~+...เทพนิยาย...ประวัติศาสตร์...+~

ตอนที่ 105 : มหากาพย์ไอคุปต์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 270
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 ต.ค. 50


มหากาพย์ไอยคุปต์ - เทพเจ้าโอซิริส



ชาวอียิปต์โบราณมีความเคร่งในการนับถือบูชาเทพเจ้าสูงกว่าชนชาวอื่นใด เทพเจ้าจึงเข้าไปมีบทบาทและผูกพันต่อสังคมของ ชาวอียิปต์ในทุก ๆ ด้าน กษัตริย์แต่ละพระองค์จะเลือกเทพเจ้าประจำองค์ที่ไม่เหมือนกัน ในบรรดาหมู่เทพเจ้าทั้งหลาย เห็นจะไม่มีเทพใดที่มีชื่อ เสียงมากไปกว่าเทพเจ้าประจำองค์กษัตริย์รามเสสที่ 2 องค์มหาราชันย์ของชาวอียิปต์ในยุดสิ่งศักดิ์สิทธิ์และชีวิตเป็นเรื่องของฟ้าประทาน นั้นก็คือ เทพเจ้าฮอรัส (Horus) มีใบหน้าเป็นรูปนกเหยี่ยวแบบบ้านเรา เมื่อมีความโด่งดังและเป็นเทพเจ้าประจำองค์ฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้แล้ว น่าที่เราควรจะรู้ถึงที่มาที่ไปของเทพเจ้าองค์นี้บ้าง
ณ กาลครั้งโน้น ไม่มีใครรู้ว่านานไกลเท่าใด คงจะนานเกินกว่าจะจินตนาการได้ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใด มีเพียงท้าวอาตัม (Atum) ล่องลอยเหินเวหาแต่เพียงผู้เดียว ท่ามกลางความเวิ้งว้างไร้ขอบเขต เป็นเช่นนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน
และแล้ววันหนึ่งท้าวอาตัมมีความเบื่อหน่ายต่อชีวิตที่จำเจ หลังจากล่องลอตัวเองไปจนทั่วจักรวาล ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า เราควรจะมีอะไรที่แปลกใหม่บ้าง ว่าแล้วก็หายใจสูดเอามวลหมู่อากาศ ไอน้ำ ฝุ่นละออง ตลอดจนรังสีต่าง ๆ เข้าไปในปอดเต็มที่จนร่างกาย ขยายใหญ่เป็น 2 เท่า พอได้ปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ ท้าวอาตัมก็เปล่งวาจาว่า "จงออกมาเป็นมนุษย์ !" แล้วพระองค์ก็เป่าลมเป็น เวทย์มนต์คาถาออกจากปากอย่างสุดแรง หมู่มวลสิ่งต่าง ๆ ที่สูดเข้าไปก่อนหน้านี้ก็ลอยไหลออกมานอกกาย พร้อมกับเสียงสายฟ้าฟาดและ คำรามกึกก้องราวกับเสียงพายุ ทันทีก็ปรากฏเป็นร่างของมานพน้อยขึ้น และพระองค์ก็ตั้งชื่อให้มนุษย์คนนี้ว่า "ชู" ตามเสียงคำรามที่ดังสนั่นลั่น ฟ้านั่นเอง แล้วท้าวอาตัมก็คิดได้ว่า ไม่ควรจะปล่อยให้มนุษย์ผู้นี้อยู่ตามลำพังเหมือนกับพระองค์ จึงดเนินการทุกอย่างเหมือนครั้งแรกจนได้มนุษย์ ขึ้นมาอีกคนหนึ่ง คราวนี้เป็นผู้หญิง ท้าวอาตัมจึงตั้งชื่อให้ว่า "เทฟนัต (Tefnut)"
หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสองก็ให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาว ตั้งชื่อให้ว่า "เก๊บ (Geb)" และ "นัต (Nut)" ตามลำดับ เก๊บเป็นเทพเจ้าแห่งดิน ส่วนนัตเป็นเทพเจ้าแห่งฟ้า ทั้งสองจึงเป็นเทพยดาแห่งฟ้าดินของโลกมนุษย์
เก๊บและนัตได้ให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวอีก 4 คน
คนที่ 1 เป็นชายชื่อ โอซิริส (Osiris)
คนที่ 2 เป็นหญิงชื่อ ไอซิส (Isis)
