ลูกไม้หล่นไม่ไกลรัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 85,023 Views

  • 121 Comments

  • 633 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    486

    Overall
    85,023

ตอนที่ 30 : 10 หนูน้อยไปโรงเรียน 35%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3906
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 138 ครั้ง
    10 ต.ค. 61




10 

หนูน้อยไปโรงเรียน


“น้องต้นข้าวแต่งตัวเสร็จหรือยังเอ่ย ?”

“เสร็จแล้วค่าแม่จ๋า” กณิศาตอบเสียงหวานขณะวิ่งหิ้วรองเท้านักเรียนสีดำขลับมายังระเบียงหน้าบ้านซึ่งคนเรียกประจำที่อยู่

ร่างตุ้ยนุ้ยตอนนี้อยู่ในชุดนักเรียนชั้นอนุบาล ท่อนบนเป็นเสื้อเชิ้ตคอบัวแขนสั้นสีขาว ท่อนล่างเป็นกระโปรงเอวยางยืดไร้จีบสีกรมท่ามีแถบสีขาวแคบๆ สองแถบตรงชายกระโปรง คลุมทับด้วยเอี๊ยมคล้ายผ้ากันเปื้อนสีแดง ด้านหน้าสกรีนลายผีเสื้อตัวใหญ่กับตัวเล็ก หนูน้อยสวมถุงเท้ายาวสีขาวที่ถูกพับลงมาอย่างพอเหมาะ ช่างน่ารักนักในสายตาคนมอง

“น้องต้นข้าวอย่าวิ่งค่ะ เดี๋ยวล้มนะคะ ไหนแม่จ๋าขอดูหน่อยซิว่านักเรียนคนเก่งเรียบร้อยแล้วหรือยัง” ณัฐกานต์พูดเตือนหนูน้อย ก่อนจับคนตัวเล็กที่ยิ้มยิงฟันหมุนสำรวจช้าๆ “โอ้โห น่ารักจังเลยค่ะนักเรียน วันนี้เปิดเทอมวันแรกพร้อมไหมคะ”

“นักเรียนพร้อมค่ะ” กณิศากำมือแล้วชูขึ้นฟ้าเป็นทำนองว่าพร้อมไปเรียนวันแรกของเทอมอย่างเต็มที่ “พ่อจ๋าบอกว่าให้รอก่อนค่ะ พ่อจ๋าจะไปส่งที่โรงเรียน ไปกันสามคนเลยค่ะ มีพ่อจ๋า แม่จ๋าและก็น้อง”

“แล้วไหนพ่อจ๋าล่ะคะ แม่จ๋ายังไม่เห็นเลย”

“ต้นกล้าอยู่ในครัวน่ะลูก ดื่มกาแฟอยู่จ้ะ สักพักก็คงออกมาแล้ว น้ำตาลรออีกนิดนะลูก” คนตอบไม่ใช่หนูน้อย แต่เป็นเนตรอนงค์ที่ส่งกระเป๋าสะพายหลังสีชมพูลายเฮลโลคิตตี้ของหลานสาวให้ณัฐกานต์

“น้ำตาลคิดว่าเมื่อคืนพี่ต้นนอนที่บ้านพักในค่ายเสียอีกค่ะ” หญิงสาวรับกระเป๋าสีหวานมาเรียบร้อยแล้ว ไม่บ่อยนักที่พี่ต้นจะใช้บ้านเป็นที่นอนหลับ

“กลับมาตั้งแต่เที่ยงคืนกว่าแล้วจ้ะ เห็นบอกว่าเปิดเทอมวันแรกเขาอยากไปส่งลูกสาวให้ถึงหน้าห้องเรียน”

“จริงหรือคะ ดีจัง”

