เจาะลึกยอดคนในประวัติศาสตร์สามก๊ก (พิมพ์แล้วใน จดหมายเหตุสามก๊ก)

  • 90% Rating

  • 2,836 Vote(s)

  • 389,941 Views

  • 1,581 Comments

  • 900 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    935

    Overall
    389,941

ตอนที่ 10 : เอียวสิ้ว เต๋อจื๋อ (Yang Xiu) - อัจฉริยะผู้สิ้นชีพเพราะอวดรู้ (ปรับปรุงเนื้อหาแล้ว)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10369
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    11 ธ.ค. 58


เอียวสิ้ว เต๋อจื๋อ (หยางซิว)

“อัจฉริยะผู้สิ้นชีพเพราะอวดรู้”

 

จากจดหมายเหตุชีวประวัติเอียวสิ้ว โดยเฉินโซ่ว

(Biography of Yang Xiu)

 

เอียวสิ้ว หรือ หยางซิว (Yang Xiu) ชื่อรอง เต๋อจื๋อ (Dezu) เกิดปีค.ศ.175 เป็นชาวหัวอิน เมืองหงหนง มณฑลซ่านซี เอียวสิ้วเป็นบุตรชายของเอียวปิว ขุนนางในราชสำนักฮั่น ปู่คือเอียวซือซึ่งเป็นอดีตขุนนางใหญ่ มารดาของเขายังมีศักดิ์เป็นพี่สาวของอ้วนสุด สถานะของเอียวสิ้วแต่เดิมจึงนับว่าเป็นญาติของขุนนางตระกูลใหญ่ในปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก และสกุลเอียวก็ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งสกุลขุนนางใหญ่ที่มีความภักดีต่อราชสำนักฮัน่อย่างสูงสุดมานานถึงสี่รุ่น

เอียวสิ้วมีรูปลักษณ์โดดเด่น คิ้วเรียก ตาเล็ก ใบหน้าเกลี้ยงเกลา มีไหวพริบและสติปัญญาเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อราชสำนักฮั่นโดนตั๋งโต๊ะยึดครอง สกุลเอียวได้หลบหนีออกจากนครหลวงและมาขอพึ่งพิงอ้วนสุด ภายหลังเมื่ออ้วนสุดตั้งตนขึ้นเป็นฮ่องเต้ สกุลเอียวจึงได้ต่อต้านแล้วแยกตัวออกมาอีก จากนั้นเอียวสิ้วจึงได้มารับราชการอยู่กับโจโฉรับราชการอยู่กับโจโฉ โดยทำงานอยู่ในสำนักราชเลขาธิการ อยู่ใต้สังกัดของซุนฮก ต่อมาจึงได้ทำงานในสำนักสมุห์บัญชี

จากนั้น เอียวสิ้วได้คบหาเป็นสหายและที่ปรึกษาให้กับโจสิด บุตรชายคนที่สี่ของโจโฉ ซึ่งโจสิดได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ในด้านการแต่งบทกวี

เอียวสิ้วเป็นผู้มีความสามารถทั้งด้านการทหารและการเมือง รอบรู้พิชัยสงครามและมีไหวพริบปฏิภาณเป็นเยี่ยม โจโฉจึงมอบหมายให้เอียวสิ้วทำงานเป็นกุนซือในกองทัพและในราชสำนัก เอียวสิ้วเป็นผู้ที่มีความเข้าใจความคิดอ่านของโจโฉมาก ความคิดอ่านของเขามีอิทธิพลต่อการปกครองบ้านเมืองไม่น้อย เนื่องจากเอียวสิ้วมีความสนิทสนมกับโจสิด เขาจึงช่วยเหลือเป็นกุนซือให้คำแนะนำกับโจสิดในการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทกับโจผี

มีเกร็ดประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องของเอียวสิ้วที่ส่วนมากแล้วจะเป็นเรื่องเล่าที่แสดงถึงความเจ้าปัญญาและรู้ความคิดของโจโฉมากจนเกินไป จึงทำให้โจโฉสะสมความไม่พอใจอยู่ลึกๆ

