กุ่ยสิงเทียนเซี่ย หนึ่งหนู หนึ่งแมว ผ่าคดีปริศนา

ตอนที่ 24 : บทที่ 2 ตอนที่ 2.15 ภูมิหลังและสิ่งที่เห็น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 313
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    9 ก.พ. 62

เซียวเหลียงพูดจบ ทั้งไป๋อวี้ถังและจั่นเจาต่างนิ่งงันกันไปทั้งคู่


เงียบไปครู่ใหญ่


“เอ้……” จั่นเจากำลังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ไป๋อวี้ถังที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างก็เอ่ยขึ้น “คนจับโจรมาแล้ว”


          ทันทีที่สิ้นเสียง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังตึกตักตึกตักยู่ตรงบันได และตามมาด้วยเสียงโวยวายของเสี่ยวเอ้อ “เอ้ นายท่านพวกท่านเข้าใจผิดแล้ว คุณชายที่อยู่ข้างบนเพิ่งจะมาได้ไม่นาน จะไปฆ่าคนได้อย่างไรกัน ?”

ไป๋อวี้ถังเดินเข้ามา พูดกับเซียวเหลียงว่า “พาเสี่ยวซื่อจึเข้าไปข้างใน”


“โอ้” เซียวเหลียงดึงเสี่ยวซื่อจึไปข้างในตรงริมหน้าต่าง สือโถวเดินมาคุ้มครองอยู่ด้านหน้าของทั้งสองคน หมอบลงบนพื้นพร้อมกับเลียกรงเล็บ มองหน้าประตูด้วยความรู้สึกแปลกๆ


          ในที่สุดก็ได้ยินเสียง “ปัง” ประตูห้องถูกผลักเปิดออก


          เหลียงเป้าเป็นผู้พาเหล่าคนของทางการเข้ามาบุกจับด้วยตนเอง “จับกุมนักโทษ……”


          ยังพูดไม่ทันจบ ทุกคนก็ชะงักไปแทบกลืนน้ำลายไม่ลง


          จะพูดยังไงดีล่ะ ในห้องมีคนทั้งหมดสี่คน แถมยังมีสัตว์ตัวหนึ่งที่ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นตัวอะไรดี


          ผู้ใหญ่สอง เด็กสอง ทั้งสี่คนล้วนดูแล้วเป็นผู้ที่มีฐานะ


          ชายชุดขาวนั่นผมครึ่งเปียกครึ่งแห้งนั่งจิบน้ำชาอยู่ข้างโต๊ะ ดูท่วงท่าสง่างามมาก


          ชายชุดน้ำเงินนั่นก็ผมครึ่งเปียกครึ่งแห้งกำลังนั่งเหม่ออยู่บนเตียง เป็นชายหนุ่มที่ดูสุขมมีเสน่ห์น่าเกรงขามยิ่งนัก


          เด็กสองคน คนหนึ่งสูง คนหนึ่งตัวเล็ก ล้วนแต่น่ารักมากทั้งคู่ กำลังเบิ่งตาโพลงมองมาที่หน้าประตูด้วยอาการตกใจ


          ดูยังไงก็ไม่เหมาะกับคำว่า “นักโทษ”


          “เอ้…….” เหลียงเป้าหันไปออกคำสั่งกับลูกน้องที่อยู่ข้างๆ “พาเข้ามา !”


          สักพัก ก็เห็นชายวัยกลางคนๆ หนึ่งถูกตีจนหน้าตาบูดเบี้ยวเขียวช้ำถูกพาตัวเข้ามา


          ไป๋อวี้ถัง ชะงักไปเล็กน้อย นี่มันเหล่าซื่อคนเรือที่ช่วยพวกเขาพายเรือเมื่อวานนี่นา ทำไมถึงได้ถูกทุบตีขนาดนี้ได้


          “ใช่พวกเขาหรือไม่ ?” เจ้าหน้าที่ถามเหล่าซื่อ


          เหล่าซื่อขบกรามแน่น ส่ายหัว “ไม่ใช่”


