[GOT7] Maf(ai)l หักธงมาเฟีย : MarkBam

ตอนที่ 27 : ลูกหมูตัวที่ยี่สิบ :: ความจริง? (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,273
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    8 ต.ค. 59

O W E N TM.





“คุณกล้าบอกลูกชายของตัวเองไหมล่ะ ว่าความจริงแล้วแบมแบมเป็นน้องของผม”

เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนเมื่อได้ยินอย่างนั้น ผมได้แต่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูเพราะไม่รู้ว่าควรทำยังไงต่อไป กระทั่งรู้ตัวอีกที ตัวเองก็เดินออกมาจากหน้าห้องนั่งเล่นที่มีพ่อกับอี้เอินอยู่แล้ว

น้องเหรอ?

เพราะแบบนี้ใช่ไหมพ่อถึงไม่ให้ผมแต่งงานกับอี้เอิน แล้วไหนจะเรื่องเอกสารนี่อีก

ผมยกเอกสารในมือขึ้นดูเมื่อนึกได้อย่างนั้น ความจริงมันไม่ใช่เอกสารสำคัญอะไรกับผมมากหรอก ก็แค่เอกสารที่พ่อเซ็นยกหุ้นในโรงพยาบาลที่โกงมาจากครอบครัวของอี้เอินกลับคืนเจ้าของเท่านั้น

คุณรู้ใช่ไหมถึงผมจะเป็นนายเหนือแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อจะยกทุกอย่างให้ผม แต่เหตุผลที่พ่อยอมเซ็นยกหุ้นให้มันคืออะไร เพราะรู้สึกผิดหรือเพราะอี้เอินเป็นพี่ของผม

“เฮ้อ”

ผมถอนหายใจออกมาแล้วเริ่มสาวเท้าเดินต่อ ตั้งใจจะไปนั่งสงบสติในห้องทำงานสักพักถึงในใจจะร้องไห้นำไปแล้วก็เถอะ

จะว่ายังไงดี ความจริงผมก็อยากรู้นะว่าทำไมพ่อถึงกีดกันผมกับอี้เอินนักหนา แต่พอรู้เรื่องนี้แล้ว ผมเริ่มเกลียดตัวเองที่ดิ้นรนอยากรู้เรื่องทุกอย่าง ฟังดูโง่ใช่ไหมล่ะ แต่เชื่อสิว่าถ้าคุณเป็นผมก็ต้องทำแบบนี้เหมือนกัน

แต่เอาเถอะ ตอนนี้มันไม่ใช่เวลามาตัดพ้อสักหน่อย เพราะแทนที่ผมจะมาบ่นอุบอิบแบบนี้ควรเอาเวลาไปนั่งคิดว่าจะทำยังไงต่อไปกับชีวิตของตัวเองดี

แน่นอน กับเรื่องนี้ผมต้องถามพ่อให้รู้เรื่องแน่ แต่กับอี้เอินนี่สิ ผมควรทำยังไงดี คงไม่ต้องให้บอกใช่ไหมว่าผมรักอี้เอินขนาดไหน ถึงในตอนแรกมันอาจจะเป็นแค่การอยากเอาชนะก็เถอะ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว แล้วไหนจะเรื่องบนเตียงนั่นอีก

“โอ๊ยย” นี่พี่กันต์นอนกับพี่ชายตัวเองเหรอวะ ถึงจะไม่รู้ก็เถอะแต่

ก๊อก ก๊อก

“นายเหนือครับ”

แต่ในตอนที่ยังเอาแต่นั่งคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้นเสียงเรียกของจินยองก็ดังขึ้นจากด้านนอก ก่อนผมโก่งคอร้องตอบกลับไป

“มีอะไร”

“ผมเอาเอกสารมาให้นายเหนือตรวจน่ะครับ”

“อา งั้นเหรอ”

ว่าจบก็จัดการยัดเอกสารที่ยังถืออยู่ในมือลงใต้โต๊ะ จนเมื่อจินยองที่เพิ่งเดินเข้ามาเดินมาถึง ผมถึงได้ปั้นหน้าขึงขังมองอีกฝ่าย

“อืม เอาวางไว้นั่นแหละ”

ใช่ ก็ตอนนี้มันใช่เวลามาอ่านเอกสารที่ไหน เพราะเรื่องชวนปวดใจยังวนเวียนอยู่ในหัวผมอยู่ดี

“เอ่อ นายเหนือครับ”

“มีอะไร” ผมเงยหน้ามองจินยองที่ยังเอาแต่ยืนอ้ำอึ้งอยู่ตรงหน้าเหมือนว่าไม่สบายใจกับบางอย่าง

“นายเหนือมีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ”

“ถ้าเรื่องของอี้เอิน ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับเพราะถึงอี้เอินจะถูกคุณท่านแกล้งบ่อยๆ แต่ผมไม่ปล่อยให้อี้เอินลำบากแน่”

“งั้นเหรอ”

“ครับ สบายใจได้นะครับนายเหนือ” จินยองว่าแล้วยิ้มออกมานิดๆ เหมือนมั่นใจนักหนาว่ามันจะสามารถช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นได้ ซึ่งความจริงแล้วก็

นิดหน่อยอะนะ

“ขอบใจนะ แต่จินยอง

“ครับ?”