ครั้งหนึ่ง มีคนงานของโจโฉได้ตัดสร้างประตูที่สวนขึ้น เมื่อโจโฉมาถึง เขาไม่ได้กล่าวอะไรกับคนงาน เพียงแต่เขียนอักษรที่มีความหมายว่าชีวิตไว้บนประตู ไม่มีใครเข้าใจว่าโจโฉต้องการสื่ออะไร ยกเว้นเอียวสิ้ว เขาได้อธิบายให้คนอื่นฟังว่า ตัวอักษรที่หมายถึงประตูนั้น หากนำตัวอักษรชีวิตใส่เข้าไปในตัวอักษรที่หมายความว่าประตูแล้ว ก็จะได้ความหมายใหม่คือ “กว้าง” โจโฉต้องการบอกใบ้ว่า ประตูนั้นสร้างมากว้างเกินไป คนงานได้ฟังแล้วจึงปรับแก้ขนาดของประตู เมื่อโจโฉทราบว่าเอียวสิ้นเป็นเพียงผู้เดียวที่เข้าใจความหมายของสิ่งที่เขาบอกใบ้ จึงรู้สึกตื่นเต้นกับพรสวรรค์ของเอียวสิ้วมาก

ครั้งหนึ่ง ชนเผ่านอกด่านได้ส่งขนมใส่ในกล่องมอบให้โจโฉเป็นของบรรณาการ โจโฉจึงเขียนอักษรไว้บนกล่องนั้นว่า “ขนมกล่องหนึ่ง” แล้ววางไว้ เมื่อเอียวสิ้วมาเห็น จึงบอกให้คนนำขนมนี้ไปแจกให้คนอื่นๆกินกันคนละชิ้น โจโฉจึงถามเอียวสิ้วว่าเพราะเหตุใดจึงทำเช่นนั้น เอียวสิ้วตอบกลับว่า “นายท่านเขียนตัวอักษรที่มีความหมายว่า ขนมสำหรับหนึ่งคนหนึ่งคำ แล้วพวกเราจะขัดคำสั่งนายท่านได้อย่างไร” นั่นเพราะคำที่โจโฉเขียนไว้บนกล่องสามารถแยกออกแล้วแปลความหมายได้ตามนั้น โจโฉจึงเริ่มไม่พอใจเอียวสิ้วที่รู้มากเกินไปนับแต่นั้น

เอียวสิ้วได้ช่วยให้คำแนะนำแก่โจสิดในการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทกับโจผี เพราะเดิมทีแล้วโจผีมิใช่บุตรชายคนโต แต่เนื่องจากโจงั่งบุตรคนโตของโจโฉได้เสียชีวิตไปแล้วในศึกที่อ้วนเสีย ทำให้ตำแหน่งทายาทที่จะรับสืบทอดอำนาจยังไม่ได้มีการแต่งตั้งแน่นอน อีกทั้งโจโฉก็แสดงออกชัดเจนว่ามีความชื่นชอบและรักใคร่โจสิดมากกว่า เพราะโจสิดได้แสดงว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ในด้านการแต่งบทกวีมาตั้งแต่วัยเยาว์ แม้ว่าโจผีเองก็มีความชื่นชอบในด้านบทกวีและวรรณกรรมเช่นกัน แต่ก็ยังมิอาจเทียบเคียงกับโจสิดในด้านนี้ได้

โจผีได้กาเซี่ยงและสุมาอี้เป็นผู้ให้คำแนะนำให้การประพฤติตัวให้เหมาะสมกับการชิงตำแหน่งรัชทายาท แต่เอียวสิ้วกลับไม่สามารถแนะนำให้โจสิดประพฤติตัวให้เหมาะสมได้ โจโฉมีความคิดจะตั้งแต่รัชทายาทผู้สืบทอดอำนาจของตนตามความสามารถมากกว่าจะถืออาวุโสตามธรรมเนียมดั้งเดิม แต่ก็ลังเลใจ เพราะแม้ว่าโจสิดจะมีพรสวรรค์ แต่ก็ขาดวินัยในการดื่มสุรา ชอบใช้ชีวิตเสเพล ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ดีพอ

