~+...เทพนิยาย...ประวัติศาสตร์...+~

ตอนที่ 110 : ฮัตเซปสต ราชินีผู้เป็นฟาโรห์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 270
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 ต.ค. 50



ฮัตเซปสุต




ตามโบราณสถานต่าง ๆ รูปแกะสลักขององค์ฟาโรห์จะใหญ่มหึมา ส่วนขององค์ราชินีที่ยืนเคียงคู่นั้นมีขนาดเล็กนิดเดียว โดยทั่วไปซุกอยู่แถว ๆ หน้าแข้งขององค์ฟาโรห์ ทำให้คิดเลยเถิดไปถึงฐานะของสตรีอียิปต์โบราณช่างต่ำต้อยเหลือเกิน มีสิทธิ์ไม่เท่าเทียมชาย ถึงกระนั้นยังมีผู้หญิงสี่คน แหวกโค้งประเพณีขึ้นไปนั่งบัลลังก์ หนึ่งนั้นคือคลีโอพัตรา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรุงโรม อีกสองเป็นแค่ประเดี๋ยว เดียว แต่กรณีของฮัตเซปสุตแตกต่างจากคนอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง พระนางได้ขึ้นครองราชย์ด้วยความสามารถของคนเอง อีกทั้งได้รับความเห็นชอบ จากขุนนางฝ่ายในและทหาร ทรงเก่งทั้งด้านศิลปะ พาณิชย์ และการต่างประเทศ ในรัชสมัยของพระนางกว่า 20 ปี ยังผลให้ประเทศรุ่งเริงและ ร่ำรวยมหาศาล จนได้รับการยกย่องให้อยู่ในฐานันดรศักดิ์ ฟาโรห์หญิงองค์แรกและองค์เดียวของปฐพีอียิปต์โบราณ
พระราชบิดาของเจ้าหญิงฮัตเซปสุตทรงเป็นฟาโรห์จอมยุทธในรัชสมัยของธุตโมสที่ 1 ทรงทำสงครามขยายดินแดนออกไปกว้างไกล และในปลายรัชสมัยของพระองค์ทรงมองเห็นความสามารถปราดเปรื่องในพระราชธิดาองค์นี้ อีกทั้งพระนางประสูติจากอัครมเหสีซึ่งมีสิทธิ์เต็มที่ อันที่จะขึ้นครองราชย์เป็นราชินีร่วมกับเจ้านายในราชวงศ์ใกล้ชิดอีกองค์ ธุตโมสที่ 1 จึงทรงแต่งตั้งให้เจ้าหญิงฮัตเซปสุตได้นั่งบัลลังก์ร่วมกับ พระองค์ ซึ่งเท่ากับเป็นการสนับสนุนอย่างสุดกำลัง
โดยกฎการสืบสันตติวงศ์ของอียิปต์โบราณ ฟาโรห์และราชินีจะต้องสืบสายโลหิตเดียวกัน แต่เนื่องจากอนุชาทั้งสองของเจ้าหญิง ฮัตเซปสุตส้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ผู้ที่จะอภิเษกสมรสกับพระนางและขึ้นดำรงตำแหน่งฟาโรห์จึงได้แก่โอรสของธุตโมสที่ 1 ที่ประสูติ จากพระชายารอง เผอิญเจ้าชายองค์นี้มีพระนามเหมือนพระราชบิดา พอได้ขึ้นครองราชย์จึงได้เป็นธุตโมสที่ 2 ร่วมกับพระนางฮัตเซปสุตผู้เป็น ราชินี
ธุตโมสที่ 2 ทรงเป็นบุคคลอ่อนแอทั้งทางกายและใจ หลังจากนั่งบัลลังก์ได้ราว 8 ปี ก็สิ้นพระชนม์ แต่เนื่องจากกฎมณเฑียรบาล ไม่ยอมให้สตรีขึ้นครองราชย์ตามลำพัง พระนางก็ไม่มีพระโอรส มองหาไปมาจึงเห็นว่าโอรสของธุตโมสที่ 2 ที่ประสูติจากนางสนมชั้นผู้น้อยซึ่งขณะ นั้นมีพระชนม์เพียง 10 ชันษาเป็นผู้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งฟาโรห์มากที่สุด
เนื่องด้วยธุตโมสที่ 3 ยังเยาว์พระชันษา แรก ๆ พระนางฮัตเซปสุตทรงอยู่ในฐานะผู้สำเร็จราชการ แต่ต่อมาเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเข้าที่ เข้าทางก็ให้ธุตโมสที่ 3 ดำรงตำแหน่งเป็นประมุขแห่งนักบวชของจอมเทพอามอน และพระนางเองเสด็จขึ้นเป็นฟาโรห์ผู้มีอำนาจเด็ดขาดในการ ปกครองราชอาณาจักรทั้งอียิปต์บนและล่าง ฮัตเซปสุตขึ้นครองราชย์ท่ามกลางความรู้สึกธรรมดาของข้าราชสำนัก เพราะทรงสะสมอำนาจมาตั้งแต่ ปลายรัชสมัยของพระราชบิดา ทุกฝ่ายเป็นสมัครพรรคพวกของพระนางและพร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่ มีแต่ประชาราษฎร์ที่นึกแปลกใจเพราะไม่เคย เห็นสตรีคนไหนกล้าประกาศตรครองราชย์เป็นฟาโรห์แต่ผู้เดียว อย่างเก่งที่สุดก็ร่วมบัลลังก์กันโดยอำนาจสิทธิ์ขาดอยู่ที่องค์ฟาโรห์ เพิ่งจะมีครั้งนี้ แหละที่ฮัตเซปสุตมาแรง