“นายไม่ไปเก็บกระเป๋าเหรอ”

“กระเป๋าเหรอครับ”

“ใช่” ก็พ่อของแจบอมพูดชัดขนาดนั้นแล้วนี่ แล้วแบบนี้จะไม่ย้ายไปอยู่บ้านของหมอนั่นได้เหรอ

“แต่ผมยังไม่ได้คุยเรื่องนี้กับแจบอมเลยนะครับ”

“ไอ้หมอนั่นมันจะไม่รับผิดชอบ?”

“อะ เปล่าครับ แต่ตอนนี้พวกเรายุ่งๆ เลยไม่ได้คุยกัน”

เห้ยๆ ทำแบบนี้กับลูกน้องพี่ได้ไง

“ไปจินยองไปเก็บกระเป๋าเดี๋ยวฉันพาไปลากตัวมันออกมาจากรูเอง”

“อะ นายเหนือครับ”

“ไป” ไม่ว่าเปล่า ผมก็ลุกขึ้นดึงให้จินยองตามออกไปอีกทางแต่กลับถูกอีกฝ่ายคว้าแขนไว้ก่อน

“เดี๋ยวครับนายเหนือ เดี๋ยวผมจะหาเวลาคุยกับแจบอมเอง นายเหนือไม่ต้องไปคุยเองก็ได้นะครับ”

“จริงเหรอ”

“ครับ นายเหนือนั่งพักก่อนเถอะครับ” ว่าจบจินยองก็ลากตัวให้ไปนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้งพร้อมพูดปลอบเหมือนรู้ว่าผมยังคงกำลังกังวลกับเรื่องของอี้เอิน

“เรื่องนี้ให้ผมจัดการเองนะครับ”

“อา งั้นเหรอ”

“ครับ” ว่าจบจินยองก็ผละตัวเดินกลับไปที่ประตูแต่ก่อนที่จะได้เดินออกไปไหน ผมก็รีบเรียกจินยองไว้ทำให้อีกฝ่ายต้องหันกลับมามอง

“ครับ?”

“นายไม่ได้ชอบแจบอมใช่ไหม”

“ครับ?”

“แล้วถ้าเกิดว่านายมีคนรักอยู่แล้วแล้ววันหนึ่งนายถูกฉันบังคับให้แต่งงานกับแจบอม นายยังจะยอมแต่งงานกับหมอนั่นรึเปล่า”จินยองเงียบไปเมื่อได้ยินคำถามนั้น มันฟังดูแปลกใช่ไหมล่ะ ที่อยู่ๆ ผมก็มาถามคำถามชวนเลี่ยนแบบนี้ออกมาแต่พี่ถามก็ตอบๆ มาเถอะน่า

“ว่าไง นายจะทำยังไง”

“ผมไม่แต่งงานกับคนที่ผมไม่รักหรอกครับ” รอยยิ้มเผยขึ้นเมื่อตอบคำถามนั้นจบ “ก็เหมือนที่นายเหนือไม่ยอมแต่งงานกับคุณมินยองไงครับ”

“งั้นเหรอ”

“ครับ นายเหนือมีอะไรรึเปล่า

“แล้วถ้ามันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ล่ะ บางอย่างที่ทำให้นายกับคนที่นายรักถูกกีดกัน” ผมถามต่อ ไม่รอให้จินยองพูดจบด้วยซ้ำ เพราะในหัวตอนนี้มันเต็มไปด้วยคำถามจนมันแทบระเบิดออกมาอยู่แล้ว

“คงหนีไปมั้งครับ”

“เอ่อ นายเหนือคงไม่คิดพาอี้เอินหนีไปใช่ไหมครับ” จินยองถามกลับเมื่อเห็นสีหน้าที่เหมือนเพิ่งนึกอะไรได้ ก่อนผมเงยหน้าตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูดีขึ้นนิดหน่อย

“ไม่หรอก”

“งั้นเหรอครับ”

“อืม นายออกไปเถอะ”

“ครับ”จินยองรับคำพลางค้อมศีรษะให้อีกครั้งแล้วหมุนตัวเดินออกไป โดยไม่เอะใจกับคำตอบนั้นเลยสักนิด

ไม่ว่าจะผ่านไปแค่ไหน จินยองก็ยังเป็นจินยองอยู่วันยังคำ

ไม่คิดเลยรึไง ว่าวันหนึ่งจะถูกเจ้านายของตัวเองหลอก

“ขอโทษนะ”

แต่บางทีมันอาจถึงเวลาที่ผมต้องทำบางอย่าง

 

“เห้ยแบม มึงแน่ใจเหรอวะว่าจะทำแบบนี้จริงๆ”

“เออ”

“แต่แน่นะ ถ้าถูกจับได้นี่ตายโหงกันทั้งแก็งค์เลยนะเว้ย”

“เออ”

“ไอ้แบม”

“เออ!”ผมหันกลับตะคอกใส่แจ็คสันเมื่อมันยังเอาแต่ถามย้ำๆ อยู่อย่างนั้น แล้วหันกลับไปมองอีกทางด้วยความหงุดหงิด ก่อนเป็นยูคยอคที่ยืนกอดอกอยู่อีกทางพูดขึ้นบ้างหลังจากเอาแต่เงียบอยู่นาน

“มึงจะไปถามอะไรมันมากวะ ไหนๆ ก็ตกลงจะช่วยแล้วก็ต้องช่วยมันถึงที่สุดสิ” ใช่ นี่สิเขาเรียกว่าเพื่อนตาย อย่างไอ้หวังนี่อะไร กลัวตายแล้วจะไม่ได้อยู่กับยองแจรึไง

