云乱 - กลียุคแห่งแคว้นอวิ๋น

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 81,095 Views

  • 654 Comments

  • 2,099 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    290

    Overall
    81,095

ตอนที่ 22 : บทที่ ๗ อะไรที่รู้มากกว่าสองคนยังเรียกเป็นความลับได้อีกหรือ (หลัง) (๓)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4161
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 219 ครั้ง
    16 ส.ค. 61

 

          เจ้าไม่ใช่หลี่เฟิงเอ๋อร์กระมัง ?”

 

          ข้าไม่ใช่อวี๋เฟิงตอบอย่างเรียบง่ายยิ่งกว่า แม้นางจะชำเลืองตามองหลี่ทิงเสวี่ยที่ยืนอยู่ใกล้ๆวูบหนึ่ง หากก็ยังเลือกจะตอบไปอยู่ดี

 

          เสี่ยวซู่จื่อยิ้มละไมให้คำตอบนั้น ถามสืบต่อไปอีก

 

          เจ้าเป็นใคร

 

          หนนี้อวี๋เฟิงคลี่ยิ้มเช่นกัน ดวงตาสุกใสเป็นประกายเหมือนมีความสนุกที่ไม่ได้สัมผัสมานานปะทุขึ้น ขณะตอบ

 

          ไม่บอก

 

          รอยยิ้มบนใบหน้าเสี่ยวซู่จื่อที่ได้ยินคำตอบนั้นถึงกับกระตุกไปเล็กน้อย พาให้อวี๋เฟิงที่มองอยู่อารมณ์ดียิ่งบ้าง รอยยิ้มของนางยิ่งมาจึงยิ่งเฉิดฉัน

 

          ไม่มีผู้ใดทราบ เกรงว่ามองย้อนกลับมาในวันนี้ ผู้ที่อวี๋เฟิงเรียกว่าเสี่ยวซู่จื่อก็อาจจะยังไม่เข้าใจว่าที่ทำให้มันจ้องแน่วนิ่งนั้นคือคำตอบที่ไม่คาดคิด หรือรอยยิ้มที่มาอย่างไม่คาดฝันของนาง

 

          แต่ไม่ว่าเป็นสิ่งใด สุดท้ายเสี่ยวซู่จื่อในวันนี้ยังคงส่ายหน้า

 

          “ความต้องการของเจ้าคลุมเครือเกินไป ค่าตอบแทนที่จะมอบให้ผู้อื่นก็ไม่ชัดเจน เกรงว่าการค้าครั้งนี้....”

 

          “สองอย่าง” อวี๋เฟิงรีบบอก ทั้งยังยกสองนิ้วขึ้นชูประกอบ “ไม่สู้เจ้าลองฟังเรื่องที่ข้าอยากได้สองเรื่องแรกก่อน”

 

          ร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างเตียงรีรอเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามเหมือนเสียไม่ได้

 

          “เจ้าอยากได้อะไร”

 

          “แผนที่” อวี๋เฟิงบอกสิ่งที่ติดค้างในใจตัวเองที่สุดไปอย่างไม่รั้งรอทันที “แผนที่กรมทหาร เอ่อ ไม่ๆ ไม่ใช่กรมทหารก็ไม่เป็นอันใด เอาเป็นแผนที่คาราวานระหว่างแคว้นก็ยังพอใช้ได้”

 

          แน่นอนว่าแผนที่ของกรมทหารย่อมเป็นสิ่งที่อวี๋เฟิงคุ้นชินที่สุด และสมควรตอบต่อข้อสงสัยในใจนางได้ดีที่สุดเช่นกัน แต่มองบุรุษสวมหน้ากากทมิฬผู้นี้ สัญชาตญาณพลันร้องเตือนท่านแม่ทัพว่าอย่าเพิ่งให้มันสอดมือเข้าไปยุ่งกับทรัพย์สินของกรมทหารกลับจะเป็นการดีกว่า

 

          นางมิได้คิดว่ามันจะมิอาจหาแผนที่กรมทหารมาให้นาง แต่เกรงว่ามันจะหาได้ ทั้งยังอาจจะเก็บค่าตอบแทนจนร่างกายของหลี่เฟิงเอ๋อร์สลบไปสิบวันครึ่งเดือน พาลให้พลาดเรื่องอย่างอื่นแทนมากกว่า

 

          มิคาดเสี่ยวซู่จื่อกลับถามต่อทันที

 

          “อีกเรื่องเล่า”

 

