云乱 - กลียุคแห่งแคว้นอวิ๋น

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 81,079 Views

  • 654 Comments

  • 2,101 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    274

    Overall
    81,079

ตอนที่ 32 : บทที่ ๑๑ เป็นคนตายกับเป็นตัวซวย ต่อให้ทารกก็รู้ว่าต้องเลือกอันใด (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3230
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 200 ครั้ง
    27 ส.ค. 61

บทที่ ๑๑ เป็นคนตายกับเป็นตัวซวย ต่อให้ทารกก็รู้ว่าต้องเลือกอันใด

 

          เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในไม่กี่ชั่วอึดใจ แต่กลับยาวนานเหมือนเป็นนิรันดร์สำหรับหลี่หลันอวี่

 

          เมื่อแรกที่เห็นร่างของสตรีที่ส่งเสียงดึงความสนใจผู้นั้นถูกประคับประคองเอาไว้ ในใจของนางมีเพียงความโกรธแค้นที่ไร้ทางระบายออก กระทั่งคำพูดก่นด่าหรือตัดพ้อก็ยังนึกไม่ออกสักนิด

 

          ใครเลยจะรู้ เพียงชั่วกะพริบตาต่อมา  หลี่เฟิงเอ๋อร์ก็เงยหน้าขึ้นอย่างไม่รีบไม่ร้อน และตวัดมือขึ้น

 

          การตวัดมือของหลี่เฟิงเอ๋อร์ไม่ได้รวดเร็วดังสายฟ้าแลบ ไม่ได้หนักแน่นดุดันเหมือนผู้ฝึกยุทธ์ที่เหี้ยมหาญ ที่จริงท่าทางของนางเรียบง่ายราวกับเพียงยกมือขึ้นปัดเศษฝุ่นออกไปเท่านั้น

 

          แต่ดาบสั้นแคว้นเยี่ยนั้นคมอย่างยิ่งจริงๆ

 

          มาตอนนี้หลี่หลันอวี่เพิ่งนึกได้ว่าตนเองลืมเก็บอาวุธกลับมาไว้กับตัว ทั้งไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแอบเอาไปตั้งแต่เมื่อไร และเก็บซ่อนเอาไว้ที่ใด

 

          หากเรื่องพวกนั้นไม่สำคัญอีกแล้ว

 

          ไม่สำคัญเท่ากับคมดาบสั้นโค้งราวถูกสร้างมาเพื่อการณ์นี้ และเมื่อได้อยู่ในมือที่รู้จักมันดี มันก็สำแดงอานุภาพของมันออกมาอย่างเต็มที่ด้วยการกรีดลงบนลำคอของบุรุษที่ก่อนนี้เอ่ยวาจามากมาย

 

          มันเอ่ยวาจาอะไรไม่ได้อีก ทำได้แค่หลั่งโลหิตออกมามากมายแทน

 

          สีหน้าของมันเหมือนกับไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น หลี่หลันอวี่เห็นมันอ้าปากพะงาบราวกับพยายามจะพูดอีก แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงหงายหลังลงไปบนพื้นทั้งที่สองตายังเบิกโพลงอย่างงุนงง

 

          ตอนนี้เองที่หลี่หลันอวี่เพิ่งรู้สึกว่านางกำลังตัวสั่น...มิใช่เพราะลมเหมันต์ที่ค่อยๆกระพือพัดผ่านเสียงใบไม้แห้งบนพื้นจนคล้ายเสียงคร่ำครวญของภูตผี

 

          แต่นางไม่อาจยอมรับ ไม่มีทางยอมรับได้....ว่านางกำลังกลัว

 

          นางจึงยังเบิกตากว้าง จ้องมองหลี่เฟิงเอ๋อร์ที่แท้แล้วสามารถหยัดกายยืนตรงได้ด้วยตนเอง ทว่าก็ยังก้มลงไป

 

