[FIC B.A.P] Countdown (dae x up)

ตอนที่ 17 : Countdown [15]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 320
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ก.พ. 57

[15]

 

 

 

สงบนิ่งคำนี้หายไปจากสมองของแดฮยอนเมื่อตนเองได้รับบาดแผลฉกรรจ์ที่กลางหลัง ตั้งแต่อยู่บนรถตู้ เขาไม่สามารถเอนหลังพิงผนักได้เลย เอาแต่นั่งตัวตรงจนคนที่นั่งข้างๆสังเกตเห็น ดวงตาเรียวมองร่างสูงราวกับจะถามว่าทำไมไม่นั่งพิงเบาะดีๆจะได้ไม่เมื่อย แต่คำตอบที่ได้รับคือการจ้องตากลับมา ซึ่งปกติแล้วเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นหากมียงกุกนั่งอยู่ด้านหลัง หากแต่การนั่งรถแบบนี้หัวหน้ากลุ่มบันนี่ขอนั่งข้างคนขับจะดีกว่า

 

 

พูดง่ายๆคือ บัง ยงกุก ไม่ชอบนักรถตู้ ยิ่งอยู่แถวหลังมันก็ทำให้เขาอยากจะอาเจียนออกมาให้มันกระเด็นถึงหัวคนขับ

 

 

“มองทำไม?” น้ำเสียงนุ่มกระซิบถาม แม้ในรถจะเปิดเพลงคลอเบาๆ แต่ก็ทำให้คนหลายคนได้ยิน อย่างเช่นเจ้าเด็กหูดีชอบยุ่งเรื่องคนอื่น ที่ตอนนี้เอาแต่เล่นกับปิก้า โดยให้มันไต่ไปตามแขนตัวเองก่อนจะฝากจุ๊บลงที่ปากของมัน เจ้าสัตว์เลี้ยงน่ารักก็ทำหน้าที่ของมันได้ดี ริมฝีปากยองแจถูกปิก้าขโมยจูบไปแล้ว ถ้าจะพูดให้ถูก น่าจะเป็นจุนฮงที่ขโมยจูบมากกว่า ชูการ์ไลเดอร์นี้เป็นแค่สื่อกลางเท่านั้น

 

 

“ไม่เมื่อยเหรอ?” จงออบเด้งตัวนั่งหลังตรงบ้าง

 

 

“เป็นห่วงหรือไง?”

 

 

“ก็...หน้าเหมือนจะไม่สบาย แถมยังไม่นอนพักอีกตะหาก ไหนจะนั่งหลังตรงขนาดนี้ด้วย” เด็กหนุ่มอธิบายสาเหตุที่ตัวเองถาม บทสนทนานี้สร้างความอิจฉาให้กับพี่รองของกลุ่มไว้ไม่น้อย ฮิมชานเหล่มองทั้งสองจากเบาะหน้าก่อนจะหันกลับมานั่งตรงเหมือนเดิม สายตาเขาก็หยุดลงที่ไหล่ของชายหนุ่มร่างสูงข้างคนขับ

 

 

“ถามว่าเป็นห่วงเหรอ ไม่ใช่ถามว่าเห็นอะไร” แดฮยอนย้ำคำถามเดิม

 

 

“อือ เป็นห่วง” ด้วยความรู้สึกที่ซื่อตรง จงออบเลือกที่จะตอบเช่นนี้ โดยมีจุนฮงทำหน้าเหวอประกอบฉากอยู่เบาะหลังสุด เด็กกวนประสาทคนนี้ไม่เคยคิดว่าแดฮยอนจะเป็นคนเจ้าเล่ห์ หลอกล่อให้เด็กหนุ่มบริสุทธิ์อย่างจงออบมาชอบตัวเอง แถมยังติดกับง่ายๆอีกด้วย

 

 

สงสาร มุน จงออบจัง โดนของดำเข้าสิงแล้วสินะ

 

 

“ทำหน้าอะไรของนายน่ะ” เจ้าของผมบ๊อบสั้นสีบลอนด์ถามก่อนจะอัดหน้าท้องนิ่มๆของปิก้าใส่หน้าจุนฮง

 

 

“นอนได้มั้ย?” แดฮยอนพูดพร้อมทิ้งน้ำหนักหัวลงที่ไหล่อีกคน

 

 

“ตอบว่า ไม่ ก็ไม่ทันแล้วสิครับ” คนโดนหนุนไหล่หัวเราะ

 

 

“ไม่อยากให้นอนเหรอ?” เปลือกตาที่ปิดเมื่อครู่เลิกขึ้นเพื่อมองใบหน้าอีกฝ่ายที่ก้มลงมา

 

 