          “นำตัวพยานปากอีกคนเข้ามา” เหลียงเป้าไม่เชื่อเขา เลยเรียกพยานอีกคนหนึ่งเข้ามา คนนี้ไป๋อวี้ถังก็เคยเจอ เมื่อคืนก็นั่งดื่มชาอยู่ที่กระท่อมบนเรือนั้น ก็คือชายวัยกลางคนที่ผอมแห้งคนนั้น


          “พวกเขานี่แหล่ะนายท่าน !” คนๆ นั้นรีบตอบเหลียงเป้าทันที “เมื่อคืนพวกเขาต้องการให้เหล่าซื่อพาข้ามฟาก แล้วพวกเขายังให้เงินกับเหล่าซื่อจำนวนมากด้วย”


          เหลียงเป้าพยักหน้า สั่งลูกน้อง “จับพวกเขาไว้ !”


          เจ้าหน้าที่หลายคนวิ่งเข้ามา จั่นเจาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้นมา “ช้าก่อน”


          เหลียงเป้าขมวดคิ้วพลางคิดว่าชายผู้นี้ดูช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก จึงได้ถามขึ้น “เจ้ามีอะไรจะพูดอีก ?”


          จั่นเจาถามเขา “ใต้เท้าท่านมีนามว่าอะไร ? ทำงานที่ไหน ?”


          “ข้า มือปราบเหลียงเป้า ทำงานอยู่ที่ศาลอำเภอแห่งลั่วโจว มีหน้าที่ตรวจสอบสืบค้นคดีฆาตกรรมของเมืองฉวีซานทั้งหมด พวกเจ้าคือผู้ต้องสงสัย ไปกับข้าเถอะ”


          จั่นเจายิ้มเบาๆ “ท่านควรมีหมายจับจากทางราชการ”


          “เอ้ ……. พวกเจ้าเป็นแค่ผู้ต้องสงสัย แค่พากลับไปสอบสวนเท่านั้น” ในใจของเหลียงเป้าคิดว่าพวกเขาดูแล้วน่าจะต้องไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปแน่ๆ จึงได้รู้ว่าต้องมีหมายจับด้วย


          จั่นเจาส่ายหัว “ท่านมีสิทธิ์อะไรมาว่าพวกข้าเป็นผู้ต้องสงสัย เห็นพวกข้าฆ่าคนหรือไง?”


          “นี่ไง…… เขาคือหลักฐานพยาน คืนก่อนในช่วงเวลาดึกดื่นพวกเจ้าก็ยังข้ามฝั่งไปทางฝั่งใต้ พอเช้านี้ก็พบศพของท่านเทพหม่าฟู่ลอยขึ้นมาบนแม่น้ำ พวกเจ้าจึงน่าสงสัย !”


          จั่นเจาตกใจ เมื่อคืนที่ลงดาบไปหนึ่งครั้งนั้น ถึงขนาดทำให้เจ้าปลายักษ์ประหลาดตัวนั้นถึงตายเลยงั้นหรือ ? ไม่น่าจะเป็นไปได้ ปลาตัวใหญ่ขนาดนั้น อย่างมากก็น่าจะแค่ทำให้มันบาดเจ็บเท่านั้น


          “พูดตลกน่า” เซียวเหลียงหน้าถอดสี “ท่านฟังคำแค่คนๆ เดียวก็ตัดสินคนว่าผิดงั้นหรือ และยังทุบตีคนขนาดนี้ แบบนี้ไม่ถือเป็นการบังคับขู่เข็ญคนที่ไม่ผิดให้สารภาพอย่างนั้นหรือ”


          เหลียงเป้าได้ฟังถึงกับอ้าปากค้าง การทำคดีครั้งนี้ของทาการ ไม่ใช่ว่าจะเคารพกฎหมายไปเสียทุกเรื่อง คนกลุ่มนี้ดูเหมือนจะเข้าใจเรื่องข้อกฎหมายดีจริงๆ


          เสี่ยวซื่อจึมองไปที่เหล่าซื่อที่บาดเจ็บสาหัสมาก จึงถามขึ้น “ท่านพ่อเคยบอกว่า บังคับให้คนที่ไม่ได้ทำผิดสารภาพถือว่าเป็นการอยุติธรรม เมี้ยวเมี้ยวจับพวกเขากลับไป เรียกเสี่ยวเปาจึโบยพวกเขาเลย !”


