云乱 - กลียุคแห่งแคว้นอวิ๋น

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 81,059 Views

  • 654 Comments

  • 2,101 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    254

    Overall
    81,059

ตอนที่ 26 : บทที่ ๙ อาญายามทำผิดล้วนเท่าเทียม กระดานซักผ้ารอท่านอยู่ (หลัง) (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3432
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 189 ครั้ง
    21 ส.ค. 61

          บทที่ ๙ อาญายามทำผิดล้วนเท่าเทียม กระดานซักผ้ารอท่านอยู่ (หลัง)

 

          อวี๋เฟิงได้ยินดังนั้นกลับไม่มีทีท่าแปลกใจแม้แต่น้อย มือหนึ่งวางชามโจ๊ก อีกมือหยิบตะเกียบคีบผักเข้าปากเคี้ยวช้าๆอีกสองสามคำ ในที่สุดก็เกิดพุทธิปัญญาขึ้นสักที ว่าจูมามาตื่นตระหนกอันใด

 

          ดูท่าสำหรับคนในจวนเจ้ากรมอาญาแห่งนี้ การมาเยือนของโซ่วอ๋องกับสุขภาพของหลี่เฟิงเอ๋อร์คงเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก คราวก่อนที่อวี๋เฟิงจะฟื้นขึ้นมาแล้วหลี่เฟิงเอ๋อร์ล้มเจ็บใช่ และครั้งนี้นางอาการแย่ลงในวันที่โซ่วอ๋องจะมาเยือนอีกก็คงใช่เช่นกัน

 

          อวี๋เฟิงสงสารโซ่วอ๋องขึ้นมาเล็กน้อย เพราะที่จริงแล้วเจ้าเด็กที่หน้าเหมือนเยวี่ยปิ่งผู้นั้นไม่ได้สร้างผลกระทบใดๆกับนางทั้งสิ้น ถ้าจะบอกว่าตนเองได้รับความกระทบกระเทือนใจแล้วสมควรมีผู้รับผิดชอบ บัญชีหนี้นี้ไปเก็บที่เจ้าบัดซบเสี่ยวซู่จื่อยังเหมาะกว่าอีก

 

          แต่แรกท่านแม่ทัพเพียงคิดดังนี้ ทว่าหลังจากจูมามาป้ายน้ำตาตนเองจากไป จากนั้นใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ทั้งนายหญิงแห่งจวนเจ้ากรมอาญาและน้องสาวของหลี่เฟิงเอ๋อร์ทยอยโผล่กันเข้ามาพร้อมขบวนยาวเหยียด อวี๋เฟิงก็ตระหนักว่าตนเองคิดผิดไปอย่างมาก

 

          ที่แท้แขกไม่ทันมาเยือน เจ้าเรือนกลับมาเสียก่อน ทั้งไม่ได้มาเพียงลำพัง ยังขนเอาสารพัดไพร่พลเตรียมพร้อมลั่นกลองรบมาเสียด้วย !

 

          อวี๋เฟิงมองแม่เลี้ยงของหลี่เฟิงเอ๋อร์ที่ใบหน้าอมทุกข์แต่ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงประหนึ่งเพชฆาตแห่งกองทัพก้าวมาหานาง ตามมาด้วยหลี่หลันอวี่และหลี่ทิงเสวี่ย ทั้งเหล่าหญิงสาวตามหลังที่หอบข้าวของมากองใหญ่ พลันรู้สึกเหงื่อแตกพลั่ก หวั่นหวาดยิ่งกว่าจะควบม้าลงสู่สมรภูมิ

 

          สัญชาตญาณก็สั่งให้ท่านแม่ทัพเตรียมหนีไปให้เร็วที่สุด หากนั่นจะเป็นไปได้อย่างไร

 

          “เจ้าวางใจเถอะ เฟิงเอ๋อร์ แม้บิดาเจ้าจะไม่อยู่ ทว่าอย่างไรก็เตรียมการไว้แล้ว ทั้งหลันอวี่ย่อมจะติดตามไปกับเจ้า....”

 

          อวี๋เฟิงได้ยินวาจาเหล่านั้น ทว่าดวงตากลับหรี่ลง มองจ้องหีบที่บัดนี้ถูกนำมาจัดวางและเห็นชัดๆว่าเป็นกล่องแป้งผัดหน้า ชาดทาปาก ทั้งยังมีเครื่องประดับอีกหลายอย่างแล้วอยากส่ายหน้า

 

          ไม่ นางไม่วางใจสักนิด ! อย่าได้เอาของที่ดูอย่างไรก็เป็นเครื่องมือลงทัณฑ์เหล่านั้นมาใกล้นาง !

