ฆาตกรโรคจิต

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 16 Views

  • 0 Comments

  • 0 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    5

    Overall
    16

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

ชั่วขณะที่เลือดไหลออกจากร่างกลับทำให้คนเราคิดอะไรได้มากมาย<br /> ...<br /> ในหนทางที่มืดมนนี้ฉันจะได้เห็นแสงสว่างหรือไม่


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
เรื่องขยายจากเรื่องสั้นที่สองค่าา
แต่ไม่ใช่แนวจีนโบราณนะคะ
ตัวละครหลักจะขี้มโนมากๆนะ

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 14 มี.ค. 62 / 20:07

บันทึกเป็น Favorite


     ขณะปลายมีดกำลังจะสัมผัสโดนผิวเนื้อ ก่อนที่เส้นเลือดกำลังจะฉีกขาดและโลหิตแดงสดจะพุ่งออกจากบาดแผลอย่างน่ากลัว เสี้ยววินาทีนี้ทำให้คนเราตระหนักถึงเรื่องต่างๆได้มากมาย 
     ภาพมากมายแล่นเข้ามาในหัว และผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับมองภาพวิวจากกระจกข้างรถที่กำลังแล่นฉิว  
     ในหนทางอันมืดมนนี้จะมีแสงสว่าง ณ ปลายทางหรือไม่ และจะมี... โอกาสได้เห็นแสงสว่างนั้นหรือไม่  
     ความคิดเหล่านี้ฟุ้งเต็มหัวสมองของคนตัวเล็กๆ ความรู้สึกเหล่านี้เปรียบเหมือนการเดินทางผ่านหนทางอันมืดสลัว เปรียบเหมือนทางเดินเปลี่ยวผู้คน
     ย้อนคิดถึงช่วงหลายวันที่ผ่านมาที่เธอเริ่มรู้สึกว่าชีวิตเธอถูกสายตาหนึ่งจับจ้องตลอดเวลา ไม่ว่าทำงาน รับประทานอาหาร นั่งรถเมล์กลับคอนโด เดินกลับห้องพักหรือกระทั่ง ...เข้าห้องน้ำ เวลาเข้าห้องน้ำเธอต้องหันกลับไปตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีเจาะที่แอบส่อง และไม่มีกล้องแอบถ่ายซ่อนอยู่ 
      การใช้ชีวิตในช่วงที่ผ่านมานี้ช่างทรมานเธอเสียเหลือเกิน อาการหวาดระแวงทุกอย่างทำให้เธอนอนหลับไม่สนิท ความอยากอาหารก็ลดลง จนทำให้เธอถึงขั้นลองไปพบจิตแพทย์! 
     ในแผนกจิตเวชของโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง 
     “สวัสดีค่ะ คุณชลิสาใช่ไหมค่ะ” จิตแพทย์หญิงหน้าตาสะสวยถามเธอ เธอเป็นคนขอนัดให้เป็นจิตแพทย์หญิง เพราะเธอรู้สึกปลอดภัยและสะดวกใจมากกว่า  
     “ค่ะ” เธอตอบไปเกร็งๆนิดหน่อย เพราะไม่คิดว่าวันหนึ่งตนเองจะนัดจิตแพทย์มาคุยอย่างนี้ 
       “คุณสา ฉันเรียกแบบนี้ได้ไหมคะ เรียกฉันว่าลีก็ได้ค่ะ คุณสาค่อยๆเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฉันฟังได้ไหมคะ” 
      จิตแพทย์หญิงคนนี้ท่าทางจะเป็นคนใจดี สังเกตจากที่ ‘คุณลี’ พยายามผูกมิตรกับคนไข้ โดยเปลี่ยนคำเรียกให้สนิทสนมขึ้น ให้คนไข้ไว้วางใจและเล่าเรื่องต่างๆอย่างผ่อนคลาย และเจตนาเรียกแทนตนเองว่าฉัน ไม่ใช้คำว่า ‘หมอ’ ทำให้คนไข้ไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นคนป่วย  
      ด้วยเหตุนี้ชลิสาจึงเล่าเรื่องที่พบเจอมาให้คุณลีฟังอย่างผ่อนคลายขึ้น โดยหลังจากที่คุณลีฟังแล้วก็ให้คำแนะนำว่าอาการของเธออาจจะมาจากอาการเครียด จึงสั่งยาคลายประสาทให้และคอยติดตามอาการของชลิสาต่อไป  