          จั่นเจาหุบยิ้ม เหลียงเป้าสงสัย อะไรเมี้ยวเมี้ยว? อะไรเสี่ยวเปาจึ? แล้วยังโบยอีก ?


          “อะ แฮ่ม” จั่นเจากระแอมให้สัญญาณไป๋อวี้ถังทีหนึ่ง


          ไป๋อวี้ถังหยิบแผ่นป้ายที่จั่นเจาให้ไว้ออกมาจากอก โยนข้ามไปให้เหลียงเป้า


          เหลียงเป้ายื่นมือทั้งสองออกมารับแล้วยกขึ้นดู แค่เห็นที่ด้านหน้าของแผ่นป้ายปรากฏคำสามคำ —— ศาลไคเฟิง ด้านหลังมีตัวหนังสือใหญ่อีกสองคำ “ป้ายทองอาญาสิทธิ์” อีกทั้งยังมีตัวอักษรเล็กๆ อีกหนึ่งแถวเขียนบอก “ปี เดือน วัน” เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นป้ายอาญาสิทธิ์ที่ฮ่องเต้มอบให้ศาลไคเฟิง


          เหลียงเป้าหายใจเข้าลึกๆ แล้วรีบสั่งหยุดลูกน้องหลายคนที่กำลังจะเข้าไปจับตัวทั้งสองคน ถามไป๋อวี้ถังว่า “ใต้เท้า คือคนของศาลไคเฟิงอย่างนั้นหรือ?ขอถามนามของท่านได้หรือไม่ ?”


          ไป๋อวี้ถังอ้าปากแต่ยังไม่ทันตอบอะไร ก็ได้ยินจั่นเจากระแอมอีก “อะ แฮ่ม”


          ไป๋อวี้ถังรู้สึกเหลืออดถอนหายใจทีหนึ่ง “แซ่จั่น”


          “ห๊า ! !……” เหลียงเป้าตกใจจนอ้าปากกว้าง “คือ ใต้เท้าจั่นเจาใช่หรือไม่”


          ไป๋อวี้ถังพยักหน้าแบบจำใจมาก “อืม”


          “โอ้ ! เข้าใจผิด ข้าน้อยเข้าใจผิดไปแล้ว…….” เหลียงเป้ารีบไล่พวกเจ้าหน้าที่ออกไป “ข้าสับสน สับสนเอง …… เป็นเพราะคนของตำหนักเอ้อเยว่ บอกว่าหม่าฟู่ตายจะทำให้ฟ้าพิโรธ เกิดภัยพิบัติ ดังนั้นทุกคนก็เลยร้อนใจมาก”


          จั่นเจาขมวดคิ้ว ——ตำหนักเอ้อเยว่ ?


          ไป๋อวี้ถังยืนขึ้น เดินไปแกะเชือกที่มัดเหล่าซื่อออก รู้สึกผิดที่เขาต้องมาลำบากทั้งที่ไม่ได้ทำผิดอะไร


          เหล่าซื่อพอได้ยินว่าเขาคือจอมยุทธ์แดนใต้แห่งศาลไคเฟิง ความเจ็บปวดบนร่างกายก็ลืมหมดสิ้น เขาคือชายฉกรรจ์ บาดแผลบนผิวหนังเพียงเท่านี้เขาหาใส่ใจไม่


          ไป๋อวี้ถังให้เงินเขาไปอีกจำนวนหนึ่ง ยิ่งทำให้เหลียงเป้ารู้สึกไม่ดี รีบเรียกเจ้าหน้าที่สองคนมาพาเขาไปให้หมอตรวจ สำหรับค่ายาทั้งหมดให้ถือเป็นความรับผิดชอบของศาลอำเภอ และก็ให้พาเขาไปส่งกลับบ้านด้วย ส่วนเจ้าพยานเท็จคนนั้น เจ้าหน้าที่ก็ไล่ตะเพิดกลับไปทันที


          จั่นเจาถาม “ใต้เท้าเหลียง เมื่อสักครู่ท่านพูดอะไรว่าหม่าฟู่ตายแล้ว ? และคนของตำหนักเอ้อเยว่ พูดว่าฟ้าจะพิโรธเกิดภัยพิบัติ ?”