 

          แน่นอนว่าท่านแม่ทัพไม่ได้เอ่ยออกมาตรงๆ ทั้งไม่อาจทำอันใดได้อีกด้วย นางได้แต่เบิ่งตากว้างปล่อยให้แม่เลี้ยงของหลี่เฟิงเอ๋อร์ออกคำสั่งกับสาวใช้ทั้งหลายให้เตรียมน้ำอุ่นและน้ำมันประทินโฉมหลี่เฟิงเอ๋อร์ จากนั้นตัวนางเองเป็นผู้ที่ค่อยๆหยิบหวีสลักอันงามออกมา ทอดถอนใจไปพลาง หวีเส้นผมยาวสยายนั้นไปพลาง

 

          .....นี่คงไม่ใช่การหวีผมก่อนส่งเจ้าสาวไปกับขบวนหรอกกระมัง.... อวี๋เฟิงคิดในใจอย่างแตกตื่นเล็กน้อย เพราะธรรมเนียมโบราณที่ทุกแคว้นมีร่วมกันอย่างหนึ่งคือประเพณีแต่งงานที่มักจะให้มารดาฝ่ายหญิงหวีผมและทอดถอนใจหรือร้องไห้ไปพลาง เป็นการบอกกล่าวถึงความรักและความผูกพันของมารดาต่อบุตรี

 

          ทว่าอวี๋เฟิงก็ทราบดี ว่านี่เป็นเพียงความคิดเพ้อเจ้อไร้สาระของนางเท่านั้น ไม่มีทางเป็นไปได้

 

          “พี่วางใจเถอะ” หลี่หลันอวี่ปรากฎตัวเบื้องหน้าอวี๋เฟิง กล่าววาจาที่ราวกับลอกมารดาตนเองมา “ข้าจะไปกับพี่ด้วย โซ่วอ๋องย่อมไม่อาจคร่าตัวพี่ไปโดยไม่คืนบ้านเราได้แน่”

 

          “.........หมายความว่ากระไร” อวี๋เฟิงรู้สึกว่าควรจะต้องเอ่ยปากถามในที่สุด แต่สายตามองตรงไปยังหลี่ทิงเสวี่ยที่มีสีหน้ายุ่งยากใจอยู่อีกทาง

 

          “เจ้าอย่าได้กังวลเฟิงเอ๋อร์ ไม่ต้องกลัว” นายหญิงแห่งจวนเจ้ากรมอาญาปลอบจากด้านหลังซ้ำ

 

          “พี่อย่าคิดมาก ข้ารับมือได้” หลี่หลันอวี่เน้นย้ำ แต่มือที่จับชายกระโปรงกำแน่นอย่างตื่นเต้น

 

          อวี๋เฟิงปล่อยให้สาวใช้ประคองนางผลัดผ้า หากสองตายังจับจ้องหลี่ทิงเสวี่ย ก่อนเสียเสียงเบาหากเฉียบขาด

 

          “เจ้าพูด”

 

          ที่จริงน้ำเสียงของหลี่เฟิงเอ๋อร์เทียบกับอวี๋เฟิง ฟังให้ตายอย่างไรก็ไม่มีทางแข็งกร้าวข่มขวัญผู้คนจนเข่าอ่อนได้ แต่ต่อให้เป็นแมวที่เชื่องที่สุด ถูกคนตบศีรษะเกาคางให้เป็นประจำ ยามวันหนึ่งกางเล็บขู่ฟ่อยังทำให้ผู้คนตะลึงได้ สำมะหาอะไรกับหลี่เฟิงเอ๋อร์ที่ไม่เคยใช้น้ำเสียงเช่นนี้ เมื่อคำสั้นๆเพียงสองคำหลุดออกจากปากนาง กลับทำให้ผู้คนชะงักงันไป

 

          หลี่ทิงเสวี่ยทอดถอนใจยืดยาวหนึ่งที สุดท้ายค่อยตอบอย่างไม่มีทางเลือก

 

          “โซ่วอ๋องที่มาวันนี้ไม่เพียงมาเยี่ยมพี่ แต่ลือกันว่ายังถือราชโองการอีกฉบับ สำหรับพาพี่ไปเยือนจวนอาคันตุกะแคว้นฉางหมิง เพราะในขบวนร่ำลือกันว่ามีหมอฝีมือเยี่ยมท่านหนึ่งที่น่าจะรักษาอาการพี่ได้”

 

          ราชโองการอีกแล้ว ตกลงราชโองการแคว้นอวิ๋นยามนี้มีประโยชน์อันใดบ้างกันแน่ หรือตอนนี้มันหาได้ง่ายกว่าเรื่องเล่าของบัณฑิตตกยากที่โรงน้ำชาไปแล้วอย่างนั้นหรือ !

 

          อวี๋เฟิงกัดฟันกรอดยามได้ยินคำพูดนั้น ทว่าก็ยังฟังคำหลี่ทิงเสวี่ยที่กล่าวต่อ

 

          “แน่นอนว่าพวกเรายังไม่มีใครได้เห็นราชโองการ ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ แต่เรื่องที่ขบวนอาคันตุกะของแคว้นฉางหมิงมีแพทย์ฝีมือล้ำเลิศท่านหนึ่งกลับเป็นเรื่องจริง”

 

          “พอแล้ว” หลี่หลันอวี่ขัดขึ้น ใบหน้างดงามบึ้งตึง “เจ้าจะรู้อะไร วันๆเอาแต่ฟังข่าวลือเหลวไหลไร้สาระ เจ้าคิดว่าแพทย์แคว้นอวิ๋นเราที่เชิญมาตรวจพี่สามฝีมือด้อยกว่าแพทย์ของแคว้นฉางหมิงอย่างนั้นหรือ”

 

          “ข้ารู้ก็แล้วกัน” หลี่ทิงเสวี่ยโต้กลับ น้ำเสียงเริ่มเจือแววรำคาญเล็กน้อยอย่างไม่คิดปิดบังอีก “อย่างน้อยข้าก็รู้มากกว่าที่เจ้าคิดว่าตัวเองรู้นัก เหอะ เหอะ....”

