Fic loki & Bucky one-shot

ตอนที่ 5 : Spirit-bucky

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 102
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    16 ก.ค. 62

Summary - ความสามารถในการมองเห็นวิญญาณของคุณนำพาให้คุณมาเจอเขา...
pairring - Bucky x reader , (platonic!steve x reader)
* (y/n)-ชื่อคุณ
*นี่เป็น Au  ที่บัคกี้ตายตั้งแต่รถไฟและไม่ได้โดนไฮดร้าจับไปทดลองเป็น winter soldier นะคะ



 

                    ผี   วิญญาณ  อะไรก็ตามแต่ที่คุณจะเรียกคุณสามารถมองเห็นพวกเขาได้...   ทั้งตอนกลางวันหรือกลางคืนคุณสามารถมองเห็นเขาได้ตลอดเวลา   มันค่อนข้างแยกได้ยากว่าคนไหนเป็นผีถ้าเขาเพิ่งตายไม่นาน   แน่นอนว่าเครื่องแต่งกายของพวกเขายังคงเป็นสไตล์โมเดิร์นแบบที่คุณใส่   แต่ผีบางทีก็แยกได้ไม่ยากอย่างเช่นทางด้านมุมตึกของอีกฝากถนนมีคนแต่งกายประหลาดราวกับเมื่อสองร้อยปีที่แล้วนั่นล่ะใช่เลย   หรือวิญญาณที่คุณเพิ่งเดินผ่านไปเมื่อครู่ใช้ภาษาแสลงสมัยเก่าที่คุณไม่เข้าใจความหมายมัน

                คุณไม่ใส่ใจจะมองมากนัก   และไม่อยากที่จะสบตาวิญญาณดวงไหนทั้งสิ้นเพราะนั่นหมายถึงปัญญาที่จะตามมา   ครั้งล่าสุดที่คุณสบตากับวิญญาณพยายามจะช่วยเขาสะสางห่วงที่ค้างคามันลงท้ายด้วยการที่คุณเกือบตาย   นั่นล่ะเป็นครั้งสุดท้ายที่คุณติดต่อกับวิญญาณ   และตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะไม่เอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโลกของพวกเขาอีกเด็ดขาด

                คุณกำลังเดินกลับบ้านหลังจากที่แวะร้านกาแฟเล็กๆเพื่อซื้อช็อคโกแลตร้อน   หางตาเหลือบไปเห็นชายผมบลอนด์กำลังนั่งสเก็ตภาพร้านกาแฟอย่างใจเย็น   แต่ที่คุณสะดุดตาคืออีกคนที่อยู่ข้างๆต่างหาก   ผู้ชายผมสีน้ำตาลเข้มเขาน่าจะตายระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่าที่คุณสังเกตจากฟืนไรเฟิลที่เขาพาดบนไหล่   คุณเห็นวิญญาณยุค 1940 มากมายจนจำปืนที่พวกเขาได้แล้ว   แต่ก็น่าสงสารยังหนุ่มอยู่แท้ๆก็ต้องมาตายในสงครามทั้งๆที่ควรจะมีชีวิตยืนยาวมากกว่านี้...

                จากตรงที่คุณยืนอยู่หน้าร้านคุณสังเกตว่าเขาค่อนข้างอยู่ใกล้กับชายผมบลอนด์(ที่คุณรู้สึกคุ้นๆหน้า)   แต่แทนที่จะพยายามคุยเหมือนดวงวิญญาณอื่นๆที่พยายามสื่อสารกับมนุษย์เขากลับยืนอยู่นิ่งๆ   หันว้ายหันขวาราวกับระวังอะไรบางอย่างตลอดเวลา

                จนกระทั่งวิญญาณอีกดวงโผล่ขึ้นมาข้างหลังของชายผมบลอนด์ตะโกนด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายปนมาด้วยภาษาเยอรมัน   เยอรมัน?   เขาใส่ชุดนาซีเก่าๆเล็งปืนกระบอกเล็กไปที่หัวของคนเพียงคนเดียวที่อยู่ระหว่างผีสองตน   แต่ก่อนที่จะมีโอกาสได้ยิงคนตรงหน้าวิญญาณผมน้ำตาลที่ดูเหมือนจะเตรียมตัวพร้อมตลอดเวลาเล็งกระบอกปืนพร้อมส่งลูกกระสุนเจาะหัวอีกฝ่ายก่อนร่างนั้นจะหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่