ผมเหลือบตามองทางแจ็คสันอย่างหงุดหงิดเมื่อคิดได้อย่างนั้น ตอนนี้พวกเราสามคนกำลังนั่งปรึกษาเรื่องสำคัญอยู่ในห้องทำงานของผม แน่นอน มันเป็นเรื่องของอี้เอิน และหากจะให้ลงลึกกว่านั้นก็คงต้องบอกว่าพวกเรากำลังวางแผนพาตัวอี้เอินหนีออกไป

แน่นอนว่าผมยังรักที่นี่ แต่บางทีการหายตัวไปสักพักอาจช่วยอะไรได้บ้าง

“งั้นเอาเป็นว่าทำตามที่วางแผนไว้ก็แล้วกัน”

ผมพูดออกมาอีกครั้งพลางยกมือกุมขมับ เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินใจง่ายเท่าไหร่ ทว่าในตอนที่พวกเรากำลังสุมหัวเพื่อวางแผนขั้นถัดไป เสียงร้องของจินยองก็ดังขึ้นพร้อมผลักประตูเปิดออกด้วยสีหน้าแตกตื่น

ปึก

“นายเหนือ นายเหนือแย่แล้วครับ”

“แย่”

ผมถามพร้อมที่พวกเราทุกคนหันไปมองทางจินยองด้วยความสงสัยและยังไม่ทันได้ทำอะไร อีกฝ่ายก็รีบเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผมซะก่อน

“อ อี้เอินหายตัวไปแล้วครับ!


50%

 


 “เอิน!

ผมรีบวิ่งออกไปทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ที่ตัวเองควรวิ่งไปมันคือที่ไหน ก่อนตามมาด้วยเสียงร้องและฝีเท้าหนักๆ ของผู้ชายสามคนที่อยู่ด้านหลังจนเมื่อวิ่งมาถึงหน้าบ้าน ก็พบเข้ากับรถของพ่อที่จอดอยู่ เมื่อเห็นอย่างนั้นผมถึงได้รีบหันกลับไปถามจินยองที่ยืนหายใจหอบอยู่ด้านข้าง

“พ่อล่ะ พ่อฉันอยู่ไหน”

“ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่ว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นคืออี้เอินกำลังคุยบางอย่างกับคุณท่านในห้องนั่งเล่นครับ”

“เวรเอ๊ย” ว่าจบผมก็ตั้งท่าเดินออกไปก่อนแขนถูกรั้งไว้ด้วยแจ็คสันที่มีสีหน้าจริงจังกว่าก่อนหน้านี้มาก

“มึงจะไปไหน”

“กูจะไปหาเอิน” ใช่ ไม่มีใครรู้หรอกว่าพ่อจะทำอะไรอี้เอินบ้าง เพราะถึงอีกฝ่ายจะเป็นพี่ชายของผมแต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วของพ่อของผมกับอี้เอินคือใครกันแน่ แล้วหากพ่อคิดจะฆ่าอี้เอินเพื่อปิดปากล่ะ

ใช่ ก็เคยสั่งให้จินยองทำไปแล้วครั้งหนึ่งนี่ หากในตอนนั้นผมไม่คิดพาอี้เอินหนีออกมา อี้เอินคงไม่ได้มีชีวิตอยู่ทำหน้าโหดๆ จนถึงตอนนี้หรอก

“แล้วมึงรู้เหรอว่าอี้เอินอยู่ที่ไหน” เป็นยูคยอมที่ถามออกมา ก็จริงอย่างที่มันว่า ผมไม่รู้หรอก แต่จะให้อยู่เฉยๆ ก็ไม่ได้เหมือนกัน

“แจ็คสันปล่อยกู!

“เห้ยแบม มึงใจเย็นก่อนสิวะ”

“เออ ใจร้อนไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก” ยูคยอมเสริมแล้วยื่นมือคว้าแขนผมไว้อีกคน “แล้วนั่นน่ะรถพ่อมึงใช่ไหม”

“เออ” ผมหันกลับไปตอบไอ้ยูค สีหน้ายังดูไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ แน่ล่ะ เมียหายนะครับจะไม่ให้ห่วงได้ยังไง ที่ตลาดนัดไม่มีขายด้วย

“ถ้ารถพ่อมึงยังอยู่งั้นก็แปลว่าพ่อมึงยังอยู่ที่นี่แหละ”

“แล้ว?”

“ก็จะแล้วอะไรวะ เพราะถ้าพ่อมึงพาตัวอี้เอินไปจริงๆ สองคนนั้นก็ยังอยู่ที่บ้านนี่แหละ”ก็จริงอย่างที่มันบอกนั่นแหละ

และเมื่อนึกได้อย่างนั้น ผมถึงได้รีบหันกลับไปมองทางพวกมันแล้วหันกลับไปสั่งจินยองให้พาคนออกไปตามหาตัวอี้เอิน

ปึก

แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเสียงของบางอย่างก็ดังขึ้นดึงให้พวกเราทั้งหมดต้องหันกลับไปมอง

