ลูกไม้หล่นไม่ไกลรัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 85,070 Views

  • 121 Comments

  • 633 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    533

    Overall
    85,070

ตอนที่ 12 : 4 ผู้หญิงเอาแต่ใจ 35%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4161
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 133 ครั้ง
    20 ก.ย. 61


ผู้หญิงเอาแต่ใจ


ในใจณัฐกานต์นึกหวั่นเพราะพี่ชายไม่เคยดุเธอแบบนี้เลยสักครั้งเดียว แต่สิ่งที่หญิงสาวแสดงออกคือทำใจดีสู้เสือ ให้เขารู้ไม่ได้เด็ดขาดว่ากำลังเป็นต่อ

“จะไปก็ไป ดื้อแบบนี้ใครขวางเราได้” พูดจบณกรณ์ก็ปล่อยมือออกจากหูกระเป๋าลากที่เกือบจะเอาขึ้นไปเก็บบนห้องคนไม่มีเหตุผล

“ตาเกลือ ทำไมไม่ห้ามน้อง เดี๋ยวน้องก็เตลิดไปหรอก น้ำตาลอยู่กับย่าก่อนนะลูกนะ” คุณหรีดเดินเข้าไปกอดหลานสาวเอาไว้ ใครจะว่าท่านลำเอียงก็ว่าเถอะ ถึงณัฐกานต์จะดื้อดึงอย่างไรท่านก็รักของท่าน

“ปล่อยเขาไปเถอะครับย่า น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง เพราะนอกจากไม่ได้ผลแล้วยังทำให้เรือพังด้วย” คนพูดยืนกอดอก สายตามองน้องสาวนิ่ง

“ขอบคุณมากค่ะพี่เกลือที่เข้าใจ น้ำตาลไปก่อนนะคะย่า ไปก่อนนะพี่เกลือ” ณัฐกานต์ผละออกจากอ้อมกอดผู้เป็นย่า ยกมือไหว้คุณหรีดกับพี่ชาย ก่อนลากกระเป๋าเดินตรงมาทางประตูบ้าน

“ไม่หรอก พี่ไม่เข้าใจเรา ไม่เข้าใจเลยสักนิดน้ำตาล”

น้ำเสียงเยือกเย็นหยุดการเคลื่อนไหวของณัฐกานต์ได้ชะงัดนัก

“พี่ไม่เข้าใจเลยว่าน้ำตาลคิดอะไรอยู่กันแน่ พ่อกับแม่อยู่ในครัวแต่เราไม่คิดจะลาพวกท่านเลยสักนิด”

ร่างเล็กหันกลับมาหาพี่ชาย หญิงสาวกลอกตาขึ้นสูงแล้วถ่ายถอนลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

“ขืนบอกตอนนี้พ่อกับแม่ต้องห้ามน้ำตาลแน่ๆ แต่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ น้ำตาลจะโทรมาบอกท่านเอง” ไม่รู้ว่าพี่ชายเธอมีแผนอะไรซ่อนอยู่กันแน่ สายตาแบบนี้เดาไม่ออกจริงๆ

“เราเอาแต่ใจเกินไปแล้ว เพราะรู้ใช่ไหมว่าทั้งพี่ พ่อแม่และก็ย่ารักเรามาก ถึงคิดว่าต่อให้ทำผิดยังไงก็มีครอบครัวเป็นแบ็คอัพ” ดวงตาแข็งกร้าวมองไปที่น้องสาวอย่างผิดหวัง “น้ำตาลคงลืมคิดไปว่ารักมาก เวลาเสียใจมันก็เสียใจมาก พี่น่ะไม่เท่าไรหรอก เราดื้อยังไงพี่ทนได้ รับมือไหว แต่พ่อแม่และก็ย่าล่ะ พวกท่านเหนื่อยกับเรามามาก แต่ท่านรักน้ำตาลมากไง ความผิดที่ผ่านๆ มาถึงได้ดูขี้ปะติ๋ว หัดมีเหตุผลเสียบ้าง เราโตแล้ว เลิกทำตัวเป็นเด็กๆ เสียที ลองคิดดูเอาเองแล้วกันนะว่าถ้าออกจากบ้านไปตอนนี้คนที่บ้านจะเสียใจแค่ไหน พวกท่านเพิ่งจะดีใจที่น้ำตาลกลับมาบ้าน แต่อยู่ๆ ก็ต้องมาทำใจที่น้ำตาลจะไปไกลอกอีกรอบ”

