云乱 - กลียุคแห่งแคว้นอวิ๋น

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 81,088 Views

  • 654 Comments

  • 2,101 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    283

    Overall
    81,088

ตอนที่ 10 : บทที่ ๓ ใต้บัลลังก์มังกรแห่งนี้ มีผู้ใดบ้างที่ยังสติดี ? (๓)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6185
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 332 ครั้ง
    2 ส.ค. 61

          “ข้ามาหาอะไรกิน”


          “.....” คุณหนูห้าคล้ายไม่นึกว่าจะได้รับคำตอบนี้


          “.....” เสี่ยวซู่จื่อกลับพยักหน้าหงึกหงัก เพราะเห็นๆกันอยู่ว่าซาลาเปาของเขาโดนเอาไปตั้งสองลูก


          สุดท้ายคิดไปคิดมาอยู่ครึ่งค่อนวัน คุณหนูห้าผู้งดงามค่อยควานหาคำพูดกลับมาได้ว่า


          “เสี่ยวซงกับเสี่ยวจู๋ไปไหนเล่า....ถึงได้ไม่ไปเอาอาหารให้พี่”


          “.....ข้าอยากกินบะหมี่น่องไก่น้ำใส” อวี๋เฟิงตัดสินใจเลื่อนระดับจากน่องไก่อย่างเดียวในพริบตานั้น “แต่เจ้าเด็กพวกนั้นกลับจะให้ข้ากินแต่ผัก”


          “......” คุณหนูห้าพูดไม่ออกอีกครั้ง


          “.....บะหมี่น้ำใสมีนะขอรับ” เสี่ยวซู่จื่อกระซิบ


          อวี๋เฟิงแอบพยักหน้าให้เสี่ยวซู่จื่อ ทำเป็นมองไม่เห็นสายตาพิเคราะห์ของโฉมสะคราญที่มองมานิ่งงันคล้ายมีเรื่องที่ต้องคิดอย่างยิ่ง


          อดีตแม่ทัพแห่งหลายรัชสมัยก่อนไม่หวั่นไหวกับสายตานี้ ยิ่งไม่พะวงถึงความคิดที่อาจเห็นอันใดแปลกๆกับพฤติการณ์ของหลี่เฟิงเอ๋อร์ของอีกฝ่าย เพราะกระทั่งนางเอกยังไม่เข้าใจว่าตนเองมาอยู่ในร่างหลี่เฟิงเอ๋อร์ได้อย่างไร หากดรุณีน้อยนางนี้มอบคำตอบให้กับนางได้ผ่านการสังเกตแค่นี้ อวี๋เฟิงจะหวาดกลัวไปทำไม สมควรปูผ้าแล้วกราบไหว้อีกฝ่ายสามทีให้เทียบเท่าฟ้าดินเลยต่างหาก !


          และเห็นได้ชัดว่าคุณหนูห้าก็มิได้ผุดลุกขึ้นตะโกนชี้หน้าถามว่านางเป็นใคร....อีกฝ่ายเพียงแต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ จากนั้นทำท่าจะเข้ามาประคองอวี๋เฟิง


          ทว่ายามนั้นเสี่ยวซู่จื่อกลับกุลีกุจอเข้ามาพยุงร่างบอบบางของหลี่เฟิงเอ๋อร์ขึ้นแทน ให้คุณหนูห้าผู้สะคราญได้แต่ยื่นมือค้าง จากนั้นนางก็ถอนหายใจอีกเฮือก แล้วหันหลังบอกให้ทั้งคู่เดินตามตนเองมา


          อวี๋เฟิงมองดูแผ่นหลังของร่างอรชรที่ลัดเลาะตามทิวไม้แล้วค่อยเข้าใจ ดูเหมือนการจัดสวนแห่งนี้จะมิได้เรียบง่ายดังที่ตาเห็น เพราะเห็นอยู่ชัดๆว่าอีกฝ่ายเดินไปไม่กี่สิบก้าวก็ทะลุออกมาอีกด้านที่มีศาลาหลังเล็กได้แล้ว ผิดกับตอนอวี๋เฟิงเดินตามเส้นทางที่คงสร้างไว้ให้คดเคี้ยวไปมากว่าพื้นที่จริง