                เสียงปืนที่ดังลั่นขึ้นมากะทันหันทำให้คุณตกใจ   ช็อคโกแลตร้อนหกเลอะบนพื้นถนนมือคุณรู้สึกอ่อนแรงไปชั่วขณะ   ดวงตาเบิกกว้างเผลอสบตาสีฟ้าใสของอีกฝ่ายเข้า

                “คุณผู้หญิง   คุณเป็นอะไรรึเปล่า?”   ชายหนุ่มผมบลอนด์ถามขึ้น 

                “มะ...ไม่เป็นไรค่ะ”   คุณลุกขึ้นก่อนก้มหน้าหลบตาดวงตาสีฟ้าที่ยังคงจ้องมา

                “คุณแน่ใจนะ”

                “ค่ะ   ขอตัวก่อนนะคะ”  

                “เฮ้   ขอคุยด้วยหน่อยสิ”   สองเท้ารีบเดินจ้ำทันทีที่พยายามเป็นไม่ได้ยินเสียงที่เรียกเมื่อครู่

                “โธ่เอ๊ยเธอเห็นฉันหรอกน่า   ตอบฉันหน่อยได้ไหมฉันทิ้งสตีวี่คนเดียวนานไม่ได้นะ”   เสียงยังคงดังไล่หลังมาบอกได้เลยว่าเขากำลังเดินตามคุณมาอยู่

                “ฉันรู้นะว่าเธอเห็นฉัน”     แม้เขาจะเดินตามหลังมาคุณยังคงเดินต่อไปไม่แม้แต่ชะงักกับสิ่งที่เขาพูด   เดี๋ยวเขาเรียกไปเรื่อยๆแล้วคุณไม่หันก็คงเลิกไปเอง  

                ทว่าคุณคิดผิดเมื่ออยู่ๆเขาก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างหน้าขวางทางเดินเอาไว้   คุณสะดุ้งไปเล็กน้อยก่อนเดินผ่านเขาไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น   ให้ตายสิความรู้สึกตอนเดินผ่านพวกวิญญาณมันรู้สึกแปลกๆบอกไม่ถูก

                “พระเจ้า   เกลียดเวลามีคนเดินผ่านแบบนี้จังแฮะ”   เขาบ่นพึมพำก่อนย้ายมาเดินข้างคุณแทน

                “ฉันรู้นะเธอเห็นฉันน่ะ   เมื่อกี้เธอสะดุ้งถ้าคนไม่เห็นคงไม่สะดุ้งกันหรอกนะ”   เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ในขณะที่ขายังคงรักษาระดับความเร็วให้เท่าคุณ   “จะเป็นยังไงน้าาาาาาา   ถ้าเกิดฉันบอกพวกผีที่อยู่ในระยะสิบไมล์ว่าเธอมองเห็นพวกเราได้น่ะ”

                คุณหยุดเท้าหันไปมองอย่างไม่อยากจะเชื่อ   เจ้าตัวต้นเหตุกลับยืนยิ้มแฉ่งส่งแววตาซุกซนมาให้

                “นั่นไง!   เธอเห็นฉันจริงๆด้วยแล้วนี่อะไรเธอได้ยินฉันด้วย   ฉันนึกว่าเธอไม่ได้ยินซะอีก   คืองี้ฉันมีเรื่องที่อยา—“

                “ไม่ใช่ที่นี่”   คุณกัดฟันกระซิบ   เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย   “ฉันไม่อยากถูกมองเป็นคนบ้าคุยกับอากาศหรอกนะ   ตามฉันมา”

                คุณเดินผ่าฝูงชนที่แน่นขนัดมาได้ไม่ไกลก็เลี้ยวเข้าตรอกเล็กๆตรอกหนึ่ง   มันไม่ได้ใหญ่มากแค่พอดีคนเข้า   คุณกระโดดดึกบันไดลิงที่อยู่ข้างตึกให้ลงมาเพื่อที่จะปีนขึ้นไปด้านบนดาดฟ้า  