คำพูดณกรณ์มีผลต่อการตัดสินใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็แค่วูบเดียวเท่านั้น ณัฐกานต์จับหูกระเป๋าลากไว้เช่นเดิม คราวนี้เธอคงต้องเด็ดเดี่ยวออกจากบ้านจริงๆ ถ้าอยู่ฟังพี่ชายพูดต่อไม่ได้กลับกรุงเทพฯ แน่

“จะไปก็ไป แต่ไปแล้วไม่ต้องกลับมาให้พี่เห็นหน้า ไม่ต้องคุยกันอีกเลย ลาก่อน...ผู้หญิงเอาแต่ใจ” ใจเขาเจ็บแปลบอยู่ลึกๆ แม้จะเลี่ยงคำว่า ‘ตัดพี่ตัดน้อง’ กระนั้นก็ยังรู้สึกปวดหนึบในใจอยู่ดี

ณกรณ์พยายามไม่มองหน้าน้องสาว เขาเดินมุ่งตรงไปยังโรงจอดรถ และไม่นานทุกคนในบ้านก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์สมรรถนะสูงขับเคลื่อนออกไป

ณัฐกานต์ตกใจกับสิ่งที่พี่ชายพูดทิ้งไว้ ไม่ให้เห็นหน้า ไม่ให้พูดคุย แล้วเธอจะอยู่ได้อย่างไรกัน หรือครั้งนี้เธอทำเกินไปจริงๆ ทุกคนล้วนแล้วแต่หวังดีแต่เธอกลับทำลายความรู้สึกด้วยการเอามันมาขยำเล่นจนไม่เหลือชิ้นดี

“เกลือเขารีบไปไหนของเขาครับแม่ อ้าว แล้วต้นกล้ากลับไปแล้วหรือครับ” คทาตั้งใจจะออกมาบอกทุกคนว่ากับข้าวพร้อมแล้วและปรียาก็ตั้งโต๊ะเสร็จเรียบร้อย แต่กลับพบเพียงมารดากับลูกสาวเท่านั้น หนำซ้ำทั้งคู่ยังมีสีหน้าที่บ่งบอกถึงความผิดปกติ

“ตาต้นกล้าบอกว่าต้องไปค่าย วันหลังจะมากินข้าวด้วย ส่วนลูกชายคนโตของเจ้าก็มีปากมีเสียงกับน้องสาวนิดหน่อยเลยบึ่งรถออกจากบ้าน” คำว่า ‘นิดหน่อย’ คุณหรีดพูดได้ไม่เต็มปากนัก คราวนี้ณกรณ์เอาจริง ไม่อยากคิดเลยว่าณัฐกานต์จะต้องรับมือหนักขนาดไหน

คำบอกเล่าจากปากมารดาไม่ได้ไขข้อข้องใจของคทาได้มากนัก แต่เมื่อหันไปเห็นลูกสาวใบหน้าบูดบึ้งเขาก็ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด

“แบบนี้เราสี่คนต้องช่วยกันกินกับข้าวที่มีอยู่เต็มโต๊ะแล้วสิครับแม่” คทาพูดกับมารดา ก่อนเดินมาโอบไหล่ลูกสาว “กินข้าวกันลูก เลยเที่ยงมาหลายนาทีแล้ว เมื่อกี้แม่เขาทำน้ำพริกกุ้งสดที่น้ำตาลชอบเพิ่มอีกอย่าง ส่วนไข่เจียวพ่อเจียวเอง กลิ่นนี่หอมฉุยอย่าบอกใครเชียว กินเยอะๆ นะลูก”

“ยังไม่หิวค่ะพ่อ ขอตัวแล้วกันนะคะ”

“น้ำตาลจะไปไหนลูก” ท่านถามทั้งที่ใจก็กลัวคำตอบ เห็นหลานสาวหันหลังคุณหรีดก็กลัวว่าเตรียมจะหนีกลับกรุงเทพมหานคร

“ไม่ต้องคิดมากค่ะย่า” ณัฐกานต์ยิ้มให้ “น้ำตาลไม่หนีกลับหรอกค่ะ แต่ขออยู่คนเดียวสักพักนะคะ”