          “ขบวนอาคันตุกะ” อวี๋เฟิงกล่าวตอบทันควัน  แม้หนนี้ใจจะลังเลอยู่บ้างว่าข้อเรียกร้องนี้อาจจะมากกว่าข้อแรกหลายเท่านัก “ข้าอยากเห็นขบวนอาคันตุกะของแคว้นฉางหมิงที่จะมาเยือน จะห่างกันสักหลายสิบจั้งหรืออย่างไรก็ได้ทั้งนั้น ...ขอแค่ให้ได้เห็นด้วยตาของข้าเอง”

 

          มีแต่ตาของตนเองเท่านั้นที่เชื่อถือได้ นี่จึงเป็นหลักการข้อแรกๆที่อาจารย์และสำนักวิชาเคยกล่าวไปพลางทุบนางไปพลาง อวี๋เฟิงคิดว่าต่อให้ตอนนี้ตาที่นางอาศัยมองสรรพสิ่งเป็นของหลี่เฟิงเอ๋อร์ แต่จะอย่างไรก็น่าจะพอเข้ากับหลักการข้อนี้ได้อยู่

 

          ต้องใช้ตาของนางดูเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ของแคว้นอวิ๋นและรอบด้าน หรือขบวนอาคันตุกะที่จะจัดเตรียมมาอย่างยิ่งใหญ่มากน้อยเพียงใด .... ทั้งหมดนี้อวี๋เฟิงจะตัดสินด้วยตนของตนเอง ว่ามันคือความรุ่งโรจน์ของแคว้นอื่น หรือเป็นจุดเริ่มต้นของเงามืดในแคว้นอวิ๋น !

 

          ความมุ่งมั่นนี้ทำให้อวี๋เฟิงสามารถกัดฟันต่ออาการปวดแปลบตามร่างกายของหลี่เฟิงเอ๋อร์ได้ ยังสามารถเผยอปากตระเตรียมต่อรองกับผู้ที่ยังยืนอยู่ข้างเตียงอีกหลายคำ แม้จะเสียเปรียบสักหน่อย แต่ราคาที่นางรับได้นั้นสูงมาก

 

          “ได้”

 

          คำที่อวี๋เฟิงเตรียมจะพ่นมาขาดหาย ขณะที่หลี่ทิงเสวี่ยที่เดิมทีตะลึงพรึงเพริดกล่าววาจาไม่ออกยังตกตะลึงกว่าเดิม หันไปมองมันอย่างไม่ยากเชื่อสายตา

 

          “ทว่ามีข้อแม้หนึ่งข้อ” ประโยคที่ตามมากลับทำให้สตรีทั้งสองถอนหายใจเฮือกพร้อมกัน และท่าทางของพวกนางนี้เองที่ทำให้รอยยิ้มของเสี่ยวซู่จื่อขณะเอ่ยประโยคถัดไปดูอ่อนโยนอย่างยิ่ง

 

          “เจ้าต้องหาสาเหตุและวิธีการรักษาตัวเอง อ๋อ  ไม่ถูก” ถึงตรงนี้มันหันไปทางหลี่ทิงเสวี่ยอย่างจงใจ สุ้มเสียงยังเจือแววเห็นอกเห็นใจเพิ่มขึ้นอีกสองส่วนว่า “ที่ถูกควรบอกให้เจ้าหาวิธีให้ร่างกายของคุณหนูสามที่เจ้าถือครองอยู่นี้แข็งแรงขึ้น พอที่เจ้าจะไปชมขบวนอาคันตุกะได้มากกว่ากระมัง”

 

          อวี๋เฟิงนิ่งไป ราคานี้ของมันไม่นับว่าแพงสักนิด แต่ทว่า....

 

          “ข้าไม่เชื่อ” หลี่ทิงเสวี่ยออกปากขึ้น ร่างงามของนางก้าวเท้าปราดเข้ามา คั่นกลางระหว่างบุรุษและสตรีอย่างดุดัน “ข้าไม่เชื่อว่านี่จะไม่ใช่พี่สามของข้า”

 

          ฟังคำนั้น รอยยิ้มละมุนของเสี่ยวซู่จื่อไม่แปรเปลี่ยน แต่อวี๋เฟิงกลับรู้สึกบรรยายไม่ถูก

 

          เจ้าไม่เชื่อว่าข้าไม่ใช่พี่สาวเจ้า แต่เจ้าเรียกพี่สาวตนเองว่านี่....ไม่ย้อนแย้งกันไปหน่อยหรือ !

