ตั้งค่าการอ่าน

ค่าเริ่มต้น

  • เลื่อนอัตโนมัติ
    ตำนานแห่งRune-midgard

    ลำดับตอนที่ #1 : Chapter 1 กำเนิดแห่งตำนาน

    • เนื้อหาตอนนี้เปิดให้อ่าน
    • 61
      0
      6 มี.ค. 48



                     ณ ดินแดน Rune-Midgard ที่ซึ่งแตกต่างไปจากที่อื่นยิ่งนัก ผู้คนหลายเชื้อชาติ หลายภาษา หลากหลายความคิด แต่ความหลากหลายนี้มิได้เป็นอุปสรรคต่อการดำรงอยู่อย่างสันติของผู้คนในอาณาจักรนี้เลย   ด้วยความรัก ความศรัทธาในพระเจ้า และคุณความดีนานับประการเป็นดั่งสายใยที่ได้ถักทอร้อยเรียงเหล่าหมู่ชนให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเรื่อยมา วันเวลาแห่งความสงบสุขนั้นได้ดำเนินต่อเนื่องไปจนกระทั่งเวลาได้ผ่านล่วงเลยมานานนับพันปี…



        เสียงโหยหวนที่ดังออกมาอย่างน่าสยดสยองราวกับอสูรกายกระหายเลือดที่พร้อมจะปลิดลมหายใจของทุกสิ่งที่เข้าใกล้ เป็นสัญญาณอย่างดีที่เตือนว่ากำลังเกิดเหตุไม่ดีขึ้น ผู้คนในหมู่บ้านต่างพากันสงสัยระคนตื่นตระหนกต่อเสียงที่เกิดขึ้น ต่างพากันออกมาจากบ้านในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นพร้อมกับวิจารณ์กันไปต่างๆนาๆว่าเกิดอะไรขึ้น  ในความโกลาหลอื้ออึงของเสียงหมู่ชนก็มีเสียงหนึ่งแทรกออกมาในวงสนทนาของชาวบ้านว่า

    “เราคงต้องไปพิสูจน์และจัดการ ไม่งั้นคืนนี้ไม่ต้องนอนกันอย่างสงบสุขแน่ๆ”

    “ ใช่จัดการให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย” ชาวบ้านอีกคนหนึ่งเสริม

    ทุกคนต่างสนับสนุนกับความคิดดังกล่าวแล้วต่างพากันเดินทางไปยังต้นตอแห่งเสียงดังกล่าว โดยแต่ละคนมีคบเพลิงเก่าๆ 1 อันที่พอจะเป็นแสงนำทางในคืนอันแสนจะมืดมิดเช่นคืนนี้  หลายคนพกอาวุธครบมือพร้อมที่จะต่อสู้ พวกเขาเดินไปเรื่อยๆโดยอาศัยเพียงเสียงที่เกิดขึ้นเป็นตัวนำทาง ยิ่งเข้าใกล้เพียงใด เสียงที่เกิดขึ้นก็ดังและชวนสยดสยองมากขึ้นเท่านั้น ภายหลังการเดินทางไม่นานพวกเขาก็ตระหนักว่ากำลังยืนอยู่หน้าปากทางถ้ำพายอน (Payon cave) บางคนกลืนน้ำลายเพราะรู้ดีถึงความน่าขยะแขยงภายในนั้น     ทุกคนทำใจที่จะเดินเข้าไปอย่างภายในถ้ำสีนิลที่อยู่ตรงหน้า ว่าแล้วก็ก้าวเข้าไปยังชั้นที่หนึ่งของถ้ำ  สภาพโดยรอบก็เห็นเงาลางๆเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ความมืดมิดอันชวนพิศวงนั้นนั้น ชาวบ้านคนหนึ่งยื่นคบเพลิงไปยังเงาสลัวๆดังกล่าว  ทันใดนั้นเองก็ต้องผงะกับภาพอันชวนสยองเกล้าเป็นอย่างยิ่ง ฝูงซอมบี้ (zombie) นับร้อยๆตัวกำลังเดินไปมาในถ้ำนี้ ต่างพากันร้องระงมด้วยความหิวโหย และปรารถนาเนื้อเลือดแห่งความมีชีวิตอย่างยิ่ง กลิ่นเหม็นเน่าที่คละคลุ้งที่ล่องลอยมาแตะจมูกให้ชวนคลื่นไส้ สภาพร่างที่เละและเป็นเมือกมัน บ้างก็หัวขาด บ้างก็เห็นกะโหลกศีรษะ ดวงตาหลุดออกจากเบ้าห้อยต่องแต่งไปมา ทำให้หลายคนที่นั่นพากันอาเจียนอย่างไม่ต้องสั่ง  หลายคนกรีดร้องออกมาอย่างขลาดกลัว