คนที่ 3 เป็นชายชื่อ เซท (Seth)
คนที่ 4 เป็นหญิงชื่อ เนฟตีส์ (Nephthys)
ส่วนท้าวอาตัม เมื่อมีลูกหลานเหลนเทพหลายคนแล้วเช่นนี้ พระองค์จึงกลายเป็นเจ้าแห่งเทพไปโดยปริยาย และมีชื่อว่า "เร หรือ รา" (Re or Ra) ซึ่งมีความหมายว่า จ้าวแห่งสุริยะ หรือสุริยะเทพ
ในวันที่โอซิริสคลอดจากครรภ์มารดา ปรากฏว่าเกิดฟ้าคำรามกึกก้องไปทั่งฟ้าดิน สายฟ้าฟาดไม่ขาดสาย เป็นลางบอกเหตุล่วงหน้าว่า เทพน้อยผู้นี้จะพบกับความยุ่งยากอุปสรรคนานาประการในชีวิตภายภาคหน้า แต่ขณะเดียวกันก็จะเป็นเทพที่มีแต่คุณงามความดีที่จะนำความ อุดมสมบูรณ์มาสู่อียิปต์อน่างคุณูปการ เทพปู่ หรือสุริยะเทพมีความรักใคร่เอ็นดูโอซิริสมากถึงกับแต่งตั้งให้ครอบครองบัลลังก์ เทพสืบแทนพระองค์
คนอียิปต์โบราณมีประเพณีและความเชื่อว่า พี่น้องท้องเดียวกันเท่านั้นจึงจะแต่งงานกันได้ หรือไม่ก็จะต้องเป็นผู้ที่มีสายเลือดถัดไป หาไม่จะถูกเทพเจ้าลงโทษ
เมื่อเทพเหลนทั้ง 4 เติบโตเป็นหนุ่มสาว ทั้ง 4 ก็จับคู่แต่งงานกัน คนโตแต่งกับคนโต คนเล็กแต่งกับคนเล็ก บังเอิญน้องสาวคนเล็กสุด - เนฟตีส์ ไม่ชอบพี่ชายคือ เซท ที่ตนต้องแต่งงานด้วย แต่เธอต้องการมีลูกกับโอซิริส
ด้วยความพยายาม เธอก็ได้บุตรชายกับคนที่เธอต้องการสมดังใจ แต่การกระทำดังกล่าว ไม่ได้เป็นสาเหตุให้เทพเซทผู้สามีโกรธ เคืองเทพพี่ชายโอซิริสแต่อย่างใด หากแต่เป็นที่เทพพี่ชายมีอำนาจวาสนาสูงส่งและเป็นที่รักของทุก ๆ คน ขนาดที่เทพเสด็จปู่เรมอบมงกุฎให้กับโอซิริส เซทจึงมีความอิจฉาริษยาเทพผู้พี่
ส่วนเทพโอซิริสก็เพียรสร้างความเจริญให้กับชาวอียิปต์ ทั้งคิดค้นเคื่องมือที่ช่วยทำงาน ตรากฎหมายขึ้นมาปกครองประเทศ และยังเดินทางไปยังต่างแดนเพื่อเผยแผ่ความรู้อันเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีพ โดยมีเทพไอซิสผู้เป็นมหเสีช่วยดูแลปกครองบ้านเมืองระหว่างที่พระองค์ไม่อยู่ ทุก ๆ ที่ที่พระองค์เสด็จไป ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี เหล่ามวลหมูเทพและเหล่ามวลประชาทุกแห่งหนล้วนแซ่ซ้องสรรเสริญเทพโอซิริส และหันกลับมาบูชาเทพอย่างจริงจัง จนแพร่ขยายออกไปกว้าง ขวาง
หลังจากที่เดินทางไปดินแดนอื่นแล้ว พระองค์ก็เสด็จกลับอียิปต์ และพระองค์ก็จะพบกับความยินดีปรีดาและความดีใจที่บ้านเมืองสงบสุข
แต่ภายใต้ความสงบราบรื่นนั้น ไม่มีใครรู้ว่ามีเทพองค์หนึ่งกำลังวางแผนอันชั่วร้าย นั่นคือแผนคิดคดทรยศของเทพเซทนั่นเอง ที่ต้องการขจัดโอซิริสให้พ้นไปจากบัลลังก์
แผนการได้กำหนดเอาไว้อย่างแยบยล เซทได้เชิญโอซิริสมาร่วมงานเฉลิมฉลองการกลับมาบ้านเกิดเมืองนอนของโอซิริส หลังจากที่ทุกคนอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็เป็นรายการละเล่นสนุกสนานเฮฮาสารพัดรูปแบบ เซทได้เตรียมเกมมาเล่นด้วยอย่างหนึ่งเรียกว่า "เกมชิงโลงศพ" ซึ่งโลงศพนี้ ชาวอียิปต์โบราณถือว่าเป็นสิ่งมงคล