 

          “ข้าก็หาได้บังคับให้เจ้าเชื่อ” บุรุษในอาภรณ์สีม่วงนั้นกล่าว “แต่ข้าจะคิดอย่างไรเจ้าก็ไม่อาจบังคับ สำคัญที่สุด ผู้ที่เจ้าเชื่อว่าเป็นพี่สาวเจ้าจะคิดอย่างไร เจ้าก็บังคับนางไม่ได้เหมือนกัน”

 

          “เจ้าไม่ใช่กล่าวเองหรือว่าโลกนี้มีเรื่องแปลกประหลาดมากมาย” หลี่ทิงเสวี่ยแค่นยิ้ม โยนคำพูดเดิมคืนให้มัน “ดังนั้นแล้วพี่สาวข้าที่อ่อนแอวิ่งเข้าออกสะพานประตูยมโลกไปมาหลายรอบถึงเพียงนี้ จะเกิดวาสนาหรือปาฎิหาริย์ให้ได้รับความรู้อันใดมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ไม่ว่ามองมุมใด นางก็ยังเป็นพี่สามของข้า”

 

          คำประกาศของหลี่ทิงเสวี่ยสมควรทำให้อวี๋เฟิงซาบซึ้ง ทว่าก็ยังเจือความรู้สึกนึกอยากดีดหน้าผากงามๆของอีกฝ่ายอยู่เช่นเดียวกับความสงสารอีกเล็กน้อย....เพราะหากจะพูดว่ามองมุมใดนี่ก็เป็นหลี่เฟิงเอ๋อร์นั้นไม่ผิดสักนิด เพราะร่างกายนี้รวมถึงความเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างบัดซบนี้เป็นของหลี่เฟิงเอ๋อร์จริงๆนั่นแหละ

 

          พร้อมกับความรู้สึกเหล่านั้น อวี๋เฟิงพลันเริ่มบังเกิดความสงสัย ไฉนหลี่ทิงเสวี่ยมีท่าทีปกป้องหลี่เฟิงเอ๋อร์อย่างยิ่ง ไม่ทราบว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลังหรือเหตุผลใดหรือไม่

 

          ทว่าจะอย่างไรนี่ก็ยังไม่ใช่เวลาซักถาม และยิ่งไม่ใช่เวลาที่ทั้งคู่จะมาถกเถียงกันด้วย จะอย่างไรอวี๋เฟิงก็เพิ่งลากตัวเองกลับมาจากความเป็นความตายมาได้ ร่างกายยังรู้สึกอ่อนล้าอยู่บ้าง นางจึงส่งเสียงขัดทั้งคู่ขึ้นว่า

 

          “เป็นอันว่าเรื่องนั้น....ตกลงได้แล้วใช่หรือไม่”

 

          “ไม่ได้” หลี่ทิงเสวี่ยชิงตอบก่อนสำเร็จ “พี่อยากรู้เรื่องพวกนั้น ข้าหาให้พี่เองก็ได้ มิใช่เรื่องใหญ่ขนาดพี่ต้องใช้ตัวเองเข้าแลกหรอก”

 

          .......คำว่าเอาตัวเข้าแลกไม่สมควรใช้อย่างนี้กระมัง แต่จะว่าไปก็ไม่ได้ผิด.... อวี๋เฟิงรู้สึกปวดศีรษะจี๊ดขึ้นมาเล็กน้อย เริ่มนึกเสียใจที่สมัยก่อนไม่ค่อยตั้งใจเรียนกับบัณฑิตเฒ่าและเผ่นหนีทเวลามารดาลากนางมานั่งระหว่างวงสนทนาของเหล่าสตรีเสียแล้ว

 

          ทว่าอวี๋เฟิงเพียงปวดหัว แต่ผู้ที่ถูกตัดราคาขายซึ่งหน้าอย่างเสี่ยวซู่จื่อกลับไม่มีทีท่าหวั่นวิตกสักนิด ทั้งยันหันมาหาอวี๋เฟิงเอ่ยอย่างให้กำลังใจว่า

 

          “รบกวนคุณหนูท่านนี้พยายามอีกหน่อยแล้ว” ความหมายของคำพูดบอกชัด มันเชื่อมั่นว่าอวี๋เฟิงจะตกลงกับมันมากกว่า

 

          แต่หลังเอ่ยคำพูดนั้น ก่อนที่หลี่ทิงเสวี่ยจะเถียงอีก มันกลับทำท่านึกขึ้นมาได้อีกอย่าง...อย่างที่เห็นได้ชัดว่าช่างเสแสร้งได้ขัดนัยน์ตาผู้คนเป็นอย่างยิ่ง