“กว่าจะถึงที่พักก็อีกนาน นอนเถอะครับ เมื่อกี้ผมพูดเล่น” เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของจงออบ มันก็เหมือนการบอกราตรีสวัสดิ์ พร้อมๆกับการดำดิ่งสู่ห้วงความฝัน จงออบไม่คิดว่าร่างสูงจะหลับได้เร็วขนาดนี้ เหมือนกับอดหลับอดนอนมาหลายวัน มือหนาที่เย็นชืดกำลังถูกความอบอุ่นจากฝ่ามือของคนตัวเล็ก การประสานมือไว้แบบนี้อาจจะทำให้แดฮยอนรับรู้ถึงความรู้สึกในใจของจงออบบ้าง ไม่มากก็น้อย แต่ก็ดีกว่าไม่รับรู้อะไรเลย

 

 

“ขอนอนซบแบบนั้นบ้างดิ” จุนฮงชี้ไปที่เบาะหน้าตัวเอง

 

 

“สงสัยนายจะต้องถอดหัวออกมานะ สูงจนหัวจะทะลุหลังคาอยู่แล้วยังจะมาขออะไรแปลกๆอีก -_-.” เลขาฯของกลุ่มส่ายหัวอย่างเอือมระอา

 

 

“นอนตักก็ได้!

 

 

“นายคิดว่ามันต่างกันมากแค่ไหน ชเว จุนฮง?”

 

 

 

 

 

ขณะที่รถตู้ได้จอดเทียบท่าเป็นเวลา 10 นาทีแล้ว แดฮยอนกลับนอนนิ่งไม่ขยับอยู่ท่าเดิม ราวกับถูกสตาฟเอาไว้ ไม่ว่าจงออบจะพยายามปลุกแค่ไหน สิ่งเดียวที่ยืนยันได้ว่ายังมีชีวิตอยู่ก็คือลมหายใจ ขนาดจุนฮงยังบอกว่าปล่อยไว้แบบนั้นแหละเดี๋ยวก็ตื่นเอง

 

 

“งั้นเดี๋ยวฉันไปดูเรื่องกุญแจห้องก่อนละกัน” บุรุษใบหน้าได้รูปยกมืออาสาก่อนจะวิ่งเข้าไปในล็อบบี้ สิ่งสร้างในบริเวณนี้ทำมาจากไม้เกือบทั้งหมด นี่เป็นรีสอร์ทสำหรับนักท่องเที่ยว ส่วนการที่จะเข้าไปทำกิจกรรมในอุทยาน ต้องมีการติดต่อเจ้าหน้าที่ก่อนถึงจะเข้าไปข้างในได้ ซึ่งโดยรอบเป็นป่าทั้งสิ้น

 

 

“แดฮยอน...” คนตัวเล็กลองเรียกแบบที่ร่างสูงชอบให้พูด

 

 

“...” แต่ทว่าก็ไร้ผล จังหวะการหายใจยังคงรักษาระดับเอาไว้อย่างเดิม

 

 

“ขอโทษนะครับ จากโรงเรียนคริสเตียนลัคซูเรียส” ฮิมชานยิ้มให้อย่างมีมารยาทก่อนที่เจ้าหน้าที่หน้าเคาท์เตอร์ได้ทำการดูข้อมูลการเข้าพักในวันนี้ ทันทีที่ได้รับกุญแจเขาก็เลือกที่จะขึ้นบันไดไปดูห้อง หมายเลขห้องขึ้นต้นด้วยเลข 2 ทำให้รู้ว่าไม่ใช่ชั้นแรกแน่นอน ตึกนี้อยู่ใกล้ลานจอดรถมากที่สุด เพียงแค่มองลงจากระเบียงชั้นสองก็เห็นรถจำนวนหนึ่งจอดอยู่ รวมถึงพวกเขาด้วย

 

 

ประตูห้องเปิดออกมาเป็นผลให้ฮิมชานชะงัก หากเดินเร็วกว่านี้ มีหวังได้กระแทกหน้าเป็นแน่ ในขณะที่ฮิมชานจมอยู่กับความคิดตัวเอง บุคคลในห้องนั้นก็ส่งเสียงทักขึ้น

 

 

“อ้าว ฮิมชานนี่นา” แทนที่อีกฝ่ายจะแสดงสีหน้าประหลาดใจ กลับกลายเป็นหวาดหวั่น

 

 

“รุ่นพี่ซิ่วหมิน!” คนที่เป็นรุ่นน้องโค้งตัวทักทาย

 

 

“มาทำอะไรกันเนี่ย? ค่ายเด็กพิเศษเหรอ?” ซิ่วหมินลองนึกถึงอดีตที่พวกเขาเป็นพวกเด็กกลุ่มนี้ ในระยะเทอมแรกก็มักจะมีค่ายประมาณเดือนนี้

 

 

“ใช่ครับ แล้วของรุ่นพี่?”