      หลังจากทานยาคลายประสาทมาสักพัก ชลิสารู้สึกดีขึ้นบ้าง ทำให้เธอคิดว่าอาการหวาดระแวงของเธอน่าจะมาจากความเครียดจริงๆ จนกระทั่ง… 
      วันหนึ่งเธอกำลังจะเดินทางกลับคอนโดตามปกติ วันนี้ชลิสาเลิกงานช้ามาก เพราะต้องทำโอที ทำให้เมื่อออกจากที่ทำงานท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว อีกทั้งเวลานี้รถเมล์ยิ่งมีน้อยมาก 
      เธอรอรถเมล์อยู่ประมาณ 20 นาที จึงตัดสินใจว่าจะเดินกลับเพราะหากรอต่อไปเดินกลับคอนโดน่าจะถึงก่อน และเพราะพรุ่งนี้เธอยังต้องมาทำงานตั้งแต่เช้า จึงไม่ควรเข้านอนดึก มิฉะนั้นเธออาจมาทำงานไม่ทันได้ 
      การที่เธอตัดสินใจเช่นนี้ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เธอรู้สึกคลายความหวาดระแวงไปมากแล้ว และไม่คิดว่าจะมีใครสะกดรอยตามเธออยู่จริงๆ 
      ชลิสาหารู้ไม่ว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ประมาท และไม่รอบคอบเพียงใด... 
      เพราะมีคนใส่เสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่ พร้อมหมวกที่ดึงลงมาปิดหน้าแอบตามเธออยู่! 
      ด้วยความใจร้อนอยากกลับไปพักเร็วๆและด้วยชลิสามีงานที่ต้องทำมากมาย เธอจึงเริ่มพิมพ์แบบร่างการประชุมของพรุ่งนี้ในโทรศัพท์ ทำให้ชลิสาไม่ได้เดินดูทาง 
      เธอจึงไม่ทันสังเกตว่าข้างหน้ามีกลุ่มนักเรียนอาชีวะตีกันอยู่! 
     คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่จำนวนไม่น้อยเคยต่องจบชีวิตในลูกหลงพวกนี้! 
     ... 
     แต่ชลิสา …รอดมาได้! 
     เพราะทั้งที่ทางเดินตรงนี้มีคนน้อยมาก แต่อยู่ดีๆก็มีคนตะโกนบอกว่าข้างหน้ามีคนตีกัน เธอจึงพ้นภัยมาได้ 
     ชลิสารู้สึกหวาดกลัวมาก อีกนิดเดียวเธอก็เกือบไม่รอดแล้ว โชคดีที่คนด้านหลังตะโกนบอกเธอ 
     ว่าแล้วเธอจึงคิดจะหันไปขอบคุณ แต่พอหันไปกลับไปก็เห็นแค่ด้านหลังของคนใส่หมวกแก๊ปอยู่ไกลๆเท่านั้น 
     เขาคือใคร? ทำไมช่วยเธอแล้วต้องรีบเดินหนีด้วยล่ะ? 
    ความสงสัยนี้ทำให้ภาพยนต์เรื่องหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของชลิสา ภาพยนต์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของฆาตกรโรคจิตที่ฉลาดหลักแหลมและปกปิดตัวตนได้ดีจนตำรวจตามหาไม่เจอ เขาเป็นคนมีปัญหาทางจิตที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเหยื่อของเขา 
     เรียกได้ว่าเหยื่อของเขาจะได้รับการคุ้มครองและปองร้ายจากเขาไปพร้อมๆกัน! 
     ลมหนาวแห่งรัตติกาลพัดมาจนร่างของชลิสาสะดุ้งเฮือก เธอกำลังคิดอะไรอยู่นี่! คงไม่ใช่กระมัง ...นั่นเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเท่านั้น ไม่มีทางเกิดในชีวิตจริงหรอก! 
     แม้ชลิสาพยายามปลอบตัวเองด้วยคำพูดนี้ แต่สมองของเธอกลับมีฉากต่างๆในภาพยนตร์ปรากฏขึ้นมาไม่หยุด สายตากระหายเลือดน่ากลัว รอยยิ้มมุมปากแห่งความสะใจ การสะกดรอยตามทุกย่างก้าว ความโหดร้ายทารุณที่ฆาตกรมอบให้เหยื่อทุกคนก่อนลมหายใจสุดท้ายจะลาจากร่าง ภาพอันน่าสยดสยองทั้งหลายเหมือนมาปรากฏตรงหน้าชลิสาอย่างชัดแจ้ง กลิ่นคาวเลือดอันน่าสะอิดสะเอียนเหม็นคลุ้งไปทั่ว เพียงแต่เมื่อชลิสาเข้าไปใกล้กลับพบว่าเหยื่อคนนั้นคือตัวเธอเอง ! 