 

          “หยุดทั้งคู่ !” นายหญิงแห่งจวนสกุลหลี่ส่งเสียงตวาดมาจากด้านหลังของอวี๋เฟิง ใบหน้าที่งดงามแม้ไม่ใช่ดรุณีน้อยยามนี้เปี่ยมความคับแค้นจนน้ำตาคลอ “พวกเจ้ามาพูดกันเช่นนี้ ใช่อยากให้เฟิงเอ๋อร์ตกใจจนล้มไปอีกใช่หรือไม่ เจ้าคิดว่าวาจาเช่นนี้มีประโยชน์กับพี่สาวพวกเจ้านักหรือ !

 

          แม้อวี๋เฟิงจะลืมตาตื่นมาเป็นหลี่เฟิงเอ๋อร์ได้ม่นาน แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมานับเดือน นอกจากท่าทางร่ำไห้น้ำตาท่วมหลี่เฟิงเอ๋อร์แล้ว นางยังไม่เคยเห็นแม่เลี้ยงของหลี่เฟิงเอ๋อร์ผู้นี้เกรี้ยวกราดเช่นนี้สักครั้ง ถือว่าการทุ่มเถียงกันระหว่างหลี่ทิงเสวี่ยและหลี่หลันอวี่ ช่วยทำให้นางเปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง

 

          บุตรีของเจ้ากรมอาญาหลี่ต่างนิ่งเงียบไปทั้งคู่ เห็นได้ชัดว่าเกรงใจคนออกปาก ทว่าอวี๋เฟิงยิ่งคิดไปพลางถูกจับแต่งตัวไปพลางกลับยิ่งเต็มไปด้วยความสงสัย

 

          ตั้งแต่สมัยก่อน จะศิษย์น้องสามที่สำนักวิชา เจ้ารองแม่ทัพในกองทัพ หรือลูกพี่ลูกน้องของนาง ทุกคนล้วนฉลาดกว่าอวี๋เฟิงทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อมาเจอเสี่ยวซู่จื่อ อวี๋เฟิงที่รู้จักตัวเองดีจึงยอมรับได้ไม่ยากว่านางฉลาดน้อยกว่าพวกมัน

 

          แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอวี๋เฟิงโง่เง่าเหมือนที่บิดาของนางชอบด่า ที่จริงถึงแม้ยังไม่เข้าใจทุกอย่าง แต่อวี๋เฟิงกลับพบว่าแค่ละครไม่กี่ฉากในไม่กี่วันที่ผ่านมา นางก็พบอะไรหลายๆอย่างแล้ว

 

          เช่นการที่หลี่ทิงเสวี่ยเป็นผู้ฝึกยุทธ์ หนำซ้ำยังมีฝีมือเก่งกาจ ทว่าหลี่หลันอวี่น่าจะไม่เคยทราบเรื่องพวกนี้

 

          หรืออีกเรื่องที่ทำให้อวี๋เฟิงสงสัยอย่างที่สุด....อย่างเรื่องของมารดาเลี้ยงของหลี่เฟิงเอ๋อร์ หรือซูซิ่ง

 

          ซูซิ่งรักหลี่เฟิงเอ๋อร์อย่างมาก และอยากให้หลี่เฟิงเอ๋อร์มีชีวิตอยู่ต่อไปมากกว่า

 

          อวี๋เฟิงสัมผัสถึงความรู้สึกนี้ได้ เมื่ออีกฝ่ายหวีผมให้นาง...นั่นทำให้นางนึกถึงในวัยเยาว์ที่มารดาของท่านแม่ทัพยังพอจะจับตัวนางนั่งตักให้อยู่นิ่งๆสักครู่ได้ มารดาก็จะค่อยๆแก้ปมผมที่พันกันของนางอย่างช้าๆและอ่อนโยนเช่นนี้

 

          มีแต่มารดาที่รักบุตรอย่างยิ่งเท่านั้น จึงจะอดทนค่อยๆสางผมของลูกที่ตนเองรักมากโดยมิให้ระคายหนังศีรษะแม้แต่น้อยเช่นนี้

 

          และมีแต่ความรู้สึกที่อยากให้นางมีชีวิตต่อไปอย่างแรงกล้าเท่านั้น อีกฝ่ายจึงยอมคว้าฟางแห่งความหวังเอาไว้ ว่าอาจจะมีหนทางรักษาหลี่เฟิงเอ๋อร์ได้

 

          แต่มันจะคุ้มค่าถึงขนาดยอมรับความเสี่ยงที่โซ่วอ๋องจะข่มขวัญหลี่เฟิงเอ๋อร์จนอาการทรุดหนักลงเชียวหรือ ?