 

 

“ของฉันเป็นค่ายพวกจิตอาสาน่ะ อ่อ คริสก็มา” เพราะดูจากสีหน้าของฮิมชาน เหมือนจะถามว่าแล้วรุ่นพี่คริสละ ทำให้ซิ่วหมินเลือกที่จะตอบให้เลย

 

 

“งั้นผมขอตัวเข้าไปดูห้องก่อนนะครับ” ร่างโปร่งก้มลงดูหมายเลขห้องบนกุญแจในมือ เป็นจังหวะเดียวกันที่อีกคนชะโงกมอง

 

 

“ห้องข้างฉันนี่” ดวงตาเรียวเหลือบมองประตูห้องข้างๆ มือเล็กนั้นเกาะขอบประตูห้องตนเองพลางจดจ้องฮิมชานที่เอาแต่ไขประตูไม่ออก จนตัวเขาเองต้องเข้าไปช่วย แต่พอจับลูกบิดสีน้ำตาลนั้นไม่ทันไรก็รีบชักมือออก อีกทั้งยังหน้าซีดเหมือนเจออะไรมา

 

 

เรื่องนี้ซิ่วหมินจะไม่ยุ่ง!

 

 

นี่คือความคิดแรกของชายหนุ่ม แต่ทว่าฮิมชานไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่าย หากจะปฏิเสธตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว ยื่นมือไปช่วยเขาเองแท้ๆ

 

 

ประตูลูกบิดมันไม่ควรขยับเองจากในห้อง อีกทั้งยังส่งอุณหูภูมิที่เย็นเยียบมากกว่าปกติ แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ มือโปร่งแสงกำลังจับมือเอาไว้ ยังดีที่เอามือออกทันก่อนจะรู้สึกอะไรไปมากกว่านี้ เขาเริ่มอยากจะรู้แล้วสิว่าใครเป็นคนเสนอสถานที่นี้

 

 

อู๋ อี้ฟาน!!!! นายอีกแล้วใช่มั้ย ฮือ!!!!

 

 

“ถ้ามันเปิดไม่ออกจริงๆคงต้องเรียกพนักงานแล้วละมั้ง” ฮิมชานเอ่ยขึ้นหลังจากเห็นซิ่วหมินยืนนิ่ง

 

 

“เอ่อ ฉันว่านายเปลี่ยนห้องไปเลยจะดีกว่า” คนตัวเล็กกว่าปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก ทั้งที่ตัวเย็นขนาดนี้ กาฬเหงื่อดันไหลออกมาได้ยังไงก็ไม่รู้

 

 

 

 

 

สัมภาระมากมายถูกวางกองอยู่บริเวณรถตู้ของโรงเรียนเอกชนชื่อดัง และผู้ที่ทำการขนมันออกมาก็มีเพียงยองแจและจุนฮงเท่านั้น เพราะยงกุกเอาแต่นั่งฟังเพลงอยู่คนเดียวในรถ ไม่สิ ในโลกส่วนตัว ส่วนฮิมชานก็ตามนั้น จัดการเรื่องห้องพัก จงออบที่อยากจะลุกขึ้นมาช่วยก็ไม่สามารถขยับตัวได้เพราะศีรษะสีบลอนด์นั้นได้ซบไหล่เขาอยู่ แม้ว่าจะเริ่มรู้สึกชาแล้วก็ตาม

 

 

“พี่ดำอู้..” เด็กน้อยบ่นอุบอิบหลังจากวางกระเป๋าที่หนักที่สุดลง มันหนักเพราะอะไรน่ะหรือ? อาวุธยังไงละ ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาแอบอะไรเข้ามาในโรงเรียน และก็ไม่รู้อีกด้วยว่าเอาอะไรออกมา

 

 

“เดี๋ยวก็ตื่นเองแหละ คงจะเหนื่อย” คนตัวเล็กที่แบกกระเป๋าเป้ใส่หลังเดินนำไปที่หน้าล็อบบี้

 

 

“อู้จนดำขึ้นสิบเท่าแล้วมั้งตอนนี้อะ โถ่ว์” สิ้นประโยคก็ตามด้วยเสียงเปิดประตูเลื่อนดังไล่หลัง

 

 

“อย่ามัวแต่พูดมาก เข้าไปข้างในได้แล้ว” บุคคลที่เคยนอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวบัดนี้ได้ใส่มาร์กปิดปากสีดำบดบังใบหน้าครึ่งล่างไว้ ทำให้น้ำเสียงนั้นฟังยากกว่าเดิมเพราะมันอู้อี้เสียจนจุนฮงเลิกคิ้วขึ้นเหมือนจะบอกว่า ฟังไม่ออก แต่ทว่าพวกเขาอยู่ด้วยกันมาหลายร้อยปีขนาดนี้ จะมีหรือที่จะเดาไม่ออก

 

 

“อู้!” สุดท้ายจุนฮงก็ยังคงย้ำคำเดิม

 

 

ชายหนุ่มผู้มีมาร์กปิดปากเดินเข้าไปในส่วนของล็อบบี้ก่อนจะหันกลับมาสบตากับบุคคลที่เอาแต่นั่งจ้องมองเขาอยู่ที่โซฟา แม้ว่าในมือนั้นจะมีหนังสือพิมพ์อยู่ก็ตาม เหมือนกับจะจับผิดแดฮยอนอย่างไงอย่างงั้น เด็กหนุ่มร่างโปร่งเดินเฉียดเข้ามาในระยะสายตาของผู้ชายที่เอาแต่สนใจพวกเขาทั้งสองตั้งแต่วันงานโรงเรียน ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นกดยิ้มจนเกิดลักยิ้มขึ้นบนแก้ม