     ชลิสาสะดุ้งอีกครั้ง เธอคิดเหลวไหลอีกแล้ว ฝันร้ายกลางวันแสกๆ 
     ...เอ่อ ไม่สิ ไม่ใช่กลางวัน แต่ก็เป็นฝันขณะมีสติครบถ้วนดี ...สติครบถ้วนดีกระมัง? 
     แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็หยุดภาพในหัวไม่ได้เลย ร่างทั้งร่างของเธอสั่นอย่างขลาดเขลา 
     เธอรู้ว่าทุกคนไม่อาจหนีพ้นความตาย แต่เธอยังไม่พร้อมนี่ ! เธอยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากทำ มีสถานที่สวยๆอีกหลายที่ที่อยากไป แม้พ่อแม่ของเธอจะจากไปแล้วก็ยังมีท่านป้าข้างบ้านที่คอยดูแลเธอ  ไหนจะลุงน้อย รปภ.ของคอนโดอีก ไม่ต้องพูดถึงว่าต่อให้เธอทำใจปล่อยวางได้เรื่องทุกอย่างได้ เธอก็อยากแก่ตายแบบสงบๆ ไม่ต้องรับความทรมานและเจ็บปวดก่อนตายแบบที่ฆาตกรโรคจิตพวกนั้นทำกับเหยื่อนี่ ! 
      ฮือๆ พ่อแม่บนสวรรค์ช่วยคุ้มครองลูกด้วยนะ ! 
      สติของชลิสาเตลิดไปกับความกลัวอย่างกู่ไม่กลับพร้อมกับร่างกายที่สั่นสะท้านด้วยความขลาดกลัว ชลิสาจึงไม่สังเกตถนนที่ขรุขระอย่างมากๆ พร้อมกับหลุมขนาดใหญ่ที่พอจะใช้ดักช้างได้ 
      ตุบ!  
      เท้าของชลิสาเหยียบลงหลุมดักช้างนั่นเต็มๆ พร้อมกับการที่เธอทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ข้อเท้าจนล้มตึงและข้อเท้าพลิกด้วยความสูงของรองเท้าส้นสูง 3 นิ้ว  
     ชลิสาเจ็บจนพูดไม่ออก ได้แต่กลั้นเอาไว่เพราะเธอกลัวว่าหากเธอร้องออกไปจะสะกิดความสนใจไอ้ฆาตกรโรคจิต และมันคงจะถือโอกาสที่ข้อเท้าเธอพลิก วิ่งไม่สะดวกเข้ามาทำร้ายเธอแน่ๆ 
       “เป็นอะไรไหมครับ” 
        ไวเท่าความคิดของชลิสา คนที่ตามหลังเธอมาตลอด เห็นชลิสาล้มก็รีบเข้ามาข่วยพยุงเธอ 
       ไวเท่าความคิด มือของชลิสาถอดรองเท้าส้นสูงที่เธอโทษว่าเป็นสาเหตุให้เธอล้ม แล้วเหวี่ยงเต็มแรงใส่ต้นคอของคนที่จะเข้ามาพยุงเธอ ! 
        เธอมองไม่ผิด คนที่เข้ามาพยุงเธอเป็นคนใส่เสื้อคลุมที่ช่วยเธอจากกลุ่มนักเรียนอาชีวะพวกนั้น เขาจะทำทีมาช่วยเธอแล้วก็ค่อยจับเธอไปทรมาน จากนั้นก็ฆ่าเธอ! เธอไม่รู้ว่าเธอเคยทำอะไรให้ใครบ้าง แต่ถ้าให้เดา ชลิสาคิดว่าคงเป็นคนในบริษัทที่ไม่อยากให้เธอเลื่อนตำแหน่ง 
        ฮือๆ งานสมัยนี้หายาก แต่ต้องถึงฆ่าแกงกันเลยหรือ !  
        ชลิสาไม่รู้จะโทษและขอบคุณรองเท้าส้นสูงคู่นี้ดี 
       เธอรู้แค่ว่าคงไม่ใส่มันอีกแน่ๆ 
       แต่ก็แอบเสียดายเหมือนกันเพราะรองเท้าส้นสูงคู่นี้แพงเอาเรื่องเลย 
       ฮึ ! รู้ซะบ้าง “อาวุธคู่มือหญิงยุคสองพันห้า !” 
       หลังจากชลิสาตีฆาตกรโรคจิตคนนั้นแล้ว เธอก็รีบวิ่งหนี ตอนแรกชลิสาคิดว่าเธอน่าจะวิ่งไม่ได้แน่ แต่ก็ต้องขอบคุณอะดรีนาลินในร่างกายที่หลั่งแบบตอนไฟไหม้บ้านกันเลยทีเดียว  
       ชลิสาวิ่งมาเรื่อยจนผ่านหน้าคอนโดตัวเอง โชคดีที่เธอค่อนข้างสนิทกับลุงน้อย รปภ.ของคอนโด และสภาพของเธอตอนนี้คงจะดูไม่ได้ รปภ.จึงตะโกนถามเธอว่าจะไปไหน         