          คมดาบสีเงินล้อตะวันราวหัวร่อร่าสาแก่ใจ กรีดปาดอีกหนึ่งครั้งให้ร่างใหญ่ของบุรุษในชุดคนขับรถกระตุกเฮือก และแน่นิ่งไปตลอดกาลอย่างแท้จริง

 

          ผู้ลงมือคล้ายพึงพอใจในที่สุด จึงยืดตัวขึ้นและปัดหมวกของผ้าคลุมตัวงามออกไป อวดเรือนผมและใบหน้าที่หลี่หลันอวี่ทั้งคุ้นเคยทั้งแปลกแยกไปพร้อมๆกัน

 

          ใบหน้านั้นไม่มีเค้าโหดเหี้ยมกระหายเลือดดังที่นางคิดว่าจะมี แม้น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาชื่นชมอาวุธในมือจะแฝงแววพึงใจ ก่อนเปลี่ยนไปเป็นระอาเล็กน้อยเมื่อมองไปด้านล่าง แต่ก็ไม่มีอันใดมากกว่านั้น

 

          ราวกับสำหรับอีกฝ่าย การที่เพิ่งปลิดชีวิตคนๆหนึ่งไปไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด แต่เป็นเรื่องที่สามัญธรรมดาอย่างหนึ่งจนไม่คู่ควรแม้แต่จะเอ่ยถึง !

 

          ในใจของหลี่หลันอวี่ยิ่งมายิ่งหนาวเหน็บ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เรียกว่ายิ่งกว่าตกตะลึงพรึงเพริดอีกครั้ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย แล้วย่อตัวลงเอื้อมมือไปหาซากร่างนั้นอีกครั้ง

 

          “เจ้า....เจ้ายังจะทำอันใดอีก” นางคิดว่าตัวเองตะโกนออกไป แต่ที่จริงแล้วสุ้มเสียงกลับดังกว่ากระซิบเล็กน้อยเท่านั้น

 

          เคราะห์ดีที่อวี๋เฟิงไม่ได้อยู่ห่างจากนางมาก จึงพอจะได้ยินคำถามนี้ทั้งยังตอบให้แต่โดยดี

 

          “ย่อมต้องค้นหาเบาะแสอย่างอื่นจากตัวมัน” อวี๋เฟิงไม่พูดเปล่า มือยังกระตุกสายรัดเสื้อของบุรุษผู้นั้นไปพลาง ล้วงมือเข้าไปพลางอย่างชำนิชำนาญอีกด้วย

 

          แน่นอนว่ายามนี้หลี่หลันอวี่มิมีทางคิดเรื่องความควรไม่ควรระหว่างชายหญิงได้อีก หรือควรกล่าวว่าความจริงแล้วนางคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น จนแม้อีกฝ่ายตอบมาแล้ว นางก็ยังเผลอถามซ้ำอย่างงุนงง

 

          “เจ้าทำอะไร...”

 

          “ค้นตัวมัน” อวี๋เฟิงตอบอีกครั้ง และเพราะคิดว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจ นางจึงอธิบายเพิ่มเล็กน้อยกึ่งสั่งสอนว่า “มันมาจากที่ไหน ใครเป็นคนส่งมันมา เบาะแสเหล่านี้มันต้องพกติดตัวไว้บ้างแน่ เจ้าต้องลองค้นดูให้แน่ใจก่อน อย่าไปเชื่อวาจาผีสางอันใดของมันง่ายๆ ต่อไปเวลาอยากคิดบัญชีกับต้นตอจริงๆจะได้ไม่ผิดตัว”

 

          หากเป็นยามปกติ หลี่หลันอวี่คงจะเถียงไปแล้วว่าป้ายที่มันแสดงให้นางดูเป็นของจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ไหนจะเรื่องราวที่นางล่วงรู้มาได้สักพักนั้นแล้วอีก

 

          แต่ยามนี้ นอกจากมองหลี่เฟิงเอ๋อร์เงียบๆแล้ว หลี่หลันอวี่ไม่ทราบว่าควรทำอันใดจริงๆ