                คุณโผล่หน้ามาที่ด่านฟ้าและพบว่าผีหนุ่มรู้งานมาปรากฎตัวอยู่ก่อนแล้ว   “ใช้เวลานานนะ”

                “ฉันไม่ได้คิดจะไปโผล่ที่ไหนแล้วก็ไปได้เหมือนนายซักหน่อย”

                “ทำไมต้องมาที่นี่”

                “ที่นี่มันสูงพอที่จะไม่มีใครเห็นฉันคุยคนเดียว   อีกอย่างนายจะได้ไม่รู้ด้วยว่าบ้านฉันอยู่ไหน”

                “โดนพวกแบบฉันเคาะประตูบ้านบ่อยรึไง”

                “ตอนนี้ไม่แล้ว”

                “ไม่ตั้งแต่ตอนเธอเริ่มเมินพวกฉันสินะ”   เขาหรี่ตาจับผิด

                “เฮ้!   อย่ามาทำหน้าแบบนั้นใส่ฉันนะ”

                “แล้วทำไมเธอถึงเมินล่ะ”

                “ฉันเคยช่วยพวกเขาแล้วโดนทำร้ายน่ะ   มันฝังใจ”   คุณถอนหายใจก่อนถกเสื้อขึ้นมาให้เขาเห็นรอยแผลน่ากลัวที่อยู่บริเวณช่องท้อง

                “ฉันคิดว่าเราจับตัวพวกคนไม่ได้ซะอีก”   คุณพยักหน้า

                “เฉพาะพวกที่มีแรงเกลียดมากๆน่ะ”   คุณพูดเสียงแผ่วเงยหน้าสบตาสีฟ้า   “ที่ร้าน...   นายฆ่าพวกผีด้วยกันได้งั้นเหรอ”

                “ไม่อ่ะ   ทำได้ค่ไล่ไปเท่านั้นแหละ”

                “เกิดแบบนั้นบ่อยสินะ”

                เขายักไหล่   “ก็นะส่วนใหญ่ก็พวกนาซี   ทหารเยอรมัน   ไม่ก็ไฮดร้าเธอรู้จักใช่ไหม”   คุณพยักหน้า

                “แล้วถ้าเอ่อ...   นายไล่ไปไม่ทันผู้ชายผมบลอนด์คนนั้นจะเป็นอะไรไหม”

                “ไม่   สตีฟอาจจะรู้สึกเจ็บนิดหน่อยแต่ส่วนใหญ่จะทำให้เขาหงุดหงิดมากกว่าที่อยู่ๆก็เจ็บขึ้นมาไม่รู้สาเหตุ”

                “สตีฟ?”   คุณนึกถึงหน้าตาชายผมบลอนด์ที่ว่า   “สตีฟ   โรเจอร์?   กัปตันอเมริกา?”  เขาพยักหน้ายืนยัน    ข้อมูลบางอย่างจากชั้นเรียนประวัติศาสตร์ไหลเข้าหัวมาอีกครั้ง   “นายคือเจมส์   บาร์นส์   เพื่อนซี้ของกัปตันอเมริกาสินะ”

                เขาพยักหน้ารับอย่างภูมิใจสายตาเป็นประกายระยิบระยับ

                “นายเฝ้าเขามาตลอดเลยเหรอ”

                “อันที่จริงฉันคิดว่านิวยอร์กสมัยใหม่ก็ไม่เลวนะ    ฉันเบื่อที่จะนั่งจ้องน้ำแข็งไปวันๆแล้วเหมือนกัน”

                “เรื่องที่อยากให้ช่วยก็เกี่ยวกับเขาด้วยใช่ไหม”

                “ฉันอยากให้เธอบอกเขาให้หน่อยน่ะว่าเรื่องที่ฉันตายมันไม่ใช่ความผิดของเขา”