และหญิงวัยกลางคนก็ได้เห็นว่าที่ลูกสะใภ้ยิ้มเผล่ อดพลอยอมยิ้มไปด้วยไม่ได้

ส่วนณัฐกานต์นั้นจับผมเปียสองข้างของกณิศากลบเกลื่อนความดีใจคับอกที่ชายหนุ่มจะไปส่งลูกที่โรงเรียนด้วยกัน รู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูกเมื่อนึกย้อนไปถึงตอนที่หนูน้อยเคยบอกว่าเพื่อนล้อที่ไม่มีพ่อแม่มาส่ง แต่ต่อไปนี้เธอมั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว

“น้ำตาลกินอะไรมาหรือยังลูก” น้ำเสียงเนตรอนงค์บ่งบอกถึงความห่วงใยล้นปรี่

“เรียบร้อยแล้วค่ะป้าเนตร” เธอปิดท้ายด้วยรอยยิ้มแทนคำขอบคุณ

“รอนานหรือเปล่า กินข้าวเช้าหรือยัง”

ณัฐกานต์หันมองตามเสียงก็เห็นว่าเนติพัฒน์กำลังเดินตรงมาทางเธอ วันนี้เขาอยู่ในเครื่องแบบปกติกากีแขนสั้นในมือมีหมวกหนีบ ซึ่งการแต่งกายแบบนี้ของเขาเธอเห็นไม่บ่อยนัก เพราะชายหนุ่มสวมชุดเวสมอร์แลนด์เสียเป็นส่วนใหญ่ เขาเคยบอกเธอว่าคล่องตัวกว่าการแต่งตัวเช่นนี้

“แหม พี่ต้นกับป้าเนตรใจตรงกันจังเลย เมื่อกี้ป้าเนตรก็เพิ่งถามน้ำตาลด้วยคำถามนี้เปี๊ยบ”

“แล้วคำตอบว่าไงครับ” เนติพัฒน์นึกขำกับการลากเสียงยาวตรงคำว่า เปี๊ยบ

“คำตอบก็คือเรียบร้อยแล้วค่ะ เราไปกันเลยไหมคะ น้ำตาลจอดรถไว้หน้าบ้าน”

“ไปรถพี่ดีกว่า เราไปส่งน้องต้นข้าวที่โรงเรียน ไปส่งน้ำตาลที่ร้าน แล้วพี่ค่อยไปทำงาน”

“แบบนั้นก็ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นน้ำตาลโทรบอกพี่เกลือก่อนดีกว่า จะได้ให้พี่เกลือเอารถคันนี้ไปใช้”

“น้ำตาลขับรถเกลือ แล้วเกลือใช้คันไหน”

“เจ้าแก่ของพ่อยังไงล่ะคะพี่ต้น ช่วงนี้พ่อไม่ค่อยได้ขับไปไหน เอาออกไปใช้บ้างก็ดีค่ะ กลัวสนิมจะเกาะจนเขรอะ” เจ้าแก่ที่ว่าคือรถสภาพบุโรทั่งที่บิดาไม่ยอมขายเสียทีถึงแม้จะมีนักสะสมรถรุ่นเก่าหลายคนติดต่อขอซื้อในราคาแพงลิบลิ่วชนติดเพดานรถรุ่นโบราณ ที่เป็นแบบนี้เพราะเจ้าแก่คือรถยนต์คันแรกที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของพ่อ พ่อเล่าว่าเก็บหอมรอมริบและได้มันมาก่อนที่แม่จะคลอดเธอด้วยซ้ำ...คิดดูสิว่าแก่ขนาดไหน

พอได้ยินเช่นนี้เนติพัฒน์เริ่มคิดหนัก เขาทำให้ณกรณ์ต้องลำบากขับรถคันเก่าไปทำงาน ส่วนรถตัวเองกลับให้น้องสาวขับรับส่งกณิศาไปโรงเรียน รู้สึกเหมือนตนเอาเปรียบน้องชายต่างสายเลือดอยู่กลายๆ