 

          “เจ้าไม่กลัวหรอกหรือ” บุรุษสวมใส่หน้ากาก แต่ไม่ว่าใครก็เห็นว่ามันทำท่าลำบากใจได้ไม่มีความจริงใจสักนิด “ว่าข้าจะหาทางแพร่ข่าวเรื่องที่คุณหนูสามกลายเป็นผู้ใดก็ไม่รู้ หรือเจ้าทระนงว่าทุกผู้จะเป็นอย่างหลี่ทิงเสวี่ยที่ไม่มีทางเชื่อ”

 

          คำพูดใดก็ตามที่หลี่ทิงเสวี่ยคิดจะพูดออกมาจำต้องถูกกลืนกลับลงท้องไปทั้งหมด เพราะนางฟังเข้าใจเป็นอย่างดี ว่าในเรือนหลังนี้เกรงว่าจะมีผู้ที่ไม่ควรให้เกิดความสงสัยเรื่องของหลี่เฟิงเอ๋อร์อยู่จริงๆ กับบางคนที่เกิดความสงสัย หลี่ทิงเสวี่ยไม่หวาดหวั่นที่จะรับมือ แต่กับคนบางคนนางยังไม่แน่ใจนักว่าอีกฝ่ายจะทำเช่นไรกันแน่

 

          แต่สำหรับบุรุษที่เอ่ยคำนี้ออกมา หลี่ทิงเสวี่ยกลับยิ่งกว่าแน่ใจว่ามันสามารถกระทำดังที่พูดได้ ! เกรงว่าสำหรับอีกฝ่ายแล้ว การเป็นคนส่วนน้อยที่รู้เรื่องนี้ หรือกลายเป็นส่วนใหญ่ที่ปล่อยข่าวลือออกไป สำหรับมันคงไม่มีอันใดแตกต่าง เพราะมันความสนุกจากเรื่องนี้ได้ทั้งสองอย่าง

 

          หลี่ทิงเสวี่ยคิดมากคิดมาย แต่อวี๋เฟิงกลับเพียงปรายตามองมัน ทำสีหน้าที่ไม่ต้องปิดบังอีกต่อไปของผู้ที่ถูกลบหลู่สติปัญญาอย่างรุนแรง ค่อยกล่าวคำที่นางเรียนรู้มาตั้งแต่อายุได้เจ็ดขวบ คราวแอบขโมยกระบี่ไม้ไปเล่นกับลูกพี่ลูกน้องแล้วทำแจกันล้ำค่าในห้องหนังสือของบิดาแตกแล้ว

 

          มารดาพวกมันเถอะ ! รับปากดิบดีว่าจะปิดเป็นความลับคนไม่รู้ผีไม่เห็นด้วยกัน เพียงถูกตาเฒ่าของนางข่มขู่เอานิดหน่อยก็สารภาพขายนางแล้ว ความลับไม่มีในโลกชัดๆ !

 

          “อะไรที่มีคนรู้มากกว่าสามคน ไหนเลยยังเรียกว่าเป็นความลับได้ แม้ข้าจะเบาปัญญาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดเพ้อฝันสวยหรูถึงเพียงนั้น เรื่องพวกนี้วันหนึ่งก็คงมีคนสงสัยหรืออยากรู้ แต่ตอนนี้ไหนเลยจะสำคัญเท่าเรื่องที่ข้าขอเจ้าอย่างพวกแผนที่....”

 

          พูดถึงตรงนี้นางพลันชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าปรากฏแววที่ยากจะอธิบาย พาให้ผู้ฟังนึกฉงนจนต้องสืบเท้าเข้าไปหาว่าเกิดเหตุร้ายอันใดขึ้นหรือไม่

 

          พอดีกับที่เสียงอย่างหนึ่งดังขึ้นมา เป็นเสียงที่อาจทำให้กุลสตรีน้อยคงแทบอยากขุดรูมุดหนีไป หรือหากเป็นเด็กน้อยก็คงเงยหน้ายิ้มอย่างเขินๆและลูบท้องตัวเองที่ส่งเสียงไปมาอย่างเขินอาย

 

          ทว่ายามนี้อวี๋เฟิงที่ตัดสินใจเปิดเผยตนเองต่อคนทั้งสอง ไหนเลยจะมีท่าทางดังนั้น

 