 

 

“รุ่นพี่คริส สบายดีนะครับ” ยองแจเป็นผู้เปิดบทสนทนา

 

 

“อืม นายละ?” นัยน์ตาคมลดระดับลงมาที่หนังสือพิมพ์

 

 

“ช่วงนี้ก็ค่อนข้างวุ่นวาย พอดีมีคนเข้ากลุ่มเราเพิ่มน่ะครับ” ส่วนจะเป็นใครนั้น คริสก็เดาได้ไม่ยากเลยถ้าไม่ใช่เจ้าสองหน่อที่เอาแต่ยืนอยู่มุมเสา ทั้งแดฮยอนและจุนฮงไม่ชอบสายตาของคริสที่เหมือนจะมองเห็นทะลุทุกสิ่ง ขอเพียงไม่สบตาด้วยก็เป็นพอ

 

 

“เฮ้ทุกคน มาแบ่งห้องกันเถอะ” ฮิมชานตะโกนเรียกพร้อมกับเดินลงมาจากบันได “เจ้าเหงือกโลกส่วนตัวสูงติสแตกนั่นหายไปไหน?”

 

 

“เหมือนว่าจะอยู่บนรถกับจงออบน่ะรุ่นพี่” เลขาฯกลุ่มบอก

 

 

“แล้วทำไมไม่ออกกันมาเล่า! ไปตามมาซิยองแจ” ทั้งที่ใจจริงอยากจะเป็นคนวิ่งออกไปแท้ๆ แต่มันก็เหมือนแสดงออกมากไปว่าตัวเองสนใจยงกุก

 

 

รักษาฟอร์มไว้เป็นยอดชาย ความคิดช่างเลิศไร้ที่ติจริงๆ คิม ฮิมชาน

 

 

“มายืนบ้าอะไรตรงนี้วะ?” ผ่านไปไม่กี่วิ เจ้าของเสียงทุ้มต่ำก็มาปรากฏอยู่ต่อหน้าเขาแล้ว

 

 

“เฮ้ย ตกใจนะเว้ย!” ร่างโปร่งถลึงตาใส่ก่อนจะก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว

 

 

“?” คนที่อยู่ด้านหลังยงกุกเอียงคอด้วยความงวยงงว่าทำไมฮิมชานต้องมีรีแอคชั่นขนาดนี้ด้วย สุดท้ายเด็กหนุ่มก็เลือกที่จะไม่ถามออกมา

 

 

“มาแบ่งห้องกัน จับไม้ว่าใครได้สีเหมือนกันก็อยู่ด้วยกัน” ทันทีที่พูดจบ ทุกคนก็ลงมือจับทันทีโดยมีแดฮยอนและจุนฮงมาสบทบเป็นสองไม้สุดท้าย

 

 

“ใครได้ไม้สีแดงน่ะ?” ฮิมชานชูไม้ของตัวเองที่มีรอบแต้มสีแดง

 

 

“ผมเองครับ!” เจ้าของรอยยิ้มสดใสยกมือขึ้น มุน จงออบ นั่นเองที่ได้ร่วมห้องกับเขา

 

 

“ของผมสีฟ้า” ยองแจพูดเปรยก่อนจะมองหาคนที่ได้ไม้แต้มสีเดียวกัน ไม่ทันไรก็โดนอ้อมแขนใครบางคนคว้าตัวเขากอดจากด้านหลัง ต้องเป็นคนที่สูงกว่า อีกทั้งไม่ใช่ยงกุกที่ยืนอยู่ข้างๆ และแดฮยอนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

 

 

“ชเว จุนฮง!! ปล่อยฉันนะ!!!!” คนตัวเล็กกว่ามุดลงด้านล่างทันที ส่งผลให้ผมเขายุ่งเหมือนรังนกนางนวลโดนสึนามิซัดใส่

 

 

“อยู่ห้องเดียวกัน ไม่ดีใจหน่อยเหรอ?” จุนฮงทำหน้ามุ่ย

 

 

“ที่โรงเรียนก็อยู่ด้วยกัน จะให้ดีใจทำไมละ?!” ขณะที่ยองแจแว้ดเสียงใส่ ทุกคนก็ได้ยินเสียงเหมือนไม้หัก ดัง กร็อบ คู่สุดท้ายที่จะอยู่ห้องเดียวกันนั่นก็คือ...