       “นั่นหนูสาจะไปไหนน่ะ”         
        ชลิสาถึงรู้ตัวว่าถึงคอนโดแล้ว !         
        ...         
        เมื่อชลิสากลับเข้าห้องพักของตนเองเธอจึงสังเกตดูตัวเองในกระจก         นั่นยังเป็นคนอยู่หรือไม่ !         
        ผู้หญิงในกระจกผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนผีสาวในห้องน้ำ มาชคาร่าเลอะเทอะเพราะร้องไห้ ...ชลิสาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอร้องไห้ ! 
        หน้าตาดูไม่ได้เลยจริงๆ 
       รองเท้าส้นสูงก็เหลือข้างเดียว รองเท้าคู่นี้นี่ ต่อให้จะใส่ก็ใส่ไม่ได้แล้วจริงๆ 
       สภาพเธอเป็นแบบนี้ มิน่าล่ะลุงน้อยถึงมองเธอด้วยสายตาแปลกขนาดนั้น 
        ขายหน้าจริงๆ         
        ชลิสาอาบน้ำเสร็จแล้วจึงค่อยรู้สึกว่าที่แท้ตัวเธอเหนื่อยมากเพียงใด อะดรีนาลินที่หลั่งออกไปทำให้เธอทำเรื่องที่ไม่คาดฝันได้ แต่ก็แลกมาด้วยความเหนื่อยขนาดนี้ 
       ชลิสารู้ดีเพราะเธอเคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เธอเคยปั่นงานกองเท่าภูเขาในคืนเดียว แลกกับพอส่งงานให้หัวหน้าแล้วเธอก็ขอลาพัก และกลับมาหลับเหมือนหมูตายทั้งวัน          
       แต่คราวนี้เธอต้องพยายามทำให้ตัวเองตื่นเสมอ เหตุผลที่หนึ่งคือพรุ่งนี้เธอต้องไปทำงานแต่เช้า แต่มีเหตุผลคือ เธอต้องคิดให้ออกว่าใครต้องการทำร้ายเธอและพาตัวเองให้หลุดพ้นจากสถานการณ์บ้าๆเหล่านี้สักที        
       ชลิสาคิดถึงรายชื่อคนที่ทำงานและตัดคนที่ไม่น่าทำร้ายเธอออกทีละคนพร้อมๆกับปฐมพยาบาลข้อเท้าตัวเอง เธอมีกล่องปฐมพยาบาลอยู่ในห้องพัก เพราะถือคติว่า ‘คนเราต้องเตรียมพร้อม!’           
       พอจัดการข้อเท้าตัวเองเสร็จ ชลิสาก็ได้คำตอบว่า…           
       ไม่มี …เธอคิดไม่ออกว่าใครจะโหดร้ายถึงขั้นฆ่าแกงกันเลย ...หรือเธอมองโลกในแง่ดีเกินไป?            
      ‘การใช้ความคิดทำให้หิวได้’ นี่เป็นคำพูดที่ถูกต้องจริงๆ 
      ชลิสาจึงลุกไปหาของกินในตู้เย็น แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเย็นนี้เธอทำโอทีเลยกินขนมกรุบกรอบไปให้อยู่ท้อง ชลิสาจึงคิดว่าจะทำของดีๆอย่างอาหารดีๆมาปรนเปรอกระเพาะตัวเองดีกว่า ชลิสาเลยคิดทำสลัดผลไม้กับอกไก่อบ โชคดีที่เธอมีผลไม้ติดตู้เย็นตลอด และเมื่อวานป้าแดงเพิ่งนำอกไก่มาให้                    ‘การใช้มีดเป็นเรื่องอันตรายต้องระวังให้มาก’ คำพูดนี้ไม่ผิดจริงๆ 
      ชลิสาคิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องในหลายวันที่ผ่านมาจนทำ ‘มีดบาดมือตัวเอง’  ไม่น่าเชื่อว่าภาพเหตุการณ์มากมายจะสามารถแล่นเข้ามาในหัวของเธอราวกับมองภาพวิวจากกระจกข้างรถที่กำลังแล่นฉิว 
      แม้เมื่อวานจะเกิดเรื่องมากมาย การทำงานของชลิสาในวันนี้กลับราบรื่นมาก อาจตรงกับสำนวน ‘ดีเจ็ดครั้งชั่วเจ็ดหน’ กระมัง เมื่อมีเรื่องร้ายก็ต้องมีเรื่องดี ไม่มีชีวิตใครจะดีหรือร้ายไปทั้งหมด แม้กระทั่งคนในที่ทำงานวันนี้ก็ไม่มีใครดูแปลกใจที่ชลิสายังมีชีวิตอยู่ อาจเป็นไปได้หากไม่มีใครคิดทำร้ายเธอเลย หรืออาจเป็นเพราะพวกเขาสวมหน้ากากแห่งรางวัลออสการ์กันอยู่… 