          นางเพียงกระแอมเล็กน้อย แล้วเอ่ยต่อเหมือนเป็นคำที่ตั้งใจจะกล่าวอยู่แล้วแต่แรกว่า

 

          “เรื่องสำคัญที่ข้าจะขอเจ้า...อย่างไรขอเป็นของกินอีกสักเล็กน้อยก็แล้วกัน”

 

          เสี่ยวซู่จื่อไม่ตอบคำใด ทว่าหันไปมองหลี่ทิงเสวี่ยเหมือนจะเอ่ยคำถามที่ไม่มีเสียง...ว่านางยังสามารถมั่นใจได้อีกหรือไม่ ว่านี่เป็นพี่สาวผู้แสนอ่อนโยนที่หลี่ทิงเสวี่ยเคยกล่าวถึงกับมัน

 

          หลี่ทิงเสวี่ยเบือนหน้าหนีไม่ตอบคำมัน ไม่เผยให้เห็นความหวั่นไหวหรือความลังเลใดทั้งสิ้น

 

          แต่อย่างน้อยในวันข้างหน้าที่ยังอีกยาวไกล เหลียวมองย้อนกลับมาในวันนี้ที่นางคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริงสำหรับนาง หลี่ทิงเสวี่ยมิเคยนึกเสียใจสักนิด

 

          หากไม่ทราบว่าบุรุษผู้นั้นและสตรีที่ทำเหมือนไม่มีเรื่องใดใหญ่โตทั้งคู่นี้ พวกมันที่ถือดาบกระบี่เปื้อนเลือดมองฝ่ายตรงข้าม แล้วมองย้อนกลับมา ใช่นึกเสียใจหรือไม่ ?

 

 

(โปรดติดตามต่อตอนถัดไป)

 

          ขออภัยที่วันนี้มาเวลาแปลกๆ(?)นะคะ เนื่องจากเมื่อคืนมีอันสลบไปก่อนจะทันได้โพสต์ ก็เลยแอบมาโพสตอนนี้แทน ขอโทษทุกท่านที่รออ่านด้วยค่ะ

 

          ดำเนินเรื่องมาถึงตอนนี้ ผู้เขียนต้องก้มหน้าสารภาพอย่างอายๆสักหน่อย แต่คิดอีกทีผู้อ่านบางท่านอาจจะเดาได้ ว่าเหล่านี้ล้วนเป็นการเกริ่นและปูพื้นเรื่องทั้งสิ้น แม้ผู้เขียนจะใส่อะไรสอดแทรกไว้พอสมควร และทยอยเฉลยไปแล้ว แต่ก็เปรียบเหมือนก้อนน้ำแข็งก้อนเล็กๆที่เรือไททานิคไปชนเข้า ที่เหลือของมันยังอยู่ใต้น้ำให้ผู้เขียนต้องพยายามดันขึ้นมาอีกค่ะ (ว่าแต่เปรียบเทียบแบบนี้ทำไมรู้สึกไม่เป็นมงคลนักก็ไม่รู้...)

 

          ในตอนหน้าโทนของเรื่องอาจจะมีการปรับเล็กน้อย (หรือด้วยฝีมือคนเขียน ท่านผู้อ่านอาจจะอุทานว่าปรับตรงไหนไม่ทราบ) แต่จริงๆคือเกือบทั้งหมดที่ผ่านมาดำเนินเรื่องผ่านมุมมองท่านแม่ทัพ ในที่สุดก็จะได้เวลาให้ท่านอื่นๆบ้างแล้วค่ะ หวังว่าท่านผู้อ่านคงไม่รังเกียจที่จะรู้จักกับผู้อื่นนะคะ

 

          ขอบคุณสำหรับทุกท่าน ทุกคอมเม้นต์ ทุกกำลังใจและการติดตามเสมอมากๆนะคะ

 

          ปล. อยากอัพเดตอีกนิดว่าแผลที่เท้ายังไม่หาย แต่ด้านบนๆล่างๆที่เป็นรอยขูดขีดเล็กกว่าตกสะเก็ดแล้วค่ะ อยากแกะจังเลยค่ะ !