 

 

“ยงกุกกับแดฮยอนอยู่ด้วยกันนี่” ฮิมชานมองสีบนไม้ของแดฮยอนและเศษไม้ที่น่าสงสารบนพื้นของยงกุก

 

 

“....” รังสีดำมืดแผ่ออกมาจากตัวยงกุกทันควัน

 

 

“อย่าดื้อ ห้ามเอาแต่ใจตัวเอง นี่เป็นค่ายนะ กระชับมิตร ไม่ใช่สร้างศัตรู” ใบหน้าหวานแสดงความเคร่งเครียดออกมาเมื่อเห็นปฏิกิริยาไม่พอใจของยงกุก

 

 

“เออ” แปลก ครั้งนี้ร่างสูงไม่หัวฟัดหัวเหวี่ยงเหมือนแต่ก่อน ฮิมชานเลื่อนสายตามองแขนอีกฝ่ายก็พบว่าจงออบกำลังกอดแขนแกร่งนั้นไว้ คนที่มีอิทธิพลต่อยงกุกมีเพียงเด็กหนุ่มคนนี้ นั่นก็ทำให้ฮิมชานเลือกที่จะผลุบตาลงพื้น ซึ่งเป็นจังหวะที่ยองแจแบมือขอกุญแจ

 

 

“ขอห้องริมได้มั้ยรุ่นพี่?” ด้วยความที่เกลียดความวุ่นวาย ยองแจจึงขอแบบนั้น

 

 

“อ่อ ได้สิ” กุญแจในมือตนเองถูกส่งต่อให้คนตัวเล็กกว่า

 

 

“ขนของขึ้นไปข้างบนเลยจุนฮง!” ไม่วายก็โดนเจ้าเด็กโย่งกอดหมับเข้าให้อีก ตลอดการเดินไปที่บันไดของยองแจช่างทุลักทุเล

 

 

“ของนายห้องกลางนะ” ฮิมชานบอกคนที่เอาแต่เงียบไม่พูดไม่จา หัวหน้ากลุ่มบันนี่รับกุญแจมาอย่างไม่พอใจนัก

 

 

“ถ้ามีอะไรก็เคาะเรียกผมได้ตลอดเลยนะ” มือที่คลายออกจากแขนนั้นทำให้ยงกุกก้มลงไปดู

 

 

“อืม” ในใจยงกุกคิดว่าการแบ่งห้องแบบนี้อาจจะดีแล้วก็ได้ เพราะเขาไม่อยากให้จงออบอยู่กับแดฮยอน จะให้พูดง่ายๆคือ พี่หวงน้อง นี่เอง

 

 

พอทุกอย่างลงตัว ทุกคนก็เริ่มทยอยขนข้าวของของตนเองเข้าห้อง ทั้งที่ยองแจไม่อยากเจอเรื่องวุ่นวาย แต่ในเมื่ออยู่ห้องเดียวกับเด็กอย่างจุนฮงแล้ว ความสงบมันถูกตัดออกจากสาระบบทันที กลับกลายเป็นว่าห้องของยองแจก่อเสียงดังมากที่สุดในบรรดากลุ่มบันนี่ ห้องที่ดูปกติที่สุดคงเป็นห้องฮิมชาน ส่วนห้องที่มีแต่รังสีทมึนแปลกๆก็หนีไม่พ้นยงกุกกับแดฮยอน ต่างคนต่างไม่ยอมเข้าห้อง คนอายุมากกว่าส่งสายตาใส่เหมือนเป็นเชิงว่า เข้าไปสิ แต่แดฮยอนก็จ้องกลับ นายก็เข้าก่อน จนแล้วจนรอดก็ยังอยู่ท่าเดิมทั้งที่ประตูห้องเปิดแล้ว

 

 

“ให้ผมช่วยมั้ยครับ?” และแล้วเทวดาตัวน้อยก็ยืนระหว่างกลางคนทั้งสอง “โอ๊ะ ห้องของรุ่นพี่มีดอกไม้สีฟ้าด้วย!” หลังจากที่จงออบวิ่งเข้าไปในห้อง ทั้งสองก็ต่างแย่งกันเข้าห้องโดยไม่ได้นัดหมาย และใช่ว่าประตูมันจะใหญ่พอให้ผู้ชายตั้งสองนายสามารถเข้าพร้อมกันได้ ยงกุกยกมือดันหัวอีกฝ่ายให้พ้นทาง แต่แดฮยอนก็ไม่ยอมแพ้ที่จะแทรกตัวเข้ามาจนลืมไปว่าตนเองมีแผลอยู่ พอหลังกระแทกกับขอบประตู ทำให้แดฮยอนถึงกับยอมล่าถอยเพราะความเจ็บ

 

 

“ใครจะนอนเตียงไหนเหรอ? ผมว่าถ้านอนใกล้ประตูหลัง จะเห็นวิวสวยเลยแหละ!” ไม่ทันที่ยงกุกจะได้วางกระเป๋าลงบนเตียงที่จงออบบอก แดฮยอนก็ชิงโยนกระเป๋าลงไปจองเรียบร้อย

 

 

“ตอนนี้เป็นเวลาให้พักผ่อน” จงออบเปิดม่านดูบรรยากาศภายนอกก่อนจะพูดเปรยออกมา “รุ่นพี่จะทำอะไรกันเหรอครับ?”