ปีค.ศ.219 เอียวสิ้วได้อาศัยสายสัมพันธ์กับเครือข่ายขุนนางในนครเย่ สนับสนุนให้โจสิดชิงตำแหน่งจากโจผีมาให้ได้ ระหว่างนั้น โจสิดมีความประพฤติตนไม่ดีนัก ดื่มสุราเมามาย และก่อเรื่องขึ้นที่นครเย่ เขาเดินทางผ่านเข้าประตูที่จัดไว้เฉพาะองค์ฮ่องเต้เท่านั้น แต่ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เอียวสิ้วโดนโจโฉกำจัดก็คือเมื่อโจโฉทราบว่าเอียวสิ้วเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสำคัญในการแนะนำให้โจสิดสร้างความประทับใจให้โจโฉเพื่อชิงตำแหน่งรัชทายาท อีกทั้งโจโฉรำลึกได้ว่าเอียวสิ้วมีสายสัมพันธ์เป็นบุตรของพี่สาวอ้วนสุด ดังนั้นจึงหาเหตุจับผิดเอียวสิ้วเพื่อสั่งประหารชีวิตในที่สุด

หลังจากประหารเอียวสิ้วแล้ว โจโฉได้ส่งสารแสดงความเสียใจไปถึงเอียวปิวผู้เป็นบิดาซึ่งเวลานั้นได้ลาออกจากราชการแล้ว แต่เอียวปิวก็ไม่ยอมรับความสงสารนั้นแล้วไม่ได้แสดงความโศกเศร้าออกมาแต่อย่างใด

 

อธิบายเสริม

            มีการวิเคราะห์หาสาเหตุความตายของเอียวสิ้วไว้หลายแง่มุมว่า บางทีเหตุที่เอียวสิ้วโดนประหารชีวิตนั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นเรื่องที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” ซึ่งสาเหตุแท้จริงอาจจะไม่ใช่เพราะเรื่องความที่เขาเป็นคนรู้มาก หรือแสดงความโอ้อวดว่าตนล่วงรู้ความคิดของโจโฉมากเกินไปแล้วทำให้โจโฉชิงชังเท่านั้น แต่สาเหตุหลักอาจเป็นเรื่องอื่นที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า ซึ่งหากวิเคราะห์ในทางประวัติศาสตร์แล้ว เรื่องราวการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทระหว่างโจผีและโจสิดอาจเป็นชนวนเป็นหลักของเรื่องนี้ แล้วเอียวสิ้วก็กลายเป็นเพียงตัวหมากหนึ่งในนั้น แล้วอีกสาเหตุก็อาจเป็นเพราะความเป็นมาของตัวเอียวสิ้วเองในฐานะที่เขาเป็นญาติสนิทใกล้ชิดกับอ้วนสุดมาก่อน

            ในบรรดาทายาทคนสำคัญของโจโฉ ผู้ที่คิดแย่งชิงตำแหน่งทายาทกับโจผีมีเพียงแค่โจสิดเท่านั้น แล้วในจดหมายเหตุบทชีวประวัติของโจสิดก็มีบันทึกว่า “โจโฉเกรงว่าหากตนสิ้นชีพแล้วจะบังเกิดความเปลี่ยงแปลงครั้งใหญ่ เอียวสิ้วนั้นมีสติปัญญาและเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายมาก แล้วยังมีศักดิ์เป็นบุตรชายของพี่สาวอ้วนสุด หากปล่อยไว้จะเป็นภัย จึงสั่งประหารชีวิต”