 

          อวี๋เฟิงใช้ความคิดวุ่นวายไปมาอย่างหาได้ยากยิ่ง ความสงสัยนี้ทำให้แม้นางจะต้องนั่งเกี้ยวเล็กๆจากเรือนไปยังห้องโถงกลางของสกุลหลี่ เพราะมารดาเลี้ยงเกรงว่านางจะเหนื่อยเกินไป อวี๋เฟิงยังคร้านจะบ่น จนกระทั่งถูกประคองมาให้นั่งรอในห้องโถง มีหลี่ทิงเสวี่ยทรุดกายนั่งเป็นเพื่อน ขณะที่ผู้อื่นกำลังวุ่นวาย อวี๋เฟิงจึงตัดสินใจเลิกคิด

 

          “ทำไมแม่เลี้ยงของพวกเราดีกับหลี่เฟิงเอ๋อร์ขนาดนี้” นางตัดสินใจถามอีกฝ่ายตรงๆ

 

          หลี่ทิงเสวี่ยเพิ่งจะนั่งลงจิบชาไปได้หนึ่งคำเกือบติดคอ มองใบหน้าที่ดูอย่างไรก็เป็นพี่สาม แต่คำถามกลับไม่ใช่พี่สามสักนิดแล้วได้แต่ส่ายหน้า

 

          “พี่จำไม่ได้จริงๆหรือ”

 

          “ข้าไม่รู้จริงๆต่างหาก” อวี๋เฟิงตอบให้ “นางอดทนหวีผมให้ข้าขนาดนั้น แต่กลับยอมปล่อยให้ข้าออกไปกับขบวนโซ่วอ๋องที่จะมา ดูจากสีหน้าจูมามาแค่ข้าฟื้นมาทันรับโซ่วอ๋องก็ทำอย่างกับฟ้าจะถล่มแล้ว นางรักหลี่เฟิงเอ๋อร์ขนาดนั้น จะยอมปล่อยไปได้...หรือข้าเข้าใจผิด ?”

 

          “.....พี่เข้าใจถูกที่สุด” หลังจากตั้งสติกลับคืนมาได้แล้ว หลี่ทิงเสวี่ยค่อยๆตอบอย่างระมัดระวัง “นายหญิงซูรักพี่มากที่สุด ดังนั้นนางถึงยอมแม้แต่จะส่งเจ้าสี่ไปกับพี่อย่างไรเล่า”

 

          “หลี่หลันอวี่น่ะหรือ ?” อวี๋เฟิงเลิกคิ้ว “เจ้าหมายความว่านางให้หลี่หลันอวี่ไปกับข้า แล้วก็เลยมั่นใจว่าข้าน่าจะรอดกลับมาได้ ?”

 

          หลี่ทิงเสวี่ยนิ่งคิดไปเล็กน้อย เห็นอีกฝ่ายไม่ได้คาดคั้นนาง เพียงแต่หยิบขนมที่สาวใช้นำมาวางใส่ปากอย่างสบายอารมณ์ ก็ได้แต่ตัดสินใจลองเสี่ยงดูสักครั้ง

 

          “ข้าจะเล่าให้พี่ฟังตั้งแต่ต้น” นางว่า “ราชโองการสมรสของพี่มีที่มาจากหลายสาเหตุ หลักๆที่คนด้านนอกคิดกันก็คือเพราะว่าท่านพ่อขัดแย้งกับฝ่าบาทมาหลายเรื่อง พระองค์จึงบันดาลโทสะ ประกอบกับคนข้างนอกมักลือกันบ่อยครั้งว่าโซ่วอ๋องมี....รสนิยมที่วิปริตอยู่บ้าง เพราะสตรีที่ออกมาจากห้องของท่านอ๋องมักมีทีท่าแตกตื่นหวาดกลัว....”

 

          กล่าวมาถึงตรงนี้ หลี่ทิงเสวี่ยลอบพินิจดู ไม่เห็นอีกฝ่ายจะมีท่าทางเขินอาย หรือแม้แต่ความเร็วในการหยิบขนมยังไม่มีตกสักนิด นางค่อยเล่าต่อ

 

          “ที่จริงทุกวันนี้ท่านพ่อก็ยังไม่รู้ว่า....เป็นใครกันแน่ที่ออกความคิด แต่สุดท้ายราชโองการก็ออกมาให้พี่กับโซ่วอ๋องวิวาห์กันเดือนหกปีหน้าอยู่ดี....ท่านพ่อตกใจมาก แต่ที่ตกใจกว่าคือโซ่วอ๋องที่ใครๆก็คิดว่าจะปฎิเสธกลับยอมรับเอาง่ายๆ ทั้งยังมาถึงเรือนเราบอกว่าจะสร้างสัมพันธ์อันดีกับพี่อีกด้วย กลายเป็นว่าสุดท้ายโซ่วอ๋องได้พบกับพี่ กลับทำให้พี่ตกใจจนอาการแย่ลงไปแทน”

 

          เล่ามาถึงตรงนี้หลี่ทิงเสวี่ยก็อยากถอนหายใจบ้าง อวี๋เฟิงจึงยื่นขนมให้อีกฝ่ายเป็นเชิงปลอบใจ แต่ปากกลับถาม

 

          “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่ข้าไปกับโซ่วอ๋องแล้วต้องพาหลี่หลันอวี่ไปด้วย ?”