 

 

“....” ไม่มีใครตอบออกมา เพราะแค่มองตาก็แทบจะฆ่ากันได้แล้ว

 

 

“ผมว่า ผมจะไปเล่นกับรุ่นพี่ยองแจที่สนามหญ้า” และการเล่นที่ว่าคือ ทดลองกางเต็นท์ที่ประดิษฐ์โดยอัจฉริยะยู ยองแจ ที่ทำมาจากของรีไซเคิลช่วยลดโลกร้อน

 

 

“งั้นเดี๋ยวฉันจะไปดู” ยงกุกเอ่ยออกมาก่อนจะวางมือลงบนศีรษะหมน

 

 

“ผมว่ามันน่าจะใหญ่พอให้ทุกคนเข้าได้นะ” ราวกับเด็กน้อยที่คิดเผื่อแผ่ทุกคน มันอาจจะจริง เพราะยองแจก็ได้คำนวณดูแล้วว่าเต็นท์ต้องใหญ่ขนาดไหนที่จะจุผู้ชาย 5-6 คนได้ และต้องสูงพอกับความสูงของเจ้าเด็กโตเร็วผิดมนุษย์มนา

 

 

“แล้ว...แดฮยอนละ?” จงออบเดินไปหาอีกฝ่ายที่นั่งหลังตรงอยู่บนโซฟา การเรียกด้วยสรรพนามเช่นนั้นทำให้ยงกุกอดตกใจไม่ได้

 

 

สองคนนี้มีความสัมพันธ์กันยังไง...

 

 

“ว่าจะนอนอยู่ในห้อง” เปลือกตาหนาเลื่อนลงมาปิดจนเห็นทุกอย่างเป็นสีดำ เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้านั้นราวกับจะประคองไว้

 

 

“นอนดีๆสิครับ” จงออบกดไหล่อีกฝ่ายหมายจะให้เอนตัวนอนลงไป ร่างสูงก็ยอมโอนอ่อนไปตามแรงกด

 

 

“ขอมือหน่อย” แทบจะทันทีเลยที่จงออบยื่นมือไปกุมมือคนที่ร้องขอ

 

 

มันจะมากไปแล้ว...

 

 

ยงกุกได้แต่คิดอยู่ในใจ แม้ว่าอยากจะเข้าไปดึงมือของบุคคลที่ตนเองนับว่าเป็น น้อง แต่เมื่อเห็นสายตาของคนที่อยู่นอกห้องก็ทำให้เขาชะงัก ประตูห้องที่ถูกเปิดทิ้งไว้กำลังปิดลงด้วยมือของฮิมชาน ร่างโปร่งนั้นเห็นและรับรู้ถึงสายตาอันหวงแหนจงออบของยงกุก

 

 

“ไม่น่าเลย..” ไม่น่าออกมาเห็นฉากแบบนี้เลย เขาน่าจะรู้สึกตัวตั้งนานแล้วว่ายงกุกมองจงออบอย่างไร หากแต่ตอนนี้มีแดฮยอนเข้ามา ทำให้การกระทำของบุคคลปากแข็งนั่นชัดเจนมากกว่าเดิม

 

 

“มีอะไร?” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นขณะที่เขากำลังจะเดินออกจากหน้าห้องนั้น

 

 

“เอ่อ...แค่เห็นว่าประตูห้องไม่ได้ปิด” แม้แต่จะหันกลับไปตอบเขาก็ไม่อยากหัน

 

 

“คิม ฮิมชาน” การเรียกชื่อเต็มขนาดนี้ทำให้ต้องหันกลับไปอย่างเสียไม่ได้ แรงอัดอะไรบางอย่างก็กระทบเข้าใส่กลางอก เจ้าวัตถุสีส้มโดนยงกุกปามาจนเขาแทบรับไว้ไม่ทัน

 

 

“อะไร?” ถึงใจจะรู้อยู่แล้วว่ามันคือตุ๊กตาทิกเกอร์ของยงกุก แถมเป็นตัวใหม่ที่เขาซื้อให้ ไม่สิ แอบซื้อให้

 

 

“เอาไป” ความจริงพูดว่า คืนจะดีกว่า แต่ปากมันไวก็เลยไม่ทันกลั่นกรองคำพูด

 

 

“ห๊ะ?” หัวใจที่เต้นถี่รัวแทบจะทะลุออกมาจากอก เขากลัวว่ายงกุกจะรู้ว่าใครเป็นคนที่ชอบยุ่งกับทิกเกอร์แล้วไหนจะทุกอย่างที่เขาแอบทำให้นั่นอีก

 

 

“ฉันมีอยู่แล้วอีกตัว ไม่รู้จะมีทำไมเยอะแยะ เอาไปๆ”

 

 

“แล้วทำไมต้องให้ฉัน?” ถ้ารังเกียจก็น่าจะบอกมาเลย

 

 

“...” เพราะนายเป็นคนสำคัญ ประโยคนี้ยงกุกไม่เลือกที่จะพูดออกมา

 

 

“ทำไมไม่ให้จงออบ?” ร่างโปร่งรีบปิดปากตัวเองเมื่อพูดชื่อของเด็กหนุ่มในห้องของคนตรงหน้า คิม ฮิมชานอยากจะกระโดดลงมาจากชั้นสองให้ตายไปเลยจริงเชียว!