ทำไมการเป็นญาติกับอ้วนสุดจึงทำให้เอียวสิ้วต้องสิ้นชื่อ สาเหตุนั้นอาจเพราะตระกูลอ้วนนั้นยังคงมีสายสัมพันธ์อยู่ในราชสำนักฮั่น แล้วหลังจากศึกกัวต๋อจบลง ขุนนางและนายทหารจำนวนมากของอ้วนเสี้ยวได้มาสวามิภักดิ์อยู่กับโจโฉ คนเหล่านี้มีไม่น้อยที่มีตำแหน่งสูงส่ง ก่อนหน้านี้โจโฉเพิ่งจะประหารซุยเอี๋ยนที่เป็นอดีตขุนนางของอ้วนเสี้ยวและเป็นขุนนางที่มีบารมีมาก นี่ย่อมแสดงให้เห็นถึงภัยที่อยู่ภายในของวุยก๊กเองซึ่งยากจะกำจัดทิ้งได้หมด โจสิดได้รับการสนับสนุนจากเหล่าบัณฑิตลัทธิหยูและอดีตขุนนางที่เคยรับใช้ตระกูลอ้วน ซึ่งเรื่องนี้มิใช่เหตุบังเอิญ เนื่องจากโจสิดคบหาสนิทสนมกับบัณฑิตและขุนนางเหล่านี้อยู่มาก หากว่าโจสิดได้ขึ้นเป็นรัชทายาทจริง อาจจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวุยก๊กก็เป็นได้

อีกทั้งเอียวสิ้วเองก็เป็นทายาทขุนนางราชสำนักที่ยึดมั่นในขนบขงจื๊อ ตระกูลเอียวหลายชั่วรุ่นของเขายึดถือหัวใจสำคัญในตำราโอวหยางซ่างซู ที่ว่าด้วย สี่รู้ สามไม่มัวเมา เป็นหลักประพฤติตนอย่างแข็งขัน คนตระกูลเอียวยึดถือหลักของขุนนางแห่งราชสำนักฮั่นเรื่อยมาโดยมิได้เสื่อมโทรมลงตามกระแสของยุคสมัย เมื่อรวมกับสติปัญญาไหวพริบของเอียวสิ้วเช่นนี้ หากวันหน้าโจสิดได้ขึ้นเป็นรัชทายาทจริง เอียวสิ้วก็มีโอกาสจะเป็นขุนนางผู้ใหญ่หรือมหาเสนาบดีผู้มีอำนาจปกครองบ้านเมือง บรรดาเครือญาติและเครือข่ายมิตรสหายของเขาก็จะมีอำนาจไปด้วย ดังนั้นสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นคือ การกลับมามีอำนาจอีกครั้งของเครือข่ายขุนนางในตระกูลอ้วน หากยึดถือบันทึกในจดหมายเหตุเป็นหลักแล้ว นี่ย่อมเป็นสิ่งที่โจโฉหวาดระแวงมาก

แต่แม้ว่าเอียวสิ้วจะมีคุณสมบัติพร้อมทั้งชาติตระกูลและความสามารถถึงเพียงนี้ เขากลับค่อนข้างไร้เดียงสาทางการเมือง และยังไร้ประมุขศิลป์ในการอยู่กับเจ้านายขี้ระแวงแบบโจโฉ ดังนั้นเมื่อโจโฉสามารถหาเหตุกำจัดเอียวสิ้วได้แล้ว ก็จะต้องกำจัดทิ้งทันที

บทเรียนของเอียวสิ้วนี้นับว่าเป็นเรื่องแตกต่างกับสุมาอี้ที่มีคุณสมบัติหลายประการคล้ายคลึงกัน แต่สุมาอี้รู้จักระแวดระวังตนเองอยู่ตลอด ไม่แสดงตนออกนอกหน้าเกินไป จึงเอาตัวรอดต่อมาได้

 