“เอิน” และไม่ต้องคิดอะไรมาก ผมก็รีบสาวเท้าวิ่งจ้ำอ้าวตรงไปยังต้นเสียง

ก็ไม่รู้หรอกว่ามันคือเสียงอะไร แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังวิ่งออกไป แน่ล่ะ ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะว่ามันอาจมีอะไรเกิดขึ้นกับอี้เอินก็ได้

ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าผมไม่ห่วงพ่อหรอกนะ แต่เพียงแค่นึกถึงตอนที่พ่อสั่งให้จินยองตามเก็บอี้เอิน ผมก็กลัวจนทำอะไรไม่ถูก แน่นอน ตัวน้องออกจะบอบบางขนาดนั้นถ้าพ่อคิดจะทำอะไรจริงๆ คงดิ้นขัดขืนไม่ได้หรอก

“ไอ้แบม รอกูด้วย” เสียงของไอ้หวังดังขึ้นจากด้านหลังอีกครั้ง แต่รอเหรอ รอเนี่ยนะ

“ไอ้เหี้ย ถ้าขาสั้นวิ่งตามไม่ทันก็ไม่ต้องตามมา!

“ไอ้แบม!

เสียงร้องของแจ็คสันยังดังอยู่อย่างนั้น ก่อนตามมาด้วยไอ้ยูคและจินยองที่วิ่งกระหืดกระหอบตามหลังมา จนเมื่อผมวิ่งมาหยุดที่ห้องครัว ก็พบเข้ากับพ่อและอี้เอินที่ยืนอยู่ด้วยกัน แต่นั่นมันจะไม่ใช่ปัญหาหากว่าในมือพ่อไม่ถือมีดปลายแหลมไว้ด้วย

“พ่อ!

ผมร้องแล้วรีบวิ่งเข้าไปยื้อมีดในมือของพ่อไว้แต่เหมือนจะไม่ง่ายเมื่อพ่อไม่ยอมปล่อย ทั้งยังเอาแต่แย่งมันกลับด้วย

“พ่อปล่อยมีดนะ”

“ไอ้แบม ปล่อยมีดนะเว้ย”

“พ่อนั่นแหละที่ต้องปล่อย!” จนเมื่อความอดทนเริ่มหมดลง ผมถึงได้เงยหน้าขึ้นไปว่ากับพ่อ

“เป็นบ้าอะไรอีกล่ะ”

“พ่อนั่นแหละ อะ”แต่ยังไม่ทันได้ว่าอะไรต่อ คอเสื้อก็ถูกกระชากออกไปและในตอนที่กำลังจะหันกลับไปโวยวายสายตาก็ปะทะเข้ากับใบหน้านิ่งๆ ของอี้เอิน

“เอิน”

“หืม?”

“เอินไม่เป็นไรใช่ไหม” ผมถามขณะที่ตัวถูกลากออกมาจากห้องครัว อ่า รู้สึกเหมือนจะร้องไห้จริงๆ ยิ่งคิดว่าอีกฝ่ายเป็นพี่ชาย น้ำตาพี่กันต์ก็จะไหล

มันจะมีครั้งไหนบ้างไหมนะที่อี้เอินไม่เค้นน้ำตาลูกชายของพี่ออกมา

จนเมื่อคอเสื้อด้านหลังเป็นอิสระผมถึงได้หมุนตัวกลับไปมองอี้เอินเต็มๆ ตา จนเมื่อเห็นว่าอี้เอินไม่เป็นอะไรผมถึงได้ถอนหายใจแล้วหมุนตัวกลับไปทางพ่อที่เอาแต่ยืนขึงตามองมาทางพวกเราตั้งแต่เมื่อกี้

แน่นอน ในมือยังถือมีดค้างอยู่ ทำท่าเหมือนอยากเดินเข้ามาจ๊วกไส้อี้เอินจริงๆ

“พ่อคิดจะทำอะไร” ผมว่า ทั้งย่นคิ้วพยายามข่มน้ำตา ถึงพ่อจะไม่ชอบอี้เอินแต่ก็ไม่มีสิทธิมาฆ่าใครแบบนี้นะ

“พ่อต้องถามมากกว่าว่าแกคิดจะทำอะไร เป็นบ้ารึไง อยู่ๆ ก็มาแย่งมีดแบบนี้ เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะทำยังไง ห๊ะ!

“ก็พ่อทำไม่ถูกอะ”

“ไม่ถูก? ไม่ถูกยังไงลองอธิบายมาสิ” พ่อนิ่วหน้าว่า เหมือนโมโหนักหนา

“ก็

“ถ้าคำตอบไม่มีน้ำหนัก แกได้ตายแน่แบมแบม” แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรพ่อก็ชี้นิ้วคาดโทษผมไว้ เหอะ ทำเหมือนมั่นใจว่าที่ตัวเองทำมันถูกนักหนางั้นแหละ

โอเค พวกเราเป็นมาเฟีย กุมธุรกิจทั้งด้านมืดและสว่างไว้มากมายแต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้ชมชอบการฆ่าคนเป็นผักปลาหรอกนะ แต่นี่อะไร ทำไมพ่อถึงได้แหกกฏทำเองแบบนี้!

“พ่อมีสิทธิ์ที่จะโกหกผม พ่อมีสิทธิ์ไม่ชอบอี้เอิน แต่พ่อไม่มีสิทธิ์มาตัดสินคนอื่นแบบนี้”

“ตัดสินคนอื่น?”