เซทป่าวประกาศว่า โลงศพที่ประดับประดาด้วยอัญมณีสูงค่าและสวยงามนี้จะเป็นของขวัญแก่ผู้ที่สามารถนอนลงในโลงศพนี้อย่าง พอดีที่สุด ผู้ร่วมงานล้วนแต่อยากได้โลงอันสวยงามนี้กลับไปด้วย ต่างก็พยายามเอาตัวลงไปนอนในโลง คนแล้ว คนเล่า จนกระทั่งถึงทีของ โอซิริสที่อยากร่วมสนุกบ้าง ปรากฏว่าร่างของโอซิริสพอดีกับโลงนั้นเลยทีเดียว และทันทีที่โอซิริสนอนลงกับพื้นโลง เซตกับพรรคพวกก็ปิดฝาโลง และตอกตะปูทับแน่นลงไปทันที แล้วนำโลงนั้นไปทิ้งลงแม่น้ำไนล์
โลงนั้นไหลตามแม่น้ำไปเรื่อย ๆ และได้มาหยุดนิ่งที่ริมตลิ่งใต้ต้นไม้เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ไม่นานตรงที่โลงศพของโอซิริสอยู่ก็ปรากฏ ว่าต้นไม้เล็ก ๆ นั้นก็เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ผู้ที่ผ่านไปผ่านมา เรื่องนี้จึงไปถึงพระเนตรพระกรรณของเจ้าผู้ครองเมือง พระองค์จึงมีบัญชาให้นำต้นไม้ใหญ่นี้ไปปลูกไว้ในวัง
ส่วนเทพไอซิส หลังจากที่เทพสวามีได้สูญหายไปก็มีแต่ความเศร้าโศกเสียใจ พระนางได้เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ และรวบรวมเวทย์มนต์คาถาทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้มาใช้ในการค้นหา ในที่สุดพระนางก็คินพบว่าพระสวามีของพระนางอยู่ใต้ต้นไม่ใหญ่ในวัง เจ้าเมืองนั่นเอง พระนางจึงปลอมพระองค์ไม่ให้คนจำได้ แล้ววางแผนช่วยพระสวามีทันที
เทพไอซิสได้ปลอมตัวเป็นพระพี่เลี้ยงราชโอรสที่เพิ่งประสูติใหม่ของเจ้าเมืองโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าพระนางคือใคร พระนางมีความรักและผูกพันกับเจ้าชายน้อยองค์นี้มาก ถึงกับร่ายมนต์คาถาให้เจ้าชายน้อยมีชีวิตเป็นอมตะ ระหว่างการดำเนินพิธีกรรมนี้ บิดาและมารดาของเจ้าชายน้อยเข้ามาเห็นพอดี จึงสั่งให้หยุดการทำพิธีกรรมทันที และมีการสอบสวนด้วยสงสัยว่าพระนางจะกระทำมิดีมิร้ายต่อ บุตรชายตน จนในที่สุดพระนางจึงจำต้องเปิดเผยตัวจริงให้ได้รู้ เจ้าเมืองทรงเห็นพระทัยจึงประทานต้นไม้ใหญ่นั้นให้กับเทพไอซิสกลับไป
แล้วเทพไอซิสก็ได้พระศพของเทพสามีและได้นำกลับมาอียิปต์อย่างเงียบ ๆ พระนางได้ซ่อนโลงพระศพไว้ในริมแม่น้ำหางไกลจากการ พบเห็นของผู้คน
เป็นความบังเอิญเหลือเกินที่วันหนึ่งเซทได้ออกมาล่าสัตว์นอกเมืองจึงมาพบศพเทพผู้พี่เข้า เซทโกรธมากที่พี่ชายกลับมาได้ ด้วยอารมณ์อันโหดร้าย พระองค์จึงสับร่างของพี่ชายออกเป็นชิ้น ๆ ถึง 14 ชิ้น แล้วนำไปทิ้งกระจัดกระจายตามที่ต่าง ๆ ไม่ให้คนพบเห็นได้เลย เพื่อที่ว่าพระองค์จะครองบัลลังก์อย่างไม่มีใครรบกวน