สรุปข้อแตกต่างเรื่องราวของเอียวสิ้ว ระหว่างจดหมายเหตุและนิยาย

      1.ในนิยายสามก๊กได้เสริมสร้างเรื่องราวการตายของเอียวสิ้วให้มีสีสันมากขึ้น โดยเล่าว่าโจโฉบัญชาการทัพใหญ่ไปทำศึกกับเล่าปี่ที่ฮั่นจง แต่หลังจากทำศึกแล้วก็พบว่ายากจะชิงฮั่นจงกลับมาได้ จึงมีความคิดจะถอยทัพกลับ ระหว่างนั้นได้เขาขานรหัสลับกับทหารเฝ้ายามยามวิกาลว่าซี่โครงไก่ เอียวสิ้วเป็นกุนซือติดตามในกองทัพไปด้วย เมื่อแฮหัวตุ้นมาถามรหัสจากทหารยามแล้วได้ความว่าซี่โครงไก่ เอียวสิ้วจึงอธิบายให้แฮหัวตุ้นทราบว่าโจโฉมีเจตนาที่จะถอยทัพกลับ เพราะซี่โครงไก่นั้นมีความนัยเปรียบเทียบกับการทำศึกชิงฮั่นจงว่าแย่งชิงมาได้ยาก แต่ก็กินไม่ได้เหมือนกับซี่โครงไก่ แฮหัวตุ้นจึงเตรียมจะถอนทัพกลับ เมื่อโจโฉทราบเรื่องก็โกรธมาก จึงสั่งประหารชีวิตเอียวสิ้วในที่สุด

     2.ในนิยายสามก๊กได้แต่งเสริมเรื่องราวที่โจโฉสั่งประหารเอียวสิ้วเพราะรหัสลับเรื่องซี่โครงไก่ สาเหตุอาจเพราะเพื่อต้องการทำให้เรื่องราวมีสีสันมากยิ่งขึ้น แต่นั่นก็ทำให้เรื่องที่โจโฉสั่งประหารชีวิตเอียวสิ้วนั้นแลดูมาจากการอารมณ์เพียงชั่ววูบของโจโฉมากกว่าจะเป็นความตั้งใจแต่ทีแรก แต่ในประวัติศาสตร์นั้น หากวิเคราะห์แล้วสาเหตุที่เอียวสิ้วต้องถึงแก่ความตาย ออกจะเป็นเพราะผลกระทบที่มาจากการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทระหว่างโจผีและโจสิดเสียมากกว่า ดังนั้นเอียวสิ้วจึงต้องจบชีวิตลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #1433 น้ำปลา (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2555 / 14:08
    ก็นะ เล่นออกคำสั่งในถอนทัพเป็นใครก็ไม่พอใจละนะ
    #1433
    0
  2. #1138 Neutral (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 มีนาคม 2554 / 18:04
    ขงเบ้งก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นะ



    เพียงแต่ออกแนว ฉลาด(ฉลาดจริง)แต่ฉลาดแล้วชอบดูถูกคนอื่น ถือว่าคนอื่นด้อยกว่า



    ซึ่งถ้าเจอคนเหล่านี้ในชีวิตจริง ก็ต้องบอกตรงๆว่า ไม่ชอบคนแบบนี้เลย -*-
    #1138
    0
  3. #834 บักเฮง (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 / 13:24
    ตายเพราะฉลาดเกินไป ก็รู้ๆอยู่ว่าโจโฉเป็นคนขี้ระแวง ปลาหมอตายเพราะปากจริงๆเลย