“ใช่ พ่อไม่มีสิทธิ์” เชื่อเถอะว่าผมจริงจัง ดูสิ ขนาดพ่อยืนกำมีดส่งสายตาเย็นๆ มาให้ตัวผมก็ยังไม่สั่น อ่า ดูเหมือนว่านี่จะเป็นช่วงที่พ่อโมโหผมที่สุดตั้งแต่เกิดมาเลยมั้ง แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ ผมไม่ยอมให้พ่อทำแบบนี้หรอก

“แกไม่พอใจที่พ่อขัดขวางแกกับอี้เอินเหรอแบม”

“แกไม่พอใจที่พ่อบังคับแกแต่งงานกับมินยองใช่ไหม!” พ่อถาม แน่นอนว่ามันเป็นความจริงแต่มันไม่ใช่ประเด็นที่ควรพูดถึงในตอนนี้สักหน่อย

“พ่ออย่ามาทำเป็นเฉไฉหน่อยเลย”

“เฉไฉ?”

“ใช่ ก็พ่อคิดจะฆ่าปิดปากอี้เอินไม่ใช่รึไง”

“ห๊ะ!

“หรือพ่อจะปฏิเสธว่าไม่ใช่”

“แล้วพ่อจะทำแบบนั้นไปทำไม” ผมเงียบเมื่อได้ยินคำถามนั้น เอาแต่ยืนมองหน้าพ่อนิ่งเหมือนกำลังจับผิดว่าที่พ่อพูดออกมาด้วยสีหน้าและท่าทางที่ดูไม่สะทกสะท้านเพราะกำลังแสร้งตีหน้าหรือว่าไม่รู้เรื่องจริงๆ

แต่ไม่รู้เรื่องเนี่ยนะ

ไม่ใช่หรอก ก็สิ่งที่ผมเห็นมันเป็นหลักฐานบอกแล้วนี่ว่าพ่อคิดจะฆ่าอี้เอิน แล้วอีกอย่างน่ะ“ที่พ่อทำไปก็เพราะอยากปิดปากอี้เอินใช่ไหมล่ะ”

“ปิดปาก?”

“ใช่ เพราะพ่อมีความลับที่บอกผมไม่ได้ เพราะเรื่องนั้นพ่อเลยพยายามกีดกันผมกับอี้เอิน” และครั้งนี้ก็เป็นพ่อบ้างที่เงียบ ดูเหมือนจะเดาออกว่าผมกำลังหมายถึงเรื่องอะไร

“ผมกับอี้เอินเป็นพี่น้องกันใช่ไหม”

“แบม เรื่องนี้พ่อ...”

“และเพราะไม่อยากให้เรื่องนี้แพร่งพรายพ่อเลยคิดจะฆ่าปิดปากอี้เอิน”

ทั้งบริเวณเงียบไปทันทีที่ผมพูดจบ แน่ล่ะ ก็ไม่มีใครรู้นี่ว่าผมจะรู้เรื่องงนี้ แต่ก็นั่นแหละ ความลับไม่มีในโลก ไม่ว่าจะพยายามปิดยังไงสักวันมันก็ต้องเผยออกมาอยู่ดี

“ลูกรู้เรื่องนี้ด้วยเหรอแบม”

“ครับ” ผมตอบแล้วหันกลับไปมองอี้เอินที่ยืนนิ่วหน้าอยู่ด้านหลัง ก็คงขัดใจที่ผมดันไปรู้เรื่องเข้านั่นแหละ แต่เอาเถอะ ไหนๆ ก็มาขนาดนี้ ผมจะพยายามยอมรับความจริงหน่อยก็แล้วกัน

“เอินพี่...เอ่อ ผม...”

“พี่น้อง?”แต่ยังไม่ทันได้พูดจบอี้เอินก็แทรกขึ้น พร้อมหัวคิ้วที่เริ่มขมวดแน่นเข้าทุกขณะก่อนเงยหน้ามองไปทางพ่อที่ยังยืนอึ้งอยู่อีกทาง

“ผมเป็นพี่น้องกับแบมแบม?” แต่แทนที่จะโผเข้ากอดด้วยท่าทางสโลวโมชั่นที่เคยเห็นในหนัง สิ่งที่พี่กันต์ได้รับกลับเป็นเพียงสายตางุนงง

“ผมไปเป็นพี่น้องกับแบมแบมตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ห๊ะ!”ทั้งพ่อและผมร้องออกมาพร้อมกันเมื่อได้ยินอย่างนั้น ก่อนเป็นผมที่รีบวิ่งไปหยุดอยู่ข้างพ่อแล้วแอบกระซิบถามเสียงเบา

“ก็ไม่ใช่ว่าพ่อยอมรับเองเหรอว่าอี้เอินเป็นพี่ชายของผม”

แต่แทนที่จะตอบคำถาม พ่อกลับยังเอาแต่เงยหน้ามองอี้เอินด้วยความตกใจที่ยังฉายชัด ท่ามกลางความงุนงงของละครฉากใหญ่ แต่เชื่อเถอะ ว่านอกจากความตกใจยังมีความรู้สึกบางอย่างในหัวใจผมที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน!

“พ่อเธอไม่ได้บอกเรื่องนี้เหรอ”

“บอก?”