ร่างบางเดินออกทางประตูหน้าบ้าน คราวนี้คนเป็นย่าสบายใจขึ้นมาเปลาะหนึ่งเพราะหลานสาวสุดที่รักไปตัวเปล่า ไม่ได้หอบหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าไปด้วยอย่างที่กังวล นึกเคืองณกรณ์ขึ้นมาติดหมัดที่พูดข่มขวัญน้องสาวจนเกิดอาการวิตก หากใครไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังอาจคิดว่าย่าคนนี้รักหลานไม่เท่ากัน น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเหตุใดท่านถึงประคบประหงมณัฐกานต์มากกว่าณกรณ์ซึ่งเป็นหลานชายคนแรกของตระกูล...

ในวันนั้นปรียาไปพบแพทย์ตามปกติเมื่ออายุครรภ์ล่วงเข้าเดือนที่แปด คุณหรีดไปโรงพยาบาลเป็นเพื่อนลูกสะใภ้และยังหอบหิ้วณกรณ์ในวัยสี่ขวบไปด้วยเนื่องจากคทาติดคุยงานกับลูกค้าที่ต่างจังหวัด พบแพทย์เสร็จเรียบร้อยสามคนสามวัยจึงพากันกลับบ้านโดยข้ามถนนมายังฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาล ขณะยืนอยู่บนบาทวิถีนั่นเอง รถมอเตอร์ไซค์ที่ขับมาด้วยความเร็วสูงคันหนึ่งก็พุ่งเข้าหาสัญชาตญาณทำให้ทั้งสามหลบได้อย่างหวุดหวิด ส่วนมือบิดพร้อมมอเตอร์ไซค์คันนั้นกระแทกเข้ากำแพงก่ออิฐเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

เมื่อได้สติคุณหรีดรีบกวาดสายตามองหาหลานชาย เห็นว่าร่างกายเจ้าตัวน้อยไม่มีร่องรอยบอบช้ำท่านค่อยเบาใจ คว้าตัวหลานเข้ามากอดแนบอก เสียงร้องไห้ของณกรณ์สะอึกสะอื้นเสียจนคนเป็นย่าพลอยปวดใจไปด้วย สักพักถึงได้ยินชัดๆ ว่าเด็กชายพูดคำว่า ‘แม่’ ซ้ำๆ และร้องไห้หนักขึ้นเรื่อยๆ มองตามสายตาหลานจึงเห็นร่างไร้สติของลูกสะใภ้ในชุดคลุมท้องที่ท่อนล่างเต็มไปด้วยเลือด

คนที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดให้ปากคำเป็นเสียงเดียวกันว่าเห็นร่างปรียากลิ้งตกจากบาทวิถีหลายตลบก่อนหมดสติไป แต่อุบัติเหตุทำให้แพทย์จำเป็นต้องทำคลอดฉุกเฉิน คทามาถึงโรงพยาบาลในเช้าวันรุ่งขึ้น ทุกอย่างกระจ่างชัดเมื่อเห็นร่างเล็กๆ ของทารกเพศหญิงนอนหลับตาอยู่ในห่อผ้าสีขาว

คุณหรีดยังคงฝังใจว่ามีส่วนผิดที่ทำให้ลูกสะใภ้และหลานทั้งสองต้องเจ็บตัว ณัฐกานต์ในวัยเด็กนั้นบอบบางนัก ระบบภูมิคุ้มกันพัฒนาช้ากว่าวัย หลานสาวท่านป่วยบ่อยเพราะคลอดก่อนกำหนด เพียงแค่ฝนตั้งเค้า เด็กหญิงตัวน้อยก็จามและมีน้ำมูกใสๆ หากเจ็บไข้ได้ป่วยก็ถึงขั้นนอนโรงพยาบาลแทบทุกครั้ง จนถึงอายุเจ็ดขวบณัฐกานต์ถึงมีสุขภาพแข็งแรงเหมือนเด็กทั่วๆ ไป เพราะความรู้สึกผิดที่สุมเต็มอกและความรักทั้งหมดที่มี ท่านจึงประคบประหงมหลานสาวคนนี้มากเป็นพิเศษ

...น้ำตาลเป็นดังลมหายใจของย่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 133 ครั้ง

0 ความคิดเห็น