          หลังมาหยุดที่ศาลาหลังเล็กใกล้ทิวไม้ใหญ่ คุณหนูห้าที่นำทางมาก็คล้ายมีทีท่าลังเลอยู่บ้างยามมองมาที่อวี๋เฟิง


          กลับเป็นเสี่ยวซู่จื่อที่คล้ายจะเข้าใจสถานการณ์ ค้อมตัวลงเอ่ยกึ่งแนะกึ่งเสนอว่า


          “ไม่สู้คุณหนูห้ากลับไปด้านในสักครู่ก่อน ส่วนบ่าวจะเป็นคนไปจัดสำรับให้คุณหนูสามที่นั่งพักตรงนี้ดีกว่าไหมขอรับ ?”


          อวี๋เฟิงย่อมไม่มีคำคัดค้าน ทว่าคุณหนูห้ากลับนิ่งไปแล้วถามอวี๋เฟิงอย่างลังเล


          “พี่สาม....ท่าน.... อยู่ได้จริงหรือ ?”


          “ข้าอยากพักผ่อนสักครู่เช่นกัน” นางตอบอย่างหนักแน่น เพราะตั้งแต่ก้าวออกจากเรือนหลังเล็กมา นี่เป็นความจริงใจที่สุดไม่กี่อย่างที่อวี๋เฟิงเอ่ยปาก


          เกรงก็แต่ว่าท่าทางหนักแน่นจริงจังของนาง ในสายตาของผู้มองทั้งสองจะเห็นเป็นอย่างอื่น...เนื่องจากวงหน้างามของดรุณีน้อยไม่ได้คลายความกังวลสักนิด เมื่อนางละสายตาจากผู้ที่เข้าใจว่าเป็นพี่สาวและหันไปทางขันทีน้อย


          “เสี่ยว....เสี่ยวซู่จื่อ มิสู้....เจ้าอยู่เป็นเพื่อนพี่สามสักเดี๋ยว เผื่ออาการนางกำเริบขึ้น....”


          “.....แต่คุณหนูสามท่าทางหิว....” เสี่ยวซู่จื่อตอบเสียงอ่อย และมองมาทางอวี๋เฟิง


          ไม่ทราบเพราะเหตุใด อวี๋เฟิงถึงรู้สึกว่าสายตาคู่นั้นแฝงแววตัดพ้อแกมกล่าวหาว่านางหลอกลวงอยู่บ้าง ทั้งยังเจือท่าทางน้อยอกน้อยใจเหมือนกับทารกผู้หนึ่งที่ถูกรังแกแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างไรอย่างนั้น จึงอดออกปากให้มันมิได้


          “ข้าอยู่คนเดียวได้ ให้มันไปเถอะ”


          สาวน้อยชุดสีเขียวแซมเหลืองนิ่งขึงไปอีกครั้ง ก่อนที่นางจะมองอวี๋เฟิงสลับกับมองเสี่ยวซู่จื่อวนไปมาเช่นนี้อยู่สามรอบ


          สุดท้าย นางก็ถอนหายใจอีกครั้ง หันหลังเดินจากไปโดยไม่ลืมย้ำกับอวี๋เฟิงด้วยประโยคสั้นๆหากจริงจัง


          “พี่สาม...โปรดอย่าได้ฝืนตัวเองจนเกินไป”


          ว่าจบ ร่างงดงามของนงคราญชุดสีเขียวที่ปลิวไสวท่ามกลางลมเหมันต์ก็ผละจากไป อวี๋เฟิงมองตามจังหวะการก้าวเดินแช่มช้าทว่าปราดเปรียว ปราศจากแม้แต่ฝุ่นดินใต้ฝ่าเท้าขยับเคลื่อนสักนิดบ่งบอกถึงพลังฝีมือในเชิงยุทธ์อันยอดเยี่ยม