          “โอ้ ! ใช่สิ” เหลียงเป้าหันกลับมาถามจั่นเจา “ใต้เท้าท่านนี้คือ ?”


          จั่นเจายิ้ม “ข้าชื่อหวังเฉา”


          “โอ้ !” เหลียงเป้ารีบพยักหน้ารับ ในใจคิด ‘เคยได้ยิน เคยได้ยิน มีมือปราบชื่อนี้ในศาลไคเฟิง!’


          “ทั้งสองท่านทำไมถึงมาฉวีซาน ?” เหลียงเป้าสงสัยไม่หยุด “หรือว่าเรื่องคดีที่หม่าฟู่ฆ่าคนตายนี้ร้อนถึงหูใต้เท้าเปา”


          จั่นเจากระแอมอีกแล้ว ไป๋อวี้ถังมองขึ้นฟ้า ตอบว่า “ก็แค่ผ่านมา รู้สึกแปลกๆ ผิดปกติก็เลยอยากจะสืบค้นดูหน่อย”


          “โอ้ !….. อย่างนี้นี่เอง” เหลียงเป้าทำท่าโล่งอก ถามต่อ “งั้นทั้งสองท่านสะดวกไปกับข้าสักหน่อยหรือไม่ เราจะไปที่ริมแม่น้ำกัน ไปดูศพของหม่าฟู่ ?”


          จั่นเจาและไป๋อวี้ถังพยักหน้าขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทั้งหมดไปที่ริมแม่น้ำอีพร้อมกัน เสี่ยวซื่อจึและเซียวเหลียงก็ตามไปด้วย


          ไม่นานก็มาถึงริมแม่น้ำ ก็พบว่ารอบๆ เต็มไปด้วยผู้คน คนแก่ ผู้หญิงบางคนกำลังคุกเข่าก้มลงกราบ


          ไป๋อวี้ถังมองเห็นแต่ไกล กลุ่มคนของตำหนักเอ้อเยว่ก็ยืนอยู่ริมแม่น้ำเช่นกัน ด้านหลังของพวกเขา เห็นผ้าสีขาวคลุมร่างของปลาตัวใหญ่มหึมานั้นไว้ ทันทีที่เห็นหางไป๋อวี้ถังก็จำได้ทันที คือปลาตัวนั้นที่จั่นเจาฟันบาดเจ็บเมื่อคืน


          “ใต้เท้าเหลียง” จั่นเจาหันไปพูดกับเหลียงเป้า “ตอนนี้อย่าเพิ่งเปิดเผยฐานะของพวกข้า เพราะยังมีเรื่องที่จำเป็นต้องทำอีกมาก”


          “โอ้ ! เข้าใจ เข้าใจขอรับ” เหลียงเป้าพยักหน้าถี่ๆ


          เมื่อหลีกหนีออกไปจากฝูงชนแล้ว เหลียงเป้าก็พาพวกของจั่นเจาไปที่ชายฝั่ง นายน้อยแห่งตำหนักเอ้อเยว่ยืนอยู่ข้างๆ ปลาตัวใหญ่นั้น “ว่าไงใต้เท้าหวัง ? พาฆาตกรมาแล้วใช่หรือไม่ ?”


          ฝูงชนที่อยู่รอบๆ พอได้ยินคำว่าฆาตรกร ล้วนแต่จ้องมองมาที่จั่นเจาและไป๋อวี้ถัง เหลียงเป้ารีบโบกไม้โบกมือร้องเสียงหลง “อั้ยหย๋า เกิดความเข้าใจผิดขึ้น ทุกท่าน ข้าขอชี้แจงสักหน่อย ทั้งสองท่านนี้ จริงๆ แล้วไม่ใช่ฆาตกร !”