 

 

“แล้วทำไมต้องเป็นจงออบ?”

 

 

“ไม่มีอะไร สงสัยมันเป็นแค่ของที่นายไม่อยากได้แล้ว” ทิกเกอร์ในอ้อมกอดถูกรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆตามความรู้สึกน้อยใจของผู้ที่ซื้อมันมา “เดี๋ยวฉันจะรับมันไว้เองละกัน...” ฮิมชานเหลือบมองไปทางอื่นก่อนจะเดินจากมา ทิ้งให้ยงกุกยืนมองบุคคลที่อุ้มเจ้าทิกเกอร์ที่เหมือนของตัวเอง แต่ต่างกันอยู่อย่างหนึ่ง ที่หางของมันมีโบว์สีชมพูอ่อนผูกเอาไว้ มันไม่ได้เหมือนกันเป๊ะทุกระเบียบนิ้วหากฮิมชานสังเกตเห็น

 

 

 

 

 

เมื่อรู้สึกว่ามือที่เคยอุ่นแปรเปลี่ยนเป็นเย็นตามอุณหภูมิห้องก็ทำให้แดฮยอนเลือกที่จะแอบเข้ามาในเขตที่เริ่มจะเป็นป่าบริเวณของรีสอร์ท หากแต่เนื้อที่บริเวณนี้ค่อนข้างกว้างและเกินครึ่งเป็นป่า เสียงน้ำกระทบหินเข้ามาใกล้เรื่อยๆยามที่ร่างสูงก้าวเดินเข้าไป น้ำตกขนาดใหญ่ที่ถูกธรรมชาติสรรสร้างขึ้น มันทั้งสูงและเสียงดังยามอยู่ในระยะประชิดขนาดนี้ น้ำที่ไหลลงมาใสแจ๋วจนเห็นพื้นหินเบื้องล่าง

 

 

แผ่นหินขนาดเล็กถูกร่อนอยู่บนผิวน้ำด้วยฝีมือของใครบางคน แดฮยอนเงยขึ้นไปสบตาด้วยก็พบใบหน้าของชายคนหนึ่งที่เขาค่อนข้างคุ้นหน้า ไม่ใช่คริส และไม่ใช่ซิ่วหมิน แต่เป็นชายหนุ่มใบหน้าขี้เล่นแถมยังใส่หมวกหันปีกไปด้านหลัง สไตล์การแต่งตัวเช่นนี้มีเพียงคนเดียว

 

 

[สวัสดี] แม้จะไม่มีเสียงออกมาจากอีกฝ่าย แต่ก็ยังดีที่มีสมุดสเก็ตภาพขนาดใหญ่เอาไว้เขียน เนื่องจากเขาทั้งคู่อยู่คนละฝั่งกันโดยมีน้ำตกคั่นกลาง

 

 

[ฉันรู้ว่านายเป็นคนไม่ธรรมดา] ลายมือหวัดๆเขียนออกมาด้วยความเร่งรีบ เพราะกลัวว่าแดฮยอนจะเดินหนีไปเสียก่อน การที่ดักคอตั้งแต่แรกน่าจะเป็นเรื่องดึงดูดความสนใจได้อย่างดี แววตาของแดฮยอนเต็มไปด้วยคำถามว่าทำไมถึงรู้ว่าเขาเป็นอะไร

 

 

[มีคำสาปสินะ] ราวกับจี้ตรงจุด [จงออบเขาเป็นห่วงนาย] เท่านี้ก็พอจะรู้ว่าใครเป็นคนเล่าเรื่องนี้

 

 

เขาโกรธจงออบไม่ลงหรอก

 

 

“ถ้าจะมีเรื่องมาพูดแค่นี้ ฉันคงต้องขอตัว” ขณะที่กำลังหมุนตัวกลับ เสียงหินกระทบผิวน้ำก็ดังขึ้นอีกครั้ง แถมคราวนี้ยังปามาแรงจนถึงเท้าของเขา

 

 

[อย่ารีบสิ จอง แดฮยอน] เขาไม่ชอบเลยกับการถูกเรียกด้วยชื่อเต็ม

 

 

“มีอะไรก็พูดมา” บรรยากาศของป่าโดยรอบทำให้เขาเริ่มไม่ไหวใจคนตรงหน้า เพราะคนอย่างชานยอลเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่

 

 

แม้จะได้ยินมาบ้างว่าชายคนนี้ชื่อ ปาร์ค ชานยอล อดีตผู้ที่อยู่ในกลุ่มเด็กพิเศษที่มีนิสัยแปลกแยกและหัวหน้ากลุ่มไม่ชอบหน้า และยังมีความลับอีกมากมายสำหรับเด็กพิเศษรุ่นก่อนที่จงออบยังไม่รู้ แต่สำหรับชานยอลนั้น จงออบค่อนข้างสนิทด้วย

 

 