                “จะให้ฉันทำยังไง   เดินดุ่มๆเข้าไปบอกว่าเฮ้กัปตัน   เพื่อนคุณที่ชื่อบัคกี้เขาฝากมาบอกว่าไม่ใช่ความผิดของคุณอย่างนี้เหรอไง”

                “ฉันมีวิธีน่า   ช่วยฉันหน่อยนะ”   บ้าจริงตาสีฟ้าของเขาตอนนี้เหมือนลูกหมากำลังอ้อนขออาหารเลย   คุณแพ้สายตาแบบนั้นด้วยสิ   “แต่ก่อนอื่นคุณผู้หญิงผมคงต้องเริ่มจากการถามชื่อคุณก่อน”   เขาหลิ่วตาให้รอยยิ้มกรุ้มกริ่มแต้มอยู่บนริมฝีปาก

 

 

               

 

               

                “สตีฟ   โรเจอร์”   เจ้าของนามเงยหน้าขึ้นมาจากสมุดสเก็ตภาพจ้องมาที่คุณอย่างสงสัย

                “คุณนี่เอง   มีอะไรให้ผมช่วยเหรอ”

                “คือฉันอยากจะคุยกับคุณหน่อยค่ะ”

                “ตารางพบค่อนข้างยุ่ง   ผมไม่สะดว—“

                “ขอร้องล่ะขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม   เรื่องนี้สำคัญนะคะ”

                เขาทำหน้าครุ่นคิดสักพักหนึ่ง   “ก็ได้”

                “ดีเลยค่ะ!   งั้นช่วยตามฉันมาแป๊ปนึงนะคะ”   คุณเดินมาหยุดที่สวนสาธารณะที่ตอนนี้คนเบาบางจะแทบเรียกได้ว่าไม่มีคนอยู่เลย

                “คือมันอาจจะฟังดูบ้าแต่ฉันอยากให้คุณฟังให้จบได้ไหมคะ”   สตีฟพยักหน้า   “ฉันมองเห็นวิญญาณ   แล้วเพื่อนของคุณบัคกี้เขาฝากฉันมาบอกคุณว่าที่เขาตายมันไม่ใช่ความผิดของคุณ”

                “ผมไม่มีเวลาเล่นตลกนะคุณผู้หญิง”   คุณหันไปสบตากับบัคกี้ราวกับขอความช่วยเหลือ

                “เธอทำได้น่า   พูดเหมือนที่ฉันบอกไปไงจำได้ไหม”

                “แม่ของคุณชื่อซาร่าห์   คุณชอบเอาหนังสือพิมพ์ยัดไว้ในรองเท้า”  

                “ในนิทรรศการก็มีบอกข้อมูลนั้นของฉัน”

                “เขาบอกว่าฉันจะเคียงข้างนายจนสุดทาง”   สตีฟเบิกตากว้าง

                “คุณรู้ได้ยังไง  มีแค่บัคกี้ที่—“

                “เพื่อนคุณบัคกี้บอก”

                “คุณมองเห็นเขาจริงๆเหรอ”

                คุณพยักหน้า   “เขายังฝากมาบอกอีกว่าไม่อยากให้คุณรู้สึกผิด   ที่เขาตกจากรถไฟไปมันเป็นสิ่งที่เขาเลือกแล้ว   บัคกี้อยากให้คุณใช้ชีวิตใหม่นี้ให้คุ้มค่ะ   เขาไม่อยากให้คุณมานั่งอมทุกข์เพราะเรื่องที่ผ่านมาแล้ว”

                สตีฟมีสีหน้าอ้ำอึ้งราวกับไม่เชื่ออยู่พักหนึ่ง   คุณหันไปยิ้มให้บัคกี้ที่ยืนอยู่ข้างสตีฟ   คาดหวังว่าเดี๋ยวสักพักเขาก็จะหายเหมือนวิญญาณทั่วๆไปที่หมดห่วง   แต่ว่า...   “ทำไมนายยังอยู่ที่นี่อีกล่ะ”

                “สาวน้อย   ฉันยังไม่หมดห่วงหรอกนะฉันต้องตามดูแลเจ้านี่อยู่”   เขายกยิ้มอย่างดีใจ   อย่างน้อยก็ได้บอกในสิ่งที่เขาอยากพูดกับเพื่อนรักมาพักใหญ่แล้ว