 

          กลับเป็นอวี๋เฟิงที่ต่อมาเห็นอีกฝ่ายเงียบไปจึงหันมามองอีกครั้ง จากนั้นนางค่อยโคลงหัวขึ้นลงสองสามครั้งแล้วกวักมือ

 

          “ถ้ากังวลนักก็มายืนใกล้ๆรถม้านี่ หากพรรคพวกมันมาจริงๆเจ้าจะได้กระโดดขึ้นไปด้านบนได้ทันเวลา”

 

          หลี่หลันอวี่ที่ได้ยินดังนั้นย่อมต้องเร่งถกกระโปรงขึ้นเล็กน้อย ก้าวเท้ายาวๆมาหยุดอยู่ที่ข้างรถม้าดั่งคำบอก ริมฝีปากที่ซีดเซียวเผยอเอ่ยเสียงสั่น

 

          “ยังจะมีพรรคพวกของมันอีกหรือ”

 

          “เป็นเจ้าเองที่ยืนคุยกับมันอยู่ มาตอนนี้กลับจำไม่ได้” อวี๋เฟิงเอ่ยทั้งที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นจากการหาเบาะแสอันสำคัญยิ่ง น้ำเสียงที่ตอบจึงดูไม่ใส่ใจอยู่บ้าง “หากไม่ใช่เพราะมันพูดว่าพรรคพวกมันจะมาจัดการกับเจ้า ข้าก็คงไม่ต้องรีบลงมือขนาดนี้ ฟังๆมันพูดพล่ามเหมือนตัวเองเป็นคนเจ้าแผนการคนหนึ่งก็นับว่าเพลินดีอยู่เหมือนกัน”

 

          ประโยคตอนท้ายเจือเสียงหัวเราะน้อยๆอย่างอดไม่ได้ เมื่อนึกไปถึงว่าหากมีพี่น้องคนอื่นในกองทัพอยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย น่ากลัวว่าเจ้าคนที่นอนเป็นซากอยู่นี่ไม่มีทางมาถึงมือนางแน่ๆ บรรดาพี่น้องขุนพลทั้งหลายคงจะรีบยื้อแย่งกันว่าใครจะทำให้มันพูดออกมาได้มากกว่ากันราวกับหญิงสาวสกุลสูงที่วิวาทกันเพื่อผ้าไหมโจวซูหนึ่งพับเลยทีเดียว

 

          ในฐานะแม่ทัพใหญ่คนหนึ่ง อวี๋เฟิงย่อมไม่เห็นว่างานสอบปากคำคนประเภทนี้เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต อีกทั้งต้องยอมรับอย่างอดสูอยู่บ้างว่าฝีมือของนางในด้านนี้ไม่ค่อยจะสูงส่งจริงๆ ยิ่งไปเทียบกับเจ้ารองแม่ทัพยิ่งห่างไกลจนคนอื่นทนดูไม่ได้ นางจึงได้กระทำงานประเภทรีดข้อมูลจากเชลยศึกหรือนกต่อน้อยยิ่งกว่าน้อย

 

          บัดนี้อวี๋เฟิงไม่ได้อยู่ในกองทัพ แต่กลับมีโอกาสได้ลงมืออีกครั้ง นางอดนึกยินดีไม่ได้ที่ตอนนี้ไม่มีใครในกองทัพอยู่ใกล้ๆ หาไม่แล้วพวกมันมาเห็นว่านางทำได้เพียงนั่งฟังปล่อยให้อีกฝ่ายพูดพล่าม จากนั้นอาศัยดาบโค้งแคว้นเยี่ยแล้วยังต้องลงมือไปถึงสองทีเช่นนี้ ถ้านางไม่จมน้ำลายแห่งการถ่มถุยดูถูกของพวกมันจนตาย ก็คงจมน้ำตาที่หลั่งไหลให้ด้วยความสมเพชเป็นแน่

 