[ฉันรู้วิธีแก้] ชานยอลคลี่ยิ้มออกมา แต่รอยยิ้มเช่นนี้ทำให้แดฮยอนไม่ชอบใจ เขาหาวิธีแก้แทบเป็นแทบตาย และยอมตายมาเป็นแสนครั้ง แล้วทำไมคนคนนี้ถึงรู้ได้อย่างง่ายดาย หรือทั้งเขาและจุนฮงมองข้ามอะไรบางอย่างไป ทำให้ต้องตามหาวิธีแก้อยู่อย่างนี้

 

 

“อย่ามาล้อเล่น” เขาเกลียดสถานการณ์แบบนี้ ถึงใจอยากจะรู้ แต่ก็กลัวว่ามันจะแก้ไม่ได้จริงๆ

 

 

ชายหนุ่มที่มีสมุดสเก็ตอยู่ในมือลงมือเขียนประโยคหนึ่งออกมาก่อนจะหยุดครุ่นคิดแล้ววาดอะไรบางอย่างลงไป ทันทีที่หันไปให้แดฮยอนอ่าน ดวงตาคมก็เห็นถึงภาพศิลปะที่มีเพียงคนรูปร่างเป็นกางปลาและกระบอกปืนที่เขียนคำว่า ‘special’ อยู่ข้างบนเหมือนจะบอกว่า ต้องเป็นปืนแบบพิเศษ ไหนจะมีเอฟเฟคทำเลือดสาดนั่นอีก

 

 

[นายต้องตายเท่านั้น]

 

 

แล้วการตายที่ว่ามันใช่เร็วๆนี้หรือเปล่า? ทั้งที่อยากมีชีวิตอยู่ สุดท้ายก็จบลงเหมือนเดิมสินะ















__________________________________________________________________________________________
มีคิวตีพิมพ์เดือนพฤษภานู้น เตรียมเก็บเงินรอได้เลยเบบี๋(?)
ไม่น่าจะเกิน 300 นะถ้ารวมส่งแล้ว
ยังไม่ค่อยมั่นใจในจำนวนหน้า U _ U
ค่อนข้างวุ่นวายกับชีวิต เพราะมาเบบี้ก็ต้องจบเหมือนกัน
คงตีพิมพ์ไล่เลี่ยกัน อุตะ ราคาน่าจะเท่าเบบี้ดอลล์นะ -..- คริคริ(?)

508 ความคิดเห็น

  1. #462 Babys Lynn (@myzelo) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 มีนาคม 2557 / 11:48
    เอ่อ...ต้องตายเท่านั้น แต่แดฮยอนมันก้ตายมาหลายรอบแล้วนะ แล้วมันก้ฟื้นตลอด ถ้าจะตายจริงๆมันต้องตายแบบไหนล่ะ??

    พี่ยงกุกคนลังเลตกลงจะเอาไง หวงจงออบ แต่ก็ทำเหมือนจะชอบพี่ฮิม!!!!!! เอาไงคะ??
    #462
    0
  2. #443 Dami's (@9328987) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 มีนาคม 2557 / 13:54
    แงงงยงกุกคิดกับออบแค่น้องเถิด สงสารพี่ฮิมแกอุตส่าห์เลือดออกเพื่อบทิกเกอร์ให้เลยนะเว้ย
    แดฮยอนอย่าเพิ่งตายได้มั้ยอยู่กับออบก่อน แจยังไม่ทันชอบโล่เลยอย่าเพิ่งรีบตายยยยย
    #443
    0
  3. #417 MicKy (@MP_mick) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 / 23:41
    ความจริงพี่บังแค่หวงน้องมุนในฐานะ "น้อง" ใช่ป่ะ ส่วนคนที่มีใจด้วยคือพี่ฮิมสินะ
    ชานยอลรู้วิธีแก้จริงๆ เหรอ แต่พี่แด้อย่าเพิ่งคิดจะฆ่าตัวตายได้ไหมอ่ะ
    คิดถึงน้องมุนก่อนดิ ถ้าพี่ตายน้องมุนจะเสียใจนะ ใครจะคอยอยู่ดูแล
    แถมชานยอลยังดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจสักเท่าไหร่ด้วย
    เตรียมเก็บเงินได้แล้วสินะ อยากได้ทั้งสองเรื่องซะด้วย
    #417
    0
  4. #415 natsu (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2557 / 23:22


    ถึงจะอยากแก้คำสาป



    แต่ตอนนี้ช่วยมีชีวิตอยู่เคียงข้างจงออบไปก่อนเถอะนะ



    เพราะถ้าแดฮยอนมาเป็นอะไรตอนนี้



    จงออบคงต้องเสียใจมากแน่ๆ



    ........



    #415
    0
  5. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  6. #412 jumpup0411 (@jumpup0411) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2557 / 19:31
    จะหยอดกระปุกรอจ้า ชอบมากๆ ไรท์จ๋า อย่าเลิกแต่งแด้ออบเลยนะคะ รักแด้ออบไปด้วยกันนานๆ จะติดตามผลงานต่อไปค่ะ สู้ๆนะคะ ^^
    #412
    0