      แถมหัวหน้ายังแสดงความห่วงใยลูกน้องอย่างเธอเป็นพิเศษ 
      เพราะเห็นว่าวันนี้ชลิสาดูหน้าซีดๆ หัวหน้าจึงอาสามาส่งเธอด้วยซ้ำ 
      “สา วันนี้คุณหน้าซีดๆนะ ให้ผมไปส่งไหม” 
      “เอ่อ… ไม่เป็นไรค่ะหัวหน้า สากลับเองได้ไม่เป็นไรจริงๆค่ะ” โชคดีที่วันนี้ชลิสาเลิกงานเร็ว อาจเพราะเมื่อวานเธอทำโอทีจนงานเสร็จเกือบหมดแล้วก็ได้ เธอจึงบอกปัดหัวหน้าได้แบบไม่มีพิรุธ เพราะการที่หัวหน้าไปส่งเธอคงแปลกๆอยู่ 
      ชลิสาไม่รู้ตัวเลยว่าหัวหน้าของเธอแปลกๆมานานแล้ว 
      ...  
      เมื่อชลิสากลับถึงคอนโด เธอกลับต้องช็อกนิ่งอึ้งอยู่หน้าประตูห้องพักตัวเอง !  
      รองเท้าส้นสูงข้างที่เธอใช้ฟาดคนร้ายเมื่อวาน มันกลับมาวางอยู่หน้าประตูห้องพักเธอ พร้อมกับกระดาษโน้ตสีดำแผ่นหนึ่ง !  
      ชลิสาใช้เวลานานมากในการวบรวมสติของเธอที่กระจัดกระเจิงเหมือนเศษแก้วแตกละเอียด 
      เธอตัดสินใจหยิบรองเท้าส้นสูงข้างนั้นกับกระดาษโน้ตแล้วเข้าห้องพัก ชลิสาหยิบกระดาษโน้ตสีดำขึ้นมา ตอนแรกที่มันวางอยู่ใต้รองเท้าเธอทันไม่สังเกตเห็น  
      ความจริงแล้วกระดาษสีดำแผ่นนี้เขียนด้วยปากกาแดง สีดำแห่งความมืดมนน่ากลัว สีแดงแห่งเลือดน่าสยดสยอง 
     นี่มันจะข่มขวัญกันตั้งแต่กระดาษโน้ตเลยใช่ไหม ! 
     ปกติแล้วการเขียนปากกาแดงบนกระดาษสีดำสนิทแบบนี้จะมองไม่ชัด แต่ลายมือที่เขียนกระดาษโน้ตแผ่นนี้ใช้ลงน้ำหนักมือหนักมาก หนักจนกระดาษอีกด้านนูนขึ้นมา !   
     โรคจิตชัดๆ !  
     แต่ชลิสาก็ทำใจกล้าอ่านโน้ตแผ่นนั้น 
     เธอจะได้จบเรื่องบ้าๆเหล่านี้ซะที ! 
     ‘สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จัก…’ 
     ยินดีที่ได้รู้จัก? ยินดีกับผีน่ะสิ! 
     ‘...คุณชลิสา อนันต์เกียรติคุณ…’  
     แม่เจ้า ! เรียกชื่อจริง นามสกุลเต็มยศแบบนี้ ไม่โรคจิตทำไม่ได้จริงๆ               ‘...คุณคงสงสัยว่าผมเป็นใคร ต้องการอะไร…’ 
     ใช่สิ ! สงสัยมาก 
      ‘...ผมไม่คาดมาก่อนว่าการสะกดรอยตามคุณจะทำให้คุณหวาดระแวงจนถึงขั้นต้องนัดพบจิตแพทย์ คุณไม่ต้องปฏิเสธนะครับ ผมมั่นใจในการคาดเดาของผมมาก…’ 
      อ่านถึงตรงนี้ชลิสารู้สึกทังโกรธทั้งอาย 
      นั่น! ที่เธอรู้สึกว่ามีคนจับตามองเธอก็ไอ้ฆาตกรโรคจิตนี่เอง!  เธอไม่ได้บ้า! แล้วไอ้ฆาตกรโรคจิตก็รู้เรื่องที่เธอไปนัดพบจิตแพทย์ด้วย น่าอายชะมัด! แถมไอ้ฆาตกรโรคจิตนี่เป็นคนมั่นหน้ามากจริงๆ  
       ‘...ผมจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณฟัง สวนสาธารณะของคอนโดคุณ 17.30 ถ้าคุณอยากทราบความจริงก็มาเถอะครับ ผมจะไม่ทำอันตรายคุณ และกรุณาอย่าใส่รองเท้าส้นสูงมาครับ ผมยังปวดคออยู่ สวัสดีครับ’ 
       …
      ฆาตกรโรคจิตนัดให้เธอไปเจอ! 