          ท่านแม่ทัพคิดไปเรื่อยเปื่อย แต่มือกลับทำงานออกมาได้ผลมากกว่าที่ตัวเองหวังไว้เสียอีก กระทั่งหลี่หลันอวี่ที่เดิมทีหลีกเลี่ยงไม่มอง ยามได้ยินเสียงข้าวของที่ถูกโยนออกมายังต้องลอบชำเลืองมา

 

          นางเห็นหลี่เฟิงเอ๋อร์โยนป้ายไม้ออกมาจากสายรัดของมันอีกสี่ห้าอัน ยังมีพลุต่างสีอีกสองอัน ถุงเงินที่ดูท่าทางจะหนักไม่น้อยอีกสามถุง มีดสั้นอีกสามเล่ม

 

          ความหวาดหวั่นของหลี่หลันอวี่เริ่มกลายเป็นความพิศวง แต่ไม่ทราบว่าควรพิศวงที่คนๆหนึ่งซ่อนของไว้ได้ถึงเพียงนี้ หรือพิศวงที่คนล้วงก็ยังสามารถล้วงออกมาได้

 

          ก่อนที่นางจะพบว่า....ทั้งสองย่างล้วนเร็วเกินไป

 

          อยู่ๆหลี่เฟิงเอ๋อร์พลันชะงักมือไปเล็กน้อย ก่อนหันกลับไปคว้าดาบสั้นโค้งที่ถูกเช็ดให้สะอาดก่อนสอดคืนฝักกลับมา และใช้มันอีกครั้งเพื่อฉีกเสื้อผ้าของร่างที่นางกำลังตรวจค้นอยู่

 

          หลี่หลันอวี่อดส่งเสียงอุทานด้วยความพิศวงอย่างแท้จริงไม่ได้ เมื่อพบว่าในเสื้อผ้านั้นถึงกับมีช่องลับที่ไม่อาจคลำพบอย่างง่ายๆได้อยู่จริงๆ ! ประกอบกับร่างของบุรุษที่นอนแน่นิ่งนี้ไม่ได้ถือว่าเล็กเลย หลี่เฟิงเอ๋อร์จะอย่างไรก็เหมือนจะมีเรี่ยวแรงไม่พอพลิกตัวมัน จึงได้แต่ตัดผ้าให้ขาดออกเพื่อจะได้ดึงของที่ซุกซ่อนไว้ออกมาได้

 

          ทั้งของที่ซุกซ่อนไว้ ยังทำให้หลี่เฟิงเอ๋อร์มีสีหน้ายินดียิ่งกว่าของทั้งหมดก่อนหน้านี้รวมกันเสียอีก

 

          สิ่งแรกที่หลี่เฟิงเอ๋อร์ดึงออกมาได้คือม้วนหนังสัตว์สีน้ำตาลที่ผูกปิดผนึกไว้เรียบร้อยหนึ่งอัน กับถุงหนังที่เมื่อค่อยๆแก้ดูอย่างระมัดระวัง ค่อยพบว่าถึงกับเป็นกระบอกลูกดอกซัดถึงสามอัน !

 

          อวี๋เฟิงมองดูปราดเดียวก็ทราบว่านี่เป็นงานฝีมือชั้นดีไม่แพ้ดาบสั้นโค้งที่นางยึดเอาไว้ หนำซ้ำทั้งสามอันยังมีลวดลายเฉพาะตัว คาดว่าน่าจะมีความหมายบางอย่าง หรือไม่ก็อาจเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าในลูกดอกซัดเหล่านี้เคลือบพิษอันใดเอาไว้

 

          ท่านแม่ทัพแยกเก็บกระบอกลูกดอกซัดไปไว้ที่สายคาดเอวกับชายแขนเสื้อของตนเองอย่างรวดเร็ว ไม่ใส่ใจสายตาของหลี่หลันอวี่ที่เต็มไปด้วยความมึนงงและคำถาม รวมถึงความจริงที่ว่านางในตอนนี้ไม่มีทางปาลูกดอกซัดได้ไกลกว่ายี่สิบห้าก้าวเด็ดขาด