          อะไรบางอย่างสว่างวาบในหัวของอวี๋เฟิง


          แสงสว่างนั้นคล้ายประกายอสนีบาตที่ฟาดเปรี้ยงลงมาอย่างฉับพลัน แต่รุนแรงจนพื้นดินสั่นสะเทือน ฉีกทำลายความมืดมิดให้เปลี่ยนเป็นสว่างวาบในชั่วพริบตา


          “....คะ....คุณหนูสามจะรับอะไรเป็นพิเศษไหมขอรับ”


          เสียดายก็แต่เวลาชั่วพริบตานั้นสั้นเกินไป....อวี๋เฟิงที่กำลังจะกวาดตามองผ่านรอยแยกแสงสว่างของความคิดที่พร่ามัวมาตลอดหนึ่งเดือน พลันถูกเสียงเรียกของเสี่ยวซู่จื่อกระชากกลับจากแสงสว่างนั่น และลืมไปเสียฉิบว่าตนเองกำลังจะฉุกคิดเรื่องใด !


          หากเมื่อมองดวงหน้าขาวสะอาดของขันทีน้อย กับนัยน์ตาสีเข้มที่ใสแจ๋วคู่นั้น อวี๋เฟิงกลับยกเท้าขึ้นถีบอีกฝ่ายระบายอารมณ์ไม่ลง.....


          “.......เอาอาหารจานเนื้อมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้” สุดท้ายอวี๋เฟิงจึงได้แต่กำชับความต้องการกับอีกฝ่ายแทน          


          เสี่ยวซู่จื่อพยักหน้าหงึกหงัก มองซ้ายขวาเหมือนดูลาดเลาก่อนย่องเข้าบ้านชาวบ้าน จากนั้นหันมาโค้งให้นางหนึ่งครา แล้วหิ้วปิ่นโตวิ่งเหยาะๆฝ่าลมหนาวตามทิศทางที่คุณหนูห้าเพิ่งเดินจากไป


          อวี๋เฟิงมองดูฝีเท้าที่เหมือนจะเนิบช้าแต่ว่องไวสมเป็นคนทำงานในวังหลวงของขันทีน้อยแล้วต้องส่ายหน้าอย่างไม่รู้จะพูดอะไร ก่อนเอนหลังพิงกับเสาใหญ่ของศาลา ยังดีว่าเสื้อคลุมขนจิ้งจอกนั้นแม้จะเปรอเปื้อนคราบไปบ้าง แต่ก็ยังหนาและอบอุ่นพอ นางถึงไม่รู้สึกถึงลมหนาวที่พัดไปมาสักนิด


          แม้อวี๋เฟิงจะไม่เคยรู้สึกว่านางเป็นหลี่เฟิงเอ๋อร์ แต่ไม่อาจปฎิเสธได้ว่าร่างกายนี้เป็นของหลี่เฟิงเอ๋อร์ ที่ต้องได้รับการทะนุถนอมดูแลเอาใจใส่


          แม้อวี๋เฟิงจะหลับตาลงและยังจำใบหน้าหลายใบหน้าได้ชัดเจน ขณะที่ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วกลับไม่คุ้นเคยกับผู้ใด หากใบหน้ายามที่นางหลับตาเห็น....ก็มิได้ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอยู่ดี


          แม้ท่านแม่ทัพจะมิเคยเป็นบัณฑิตตกยากที่ร่ำสุราครวญทุกข์ทั้งที่ไร้เงินทอง แต่ตอนที่โดนสั่งห้ามกลับเข้าสำนักและไม่กล้ากลับบ้าน ชั่วดีอย่างไรก็เคยกินนอนอยู่ร่วมกับขอทานในเมืองท่าอยู่บ้าง ดังนั้นท่วงท่าของการทอดถอนใจให้กับความทุกข์ที่รุมกระหน่ำในอกของนาง แม้มิได้ดูงดงามเช่นคุณหนูห้าผู้นั้น หากจะอย่างไรก็คงไม่ถือว่าขัดตาเกินไปนัก...