      ชลิสา! เธอควรทำยังไงดี! เธออยากให้เรื่องราวพวกนี้จบซะที อยากมีชีวิตสงบสุขแบบเมื่อก่อน แต่เธอก็กลัวว่าออกไปจากห้องนี้แล้วเธอจะไม่ได้กลับมาอีก! 
     หลังใช้เวลาครึ่งชั่วโมงในกาาเถียงกับตัวเอง ชลิสาตัดสินใจจะออกไปพบไอ้ฆาตกรโรคจิตนี่ เหตุผลข้อที่หนึ่งเพราะเธออยากจบเรื่องบ้าๆนี่   ข้อสอง เธออยากรู้ว่าไอ้โรคจิตนี่คือใคร ต้องการอะไร เธอทำอะไรให้มันแค้นตอนไหน ใช่คนในที่ทำงานเธอไหม   ข้อสาม สถานที่ที่มันนัดคือสวนสาธารณะของคอนโด ซึ่งไม่ใช่สถานที่เปลี่ยว แถมยังรปภ.อยู่ด้วย 
     ชลิสารู้สึกขอบคุณพ่อแม่มากที่พวกท่านซื้อคอนโดที่ดีขนาดนี้ไว้  
     แต่ชลิสาต้องทำให้ตัวเองเป็นที่สนใจ ถ้าเกิดไอ้โรคจิตติดทำอะไร คนอื่นๆจะได้มองเห็นเธอ ชลิสาจึงเลือกใส่เสื้อสีชมพูนีออนกับกางเกงสีเขียวเหลืองนีออน เสื้อชุดนี้ชลิสาซื้อไว้ตอนที่เธอจะใส่ไปปาร์ตี้ธีมนีออนแฟนซีของบริษัท ในวันนั้นเธอนับว่าเป็นคนที่แต่งน้อยที่สุดด้วยซ้ำ แต่วันนี้… 
     เมื่อชลิสาลงมาปรากฏสู่สายตาชาวโลก เธอก็ได้รับความสนใจอย่างที่ต้องการ ...อาจเรียกว่าเกินต้องการก็ได้ ทุกคนที่มองเธอก็พากันซุบซิบนินทาชุดนีออนของเธอ แต่เพื่อความปลอดภัยของตัวเธอเอง ชลิสาจึงตัดสินใจไม่สนใจเสียงนินทาเหล่านั้น 
     “สวัสดีค่ะ ลุงน้อย เดี๋ยววันนี้สาจะซื้อขนมมาฝากนะคะ เมื่อวานขอบคุณมากค่ะ” ชลิสากล่าวเสียงใสทักทายลุงน้อย หรือก็คือ รปภ.ที่เรียกเธอเมื่อวาน โดยขุดเรื่องหน้าแตกของตนเองมาเป็นข้ออ้าง  
     “ไม่เป็นไรหรอก” ลุงน้อยตอบกลับอย่างใจดี จากนั้นจึงค่อยลดเสียงมาพูดใกล้กับชลิสาว่า 
     “แต่หนูสาไม่เป็นไรใช่ไหม ลุงรู้จักกับพ่อแม่ของหนู ลุงอยากให้หนูเห็นลุงเหมือนคนในครอบครัวนะ” ลุงน้อยพูดอย่างเป็นห่วงชลิสาจากใจจริง เพราะสภาพของชลิสาทั้งเมื่อวาน ...และวันนี้ดูไม่ปกติสักเท่าไร 
      “ค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ” ‘น่าจะนะคะ จนถึงตอนนี้สายังสบายดี สาจะยังอยู่ดีมั๊ยขึ้นอยู่กับลุงเลยนะ ถ้าเกิดเรื่องลุงต้องมาช่วยสานะ’ ชลิสาคิดต่อในใจ 
      “งั้นก็ดีแล้วๆ” ลุงน้อยพูดพร้อมพนักหน้าแบบสบายใจขึ้น  
      “รอขนมจากสานะคะ” ที่ชลิสาพูดแบบนี้เพราะถ้าหากเธอหายไปนานหรือไม่กลับมา ลุงน้อยจะได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ  
      ชลิสาเดินไปที่สวนสาธารณะของคอนโดแล้วก็งงกับตัวเองว่าเธอจะรู้ได้ยังไงว่านัดพบใคร เธอไม่เคยเห็นหน้าไอ้โรคจิตนั่น เมื่อวานเธอก็เห็นแค่เสื้อคลุมตัวใหญ่กับหมวก ซึ่งถ้ามีคนใส่ชุดอย่างนั้น แล้วยังไม่ใช่คนที่รปภ.คุ้นหน้าคงเข้ามาในนี้ไม่ได้แน่ 
      “สวัสดีครับคุณชลิสา” เสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น ชลิสาคิดว่าชายคนนี้คือฆาตกรโรคจิต เพราะเธอจำเสียงเขาได้ แต่เธอก็ไม่แน่ใจเพราะวันนี้เขาใส่ชุดสูทอย่างเป็นทางการ ทำให้ดูเหมือนผู้ดีมากกว่าฆาตกร 
      ‘ดูคนอย่าดูที่ภายนอก’ ‘ผู้ดีก็เป็นฆาตกรได้’ ชลิสานึกถึงสองคำพูดนี้อย่างรวดเร็ว  
      “ของ่ายๆสั้นๆ คุณตามฉันมาทำไม” ชลิสาตัดสินใจเปิดบทสนทนาให้รวบรัดเพราะเธอไม่อยากอยู่กับเขานานๆ