    ป.ล. อุปนิสัยกับการวางตัวเป็นสิ่งสำคัญที่จะใช้เป็นลูกล่อลูกชน ถ้าผิดพลาดก็แก้ไขใหม่ แต่ในกรณีนี้มันบ่อยครั้งจนเกินไปสมควรที่จะต้องได้รับโทษไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ดี ทำเกินกว่าหน้าที่โดยแท้
    #834
    0
  4. #652 อิคุมิจัง (@Ikumichan) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2552 / 03:51
    ตอนแรกแทบไม่ได้สนใจเลยนะคะตัวละครนี้น่ะ เพราะส่วนใหญ่เราจะให้ความสนใจกับตัวละครหลักๆที่เคยเล่นในเกมส์สามก๊กมากกว่าเพราะเดินทีที่สนใจเรื่องสามก๊กก็เริ่มมาจากการเล่นเกมนี่แหละยิ่งได้รู้จักเรื่องของมันยิ่งติดใจเลย
    แต่พอดีสะดุดตากับชื่อของมันพอดี.. เอียวสิ้ว- -.. ทำไมต้องชื่อเหมือนเราด้วยฟ่ะนี่?? (เราชื่อสิ้ว แต่ถ้ารวมสกุลเราสกุลเดียวกันเตียวหุยนะจำไม่ได้เหมือนกันว่าเตียวนี่คือจีนแบบไหน? เพราะเราชื่อจางสิ้วหยู- - แต่ย่าบอกว่าจางกับเตียวสกุลเดียวกันต่างสำเนียงกัน)
    แต่ทั้งหมดก็สนุกดีค่ะอีกอย่างมันแล้วแต่วิจารณญานในการอ่านของแต่ละคนเพราะแต่ละคนก็ย่อมมองตัวละครแต่ละตัวในมุมมองที่ต่างกันออกไปมีหลายความคิดเห็นซึ่งพอเราได้มาอ่านในนี้แล้วก็มีการออกความเห็นถกกันเรื่องนิสัยและเนื้อแท้ของตัวละครแล้วก็รู้สึกชอบมากได้เปิดโลกทรรศน์มองตัวละครเรื่องนี้ในหลายๆด้านหลายๆความเห็นดีแล้วเนื้อหารายละเอียดก็มีความละเอียดดีนะ
    #652
    0
  5. #646 ผ่านมา (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2552 / 21:16
    ผมว่าเอียวสิ้วอวดรู้เกินหน้าที่นะครับ เจ้านายยังไม่สั่งถอนทัพกลับไปพูดบั่นทอนขวัญทหารหยั่งงี้

    เกิดโจโฉคิดแผนใหม่พิชิตศึกได้ ก้อใช้ไม่ได้นะสิครับ เพราะทหารใจไม่สู้แล้ว แบบนี้มันคนขี้อวดชัดๆ

    ที่ควรทำจริงๆคือไปคุยกับโจโฉให้เรียบร้อยเสียก่อนตะหาก ค่อยสั่งทหารเก็บของ
    #646
    0
  6. #589 just a few cent comment (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 เมษายน 2552 / 07:32
    ผมว่าสาเหตุที่สำคัญและเป็นเหตุแห่งการเสียหัวของเอียวสิ้ว อยู่ที่การเข้าไปยุ่งในเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท คล้ายๆกับกรณีของลกซุนแม่ทัพพรสวรรค์ของซุนกวนนั้นแล ส่วนเรื่องอื่นคงจะเป็นข้ออ้างในการสั่งประหารเสียมากกว่า แล้วพอดีเรื่องการล่วงละเมิดคำสั่งในกองทัพ หรือสายบังคับบัญชาในสมรภูมิเป็นเหตุที่มีมาถูกที่ถูกเวลา
    #589
    0
  7. #580 Racha (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 มีนาคม 2552 / 00:41
    แต่ผมกลับมองว่า แม้บางกาลรู้ไว้ก็ไม่ควรพูด เมื่อไรที่กาลหนุนนำมาจึงค่อยแสดงให้เต็มที่

    เหมือนยามบ้านเมืองสงบ ฉไหนเลยจะต้องการทหารมาทำศึก เพราะฉนั้นแล้ว แม้ตัวผมเป็นโจโฉ

    ก็จักไม่เพียงสั้งประหารเขาแค่คนเดียว แต่จะประหารยกโคตร เพราะฉนั้นทำสิ่งได้ไม่รู้กาละเทสะ

    เป็นเด็กไม่ว่า และโตแล้วไม่ควรเอาไว้ คุณคิดหรอว่าประวัติศาสตร์จะจริงไปสะทุกเรื่อง ในบางที่

    เอียวสิ้ว อาจจะปากดีจนไม่หน้าเอาไว้ และนึงจุดที่จะบอกเพราะผมมันคนอย่างโจโฉมั้ง

    ที่คิดว่าการกระทำดังการการพูด เมื่อใดถึงเวลาพูดถึงค่อบพูดให้เต็มที่ เมื่อใดควรหุบปากก็ควร