 

          แต่จะอย่างไรข้าวของมากเกินก็ดีกว่าขาด อวี๋เฟิงจึงยิ่งกว่าจะเต็มใจเก็บลูกดอกซัดเหล่านี้ไว้ และยังบอกให้หลี่หลันอวี่ช่วยขนข้าวของอย่างอื่นที่นางโยนออกมาก่อนหน้าขึ้นไปรถม้าด้วย

 

          หลี่หลันอวี่ที่ได้ยินถึงกับหน้าซีดลงกว่าเดิม เอ่ยด้วยเสียงกระซิบเจือหวาดหวั่นว่า

 

          “....มันเป็นของคนตาย”

 

          “ก็เพราะมันตายแล้วไงเล่า ข้าถึงเอาของพวกนี้มาได้” อวี๋เฟิงตอบ ไม่เข้าใจสักนิดว่าปัญหามันอยู่ที่ใด

 

          “........” หลี่หลันอวี่รู้สึกว่าตนเองอับจนคำพูดเสียยิ่งกว่าตอนที่คิดแค้นอีกฝ่ายเสียอีก

 

          อวี๋เฟิงเห็นท่าทางของนางหนูน้อยตรงหน้าเหมือนถูกรังแกก็ได้แต่เกาศีรษะอย่างงุนงง สุดท้ายตัดสินใจหอบของเหล่านั้นโยนเข้าไปในรถม้าด้านหลังเสียเอง เว้นแต่เพียงม้วนหนังสีน้ำตาลที่นางคิดว่าสมควรเปิดดูเสียก่อน เผื่อว่าจำเป็นจะต้องทิ้งของสิ่งนี้ไว้บนซากร่างที่ไร้ลมหายใจของเจ้าของเดิม

 

          ทว่าเพิ่งจะคลี่ม้วนหนังไปได้ครึ่งเดียว เส้นสายของหมึกดำบนที่เป็นรูปร่างที่ยิ่งกว่าคุ้นตาก็ทำให้อวี๋เฟิงชะงักงัน

 

          และความชะงักงันนี้เองที่ทำให้อวี๋เฟิงต้องใช้เวลาอยู่ชั่วครู่ถึงจะตระหนักว่าในที่สุดที่อีกด้านหนึ่งก็มีเสียงฝีเท้าม้ากังวานขึ้น และกำลังเข้ามาใกล้ทุกขณะ

 

          หลี่หลันอวี่ตัวแข็งทื่อเมื่อได้ยินเสียงนั้น ทว่าอวี๋เฟิงกลับเพียงตวัดม้วนหนังสีน้ำตาลกลับเข้าไปเก็บไว้ในชุดคลุม และค่อยๆหันไปเผชิญหน้ากับผู้มาอย่างใจเย็น

 

          อวี๋เฟิงมิได้เร่งรัดให้หลี่หลันอวี่รีบร้อนกลับขึ้นไปบนรถม้าดังที่คุยกันแต่แรก เพราะเสียงฝีเท้าม้าที่บัดนี้ได้ยินกันชัดเจนมีเพียงเสียงเดียว

 

          ม้าตัวเดียว ผู้มาเพียงคนเดียวเช่นกัน

 

          หลี่หลันอวี่พลันรู้สึกอยากยกมือขยี้ตา วันนี้นางเจอแต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันได้แต่เบิ่งตาโตจ้องมองไม่รู้กี่รอบ ดังนั้นตอนนี้นัยน์ตาที่เผลอเบิ่งกว้างอีกครั้งจึงแสบร้อนอย่างช่วยไม่ได้

 

          ขณะที่อวี๋เฟิงเพียงขมวดคิ้ว มองอีกฝ่ายอย่างแปลกใจและคาดไม่ถึงเช่นกัน

 