    “มันเกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย ผีเป็นๆ เห็นไหมล่ะ” ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวอย่างตื่นตระหนกกับภาพที่เห็น

    “น่าขยะแขยงที่สุด ไม่รู้ว่ามันอันตรายหรือเปล่า” อีกเสียงดังตามมา



      แต่ทันใดนั้นเองระหว่างที่พวกชาวบ้านกำลังพูดคุยกันอยู่ เหล่าเจ้าถิ่นซอมบี้ที่รับรู้การมาของเหล่ามนุษย์ก็พากันกรูเข้ามาหาด้วยท่าทางที่เรียกได้ว่าคืบคลานมาอย่างรวดเร็วและพากันฉีกเนื้อกินเลือดชาวบ้านเหล่านั้นอย่างอย่างหิวกระหาย ชาวบ้านต่างพากันล้มตายหนีหัวซุกหัวซุนอลหม่านแต่ก็ไม่สามารถหนีไปได้  เสียงกรีดร้องโหยหวนจากความเจ็บปวดเป็นดั่งดนตรีอันน่าอภิรมย์ที่พวกมันเฝ้าหามานานนัก บรรดาพวกที่ตายก็กลายมาเป็นซอมบี้กัดกินพวกเดียวกันเองสุดแสนจะเป็นภาพที่น่าสังเวช  กลิ่นคาวเลือดและไอแห่งความหายนะคละคลุ้งไปทั่วหมู่บ้านเพียงเวลาไม่นาน ในที่สุดก่อนรุ่งสางวันนั้นทั้งหมู่บ้านพายอนก็มิเหลือเค้าของสิ่งที่เรียกว่าสิ่งมีชีวิตอีกเลย……



         ณ เมืองพรอนเตร่า (Prontera) ข่าวเรื่องของหมู่บ้านพายอนก็กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง ความวิตกกังวลต่างๆนาๆ สร้างความไม่มั่นใจต่อความปลอดภัยในชีวิต แม่บ้านกลุ่มหนึ่งกำลังถกกันเกี่ยวกับเรื่องนี้

      “ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างไม่งั้นพวกเราตายแน่ ได้ข่าวหรือเปล่าล่ะว่าทั้งหมู่บ้านน่ะตายเกลี้ยงเลย ”แม่บ้านคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างหวั่นๆ

    ” แล้วเราจะทำไงล่ะ ก็ได้แต่หวังว่ามันคงไม่เกิดขึ้นกับเมืองเราเท่านั้น” แม่บ้านอีกคนปรารภ จนในที่สุดกว่าที่แต่ละคนแยกย้ายกันไป ทำธุระของตน ก็เป็นเวลาบ่ายแก่ๆแล้ว



        ที่บ้านใจกลางเมืองพรอนเตร่า เป็นบ้านหลังเล็กๆน่ารัก หญิงเจ้าของบ้านนั้นมีนามว่า เทเรซ่า (Teresa) หญิงวัยกลางคนที่มีผมสีขาวโพลนไปทั้งหัว หน้าตายิ้มแย้มใจดี และเป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป เธอมีลูกสาววัย16ปีที่มีหน้าตาสะสวย ผมสีทองเป็นประกายล้อแสงแดด รอยยิ้มที่ละมุนละไมราวกับนางฟ้า ผิวขาวนวลราวกับปุยหิมะยามต้องแสงสีทองแห่งรุ่งอรุณใหม่ ปากอันอวบอิ่มได้รูปสีชมพูเรื่อๆเผยอเล็กน้อยหน้าอกกลมตึงแทบจะมัดลมหายใจให้หนุ่มทั้งเมืองพรอนเตร่านี้ตายได้ในคราวลมหายใจเดียว รูปร่างเพรียวสมส่วนได้รูปอ้อนแอ้นอรชรชวนมองเป็นอย่างยิ่ง  “เรริน่า เรริน่า อยู่ไหนจ๊ะลูก” เสียงของผู้เป็นแม่เรียกหา