          ทันทีที่พูดจบฝูงชนก็ส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่


          ไป๋อวี้ถังไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น ใช้มือเปิดผ้าขาวออก ……พอเห็นก็ขมวดคิ้วทันที


          ถ้าไม่ใช่เพราะว่าปลาตัวนี้ใหญ่จนน่ากลัวล่ะก็ มันก็เป็นแค่ร่างของปลาใหญ่ตัวหนึ่งที่นอนสงบนิ่งอยู่ ไป๋อวี้ถังอาศัยอยู่บนเกาะ ไม่เคยเห็นปลาตัวใหญ่แบบนี้มาก่อน ปลาตัวนี้หัวใหญ่อย่างกับรถ ฟันดูแหลมคม ทั้งตัวเป็นสีเหลืองและมีจุดดำ เห็นครั้งแรกจะรู้สึกเหมือนลายเสือมาก แต่ว่าท้องมีสีขาวราวหิมะด้านบนมีรอยโดยมีดฟันเป็นขีดยาวก็คือรอยแผลที่จั่นเจาฟันเมื่อคืน


          แต่สิ่งที่ทำให้ไป๋อวี้ถังรู้สึกสนใจจริงๆ ก็คือ ทั้งตัวไม่ใช่มีเพียงรอยแผลยาวนี้รอยเดียวเท่านั้น แค่รอยแผลนี้ ไม่น่าจะทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้


          เขาเห็นว่าบนตัว ยังมีรอยแผลเล็กๆ ใหญ่ๆ อีกนับไม่ถ้วนทั้งแนวตั้งและแนวยาว……ดูเหมือนว่าจะเคยถูกมีดฟันมานับไม่ถ้วน


          จั่นเจามองไม่เห็น แต่ก็ไม่กล้าที่จะถามตรงๆ ได้แต่ยืนอยู่ที่เดิมด้วยความกระวนกระวายใจ


          หลังจากไป๋อวี้ถังดูเสร็จ ก็หันมาพูดกับเหลียงเป้า “โดนมีดฟันนับไม่ถ้วน ทิศทางของมีดก็ไม่เหมือนกัน น่าจะถูกฟันจากกลุ่มคนจำนวนมาก ดาบก็ไม่คม จึงแค่ทำให้ผิวบาดเจ็บเท่านั้น ไม่ถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ น่าจะถูกฟันหลังจากที่ตายแล้ว ท่านไม่ลองผ่าท้องเปิดดูว่าเป็นเพราะกินอะไรที่มีพิษลงไปหรือไม่ เมื่อวานในแม่น้ำมีหนูที่ตายจากยาพิษเป็นจำนวนมาก


          จั่นเจาได้ยินคำพูดของไป๋อวี้ถังที่ได้อธิบายสาเหตุการตายของปลาตัวนี้ได้อย่างชัดเจน….ถูกมีดฟันนับไม่ถ้วน ?


          เหลียงเป้ากำลังจะสั่งให้ผ่าเปิดท้องของปลาเพื่อตรวจดู แต่กลับได้ยิน นายน้อยแห่งตำหนักเอ้อเยว่ตะโกนว่า “ผ่าเลยสิผ่าเลย ไม่ให้ความเคารพต่อท่านเทพ หนีไม่พ้นหายนะแน่นนอน”


          ทันทีที่พูดจบ เสียงกระซิบกระซาบของฝูงชนก็ดังอื้ออึงขึ้น ผู้คนต่างกลัวว่าจะไปทำสิ่งไม่ดีเป็นการลบหลู่ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์


          จั่นเจาส่ายหัว นี่มันเป็นคำพูดที่หลอกลวงงมงายสิ้นดี “ก็แค่ปลาตัวหนึ่งเท่านั้น จะเป็นหม่าฟู่ได้อย่างไร”


          นายน้อยคนนี้ก่อนหน้านั้นก็เคยพ่ายแพ้ต่อจั่นเจาจึงทำให้รู้สึกยิ่งไม่พอใจมากขึ้นอีก เขาฟังจั่นเจาพูดแล้วก็ยิ้มอย่างเย็นชาถามกลับว่า “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเป็นแค่ปลาตัวหนึ่งเท่านั้น ? ท่านมองเห็นรึ…….”


          ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ก็รู้สึกว่าที่น่องถูกคนเตะเข้าทีหนึ่ง ไม่แรงนัก เขาก้มลงดู ก็เห็นเสี่ยวซื่อจึกำลังแหงนขึ้นมองเขาด้วยใบหน้าที่ขึงขัง เท้าที่เตะเมื่อสักครู่ก็คือเท้าของเสี่ยวซื่อจึนั่นเอง


          นายน้อยท่าทางกำลังเหลืออดอย่างยิ่ง เซียวเหลียงจึงรีบดึงเสี่ยวซื่อจึมาอยู่ที่ด้านหลัง “เจ้าเด็กน้อย อย่างไปยุ่งกับคนๆ นี้”


          จั่นเจารู้สึกใจไม่ดี แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา กำลังคิดจะยื่นมือไปลูบร่างของปลาที่ตายไปแล้วตัวนั้น แต่ทันใดกลับได้ยินเสียงฝูงชนส่งเสียงร้องโกลาหลกันขึ้น หลังจากนั้นก็มีคนตะโกนร้องเสียงดังด้วยความหวาดกลัว “นายน้อย ! นายน้อย !”


          จั่นเจาชะงักงัน แล้วก็รู้สึกว่าเสี่ยวซื่อจึกำลังกอดขาของเขาไว้แล้วพูดเบาๆว่า “เมี้ยวเมี้ยว คนนี้เขาตายแล้ว”


          เซียวเหลียงพยักหน้า “หืม ตายเหมือนหลิวเจินเหรินคนนั้นเลย !”


          ไป๋อวี้ถังรีบเข้าไปตรวจดูทันที ก็พบว่านายน้อยคนนั้นสองตากำลังเบิกโพลงมองค้างขึ้นไปบนท้องฟ้า ร่างที่ล้มลงมาบนพื้นนั้นแข็งทื่อไปทั้งตัว เลือดออกเจ็ดทวารตาย


*** โปรดติดตามตอนต่อไป อัพตอนใหม่ทุกวันจันทร์ พฤหัส เสาร์ เวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง

*** ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เพจ ซินซินจอมยุทธ์หญิง - หยุนหว่าหวา

https://www.facebook.com/xinxinyunwawa/




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

123 ความคิดเห็น

  1. #76 GummyJellyNB (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:05
    นักแปลคะ คือช่วงครึ่งแรกซ้ำกับตอนก่อนหน้านี้จ้า (ต้นฉบับมาแบบนี้หรือเปล่าคะ แบบย้อนความอะไรแบบนั้น)

    ขอบคุณที่แปลนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #76
    0
  2. #75 [เสพศิลป์] (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:40
    มันยังไงเนี้ยยยยยย
    #75
    0
  3. #74 BlackBell-Rain (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:55

    รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้จะไม่ได้มาทุกจันทร์ พฤ เสาร์แล้วนะฮะ (=_=)... บางครั้งก็รอเก้อ รู้สึกเศร้าหน่อยๆ ฮะ แต่ก็ยังรออยู่ดี (รอตอนต่อไปฮะ)

    #74
    2
    • #74-1 จอมยุทธ์หญิงนักแปล(จากตอนที่ 24)
      9 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:21
      ต้องขอโทษด้วยค่ะ สัปดาห์ที่ผ่านมามีลงขาดช่วงไป แต่ต่อไปจะมาตามนัดไม่ให้รอเก้อแล้วจ้า
      #74-1
    • #74-2 จอมยุทธ์หญิงนักแปล(จากตอนที่ 24)
      9 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:26
      ต้องขอโทษด้วยค่ะ สัปดาห์ที่ผ่านมามีลงขาดช่วงไป แต่ตอไปจะมาตามนัดไม่ให้รอเก้อแล้วจ้า
      #74-2