          บุรุษผู้นั้นควบม้าสีดำตัวใหญ่ ท่วงท่าและรูปลักษณ์ดูงามสง่าดั่งวีรบุรุษที่ปรากฎกายเพื่อช่วยโฉมสะคราญจากเภททัยเช่นในหนังสือที่มารดาอวี๋เฟิงชอบ

 

          เสียก็แต่ว่าบุรุษผู้นี้อวี๋เฟิงเคยเห็นมันอยู่กับสตรีผู้หนึ่งและยังสนิทสนมกันอย่างยิ่ง

 

          มันถึงกับเป็นองค์ชายรองหรือผิงหนานอ๋อง.....ผู้ไม่เคยปกปิดความเป็นปฎิปักษ์กับโซ่วอ๋อง !

 

(โปรดติดตามอ่านต่อตอนถัดไป)

 

          อยากถามก่อนเลยค่ะ .....ว่ามีใครยังจำองค์ชายรองหรือผิงหนานอ๋องได้ไหมคะ ผิงหนานอ๋องปรากฏตัวเป็นคนแรกๆตั้งแต่ยังไม่เฉลยว่าใครเป็นคู่หมั้น โปรดอย่าเพิ่งลืมผิงหนานอ๋องผู้นี้นะคะ OTL

 

          ในตอนนี้ผู้เขียนเล่าเหตุการณ์ช่วงต้นซ้ำอีกครั้ง แต่เปลี่ยนไปเล่าในมุมมองของคนที่อยู่ๆก็กลายเป็นพยานการฆาตกรรมอย่างหลี่หลันอวี่ เขียนไปก็รู้สึกสงสารนางค่ะ รู้สึกว่าท่านแม่ทัพวิจารณ์หลันอวี่ได้ดีที่สุดว่าเป็นมองภายนอกเหมือนเจ้าเล่ห์ แต่ข้างในซื่อที่สุดแล้ว เรียกว่าถ้าเหตุการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้น แต่เปลี่ยนเป็นท่านแม่ทัพกับหลี่ทิงเสวี่ยแทน คนขับรถม้าคนนั้นจะเจอชะตากรรมที่ทำเอามันนึกเสียใจที่มาปรากฎตัวแน่ๆค่ะ

 

          ผู้เขียนเริ่มสนุกที่ได้เขียนแม่นางหลี่หลันอวี่ขึ้นมาเรื่อยๆ (จริงๆได้เขียนคนที่พูดจาแล้วไม่ต้องคิดว่านี่โกหกหรือพูดจริงแค่ไหน ก็รู้สึกว่าโลกน่าอยู่ขึ้นน่ะค่ะ....) แต่หลี่ทิงเสวี่ยเองก็ชวนให้คิดถึงเหมือนกัน ดังนั้นเดี๋ยวนางก็มาแล้วค่ะ พร้อมกับท่านอื่นๆที่โดนผิงหนานอ๋องขโมยบทวีรบุรุษช่วยสาวงาม(?)ไปด้วยค่ะ

 

          สำหรับท่านที่อ่านแล้วรู้สึกว่างุนงงหรือไม่เข้าใจว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป สามารถบอกกล่าวผู้เขียนได้นะคะ เผื่อผู้เขียนจะได้ปรับปรุงทั้งตนเองและเนื้อเรื่องต่อไปค่ะ

 

          ขอบพระคุณทุกท่านสำหรับคอมเม้นต์ กำลังใจ และการติดตามเสมอค่ะ ผู้เขียนยังพยายามที่จะคลายปมที่ยุ่งเหยิงอยู่เสมอเช่นกันค่ะ TvT

 

          ปล.ว่าแล้วก็ลืมเล่า ขอโน้ตไว้ตรงนี้ว่าวันหน้าจะพยายามให้ได้เขียนถึงที่มาของราชทินนาม “โซ่ว” ของโซ่วอ๋อง และ “ผิงหนาน” ของผิงหนานอ๋องนะคะ ที่จริงความหมายของนามหน้าตำแหน่งอ๋องค่อนข้างสะท้อนตัวตนรวมไปถึงความคาดหวังของพวกเขาและคนที่ไยดีพวกเขาได้มากๆเลยค่ะ อยากเขียนถึงจะแย่แล้วเหมือนกันค่ะ ฮือ TvT