 

          “ย่อมต้องเกี่ยวเพราะข่าวลือนั่น” หลี่ทิงเสวี่ยแทะขนมไปพลางกล่าวอุบอิบไปพลาง จนอวี๋เฟิงต้องตะแคงหูไปใกล้ๆ “ในข่าวลือพวกนั้นบอกว่าโซ่วอ๋องชื่นชอบทรมานหญิงงาม ดังนั้นพวกท่านพ่อและท่านพี่จึงจะจัดสาวใช้รูปโฉมงดงามไปกับพี่ และยังให้เจ้าสี่ไปด้วยอย่างไรเล่า...”

 

          อวี๋เฟิงพยักหน้า ซดน้ำชาล้างปาก ค่อยสรุป

 

          “เจ้าจะบอกว่าแม่เลี้ยงของพวกเรายอมเอาลูกสาวตัวเองเข้าสังเวย เพื่อให้หลี่เฟิงเอ๋อร์รอดพ้นจากเงื้อมมือมารของโซ่วอ๋องงั้นสิ” อวี๋เฟิงแค่นเสียงหึในลำคอ “เจ้าไปติดนิสัยจอมหลอกลวงของเจ้าเสี่ยวซู่จื่อนั่นมาแล้วหรือ ?”

 

          “ข้าไม่ได้ปดพี่สักคำเดียว” หลี่ทิงเสวี่ยทักท้วง ทว่าน้ำเสียงออดอ่อย....ถูกนำไปเปรียบเทียบกับเจ้าถังซู่นั่น นางรับไม่ได้จริงๆ !

 

          “เจ้าเล่าแต่ข่าวลือทั้งนั้น” อวี๋เฟิงชี้ช่องโหว่ “ที่สำคัญ เจ้าก็ฝึกเคล็ดวิชาที่คล้ายกับมัน....กับโซ่วอ๋องผู้นั้น ทั้งเก่งกาจออกปานนี้ ไม่รู้หรือว่าพลังยุทธ์ในตัวของมันเสียสมดุลอยู่ หากได้ร่วมคู่กับหลี่เฟิงเอ๋อร์ อาจพอมีทางควบคุมได้บ้างกระมัง”

 

          ขนมที่ยังกินไม่หมดเกือบร่วงหล่นจากมือหลี่ทิงเสวี่ย นางเบิกตาโพลงมองอวี๋เฟิงราวกับเพิ่งเห็นภูตผีเป็นครั้งแรก อ้าปากตะกุกตะกัก

 

          “เจ้ารู้อยู่แล้วงั้นสิ ?”

 

          ทว่าคำถามนั้นไม่ได้ออกมาจากปากหลี่ทิงเสวี่ย แต่กลับมาจากอีกฟากด้านของอวี๋เฟิงที่เดิมทีเป็นเก้าอี้ว่าง ยามนี้กลับปรากฏเงาร่างที่ดูเหมือนภูตผียิ่งกว่าผู้ที่มาจากอดีตหลายสิบปีก่อนอย่างนางเสียอีก

 

          อวี๋เฟิงมองใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ดูบึ้งตึงอย่างมาก กับนัยน์ตาที่บัดนี้ฉายความไม่สบอารมณ์อย่างชัดเจน อดอุทานออกมาไม่ได้

 

          “มารดามันเถอะ ! เจ้าโผล่มาได้อย่างไร เสี่ยวซู่จื่อ”

 

          ถูกแล้ว คำถามที่เอ่ยถาม ทั้งเงาร่างที่อยู่ๆปรากฏคือเสี่ยวซู่จื่อผู้นั้น !

 

          แต่วันนี้มันคล้ายเปลี่ยนแปลงไปจากที่อวี๋เฟิงเห็นอีกครั้ง ใบหน้าของมันแลดูได้รูปกว่าขันทีน้อย ทว่าก็ยังมิใช่บุรุษฉกรรจ์ที่เปี่ยมเสน่ห์ดั่งในราตรี คลับคล้ายว่าจะอยู่กึ่งกลางระหว่างทั้งสองแบบ แต่เสริมเติมแต่งด้วยท่วงท่าเอาแต่ใจราวเป็นคุณชายน้อยของที่ไหนสักแห่ง ซึ่งหากมิได้เพ่งพินิจและเฉลียวใจอยู่ก่อน ย่อมไม่มีทางเทียบเคียงมันกับขันทีน้อยและบุรุษผู้นั้นได้

 

          มันในยามนี้มองอย่างไรก็น่าจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบสี่สิบห้าปี ไม่มีทางเป็นบุรุษฉกรรจ์เมื่อคืน........