 “เอ่อ... เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่สงสัยคุณ”

“สงสัย?” ชลิสารู้สึกงงกับคำพูดนี้มาก 

สงสัยเธอ? สงสัยเรื่องอะไร

“สงสัยว่าคุณไปยุ่งกับสามีของเธอ” ชายคนนั้นพูดต่อเหมือนอ่านความคิดชลิสาได้กระนั้น

“ใคร”

“คุณนายของหัวหน้าคุณ”

“อ่อ ...หา” ชลิสารู้สึกตะลึงมากๆ แต่พอมาคิดๆดูเธอก็เริ่มเข้าใจ หัวหน้าปฏิบัติกับเธอแปลกจริงๆ

“หึ ฉันจะไปฟ้องตำรวจ นายอย่าหวังว่าจะฆ่าฉันได้เลย อีกอย่างชื่อคนบงการก็ได้มาแล้ว คุณนายนั่นคงโมโหแทบตายที่จ้างคนไร้สมองอย่างนาย” ชลิสาพูดพร้อมหยิบโทรศัพท์ออกมาโชว์ ก่อนมาเธอได้เปิดโทรศัพท์อัดเสียงการสนทนาครั้งนี้ไว้ก่อนแล้ว แม้ไม่แน่ใจว่าจะได้อะไรหรือไม่ แต่รอบคอบไว้ก่อนย่อมดีกว่า

ชลิสากดหยุดอัดเสียงแล้วเดินผ่านชายคนนั้นไปด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ

“ผมหวังว่าคุณจะไม่ทำอะไรโง่ๆแบบนั้น” คาดไม่ถึงว่าชายคนนี้จะคว้าข้อมือเธอไว้ร้อมเปล่งคำขู่อย่างชัดเจน แต่ก่อนที่ชลิสาจะเปิดปากตะโกนขอความช่วยเหลือ เขาก็พูดบางอย่างออกมา

 ผม... เป็นนักสืบเอกชนครับ” 

"..."