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 219 ครั้ง

9 ความคิดเห็น

  1. #209 >*[P]aTJa<~ (@patbeau) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2561 / 21:29
    อ่านแล้วเราค่อนข้างจะงงว่าเสี่ยวซู่จื่อนี่มลอยู่ในบ้านนางเอกได้ยังไง เพราะถ้าเป็นขันที่ก็น่าจะอยู่ในรั้วในวัง ไม่น่ามาอยู่บ้านขุนนาง หรือเราเข้าใจอะไรผิดหรอ 555555
    #209
    2
    • #209-1 เหมี้ยวย่างปลา (@jnie8944) (จากตอนที่ 22)
      14 กันยายน 2561 / 11:25
      ใช่เราก็งงขันทีทำไมอยู่บ้านขุนนาง
      #209-1
    • #209-2 มัจฉาน้อยฯ(小鱼) (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 22)
      15 กันยายน 2561 / 01:26
      คุณ >*[P]aTJa<~ - ที่จริงไม่ได้มาอยู่ค่า ที่โผล่มาตอนแรกเพราะในบ้านมีงาน เสี่ยวซู่จื่อเป็นขันทีน้อยเลยตามมากับขบวนข้ารับใช้ค่า ><

      คุณ เหมี้ยวย่างปลา - ไม่ได้มาอยู่ค่า ตามขบวนเจ้านายมาช่วยงานเฉยๆค่ะ ฮา ขออภัยที่เขียนไม่กระจ่างนะคะ
      #209-2
  2. #136 Flint (@v-v-vee) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 14:29
    อ่านย่อหน้าสุดท้ายแล้วงงอ่า แง
    #136
    1
    • #136-1 มัจฉาน้อยฯ(小鱼) (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 22)
      17 สิงหาคม 2561 / 18:27
      ผู้เขียนลองปรับการเคาะหน้าให้ ไม่ทราบดีขึ้นไหมคะ คิดเห็นอย่างไรบอกได้นะคะ
      ขอบคุณมากๆค่ะที่ติดตาม
      #136-1
  3. #135 _jh408 (@ppciiz) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 11:55
    เอ่อะเรื่องกินเรื่องใหญ่ควรเปลี่ยนชื่อเรื่องให้ท่านแม่ทัพ55555555
    #135
    1
    • #135-1 มัจฉาน้อยฯ(小鱼) (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 22)
      16 สิงหาคม 2561 / 13:47
      กองทัพเดินด้วยท้อง เป็นหนึ่งในคติไม่กี่อย่างที่อาจารย์ไม่ต้องสอนท่านแม่ทัพก็รู้ได้ด้วยตนเองค่ะ ฮา
      ขอบคุณมากนะคะสำหรับการติดตามเสมอ
      #135-1
  4. #134 Ammyuhi (@Ammyuhi) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 09:50
    เอาาาต่อออ
    #134
    1
    • #134-1 มัจฉาน้อยฯ(小鱼) (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 22)
      16 สิงหาคม 2561 / 13:46
      มาส่งตอนต่อแล้วค่า แต่หนนี้เปลี่ยนฉากกันนิดหนึ่งนะคะ
      ขอบคุณสำหรับการติดตามมากค่ะ
      #134-1
  5. #133 mee_pa (@mee_pa) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 23:05
    ปมเยอะมากค่ะ จนลืมๆ ไปบ้างแล้ว
    #133
    1
    • #133-1 มัจฉาน้อยฯ(小鱼) (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 22)
      16 สิงหาคม 2561 / 13:46
      ถ้ารู้สึกว่าตรงไหนชวนให้สับสนงุนงง หรือเยอะไปจนมึน บอกกล่าวกันได้นะคะ
      ผู้เขียนจะพยายามปรับปรุงค่ะ ขอบคุณมากนะคะ
      #133-1
  6. #132 eyeyafa (@eyeyafa) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 22:00
    ดีงามมมมมมม
    #132
    1
    • #132-1 มัจฉาน้อยฯ(小鱼) (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 22)
      16 สิงหาคม 2561 / 13:45
      ความหิวของท่านแม่ทัพใช่ไหมคะดีที่สุด(?) ฮา
      ขอบคุณมากนะคะสำหรับการติดตาม
      #132-1
  7. #131 Burinbook (@0995329519) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 18:14
    ขอบคุณค่ะ
    #131
    1
  8. #130 DayGood (@DayGood) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 17:33
    ขอบคุณนะคะ
    #130
    1
    • #130-1 มัจฉาน้อยฯ(小鱼) (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 22)
      16 สิงหาคม 2561 / 13:45
      ขอบคุณเช่นกันค่า สำหรับคอมเม้นต์และการติดตามที่มีให้เสมอ
      #130-1
  9. #129 STI .45 (@gval) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 13:59
    รอตอนต่อไปปปปปปป
    #129
    1