    “แม่มีอะไรหรอคะ” ผู้เป็นลูกขานตอบ เสียงของเธอใสเป็นกังวานราวเสียงนกไนติงเกล

    “แม่แค่อยากบอกว่าตอนนี้มีเหตุไม่ดีเกิดขึ้น ระวังตัวหน่อยนะลูกแม่เป็นห่วง”

    “ค่ะแม่ หนูจะระวังตัว” เธอตอบอย่างนอบน้อมก่อนจะเดินออกจากบ้านไปเพื่อไปทำงานตามหน้าที่ของตน

        เมื่อเวลาโพล้เพล้ เรริน่าก็กลับบ้านมาด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน แต่เธอก็รู้ว่าหน้าที่ของเธอยังไม่จบ เธอจึงจัดการงานบ้านต่างๆ ทำอาหาร  เธอเป็นเด็กที่กตัญญูและถือความรักจากแม่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอ  

    “พอได้แล้วล่ะจ๊ะลูก เหนื่อยมามากแล้ว เดี๋ยวแม่ทำต่อเอง”

    “ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่  เรามีกันอยู่2คน ถ้าไม่รักกันจะรักใครล่ะคะ” เธอกล่าวพร้อมด้วยรอยยิ้มละไม

    “เอาเถอะจ๊ะ แต่อย่าหักโหมนะลูกเดี๋ยวจะไม่สบายเอา” คนเป็นแม่กล่าวอย่างเป็นห่วง



    “ค่ะแม่ หนููไหวค่ะ” เธอกล่าวอย่างออดอ้อนพร้อมกับเดินไปกอดและห้อมแก้มแม่เบาๆ ทำเอาผู้เป็นแม่ปลื้มไม่น้อย แล้วผู้เป็นแม่ก็เดินไปยังห้องของตนปล่อยให้เรริน่าทำงานต่อไปเรื่อยๆตามความต้องการของเธอ

        ตกกลางดึกคืนนั้น สิ่งที่ทุกคนกำลังหวาดผวาก็มาถึงที่นี่ เหล่าซอมบี้ต่างพากันบุกมายังเมือง กองกำลังรักษาความสงบต่างพากันต้าน แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรมันก็ไม่ตาย เป็นฝูงมฤตยูอมตะที่ไม่อาจจะทำลายลงได้ แล้วในที่สุดกองกำลังป้องกันก็แตกพ่าย เหล่าผีดิบผู้หิวกระหายก็ไล่กัดกินชาวบ้านในเมือง เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ณ เมืองนี้ ผู้คนวิ่งหนีเอาตัวรอด บ้างก็เหยียบกันตายบ้างก็ถูกกัดกินจนตาย เมืองพรอนเตร่าที่สงบสุขกลับกลายเป็นทะเลสีโลหิตในทันที

    ”แม่ขา ตื่นเร็ว ซอมบี้บุกเมืองเราต้องหนีแล้วนะคะ” เทเรซ่าที่ตื่นขึ้นและได้แต่ตกใจรีบคว้าเสื้อคลุมมาใส่และออกวิ่งไปพร้อมกับลูกสาวของตน

    “แม่อย่าปล่อยมือหนูนะคะ จับให้แน่นๆนะคะ ” เรริน่าก็วิ่งหนีด้วย วิ่งไปและก็จูงมือแม่เธอไป

    ”แม่คะรีบวิ่งเร็วค่ะ ไม่งั้นเราตายกันแน่”

    ”โอยแม่ไม่ไหวแล้ว ลูกหนีไปเถอะ”

      “ไม่ได้นะคะเราต้องไปด้วยกันหนูจะดูแลแม่เอง” เรริน่ากล่าว แต่ขณะนั้นเองคนก็เบียดเสียดจนเธอกับแม่คลาดจากกันเธอตกใจและไม่รู้จะทำเช่นไร ได้แต่ร้องเรียกหาแม่

    “แม่คะ แม่อยู่ไหนคะ แม่ขา…” เธอตะโกนพร้อมกับเดินย้อนฝูงชนเพื่อตามหามารดาอันเป็นที่รักของตนอย่างวิตกกังวล