     ที่แท้ที่เธอกังวลหวาดระแวงมาตลอดเป็นเพราะมีนักสืบเอกชนสะกดรอยตามเธอ แต่ว่าเขาก็ไม่ได้จะฆ่าเธอ ต่อไปนี้เธอจะได้กลับมาใช้ชีวิตปกติซะที 
      “เดี๋ยวครับ” เขาเรียกเธอพร้อมเดินตามเธอก้าวหนึ่ง ทำให้ชลิสาสะดุ้งเฮือกพร้อมคิดว่า 
      ‘ยังไม่จบอีกเรอะ’ 
      “คุณไม่อยากรู้เหรอว่าทำไมผมถึงมาบอกคุณ” เขาถามด้วยน้ำเสียงสงสัยนิดหน่อย 
       ‘เอ่อ คือถ้าไม่ถามก็ไม่สงสัยนะ คงลืมแบบนึกไม่ถึงเลยแหละ แต่ถึงถามก็ไม่สงสัยอะไรอยู่ดี ถึงแม้เขาจะไม่มีความจำเป็นต้องบอกก็ตาม’ 
       “เมื่อวานผมเห็นคุณตกใจมากผมก็เลยรู้ว่าที่แท้คุณกลัวขนาดนั้นิผมอยากขอโทษครับ” 
       “เอ่อค่ะ ฉันรับคำขอโทษ ลาก่อนค่ะ”
       ‘อย่าได้พบอย่าได้เจอกันอีก’ชลิสาฟังเขาพูดจบก็เดินออกไปทันที 
       ‘จะให้เธอบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ถือสา พูดปลอบรักษาน้ำใจเขา เธอคงทำไม่ได้หรอก เธอกลัวจนแทบเป็นบ้าเลยนะ’ นักสืบเอกชนถูกทิ้งเติ่งอยู่ในสวนสาธารณะ พร้อมรอยยิ้มจางๆ 
       ‘แปลกคนจริงๆ’ 
        … 
       ชลิสาเดินไปซื้อขนมฝากลุงน้อยแล้วกลับมาที่ห้อง เธอต้องช็อกที่หน้าประตูห้องอีกรอบ เธอเจอกระดาษโน้ตสีขาวเขียนด้วยปากกาดำเสียบอยู่ใต้ประตู ความคิดแรกของชลิสา คือ 
       ‘ยังไม่จบอีกเรอะ’ เธอหยิบกระดาษโน้ตแล้วเข้าห้องไป 
       ‘คุณคงตกใจที่เห็นโน้ต...’ 
        เออ รู้ดีจริง 
        ‘...คราวก่อนคงทำคุณตกใจมาก ตอนนั้นเพราะรีบผมเลยหาได้แค่กระดาษดำกับปากกาแดงจริงๆ หวังว่าคุณจะไม่คิดฟุ้งซ่านนะครับ...’  
       เออ ไม่คิดเลย 
      ‘ผมแค่อยากบอกคุณว่า ผมแอบมองคุณอยู่’  
      บ้าเรอะ! คุยกันไม่รู้เรื่องหรือไงห๊ะ ไอ้โรคจิต 
      … 
      ตอนั้นชลิสาไม่รู้สึกตัวเลยว่า ‘แอบมอง’ มีได้หลายความหมาย 
      . 
      . 
      . 



____________________

เรื่องนี้หวังให้ฮากับความมโนของนางนะ
ใครไม่ฮาขอโทษด้วยจริงๆนะคะ

เป็นเรื่องสั้นที่
ใช้เวลาชั่วขณะที่มีดบาดบรรยายเหตุการณ์ต้นเรื่อง
แล้วค่อยบรรยายฉากอื่นต่อนะคะ

 ขอให้สนุกน้าาาา

   

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ wuanan514 จากทั้งหมด 4 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น