย่างความเป็นผู้หญิงของเซเบอร์นั้นทำให้เรื่องดูมีมิติมากขึ้น และทำให้เธอกับชิโร่มีความรู้สึกผูกผันกันมากขึ้น เปิดใจให้กันมากขึ้น ซึ่งเซเบอร์ก็แสดงลักษณะการเปิดใจของเธอผ่านทางการเปิดเผยความรู้สึกของผู้หญิงทีอยู่ในตัวของเธอให้ชิโร่ได้รับทราบ ตัวอย่างเช่นตอนแรกเธอนิ่งเฉยกับชิโร่แม้ว่าเขาจะเห็นร่างกายเปลือยเปล่าของเธอ  แต่ภายหลังเธอกลับรู้สึกเขินอายจนหน้าแดงเพียงแค่ชิโร่จับแขนของเธอ เป็นต้น

อีกจุดที่ถือว่าเป็นลักษณะเด่นของเธอก็คือการที่เธอรักษาสัตย์และหน้าที่ของเธอในการรักษาแผ่นดินจนถึงช่วงสุดท้ายของการเป็นเซอร์เวนท์  โดยเธอยังเก็บความมุ่งมั่นของเธอในการที่จะปกป้องประเทศชาติของเธอไว้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้อยู่ในยุคเดิมของเธอและรู้ผลลัพธ์แล้วว่าเธอได้ทำอะไรลงไปบ้าง แต่กระนั้นในใจของเธอก็ยังคงมุ่งมั่นกับการที่จะปกป้องประเทศของเธอถึงขนาดที่ว่าเธออยากได้จอกศักดิ์สิทธิ์ในท้องเรื่องของ Fate/Stay Night เพื่อที่จะกลับไปหาคนที่สามารถปกปักรักษาประเทศได้ดีกว่าตัวของเธอเอง

ด้วยเหตุข้างต้นสองข้อนี้เองที่ทำให้การกระทำที่สนองตอบความรักที่ชิโร่ให้มาจึงออกมาในลักษณะแข็งไปสักนิดแต่ก็ตรงตัวโดยแท้ นอกจากนี้เธอเองก็ยังโชคดีที่ได้เจอกับชิโร่คนที่รักเธอที่เป็นตัวของเธอเอง และไม่ได้หวังจะครอบครองตัวของเธอไว้ ดังนั้นถึงแม้ว่าเธออาจจะต้องกลับไปเสียชีวิตในยุคของเธอเองแต่นั่นก็เป็นการตอบสนองความรักของทั้งสองฝั่งได้อย่างดีที่และสิ่งที่ทั้งสองผูกผันกันนั้นไม่ใช่ทางด้านกายภาพแต่เป็นจิตใจที่ผูกพันกันเหมือนกับคำพูดที่ชิโร่พูดไว้ในตอนจบนั่นเอง

"สักวันหนึ่งความทรงจำของฉันก็จะค่อยๆลบเลือนไป ฉันอาจจะลืมทั้งเสียงและการกระทำไปในที่สุด แต่กระนั้นฉันก็จะจดจำไว้เสมอว่าครั้งหนึ่งฉันเคยรักเซเบอร์มาก่อน"

85 ความคิดเห็น

  1. #48 BgiFt (จากตอนที่ 118)
    วันที่ 2 เมษายน 2552 / 20:49
    ชอบมากเลยคับ



    เปนเรื่องที่มีสาระและยังรู้สึก.....



    คนที่อ่านคงเปนแบบผมนะ
    #48
    0