“อี้เอิน เธอเป็นลูกชายของฉัน”

“ไม่ใช่ พ่อไม่เคยบอกผมเรื่องนี้ แล้วอีกอย่างผมเคยตรวจดีเอ็นเอแล้วด้วย”ทั้งบริเวณเงียบกริบอีกรอบ แน่นอนว่าคนที่อึ้งที่สุดคือพ่อของผม แต่ตรวจดีเอ็นเอเหรอ

“ตรวจดีเอ็นเอเหรอเอิน”

“ใช่”

“แล้วทำไมเอินต้องตรวจดีเอ็นเอด้วย” ใช่ คงไม่มีใครหรอกที่อยู่ๆ จะลุกขึ้นมาตรวจดีเอ็นเอของตัวเองกับลูกนอกจากจะเกิดเรื่องร้ายแรงบางอย่าง ผมมองพ่อกับอี้เอินสลับกัน อืม จะว่าไปหน้าพ่อกับอี้เอินก็ไม่เหมือนกันด้วยสิ

ใช่ๆ ไม่ใช่พ่อลูกกันหรอก

ผมเดินเข้าไปคล้องแขนอี้เอินเอาไว้ ทั้งหวังในใจว่ามันจะเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด

“เอิน...”

“เรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จำได้แค่ว่าตอนเด็กๆ ไปค้นเจอใบตรวจดีเอ็นเอที่พ่อเก็บไว้ก็แค่นั้น...”

“แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นทำไมพ่อกับแม่ของเธอถึงไม่เคยบอกฉันเลยล่ะ”

เสียงของพ่อแทรกขึ้นทำให้พวกเราทั้งหมดต้องหันกลับไปมอง

“แล้วทำไมพวกเขาต้องบอกคุณด้วย”

“ก็ต้องบอกสิ เพราะตลอดเวลาสิบกว่าปีมานี้ฉันต้องแบกรับความผิดไว้คนเดียว”

“...”

“จริงๆ เลยนะไอ้ต้วน ไอ้เพื่อนเวร นี่อี้เอินเธอรู้ไหมว่าตลอดเวลาฉันต้องเจออะไรบ้าง” เสียงของพ่อยังดังอยู่อย่างนั้น เหมือนอัดอั้นตันใจมานานในขณะที่ผมยังเอาแต่กอดแขนอี้เอินไว้แน่น อ่า เหมือนได้เมียรักกลับคืนมาเลยครับ พี่น้องบ้าอะไรไม่มี๊ หรือถ้าจะมีก็คงมีแต่พี่กันต์กับน้องเอินแค่นั้นแหละ

ว่าแล้วก็แนบหน้าลงบนไหล่ ก่อนนวลน้องถามออกมาอีกครั้ง

“แล้วมันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

“เหอะ ความจริงเรื่องเลวๆ แบบนี้ฉันเองก็อยากถามมันเหมือนกัน แต่เอาเถอะ ไหนๆก็ไหนๆ แล้วฉันจะเล่าให้ฟังก็แล้วกัน”

“...”

“อี้เอิน เธอเองก็พอรู้ใช่ไหมว่าฉันกับพ่อเธอรู้จักกัน”

“ครับ” อี้เอินรับ แต่เพื่อนกันเนี่ยนะ

ทำไมกูไม่รู้วะ

“ใช่ พวกเราเป็นทั้งเพื่อนและศัตรู เพราะเกิดในตระกูลใหญ่ทั้งคู่เลยชอบแข่งกันในหลายๆ เรื่องกระทั่งถึงวันงานของฉัน พ่อของเธอเลยยอมสงบศึกโดยการสัญญาว่าหากมีลูกก็จะจับลูกของพวกเราแต่งงานกัน แต่น่าเสียดายที่พวกเธอเป็นผู้ชายทั้งคู่สัญญานั้นเลยจำเป็นต้องยกเลิกไป จนวันหนึ่ง...”

“...”

“ความจริงตอนนั้นมันเป็นช่วงก่อนที่แม่เธอจะท้อง ฉันไปงานเลี้ยงกับพ่อของเธอ แต่ใครจะไปรู้ว่ามันกำลังทะเลาะกับเมีย สุดท้ายฉันเลยต้องเป็นคนขึ้นไปเคลียร์ให้ในสภาพที่ไม่พร้อมเท่าไหร่”

“...”

“เฮ้อ ความจริงก็เป็นความผิดของฉันเองแหละที่ขึ้นไปในสภาพแบบนั้น จนเมื่อรู้ตัวตื่นมาอีกทีก็นอนอยู่บนเตียงในห้องว่างๆ กระทั่งถึงตอนที่ไอ้ต้วนมันเข้ามาโวยวายว่าฉันไปนอนกับเมียมันนั่นแหละ หายนะก็เลยบังเกิด ยิ่งแม่แกนะแบมแบม”

“ห๊ะ แม่?”