 

          ไวเท่าความคิด อวี๋เฟิงเอื้อมมือไปวางบนหน้าอกของมันอย่างใคร่รู้

 

          เสี่ยวซู่จื่อตัวแข็งทื่อเล็กน้อย ส่วนหลี่ทิงเสวี่ยตัวแข็งยิ่งกว่า อ้าปากกว้างขนาดจะยัดขนมเข้าไปได้ทั้งชิ้น มองพี่สาวตนเองอย่างทำอะไรไม่ถูก

 

          ผิดกับคนถูกลูบ ที่หลังจากเกร็งร่างกายขึ้นเล็กน้อย มันก็เอนกายลงบนเก้าอี้ ปรือตาลงคล้ายจะเคลิบเคลิ้ม

 

          “อ๋อ ที่แท้เจ้ายังไม่ได้สำเร็จถึงขั้นเปลี่ยนเอ็นยืดกระดูกได้ ข้าเข้าใจผิดไปเอง” อวี๋เฟิงที่ลูบจนพอใจแล้วชักมือกลับ

 

          คุณชายน้อยท่านนั้นพลันหรี่ตามองนางอย่างอันตราย

 

          “เจ้าลูบข้าเพราะอย่างนี้หรือ”

 

          “หรือเจ้าคิดว่าข้าลูบเพราะชอบ” อวี๋เฟิงกลับไปหยิบขนมกินต่อ “อกที่กว้างกว่าแน่นกว่าของเจ้า ข้าไม่เพียงเคยลูบมาแล้ว ยังเคยทุบให้ยุบอีกด้วย จะมาสนใจอะไรกับของเจ้ากัน”

 

          ได้ฟังดังนั้น เสี่ยวซู่จื่อกลับไม่โกรธสักนิด มันเปลี่ยนอิริยาบถเป็นเท้าคาง มองมาที่นางพร้อมรอยยิ้มอย่างสนอกสนใจพลางถาม

 

          “เจ้าทำได้ถึงเพียงนั้น ?”

 

          “เจ้าเต็มใจจะรอหรือไม่เล่า” อวี๋เฟิงหันมาตอบอย่างจริงจัง “ตอนนี้ข้ายังทำไม่ได้ แต่ข้าจะยินดีมาก ที่เมื่อข้าทำได้อีกครั้งแล้ว เจ้าจะยอมให้เกียรติมาเป็นเป้าให้ข้าลองสักหน่อย ข้าขอให้สัญญาว่าไม่เพียงจะทุบหน้าอกเจ้าให้ยุบ แม้แต่กระดูกของเจ้าก็จะให้หักไม่น้อยกว่าสิบท่อนเด็ดขาด”

 

          เทียบกับการยันเจ้าเยวี่ยปิ่งสมัยก่อนตกเขา นี่อาจรุนแรงกว่าบ้าง แต่แน่นอนว่าไม่ได้รุนแรงไปกว่าที่นางทำกับเจ้ารองแม่ทัพเมื่อคราวทะเลาะกันในศึกเมืองหนิงเล่ยคราวนั้นแน่นอน

 

           เด็กหนุ่มผู้มีเค้าลางของคมคายเปี่ยมเสน่ห์บุรุษ ประกอบกับความใสซื่อของขันทีน้อยยิ้มกว้างให้นาง รอยยิ้มของมันยังนับว่าเจิดจ้ากว่าของเสี่ยวซู่จื่อจนอวี๋เฟิงเกือบตาพร่าไปจริงๆ

 

          “ข้าไม่เต็มใจรอ” แต่เห็นได้ชัดว่าสันดานการเอ่ยคำของมันไม่ได้เปลี่ยนไปนัก “ทว่าข้าเต็มใจให้เจ้ากระทำได้เร็วขึ้น ในเมื่อเจ้ารู้เรื่องอาการของโซ่วอ๋อง อาการของตนเองก็น่าจะเข้าใจได้กระมัง ?”

 

          อวี๋เฟิงกัดขนมกร้วม ไม่ตอบคำ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ

 

          เสี่ยวซู่จื่อก็ไม่คาดคั้นนาง เพียงเอ่ยต่อ

 

          “อย่างนั้นไม่สู้เจ้าคิดแบบนี้เล่า ถ้าหากจะต้องให้หลิวเสวียนเจียงช่วยแก้อาการของเจ้า ไม่สู้เป็นคู่กับข้าจะดีกว่าหรอกหรือ เพราะสิ่งที่เจ้านั่นทำได้...ข้าก็ทำได้เช่นกัน”

 

          “ถังซู่ !” หลี่ทิงเสวี่ยทนไม่ไหวเอ็ดเสียงออกมา

 

          เดิมทีนางเพียงนั่งฟังอยู่เงียบๆ ด้วยไม่รู้จะเริ่มค้านตรงไหน ในใจประหวัดคิดถึงที่หลี่หลันอวี่ชอบด่านางว่าเป็นคนหน้าหนาแล้วนางยิ้มรับนั้นผิดมหันต์ เพราะถ้าหากนางหน้าหนา ไม่ทราบสองคนเบื้องหน้านางที่ลูบคลำกันต่อหน้าต่อตาผู้อื่น ทั้งยังสนทนาต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นคู่นี้จะเรียกว่าอะไรได้

 