    ยิ่งนานไปก็ยิ่งขวัญเสียที่หาแม่ของเธอไม่พบ ยิ่งภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำร้ายจิตใจเธออย่างมาก ผู้คนที่เธอรักและรู้จักกำลังตายไปต่อหน้าต่อตา เธอร้องไห้ระงมพร้อมวิ่งไปและไม่รู้จะทำเช่นไร แต่ด้วยสติและจิตใจอันเข้มแข็ง ต้องการจะช่วยผู้อื่น เธอจึงวิ่งไปยังโบสถ์ประจำเมือง อ้อนวอนต่อพระเป็นเจ้าว่า

    ”ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์สถิตอยู่ในสวรรค์ พระนามของพระองค์จงเป็นที่สักการะ พระอาณาจักรจงมาถึงขอให้ทุกสิ่งเป็นไปตามน้ำพระทัย ในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์ โปรดประทานอาหารประจำวัน แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายในวันนี้ โปรดยกโทษให้ข้าพเจ้าเหมือนข้าพเจ้ายกให้ผู้อื่น อย่าปล่อยให้ข้าพเจ้าถูกผจญแต่โปรดช่วยให้พ้นภัย อาเมน”

    “ได้โปรดเถอะค่ะขอให้เกิดอะไรก็ได้ที่จะช่วยเราหนูขอร้อง”เธอกล่าวทั้งน้ำตา   เหมือนปาฏิหาริย์ เกิดแสงสีนวลขาวกระจ่างทั่วทั้งโบสถ์ออกมาจากไม้กางเขนยักษ์ พร้อมด้วยวาจาอันอ่อนโยนว่า

    “ลูกเอย เจ้าจงนำพลังที่หลับใหลอยู่ภายในจิตใจของเจ้าปกป้องพวกของลูกเถิด” และแล้วก็เกิดสำแสงสีขาวเป็นประกายสัญลักษณ์กางเขนก็พุ่งทะลุผ่านร่างของเรริน่าไปพร้อมด้วยความรู้สึกที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน ราวกับว่ากำลังล่องลอยในสรวงสวรรค์ เธอหลับตาลงแล้วรับความรู้สึกดังกล่าวเอาไว้เต็มใจและเปิดตาลุกขึ้นยืนและพบว่าชุดของเธอได้เปลี่ยนไป เป็นชุดสีน้ำเงินเข้มที่ใส่ทับกับชุดสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ ผ้ายาวพาดด้วยสีขาวสลับกันกับสีขาวเหลือบเงิน ผ้าคลุมที่สวมอยู่ก็พลิ้วไสวไปมาเมื่อต้องลม  อักษรกางเขนกลางหน้าผาก สร้อยกางเขนและคทาที่อยู่ในมือเธอ เป็นดั่งพลังที่พระเจ้าสถิตกับเธอ เธอก้าวออกไปอย่างไม่เข้าใจอะไรมากแต่มุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือ ยกมือขึ้นแตะที่กางเขนและภาวนาเบาๆว่า

    “พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งพระจิตเจ้าอันนฤมลทิน  สายลมศักดิ์สิทธิ์แห่งสรวงสวรรค์ที่พัดผ่าน เราผู้รับใช้ขอใช้พระนามศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเป็นเจ้าเป็นดั่งตัวแทนของพระบิดาของเราทั้งหลาย โปรดมอบพลังทำลายอำนาจชั่วร้ายด้วยเถิด”

    ทันใดนั้นก็เกิดวงเวทย์ขนาดยักษ์ล้อมเมืองพรอนเตร่า และเสียงร้องแห่งเหล่าปวงเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ นั่นคือสัญญาณแห่งการกำจัดมารร้าย เกิดพลังอันอบอุ่นและยิ่งใหญ่ซ่านไปทั่วเมือง ซอมบี้ทั้งหลายที่กำลังกัดกินต่างพากันร้องโหยหวน ด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ที่วิ่งทะลุผ่านทุกทิศทางพร้อมด้วยรูปกางเขนยักษ์ที่ตัวซอมบี้แต่ละตัว มันทั้งหลายกรีดร้องทุรนทุรายและสลายไปพร้อมๆกับเหล่าปวงเทพที่ค่อยเลือนหายไปภายหลังจากที่กำจัดเหล่าซอมบี้จนสิ้นซาก  เธออุทานออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