“เออ!” ผมถอนหายใจออกมาหลังจากพ่อพูดจบ และแม้ในหัวมีคำถามมากมายแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร ดูเหมือนว่าสิบปีที่ผ่านมาพ่อจะแบกอะไรไว้เยอะจริงๆ

มิน่า ถึงได้รีบสละตำแหน่งมาให้ผมแบบนี้

“ความจริงไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากชดใช้นะ แต่อยู่ๆ ไอ้ต้วนมันก็พาเมียกับเธอหายไปซะดื้อๆ ไม่ว่าฉันจะพยายามตามหามันยังไงก็ไม่เจอ สุดท้ายก็เหลือแค่เรื่องธุรกิจเท่านั้นที่จะทำให้มันโผล่หัวออกมาได้”

“คุณเลยคิดจะฮุบกิจการของบ้านผม”

“ก็ไม่ได้อยากฮุบนักหรอก แต่ใครมันจะไปคิดล่ะว่าพ่อของเธอมันยังเอาแต่หดหัวอยู่แบบนี้”

ว่าแล้วพ่อก็เริ่มบ่นอีกรอบ ขณะที่ผมและคนอื่นๆ ยังได้แต่ยืนนิ่งกับสิ่งที่ได้ยิน เชื่อยากใช่ไหมล่ะ ใช่ ผมเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แต่ในตอนที่ผมยังเอาแต่ยืนอึ้งอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ก่อนอี้เอินหยิบมันขึ้นมา

“ครับพ่อ”

แน่นอน พวกเรามองอี้เอินเป็นตาเดียว พร้อมที่อี้เอินยังมองไปทางพ่ออยู่อย่างนั้น

“ครับ อะ” แต่ยังไม่ทันได้ตอบอะไร พ่อก็รีบเดินมาแย่งโทรศัพท์ไปถือไว้ก่อน

“ไอ้ต้วน! มาแล้วเหรอมึง”

“...”

“ไอ้ตัวดี มึงพูดมาเดี๋ยวนี้นะว่ามันเกิดอะไรขึ้น เห้ยๆ อย่าเพิ่งวางสายสิวะ”

“...”

“ไอ้ต้วน ไอ้ต้วน!” เสียงร้องของพ่อยังดังอยู่อย่างนั้นพร้อมเจ้าตัวเดินหัวเสียไปอีกทางในขณะที่ผมได้แต่มองตามด้วยความเป็นห่วง จนเมื่อหันกลับมาอีกครั้งก็พบเข้ากับสายตาของอี้เอินที่กำลังมองมา

“หืม? เอินมองพี่แบบนั้นหมายความว่ายังไง”

“เปล่า” อี้เอินตอบ แต่มันออกจะสั้นไปหน่อยไม่ใช่เหรอ อย่างน้อยก็ควรจะปลอบขวัญพี่กันต์จากอาการแตกตื่นเมื่อกี้หน่อยนะ

ว่าแล้วก็จัดการซบหน้าเข้ากับลาดไหล่แล้วพูดออกไปอีกรอบ

“นี่เอิน พวกเราได้เป็นคู่หมั้นกันตั้งแต่ยังไม่คลอดเลยนะ” ความจริงต้องบอกว่าตั้งแต่ยังไม่มีตัวตนบนโลกเลยด้วยซ้ำ

“แล้ว?”

“จะแล้วอะไรอีกล่ะ ตอนนี้พ่อกำลังหัวเสียพี่ว่าแทนที่จะเอาแต่ถือทิฐิ เรามาทำให้พ่อภูมิใจดีกว่า...”

“งั้นก็แต่งงานกับฉันสิ”

“ใช่ๆ พี่ก็ว่างั้น ห๊ะ!?”

ผมเงยหน้าขึ้นมองอี้เอินทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น แต่เห้ยๆ มันผิดคิวไปรึเปล่า ความจริงต้องเป็นผมสิที่ขออี้เอินแต่งงาน ต้องคุกเข่าสวมแหวนให้น้องด้วยแล้วนี่อะไร

“เอิน!

“เห้ยพวกมึง จะทำอะไรก็สนใจพวกกูด้วยเถอะ” แต่ในตอนที่กำลังหันกลับไปโวยวายเสียงของแจ็คสันก็ดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนมันยกมือเกาหัวเดินมาแทรกกลางระหว่างผมกับอี้เอิน

“แล้วไอ้แบม สรุปมึงจะเอาไง จะพาเมียหนีไหม”

“หนี? ทำไมต้องหนี” ใช่ ก็เข้าใจกันแล้วนี่ “จะหนีทำไมวะ”

“มึงนี่ก็นะ เสียเวลากูว่ะ ไปไอ้ยูคกลับบ้าน”

“เออว่ะ เสียเวลาชิบหาย ไปๆ ไอ้หวัง”

สิ้นเสียงพวกมันสองคนก็พากันตบบ่าเดินหายออกไปอีกทางเหลือไว้เพียงผม อี้เอนและจินยองที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

“เอ่อ งั้นผมขอตัวไปดูคุณท่านก่อนนะครับ”

ว่าจบจินยองก็วิ่งตัวปลิวไปอีกทาง และตอนนี้แหละ!

“เอิน!

“ฉันพูดจริงนะ”

“ห๊ะ” อะไรอีกล่ะ

“แต่งงานกับฉัน”

“แต่เอิน...” พี่ต้องเป็นคนขอสิ พี่กันต์ต้องเป็นคนขอนะครับ ว่าแล้วก็เอาหน้าซบไหล่ ก่อนถูกอี้เอินคว้าเอวไว้แล้วพาเดินหายไปอีกทาง

“ทำท่าแบบนี้ ไม่อยากแต่งเหรอ”

“บ้าใครมันจะไม่อยากแต่ง”

“งั้นก็แต่งสิ”

“ไม่!

“ไม่แต่ง?”

“ไม่ใช่!

เสียงโวยวายของผมยังดังอยู่อย่างนั้น แต่ก็นั่นแหละ เพราะเหมือนผมลืมบางอย่าง ใช่ มันเป็นบางอย่างที่สำคัญมากๆ เพราะก้างชิ้นเบ้อเลิ่มที่ยังเอาแต่โวยวายอยู่อีกทางคัดค้านการแต่งงานของพวกเราเต็มที่

“ไม่ได้!