          ชั่วพริบตานั้น หลี่ทิงเสวี่ยนึกสงสัยเป็นครั้งแรก ว่านี่อาจจะไม่ใช่พี่สามของนางจริงๆ

 

          แต่ความสงสัยเพียงสะเก็ดเล็กๆนั่นไม่ได้ทำให้นางลืมความจริงข้อหนึ่งไป นางจึงหันไปหาเจ้าคนที่เพิ่งปรากฎกายนั่น

 

          “โซ่วอ๋องกำลังจะมาเยือน เจ้าจะเสนอหน้าอยู่ที่นี่หรือ”

 

          แม้นางจะรู้ในพริบตาที่มันปรากฏตัว ว่าสาวใช้และคนอื่นๆย่อมไม่มีใครกรายเข้ามาที่นี่ได้อีก แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้น

 

          หากเสี่ยวซู่จื่อกลับตอบอย่างง่ายๆหนึ่งคำ “ใช่”

 

          พร้อมคำตอบนั้น เสียงพูดคุยของผู้คนก็เข้ามาใกล้ทุกขณะ พร้อมกับที่บ่าวไพร่ที่ก่อนนี้คล้ายหายตัวไปราวกับเป็นอากาศธาตุค่อยๆวิ่งโครมครามไปมาอีกครั้ง

 

          อวี๋เฟิงจิบน้ำชา มองเด็กหนุ่มด้านข้างที่รินน้ำชาให้ตนเองเช่นกันแล้วไม่อาจไม่ยอมรับว่านี่ก็เป็นฝีมืออันล้ำเลิศแบบหนึ่ง

 

          นางจำได้ว่าเคยมีผงสกัดจากดอกไม้และพืชบางอย่าง เมื่อจุดมาวางไว้ที่ใดจะทำให้ผู้คนที่ได้กลิ่นนั้นรู้สึกคลื่นไส้หรือตะครั่นตะครอ พาให้อยากหลีกเลี่ยงจากสถานที่ที่มีกลิ่นนี้อยู่ ทำให้มีพวกหัวขโมยหรือโจรบางกลุ่มใช้มันกับยามเฝ้าทรัพย์สมบัติบางแห่ง

 

          แต่ต่อมามีผู้พบว่าวิธีแก้อาการนี้ง่ายดายอย่างยิ่ง ผงอันนี้จึงค่อยๆสูญหายไป อย่างดีก็เป็นของที่ไว้ใช้แกล้งกันเล่นของเด็กๆที่ฝึกยุทธ์เท่านั้น

 

          เห็นได้ชัดว่ากับคนที่รู้จักใช้ให้มันมีประโยชน์มากกว่าการแกล้งกัน อวี๋เฟิงรำพึงในใจ ในเวลาเดียวกันกับที่แขกผู้มีเกียรติเดินเข้าประตูมา และชะงักงัน

 

          ก่อนถามอย่างเคร่งเครียด

 

          “ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่” แน่นอนว่าคำถามนั้นมิได้ถามหลี่เฟิงเอ๋อร์และหลี่ทิงเสวี่ย “ไม่ใช่เจ้าต้องคอยช่วยเหลือท่านอาจารย์ของเจ้าที่คณะอาคันตุกะหรอกหรือ ซู่เซียนเซิง*”

 

*เซียนเซิง เป็นคำเรียกอย่างให้เกียรติบุรุษ

(โปรดติดตามต่อตอนถัดไป)

 

          กลับมาลงในเวลาดึกๆดื่นๆ ขออภัยทุกท่านที่รอตั้งแต่ตอนกลางวันด้วยนะคะ OTL (มีหรือเปล่านะ... TvT)

 

          ตอนนี้ผู้เขียนได้เขียนยาวขึ้นมานิดหนึ่ง เพราะเขียนเพลินค่ะ ในที่สุดท่านแม่ทัพก็พูดยาวๆได้โดยไม่ค่อยเหนื่อยแล้ว มีความสุขจังค่ะ TvT

 

          ที่จริงก็มีความกังวลตามประสานผู้เขียนจอมจิตตกอยู่ดีค่ะ ว่าตอนต้นเยิ่นเย้อไปไหม คนอ่านจะรู้สึกว่าใส่มาทำไมข้ามๆไปก็ได้หรือเปล่า จริงๆผู้เขียนก็แอบอยากพยายามตัดค่ะ แต่สุดท้ายก็เหลือไว้ ให้เชื่อมไปถึงด้านหน้าๆเอา

 

          ส่วนในตอนท้าย อย่างที่มักจะบอกว่าผู้เขียนวางเส้นโครงเรื่องคร่าวๆไว้ แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดเยอะนัก เหตุการณ์นี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่ถูกปรับจากที่คิดไว้ตอนแรกอยู่บ้างจริงๆค่ะ โดยเฉพาะการปรากฎกายของใครคนนั้นตอนท้ายตอน...