          แต่เห็นได้ชัดว่าผู้ที่มาเยือนมิได้คิดเช่นนั้น


          “โฉมสะคราญทอดถอนใจ ค่ำคืนวสันต์ผ่านพ้นไม่หวนคืน ลมเหมันต์พัดผ่านได้เพียงเฝ้าตรอมตรม....มิทราบคุณหนูสามคิดเห็นเป็นเช่นไร”


          เสียงห้าวทุ้มที่เคยทำให้เสี่ยวซู่จื่อสั่นสะท้านนั้นก้องกังวานในศาลาหลังน้อยอย่างประหลาด คลับคล้ายกระซิบอยู่เบื้องหน้าใกล้ๆ แต่ตัวคนกลับเพียงค่อยเดินสืบเท้าเข้ามาในศาลา บ่งบอกถึงความสามารถที่คู่ควรให้ผู้คนประหวั่นลนลานของบุรุษผู้นี้


          ทว่าอวี๋เฟิงที่นิ่งขึงไปไม่ใช่เพราะความสามารถเช่นนี้ แต่เป็นเพราะสิ่งที่ฟังแล้วน่าจะเป็นบทกลอนที่อีกฝ่ายเอ่ยมาต่างหาก !


          ต้องทราบไว้ก่อนว่า.....ไล่ตั้งแต่หัวลงมาจรดหาง ตั้งแต่พลทหารเสบียงขึ้นมาจนถึงแม่ทัพอย่างอวี๋เฟิง...มองกวาดทั่วทั้งกองทัพแล้วคนที่พอจะทราบเรื่องกาพย์กลอนบทกวีอยู่บ้างเกรงว่าจะมีอยู่ไม่ถึงสิบคน และหนึ่งในนั้นไม่มีทางเป็นท่านแม่ทัพแน่นอน !


          หากตอนนี้มีเจ้ารองแม่ทัพน่าตายอยู่ข้างๆ อวี๋เฟิงคงใช้ปลายปลอกมีดสั้นกระทุ้งสีข้างมันเร็วๆให้มันรีบเอ่ยอะไรสักอย่างเป็นการรักษาหน้าน้อยๆของนางให้เร็วที่สุดแล้ว แต่จนใจว่าตอนนี้มีเพียงนางนั่งอยู่คนเดียวในหลายสิบปีให้หลัง...


          แต่ชั่วดีอย่างไรก็รบทัพจับศึกมาหลายปี ไม่มีรองแม่ทัพนางก็ใช่จะง่อยเปลี้ยเสียแขน...หรือแม้สภาพร่างกายของหลี่เฟิงเอ๋อร์จะไม่ต่างกันมาก ทว่าสุดท้ายอวี๋เฟิงก็ตัดสินใจเชิดหน้าขึ้น เผชิญหน้ากับอีกฝ่ายด้วยความเยือกเย็นอย่างที่สุด


          ทว่าความเยือกเย็นนั้นก็ปลาสนาการหายไปรวดเร็วยิ่งกว่าหิมะยามต้องแสงตะวัน ยามมองเห็นใบหน้าของผู้ที่ก้าวเข้ามาในศาลาชัดถนัดตา


          นั่นเป็นใบหน้าที่คล้ายกับว่านางเพิ่งหลับตาเห็นมันไปเมื่อครู่ ยังฟังมันเอ่ยวาจาไร้สาระชวนนางไปพิสูจน์ความเก่งกาจในใต้หล้าจนต้องยันมันตกเขาไปรอบหนึ่ง ก่อนมันจะวิ่งขึ้นเขากลับมาแล้วยิ้มร่าให้นางเหมือนไม่มีอันใดเกิดขึ้นผู้นั้น....


          เป็นศิษย์น้องร่วมสำนักของนาง !


           “เยวี่ยปิ่ง ไฉนเป็นเจ้า !!!