เสียงร้องของพ่อดังขึ้น ดูยังหงุดหงิดกับเรื่องของพ่ออี้เอินไม่หายแม้เวลาจะผ่านมาครึ่งวันแล้วก็ตาม

“จะแต่งงานได้ยังไง พวกเธอเป็นผู้ชายทั้งคู่ ถึงฉันจะไม่กีดกันเรื่องพวกนั้นก็เถอะ แต่แบมแบมมีงานต้องรับผิดชอบนะ จะให้เปลี่ยนนามสกุลแต่งเข้าบ้านอื่นไม่ได้หรอก”

“แต่พ่อ...”

“อะไร!” พ่อหันขวับ ไม่รอให้ผมได้พูดจบด้วยซ้ำ “อีกอย่างนะ แม่แกยังไม่รู้เรื่องนี้ แล้วไหนจะพ่อของอี้เอิน...”

“งั้นก็ให้ผมแต่งเข้าสิ”

“ห๊ะ” ทั้งผมและพ่อหันกลับไปมองอี้เอินเมื่อได้ยินอย่างนั้น ขณะที่น้องนางยังยืนนิ่ง ทำเหมือนมั่นใจกับสิ่งที่พูดออกมานักหนา

“ให้ผมแต่งเข้าบ้านภูวกุล แบมแบมไม่ต้องเปลี่ยนนามสกุลแล้วคุณยังจะเจอพ่อผมในวันแต่งงานอีกด้วย” ทั้งห้องเงียบกริบ ไม่มีใครพูดอะไรออกมาหลังจากนั้น ก่อนเป็นผมที่เดินเข้าไปคว้ามืออี้เอินไว้

“เอิน...”

“ตกลง!

“ห๊ะ” ผมหันกลับไปมองพ่อเมื่อได้ยินคำตอบ

“ได้! งั้นก็แต่งงานอาทิตย์หน้าเลยเป็นไงไอ้ลูกเขย เพราะฉันก็รอเห็นหน้าพ่อแกไม่ไหวแล้วเหมือนกัน!” ว่าจบเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอีกรอบ

และในตอนนั้นเองที่ทำให้ผมรู้ว่างานแต่งของผมกับอี้เอินอาจจบลงด้วยการยืนไว้อาลัยให้ใครบางคน

อาเมน...

 

 




..........................
มาแล้วค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ
ตอนนี้ตอนสุดท้ายแล้ว มาดูเนาะว่าสองคนนี้จะลงเอยยังไง
ส่วนเรื่องตอนพิเศษ ก็เหมือนเดิมนะคะ
มาร์คแบมตอนนึง
แต่ก็อย่างที่บอกนะคะว่าดราม่าเบาๆ พอกรุบกริบ ขนมกรุบ
-..-
ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนถึงตอนนี้นะคะ
ขอบคุณค่าา :]
.....................
ทอล์คอยู่บทส่งท้ายเด่ะ

ติดแท็ก #ฟิคหักธง 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

959 ความคิดเห็น

  1. #889 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2559 / 22:22
    เป็นแบบนี้นี่เอง
    #889
    0
  2. #876 E0909145803 (@E0909145803) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2559 / 01:03
    แต่งแล้วขอให้รักกันนานๆนะ555555
    #876
    0
  3. #857 MBKY; (@withmbky) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2559 / 11:45
    555555 แต่งเลย
    #857
    0
  4. #854 Moko87 (@mokomoko87) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2559 / 02:47
    รอเฉลยยยย
    #854
    0
  5. #848 Fin S (@kamuisadist) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 22:39
    แต่งเลยๆๆ
    #848
    0
  6. #846 Kibibiza (@Mat_AnGel) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 22:18
    อะไรเนี้ยะ วุ่นวายมาตลอด อยู่ๆๆอะไรๆๆก็ง่ายไปหมด
    #846
    0
  7. #845 De_Zine (@zinek) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 21:24
    แต่งกันง่ายจุง555
    #845
    0
  8. #842 cassysanuk (@nuklovecm) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 20:26
    บทจะแต่งก็แต่งซะ.. เราตกใจ.. 55555
    #842
    0
  9. #841 Moko87 (@mokomoko87) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2559 / 06:12
    มาร์คเคลียร์กับพ่อว่าไงน้า แล้วหายไปไหนเนี่ย
    #841
    0
  10. #840 kungking (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2559 / 00:44
    มาร์คน่าจะเข้าใจผิดนะแต่นายเหนือนิสิน่าสงสารจะทำอะไรก็ไม่เคยสำเร็จเลยสักที
    #840
    0
  11. #839 Kibibiza (@Mat_AnGel) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 22:23
    เฮ้ยแบม นั่นพี่ชายนิ จะพาหนีไปแล้วไงล่ะ

    จะเอาพี่ชายเป็นเมียจริงเหรอ
    #839
    0
  12. #838 beerlovelylove (@beerlovelylove) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 22:08
    มาร์คไปไหนนนน
    #838
    0
  13. #837 tmp1412 (@tmp1412) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 21:52
    เป็นพี่น้องกันจริงเหรอ? งื้มมมเค้าอยากรู้แล้วอ่ะ
    #837
    0