    รักษากริยาไว้ให้ดี การเป็นคนไม่จำเป็นต้องแสดงตัวว่าเราเก่ง แต่จงรอโอกาสใหญ่เข้ามาจึงแสดง

    มันออกไป ความเลือมใสจักทวีคูน ขึ้นไปอีก แม้ทัพแตกพ่ายแล้วไง ในเมื่อรอดมาได้ก็คือรอด

    โจโฉิได้ระแวงหรออย่าคิดเยี่ยงนั้นเลยคนที่ ซื้อใจคนได้ถ้าใช้ความระแวงลองคิดว่าถ้าเป็นคุนดูสิ ที่เป็น

    คนที่โจโฉจะซื้อใจ คุณรู้สึกอึดอัดมัยกับการที่ต้องอยู่กับนายขี้ระแวงแต่ก็แปลง การทำงานของแต่ระคน

    โจโฉกลับให้อิสระเต็มที่และโจโฉคือคนที่ได้คนเก่งมาไว้ในมือมากที่สุด และจนกว่าจะมี หมาปากดีมายุให้ระแวง เพราะโจโฉจึงระแวง ฉนั้นผมจึงสั้งประหารมัน หรือคุนคิดว่าคุณอ่ามมากพอแล้วระ ผมไม่เองไม่เคยคิดเลยว่า

    อ่านมามาก แต่ผมพยายามมองในหลายมุม เอาตัวเองไปเป็นตัวละคร แล้วก็ดูฐานอารมของคน ว่าควรทำอยางไร

    ไม่ว่าจะเป็นตัวที่ถูกประหาร หรือตัวที่สั้งประหาร เพราะ ฉะนั้น ถ้าคิดว่าเก่ง ทำไมไม่ออกไปตั้งอีกสัก ก๊กละในเมื่อเราเก่ง เพราะฉนั้นจำ ไว้ ควรปากดี ในเวลาที่เหมาะสมกับกาละ และดูต่อไปว่าทำแล้วจะมีประโยชน์อย่างไรต่อ เยี่ยงสุมาอี้ ความอดทนช่างเป็นเลิศนัก
    #580
    0
  8. #554 คนเดินผ่าน (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2552 / 23:21
    พูดซะ เอียวสิ้ว ดู ไม่ดีเลย นะ คุณอ่าน 3 ก๊ก มาพอหรือเปล่าครับ ในท้ายที่สุด ที่ โจโฉประหาร เอียวสิ้วแล้ว ก็พ่ายทัพ เล่าปี่ อย่างฉิบหายวายวอด เกือบตายชนิด หาทางกลับบ้านไม่ไหว จนต้องนึกความคิดของตนที่คิดว่า ความจริงแล้ว ตัวก้คิดจะถอนทัพตั้งแต่แรก แต่แค่เอียวสิ้วรู้ทันก่อนก็เลย ทำเป็นอวดตนแก้ว่าตนไมได้คิดจะถอนทัพ เพียงแค่เอียวสิ้วรู้ทัน แต่สุดท้าย โจโฉก็กลับมาคิดถึงควาผมิดพลาดของตนว่าถ้าตน ทำอย่างที่เอียวสิ้วกล่าวไว้ และตรงใจกับที่ตนคิดไม่คิดอวดตน ท้าทายความเป็นจริง ก็ไม่ต้องทำให้ตนเองต้องพ่ายแพ้ชนิดฉิบหายขนาดนี้ ความจริงแล้วเอียวสิ้วมิได้ อวดฉลาดมากขนาดนั้นเป็นเพียงเพราะเป็นคนรู้ใจนาย แต่นายนิสัยดันขี้ระแวง จึงพาลทำให้ตัวตายไปด้วย เอียวสิ้วมิได้ผิด แต่แค่นิสัยไม่เหมาะกับนิสัยโจโฉ เท่านั้น
    #554
    0