 

          ไม่รู้ว่าบอกผู้อ่านไปจะเสียอรรถรสหรือไม่ แต่มาถึงจุดนี้เพื่อหลายท่านที่ติดตามมา ผู้เขียนขอกล่าวสักครั้งค่ะ

          อย่าไปเชื่ออะไรเสี่ยวซู่จื่อค่ะ

 

          ที่จริงตอนเขียนพวกเขาทุกคน ผู้เขียนมักจะรู้สึกว่า ทำไมพวกเจ้าไม่พูดความจริงตรงไปตรงมากันบ้าง TvT แต่สุดท้ายถ้าย้อนถามกลับมาว่าอยู่ๆเราจะบอกเล่าเรื่องของเราแบบไม่โกหก ไม่ปนอคติ เป็นความจริงที่เกิดขึ้นเลย ก็เห็นทีจะไม่ใช่ จึงออกมาเป็นเหตุการณ์แบบนี้แหละค่ะ

 

          ดังนั้นไม่ใช่แค่เสี่ยวซู่จื่อ อย่าไปเชื่อใครเลยดีที่สุดค่ะ (....)

 

          ท่านแม่ทัพก็เชื่อไม่ได้ ? ก็ไม่เชิงค่ะ ท่านแม่ทัพแค่เบื่อที่จะมองความคิดของพวกนี้ไปแล้วเป็นบางขณะเองค่ะ (....ท่านแม่ทัพคะ....)

 

          เอาเป็นว่าถ้าผู้อ่านทุกท่านยังรู้สึกสนุกกับเรื่องนี้ได้ ผู้เขียนจะยินดีมากๆค่ะ และหากมีตรงไหนที่น่าเบื่อ งุนงง หรือเป็นเหตุให้ท่านอยากเลิกอ่าน จะทิ้งคอมเม้นต์ไว้สักนิด ผู้เขียนก็ยินดีนะคะ TvT

 

          ขอบคุณทุกท่านที่มอบคอมเม้นต์ดีๆ กำลังใจรวมถึงการติดตามด้วยนะคะ

          ผู้เขียนจะพยายามต่อไปค่ะ !

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 189 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #164 DayGood (@DayGood) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 23:09

    ติดตามมมมมมมม
    #164
    1
    • #164-1 (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 26)
      22 สิงหาคม 2561 / 00:52
      มาส่งตอนใหม่แล้วค่า ขออภัยที่มาช้านะคะ TvT
      ขอบคุณที่คอยติดตามอยู่เสมอด้วยค่ะ
      #164-1
  2. #163 _jh408 (@ppciiz) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 12:46
    รอท่านแม่ทัพทุบจนกระดูกหัก/ลับมีดรอ
    #163
    1
    • #163-1 (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 26)
      22 สิงหาคม 2561 / 00:52
      ใจเย็นก่อนค่าาาาา มองเสี่ยวซู่จื่อ ไม่สิ ตอนนี้เป็นซู่เซียนเซิง คุณชายน้อยจอมเอาแต่ใจแล้ว ทำลงเหรอคะ !
      /ถ้าทำลง คุณคือผุ้ร่วมอุดมการณ์ท่านแม่ทัพค่ะ(?)

      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์และการติดตามด้วยนะคะ
      #163-1
  3. #162 Promporn30 (@Promporn30) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 09:23
    ขอสองสามสี่ตอนรวด​ อิอิ
    #162
    1
    • #162-1 (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 26)
      22 สิงหาคม 2561 / 00:51
      TvT ผู้เขียนจะพยายามให้มีวันที่ได้สามสี่ตอนรวดนะคะ ต้องมีสักวันแน่ๆค่ะ /เหงื่อตก
      ขอบคุณที่ติดตามกันด้วยนะคะ
      #162-1
  4. #161 Ammyuhi (@Ammyuhi) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 09:09
    เอาอีกๆๆๆๆ
    #161
    1
    • #161-1 (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 26)
      22 สิงหาคม 2561 / 00:50
      มะ...มาส่งแล้วค่ะ ขออภัยที่มาช้าและน้อยนะคะ จะพยายามแก้ตัวค่า OTL
      ขอบคุณสำหรับการติดตามเสมอนะคะ
      #161-1
  5. #160 Around_Me (@Around_Me) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 08:54

    ไม่เย้อค่ะ แต่หาย ฮือออ

    #160
    1
    • #160-1 (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 26)
      22 สิงหาคม 2561 / 00:49
      ไม่ร้องนะคะไม่ร้องค่ะ ผู้เขียนขออภัยด้วยนะคะ วันธรรมดาช่วงนี้ค่อนข้างยุ่งค่ะ
      ถ้าเป็นศุกร์เสาร์จะพยายามให้มากขึ้นนะคะ ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
      #160-1
  6. #159 ppeesw (@ricriccute) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 05:12

    สนุกค่ะ
    ไรเตอร์ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ
    เราชอบมากนะ
    ไม่ได้นู้สึกว่าเวิ่นเว้ออะไร
    #159
    1
    • #159-1 (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 26)
      22 สิงหาคม 2561 / 00:47
      ขอบคุณมากนะคะสำหรับคอมเม้นต์ ถ้าเจออะไรที่รู้สึกไม่สนุกก็บอกกันได้เสมอนะคะ !
      ขอบคุณที่ติดตามด้วยค่า
      #159-1