“อ๊ะๆ ไม่ต้องคิดมากเลยค่ะ รู้นะว่าพี่ต้นคิดอะไรอยู่ น้ำตาลบอกเรื่องที่จะไปส่งน้องต้นข้าวให้ที่บ้านฟังแล้ว และทุกคนก็เห็นด้วยค่ะ ปกติน้ำตาลเอารถพี่เกลือมาใช้อยู่แล้วเพราะเรากลับบ้านไม่พร้อมกัน พี่เกลือเขากลับโน่น ค่ำมืดดึกดื่นเลยค่ะ” พอนึกถึงเหตุผลที่พี่ชายกลับบ้านดึกเธอก็แทบหลุดขำ ณกรณ์มักอ้างว่าต้องเคลียร์งานที่ร้านให้เสร็จ แต่อย่าหวังเลยว่าน้องสาวที่คลานตามเขามาจะเชื่อเสียหมด รู้ว่าพี่ชายอยู่เคลียร์งาน แต่ข้ออ้างนี้เป็นเหตุผลของการกลับดึกแค่ร้อยละสี่สิบ ส่วนอีกร้อยละหกสิบที่เหลือคือแม่ค้าบัวลอยไข่หวานนามวันเสาร์

“ตามใจน้ำตาล แต่ถ้าวันไหนไม่สะดวกไปส่งน้องต้นข้าว บอกพี่แล้วกันครับ” ดื้อดึงระดับณัฐกานต์คงยากที่เขาจะคัดค้าน

“ดีมากค่ะ งั้นน้ำตาลโทรบอกพี่เกลือก่อนนะคะ” เมื่อชายหนุ่มพยักหน้า เธอจึงล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออก พอฝั่งโน้นกดรับและคุยกันจนรู้เรื่อง ณัฐกานต์จึงกดปุ่มวางสายแล้วเก็บมันไว้ในกระเป๋าถือตามเดิม ก่อนควานหาพวงกุญแจรถยนต์แล้วรบกวนเนตรอนงค์ “ป้าเนตรคะ น้ำตาลฝากกุญแจรถไว้หน่อยนะคะ อีกเดี๋ยวพี่เกลือจะเข้ามาเอาที่นี่ค่ะ”

“ได้ลูก” เธอรับกุญแจมาจากณัฐกานต์ แล้วเอ่ยเตือนในประโยคถัดมา “ไปลูกไป ไปโรงเรียนกันได้แล้ว เดี๋ยวน้องต้นข้าวไม่ทันร้องเพลงชาติกันพอดี”

“ไปก่อนนะครับแม่” เนติพัฒน์ไหว้มารดาอย่างที่ทำเป็นปกติทุกครั้งยามออกจากบ้าน “น้องต้นข้าวใส่รองเท้าก่อนลูก ไปโรงเรียนกันได้แล้วค่ะ”

หนูน้อยทำตามที่บิดาบอกอย่างไม่อิดออด เพราะเธอเองก็อยากเล่นกับเพื่อนๆ และคิดถึงคุณครูประจำชั้นคนสวยรวมทั้งคุณครูพี่เลี้ยงแสนใจดีที่ไม่ได้เจอกันตลอดช่วงปิดเทอม

“น้ำตาลไปก่อนนะคะป้าเนตร สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีค่ะย่าจ๋า”

เนตรอนงค์รับไหว้หญิงรุ่นลูกรวมทั้งหลานสาวตัวน้อยที่ถอนสายบัวให้ รอยยิ้มสุขใจปรากฏบนใบหน้ายามที่ได้เห็นสามคนเดินไปยังรถกระบะคันโต ลูกชายกับว่าที่ลูกสะใภ้เดินเคียงข้างกันโดยมีกณิศาจูงมือทั้งสอง คนเป็นแม่ซึ่งเลี้ยงลูกมาเองกับมือดูออกว่าในเวลานี้เนติพัฒน์ยังคิดกับหญิงสาวเพียงแค่น้องคนหนึ่ง แต่มั่นใจว่าวันหนึ่งสายเลือดคนเดียวของเธอจะตกหลุมรักณัฐกานต์ได้ไม่ยาก...เชื่อขนมกินได้เลย