ส่วนเทพไอซิสก็ไม่ยอมสิ้นหวังใด ๆ ที่จะช่วยเหลือพระสวามี ด้วยความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ ท้ายที่สุดพระนางก็สามารถรวบรวมชิ้นส่วน ร่างของพระสวามีได้จนครบทุกชิ้น เหลือเพียงลิ้นเดียวที่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ และเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดของลูกผู้ชายเสียด้วย โชคร้ายที่เต่าเอา ไปกินเป็นอาหารเสียแล้ว ด้วยความรักอย่างสุดซึ้ง เธอพยายามจัดเรียงชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันจนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา แล้วพระนางก็ร่าย เวทย์มนต์คาถาลงไปให้เทพสวามีฟื้นคืนชีพให้ได้ เนื่องจากสภาพศพของโอซิริสสาหัสสากรรจ์มาก มนต์ทั้งหมดที่มีของไอซิสก็ยังไม่สามรถทำให้ โอซิริสฟื้นขึ้นมาได้เลย ในที่สุกมวลเทพทั้งหลายที่ยังจงรักภักดีกับโอซิริสอยู่ก็ช่วยกันระดมมนต์คาถาที่มีทั้งหมดมาร่ายลงไปยังร่างของโอซิริส ในที่สุดโอซิริสก็ฟื้นคืนชีพได้ และไม่เพียงแต่ฟื้นคืนชีพอย่างเดียวเท่านั้น แต่พระองค์ยังให้กำเนิดโอรสแก่เทพไอซิสอีกต่างหาก แม้พระองค์จะสูญเสียอวัยวะชิ้นสำคัญชิ้นเดียวในร่างกายชิ้นนั้นไปแล้วก็ตาม โอซิริสตั้งชื่อโอรสนี้ว่า "ฮอรัส - Horus" ด้วยความเกรงกลัวว่าเซท จะตามมาเข่นข้าอีก เทพไอซิสจึงต้องแอบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ในการเลี้ยงดูโอรสน้อยองค์นี้
โอซิริส แม้จะได้ชีวิตคืนแล้วก็ตาม พระองค์ก็ไม่คิดจะหวนกลบไปเป็นผู้ครองเมืองอีก พระองค์ประสงค์เพียงเฝ้าดูแลท้องน้ำเพื่อที่ จะได้อยู่ใกล้เทพสุริยะในยามค่ำคืนที่เทพสุริยะจะเสด็จมายังท้องน้ำเป็นประจำ เป็นดินแดนที่ผู้คนใช้เป็นที่นิทราชั่วนิรันดร และพระองค์ก็จะทำหน้าที่ พิจารณษว่า ผู้ที่มาสงบนิ่งอยู่ตรงนี้นั้น ใครควรจะไปสงบนิ่งอยู่ ณ ที่อื่นใด แม้โอซิริสจะพำนักอยู่ใต้บาดาล แต่พระองค์ก็หาเวลามาสั่งสอนอบรม พระโอรสอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกสงคราม หรือเรื่องของการปกครองบ้านเมือง
ฮอรัสเติบโตขึ้นมาอย่างชายชาติทหาร ได้เวลาที่พระองค์จะปฏิบัติการแก้แค้นให้กับโอซิริสผู้พ่อ พระองค์จึงรวบรวมไพร่ฟ้าทั้ง เทวดาและประชาชนที่ยังจงรักภักดีต่อพระบิดาอยู่ การต่อสู้ล้างแค้นจึงอุบัติขึ้น และกินเวลายาวนาน ในที่สุด เซทก็ถูกจับตัวได้และถูกสับร่างกาย ออกเป็นชิ้น ๆ แต่เซทก็ยังไม่ตาย ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของร่างกายนั้นแปลงเป็นสัตว์ดุร้ายต่าง ๆ
ในที่สุดหมู่เทพเห็นว่าไม่ได้การเสียแล้ว จำต้องหาทางยุติศึกครั้งนี้ เทพทั้งหลายจึงเปดประชุมสภาเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา ในการไต่สวนคดี เซทได้ร้องเรียนต่อที่ประชุมสภาว่า ฮอรัสไม่ใช่โอรสของโอซิริส เป็นลูกใครก็ไม่รู้ เทพไอซิสจึงต้องนำพลังเวทย์มนต์ในตัวทั้งหมด มาปกป้องพระโอรส จนกระทั่งที่ประชุมสภาเทพลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า ฮอรัสเป็นโอรสของเทพโอซิริสอย่างแท้จริง เทพไอซิสจึงได้ชื่อว่า "เทพแห่งเวทย์มนต์คาถา"
เทพฮรัสจึงกอบกู้ราชบัลลังก์กลับคืน และปกครองประเทศอย่างร่มเย็นเป็นสุขสืบมา และด้วยความเก่งกล่าสามารถเช่นนี้ กษัตริย์รามเสสที่ 2 จึงเลือกเอาเทพฮอรัสเป็นเทพประจำพระองค์

85 ความคิดเห็น