(โปรดติดตามต่อตอนถัดไป)


สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับสู่ช่วงทายปัญหาท้ายตอนกันค่ะ ว่าคนที่มาใช่คนที่ทุกท่านคิดหรือไม่(?)
แต่เชื่อว่าหลายท่านคงเดาอออกแล้วว่าคนที่ทำให้เสี่ยวซู่จื่อตัวสั่นได้นั้นน่าจะเป็นใคร....

มาถึงจุดนี้ก็ใกล้จะได้เฉลยแล้วค่ะ ว่าใครรับบทเป็นคู่หมั้นของหลี่เฟิงเอ๋อร์ ใครเกี่ยวพันอย่างไรกับคุณหนูห้า และใครรับบทอื่นๆ ผู้เขียนจะพยายามขยับเรื่องไปให้ได้เร็วกว่านี้นะคะ แต่ก็อดใส่รายละเอียดลงไปไม่ได้ หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะยังไม่เบื่อกันเสียก่อนค่ะ


ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน ส่งกำลังใจ และที่สำคัญให้คอมเม้นต์มาโดยตลอดด้วยนะคะ
ขอบพระคุณมากๆจริงๆค่ะ !

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 332 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #281 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 กันยายน 2561 / 01:47

    สรุปว่าขันทีน้อยเป็นพระเอกกกก!!!

    ล้อเล่นค่าาาา เลยอดคิดออกเลย


    เสื้อคลุมเปรอะเปื้อน

    #281
    0
  2. #61 sutto_disuke (@minnygym) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2561 / 23:05
    โอ๊ะ ใครกัน ชื่อตัวละครใหม่ๆโผล่มา ..รอลุ้นมากๆเรื่องราวต่อไป...ไปอ่านเลยดีกว่า ^^
    #61
    0
  3. #44 Flint (@v-v-vee) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 20:43
    อ่านแล้วคิดถึงอดีตแทนนางเอกเลย ไรต์เก่งค่า
    #44
    1
    • #44-1 มัจฉาน้อยฯ(小鱼) (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 10)
      3 สิงหาคม 2561 / 00:01
      ท่านแม่ทัพยังรู้สึกเหมือนอดีตอยู่ใกล้มากเลยค่ะ เลยคิดถึงบ่อย
      ขอบคุณมากนะคะ ><
      #44-1
  4. #43 Ammyuhi (@Ammyuhi) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 20:37
    ชอบบบบอ่าาาามาอัพอีกน่ะชอบบ
    #43
    1
  5. วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 06:11
    ขอบคุณครับ
    #40
    1
  6. #39 Kanyaporn Channoi (@dream-dorimu) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 02:40
    อัพเยอะๆ อัพๆ
    #39
    1
  7. #38 แฟนเฉินเฉิน (@chenchen07mink) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 00:36
    ตอนนี้ยังงงๆไปนิด(เรางงเองนะคะ555 มีความง่วงแน่นอน) แต่คิดว่าพอจะเดาออกบ้างบางตัวละครแล้ว 55555 ชอบที่บรรยายถึงท่านรองแม่ทัพเหลือเกิน มีความสนิทสนมถึงขั้นถีบตกภูเขาแต่ยังยิ้มร่าวิ่งมาหา 55555 ขอบคุณมากค่ะที่มาอัพให้ได้อ่าน จะรอตอนต่อไปนะคะ
    #38
    2
    • #38-1 มัจฉาน้อยฯ(小鱼) (@xiaoyu-linghua) (จากตอนที่ 10)
      2 สิงหาคม 2561 / 23:59
      ถ้ากลับมาอ่านอีกที(?) หรืออ่านต่อไปแล้วงงหรือสับสนบอกเราได้นะคะ บางทีผู้เขียนก็เบลอๆบรรยายซ้อนหรือวนไปวนมาเหมือนกันค่ะ

      คนในอดีตของท่านแม่ทัพแต่ละคนนิสัยเด็ดๆค่ะ เลยอยู่กับท่านแม่ทัพได้ ฮา....ขอบคุณมากนะคะที่คอมเม้นต์และติดตามอ่านค่า
      #38-1