เชฟโรเลต โคโลราโดสีดำเคลื่อนตัวออกจากรั้วบ้าน ภายในรถไม่เคยเงียบได้เกินหนึ่งนาทีเพราะมีเสียงพูดคุยของทั้งสามคนแทบตลอดเวลา โดยคนที่ผูกกับบทสนทนาส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นคนอายุน้อยที่สุดในนี้

“โรงเรียนของเราน่าอยู่ คุณครูใจดีทุกคน เด็กๆ ก็ไม่ซุกซน พวกเราทุกคนชอบไปโรงเรียน ชอบไป ชอบไปโรงเรียน” มือป้อมๆ โบกไปมาประกอบเพลงที่ตัวเองเป็นคนร้อง อีกไม่นานก็จะได้เจอคุณครูและเพื่อนๆ

“น้องต้นข้าวขา วันนี้ต้องตั้งใจเรียน เป็นเด็กดีของคุณครูนะคะ เด็กดีไม่งอแง”

“น้องเป็นเด็กดี ไม่งอแงค่ะ” ร่างเล็กพุ่งพรวดเกาะหลังเบาะคนขับ แถมยังยื่นหน้าเข้าใกล้บิดาเสียด้วย

“ไม่เอาค่ะ นั่งดีๆ นะคะ พ่อจ๋ากำลังขับรถอยู่ค่ะ เดี๋ยวน้องล้มมาข้างหน้า” กลัวเหลือเกินว่าลูกสาวสุดที่รักจะหัวคะมำกระแทกคอนโซลรถ ดีที่ตอนนี้เป็นช่วงติดไฟแดง เหตุการณ์จึงไม่น่ากลัวอย่างที่เขาคิด

“วันนี้พ่อจ๋าไปรับน้องไหมคะ แม่จ๋าไปด้วยไหม” เจ้าหนูจอมซนถามขึ้นหลังจากประจำที่บนเบาะของตัวเองเรียบร้อยแล้ว

“ไปสิคะ ตอนเย็นแม่จ๋ากับพ่อจ๋าจะไปรับน้องต้นข้าวค่ะ โอเคไหม” ณัฐกานต์พูดขึ้นทันทีหลังได้ยินคำถาม และก็ต้องสะดุ้งตกใจเมื่อคนถามพุ่งเข้ากอดคอจากด้านหลังจนแทบหายใจไม่ออก ซ้ำกณิศายังหอมแก้มเธอเสียฟอดใหญ่เป็นของแถม

“น้องต้นข้าว ! พ่อบอกว่าให้นั่งนิ่งๆ ไงคะ รถเคลื่อนแบบนี้น้องจะล้ม” ชั่วพริบตาที่เขามองผ่านกระจกหลังแล้วเห็นว่าลูกสาวทะลึ่งพรวดเข้ากอดคอณัฐกานต์ซึ่งเป็นจังหวะที่เขากำลังเลี้ยวรถพอดี หากล้มลงไปคงกระแทกเข้ากับอะไรสักอย่างแน่

“พี่ต้นอย่าดุลูกสิคะ ลูกหน้าเสียหมดแล้วเห็นไหม น้องต้นข้าวไม่เป็นอะไรนะคะ พ่อจ๋าตกใจที่เห็นหนูลุกขึ้นมาน่ะค่ะ” คุณแม่กำมะลอต่อว่าสารถีก่อนเบี่ยงตัวพูดปลอบคนตัวเล็ก


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 138 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #23 punnada400 (@punnada400) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 20:16

    ดีใจแทนน้องต้นข้าว

    #23
    0
  2. #22 1986p (@1986p) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 19:55
    ร่ารักอ่ะ
    #22
    0