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 200 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #222 Ammyuhi (@Ammyuhi) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2561 / 14:14
    อยากอ่านต่ออีกกกก
    #222
    1
    • #222-1 มัจฉาน้อยฯ(小鱼) (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 32)
      29 สิงหาคม 2561 / 01:50
      ขออนุญาตมาตอบตรงนี้นะค้า >< ดีใจจริงๆค่ะที่ยังติดตามกันเสมอ และขออภัยที่เมื่อวานไม่ได้ลงด้วยนะคะ TvT

      มาลงตอนใหม่และจะพยายามปั่นต่อไปไม่ให้ขาดเนื่องตอบแทนกำลังใจดีๆเสมอนะคะ
      ขอบคุณมากค่า
      #222-1
  2. #220 gameminmin (@gameminmin) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2561 / 22:52
    อยากให้ลงวันละหลายๆตอน เพราะนิยายสนุกมากกกกกกก
    #220
    1
    • #220-1 มัจฉาน้อยฯ(小鱼) (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 32)
      29 สิงหาคม 2561 / 01:48
      ผู้เขียนก็อยากลงแบบยาวๆค่า แต่จนใจที่ไม่ไหวจริงๆ ขอโทษนะคะ
      และขอบคุณมากๆเช่นกันค่า ><
      #220-1
  3. #216 moontakara (@moontakara) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2561 / 16:06
    อาจเพราะเหมือนช่วงแรกสร้างปมไว้เยอะเกินแถมไม่ทิ้งเบาะแสให้รู้ได้ บวกกับมุมมองความมึนของท่านแม่ทัพก็เลยอ่านแล้วงงไม่ค่อยเข้าใจ พอมีความคิดมุมตัวละครอื่นเข้ามาเลยแบบ อ๋อแบบนี้นี่เอง เป็นนิยายที่ต้องมโนขั้นสุดบวกจินตนาการเก็บรายละเอียดถึงเก็ต แต่ก็สนุกดีค่ะ
    #216
    2
    • #216-1 มัจฉาน้อยฯ(小鱼) (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 32)
      29 สิงหาคม 2561 / 01:47
      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์มากๆนะคะ ผู้เขียนยังฝีมืออ่อนด้อย จับจังหวะต่างๆได้ไม่ลงตัวเท่าไร เลยต้องรบกวนนักอ่านทุกท่านจริงๆ ขอบคุณอีกทีมากๆนะคะ ><
      #216-1
  4. #215 Around_Me (@Around_Me) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2561 / 09:00

    อ่านแล้วเข้าใจค่ะ สงสัยเป็นพวกซับซ้อน แต่ก็ไม่ใช่นะคะ =.=

    #215
    1
    • #215-1 มัจฉาน้อยฯ(小鱼) (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 32)
      29 สิงหาคม 2561 / 01:46
      ยินดีที่มีผู้เข้าใจค่า TvT ขอบคุณมากนะคะ
      จริงๆก็ไม่ซับซ้อนนะคะ แค่...คนละมุมกันเลยมากว่า(???)
      #215-1
  5. #214 luckymolly (@mourine0114) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2561 / 08:05
    บรรยายได้เห็นภาพชัดเจนดีค่ะ แต่ลงรายละเอียดมากเกินไปหน่อย ทำให้เดินเรื่องช้าค่ะ
    #214
    1
  6. #213 Maliboo22 (@Maliboo22) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2561 / 07:34

    โอ้ยย สนุกเว้อวังอะไรเช่นนี้
    #213
    1
  7. #212 STI .45 (@gval) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2561 / 05:43

    รอค่ะ สนุกมาก
    #212
    1