ชาวบ้านจึงวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา และคงเข้าสู่พระกรรณกระมัง เลยตัดสินพระทัยในสิ่งที่คนทั่วไปไม่คิดว่าจะทรง กระทำ นั่นคือเวลาเสด็จออกประทับบนบัลลังก์ในท้องพระโรง ราชินีฮัตเซปสุตที่เคยงามอย่างสตรีเพศก็แปลงโฉมจนแทบจำไม่ได้ ไม่ว่าฉลอง พระองค์ สวมมงกุฎแฝดของอียิปต์ตอนบนและล่างมีคฑาในพระหัตถ์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนนำความประหลาดใจแก่ผู้พบเห็น แต่ไม่เท่ากับราชินีมี เครายาวลงมาถึงหน้าอก ผู้ที่แต่งองค์ครบเครื่องเช่นนนี้ได้จะต้องมีเพียงหนึ่งเดียวบนแผ่นดินอียิปต์เท่านั้น คือองค์ฟาโรห์
หลังจากจัดระบบภายในเรียบร้อยแล้ว ฮัตเซปสุตก็เริ่มทรงงานพาณิชย์และงานต่างประเทศซึ่งลือกันว่าถนัดที่สุด ส่งคณะไปสำรวจ ชายฝั่งทะเลแดง จนถึงอาณาจักรพันต์ (ปัจจุบันคือประเทศโซมาเลีย) ซึ่งร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย และนำเอาทองคำ หนังสัตว์ งาช้าง ลิงบาบูน ไม่เนื้อแข็ง ฯลฯ กลับมายังอียิปต์ นอกจากนี้ยังส่งคณะทูตเดินทางไปยังดินแดนต่าง ๆ ที่พระราชบิดาทรงตีได้ ทำให้ได้รับ เครื่องราชบรรณาการมากมาย
เมื่อเศรษฐกิจดี งานชิ้นแรกคือ ฟื้นฟูบูรณะซากปรักหักพังที่เกิดจากสงครามกู้อิสรภาพจากฮิกซอส ซึ่งได้จัดตั้งราชวงศ์ที่ 15 และครอบครองอียิปต์กว่าหนึ่งร้อยปี เจ้านายอียิปต์รวบรวมกำลังขับไล่กษัตริย์ชาวฮิกซอสไป และสถาปนาราชวงศ์ที่ 18 พร้อมกับการเริ่มยุค อาณาจักรใหม่
หลังจากนั้นก็ทรงสร้างวิหารขนาดใหญ่อุทิศแก่พระราชบิดาที่คาร์นัค สร้างวิหารแบบเจาะเข้าไปในหน้าผา ที่เบนอี ฮัสซัน อยู่ตอนกลางของประเทศ ทว่างานสถาปัตยกรรมในสมัยของพระนางที่เด่นเป้นสง่าและครอบครองความวามอันเป็นเอกมาจนถึงทุกวันนี้ ได้แก่ วิหารประกอบพิธีศพที่ดาร์อี อัล บาห์รี ซึ่งอยู่ในเขต "นครแห่งความตาย"
วิหารประกอบพระศพของฮัตเซปสุตนี้ พระนางทรงสั่งให้ก่อสร้างอย่างประณีตสุดฝีมือ ออกแบบและควบคุมงานโดยเซนเนมุต ซึ่งเป็นข้าราชสำนักคนสนิท เป็นวิหารประกอบพิธีศพที่ใช้พื้นที่มากที่สุด เพราะทางเดินที่นำไปสู่ตัววิหารมีความยาว 1 กิโลเมตร ในตำราเขียนว่าสอง ข้างทางเรียงรายด้วยรูปแกะสลักเทพโอซิริส และสฟิงซ์นับร้อย ถนนริมฝั่งตั้งแต่แม่น้ำมายังวิหารแห่งนี้ปลูกต้นไม้ร่มรื่น ภายในตัววิหาร ตามผนังด้านในมีทั้งรูปแกะสลักนูนต่ำและรูปวาดเกี่ยวกับพระราชประวิตและผลงานของพระนาง รูปแกะสลักนูนต่ำและภาพวาดเหล่านี้ ถูกทำลาย ไปมาก สาเหตุใหญ่มาจากธุตโมสที่ 3 องค์เดียว
อันที่จริงพระนางฮัตเซปสุตมิใช่คนโหดเหี้ยมเหมือนสตรีผู้หลงอำนาจอื่นๆ แม้ไม่ให้ธุตโมสที่ 3 ยุ่งกับการเมืองก็ยังคงให้เกียรติพอ สมควร นอกจากให้ดำรงฐานะหัวหน้านักบวชแห่งจอมเทพอามอนแล้ว ยังให้เป็นแม่ทัพอีกตำแหน่งหนึ่ง ธุตโมสที่ 3 จึงค่อย ๆ สะสมกำลังทหาร ครั้น 20 ปีผ่านไป ขุนนางและทหารที่ค้ำบัลลังก์ของพระนางก็พากันแก่ชราภาพ ส่วนกองทัพของธุตโมสที่ 3 แข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ
ไม่มีใครทราบชัดเจนว่า พระนางสิ้นพระชนม์เพราะเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเพราะถูกกำลังทัพของธุตโมสที่ 3 บังคับ แต่ที่ทราบแน่ ๆ คือ ความขมขื่นที่ธุตโมสที่ 3 ได้รับมานั้น สำแดงออกอย่างเด่นชัดทันทีที่ขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงระบายอารมณ์เอากับอนุสรณ์สถานที่ฮัตเซปสุต สร้างขึ้น แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังคงตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ แม้เหลือเพียงส่วนน้อยนิดก็ยังดีกว่าไม่มีให้ชมกันเลย

85 ความคิดเห็น