    “มหาเวทย์โบราณที่สาบสูญไปนานแล้ว อำนาจแห่งพระเป็นเจ้าด้วยการุณ ภาพแก่เราชาวมนุษย์ Magnus Excorcismus “  แต่ภายหลังการผ่านความตกใจประกอบกันด้วยพลังอันน้อยนิดของเธอที่เรียกใช้มหาเวทย์อันยิ่งใหญ่ ฉับพลันสติสัมปชัญญะเธอก็วูบหายไป พร้อมๆไปกับอาภรณ์ที่กลับคืนสู่สภาพเดิม

        รุ่งเช้า ผู้คนที่ยังรอดชีวิตต่างพากันมาดูอาการของเรริน่า ผู้ที่ช่วยชีวิตพวกเขาให้รอดตาย เรริน่าลืมตาขึ้นและมองหาสิ่งแรกนั่นคือ

    “แม่จ๋า แม่อยู่ไหน”

    “ลุงแซมคะ ลุงรู้ไหมคะว่าแม่ของหนูอยู่ไหน”

    “ใครก็ได้ ได้โปรดบอกหนูหน่อยว่าแม่อยู่ที่ไหน” เธอเอาแต่ถามด้วยรอยน้ำตา แต่ไม่มีใครกล้าตอบ แม่ของเธอถูกเหล่าซอมบี้นั้นกัดกินจนตายไปแล้ว เพียงไม่นานเธอก็รู้ดีถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เธอร้องไห้อีกครั้งและคิดในใจว่า

    “เราไม่มีแม่อีกแล้ว เราจะทำอย่างไรดี”

    ”โฮๆๆๆๆๆ”

    “แม่ขาหนูยังไม่ได้บอกอะไรแม่อีกมากมาย แม่คือสิ่งที่หนูรักและเทิดทูนที่สุด หนูยังอยากที่จะได้จับต้องตัวแม่ สัมผัสไออุ่นรักที่แม่มีให้เสมอมา อ้อมอกของแม่ หนูคงไม่ได้เจอมันอีกแล้ว ”เธอคร่ำครวญร้องไห้อย่างไม่อายใคร เพราะมันคือความสูญเสียที่มิอาจจะหาสิ่งใดมาทดแทนได้

    ”แม่คือสิ่งเดียวที่ลูกมีและรัก ขาดแม่ไปลูกจะทำเช่นใดเล่า“  เธอคร่ำครวญอย่างน่าเวทนา

    … และแล้วเสียงแห่งจิตใต้สำนึกก็บอกเธอแล้วว่าเธอควรจะทำเช่นไร เธอลุกขึ้นยืนปาดน้ำตา แก้มของเธอแดงช้ำจากการร้องไห้ ดวงตาสีเขียวใสของเธอหมองลงไม่สดใสดังก่อน

    เธอกล่าวกับผู้คนในนั้นว่า ”หนูจำเป็นจะต้องหาต้นตอแห่งความหายนะนี้และหยุดมัน หนูไม่อยากให้เหตุการณ์ที่เกิดกับแม่ไปเกิดกับครอบครัวอื่นๆอีก”

    เธอกล่าวพร้อมน้ำตา และก้าวเดินออกไปโดยไม่สนใจฟังเสียงใครอีกเลย ได้แต่ภาวนาในใจว่า พระเจ้า ได้โปรดเป็นกำลังให้ลูกด้วย ลูกจะต้องหาทางฝ่าฟันมันให้พ้นไปให้ได้

                

    จบบทที่1แล้วอ่ะ วิจารณ์มาได้นะคะ แต่เรารู้ว่ามันยังไม่ดีเลย เราจะเอาไปแก้ไขในบทต่อๆไปนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ  ขอบอกว่ามันแต่งยากมากๆเลย บทนี้ใช้เวลา30นาทีแต่งเลยไม่ค่อยสละสลวยเท่าไรคราวหน้าจะเรียบเรียงเลยผูกเรื่องให้น่าสนใจกว่านี้นะคะ

    ติดตามเรื่องนี้
    เก็บเข้าคอลเล็กชัน

    นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    อีบุ๊ก ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    ความคิดเห็น

    ×