                “คุณคุยกับใครน่ะ”   สตีฟถามด้วยความฉงน

                “บัคกี้”   คุณชี้ไปที่ข้างตัวเขา   “คุณมองไม่เห็นหรอก”

                “เขาอยู่นี่ด้วยเหรอ”

                “เขาอยู่กับคุณตลอดตั้งแต่คุณยังติดอยู่ในน้ำแข็ง”

                “ใช่   จ้องแต่น้ำแข็งมาเป็นปี   น่าเบื่อมาก”   บัคกี้กรอกตาไปมาเรียกเสียงหัวเราะของคุณ

                “เขายังบอกอีกว่าน่าเบื่อมาก”   สตีฟยิ้ม

                “จะเป็นการรบกวนไหมถ้าผมอยากจะคุยกับเขาต่ออีกหน่อย”

                “เมื่อไม่กี่นาทีก่อนคุณยังไม่เชื่อเรื่องที่ฉันพูดอยู่เลย”   สตีฟยกยิ้มอายๆ   ในขณะที่บัคกี้ส่งสายตาอ้อนวอน

                “นะๆ  (y/n)   ฉันขอตุยกับสตีวี่อีกหน่อยนะ”

                “นายข่มขู่ฉันแล้วยังจะมาขอร้องให้ช่วยอีกเหรอ”

                “ฉันไม่ได้ขู่สักหน่อย!   อย่ามาใส่ร้ายกันสิ”

                “แล้วใครขู่ฉันว่าจะบอกผีที่อยู่ในระยะสิบไมล์ล่ะว่าฉันมองเห็นพวกนายน่ะ!”

                “แต่ฉันก็ไม่ได้ทำนี่!”   เขาเถียงกลับพยายามปัดข้อกล่าวหาทิ้งไป

                “เอ่อขอโทษนะ   สรุปผมจะคุยกับเขาอีกหน่อยได้ไหม”   สตีฟขัดขึ้น   ตอนนี้บัคกี้ย้ายมายืนข้างคุณพยายามส่งสายตาออดอ้อนที่คิดว่าดีที่สุดมาให้

                “ก็ได้”

                “ขอบคุณมาคุณ....?”

                (y/n)   ฉันชื่อ(y/n)ค่ะ”

                “ขอบคุณมาก(y/n)”

 

 

               

 

                2 ชั่วโมงผ่านไป

                พวกคุณที่ตอนนี้นั่งอยู่บนพื้นหญ้าของสวนสาธารณะกำลังแลกเปลี่ยนบทสนทนา   ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของเขาสองคนมากกว่า   แต่คุณชอบฟังพวกเขาเล่าเรื่องสมัยก่อนให้ฟังมันเหมือนได้นั่งเรียนประวัติศาสตร์ไปด้วย

                สตีฟ   หรือที่คนรู้จักในฐานะกัปตันอเมริกาดูมีความสุขจริงๆเป็นครั้งแรกหลังจากที่ตื่นมาในศตวรรษที่ 21   บัคกี้เองก็ดูช่างจ้ออาจเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้คุยกับเพื่อนเก่า   ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหลังจากนี้แล้วจะมีโอกาสแบบนี้อีกเมื่อไหร่

                (y/n)”   สตีฟเรียก   “คุณสนใจไปอยู่ตึกอเวนเจอร์ด้วยกันไหม”

                คุณเบิกตากว้าง   ไม่ได้มีโอกาสบ่อยๆที่จะมีสมาชิกอเวนเจอร์มาเสนออะไรแบบนี้

                “คุณคงรู้จักวันด้า   ผมคิดว่าเธออาจจะช่วยคุณคุมพลังได้   แต่เหตุผลจริงๆมันอาจจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย   ผมอยากคุยกับบัคกี้...”   คุณยังคงเงียบ   “ถ้าผมลองคุยกับโทนี่เขาอาจจะใจดีให้ห้องส่วนตัวของคุณก็ได้”

                ห้องส่วนตัว?   ในตึกราคาแพงหูฉี่แบบนั้นคุณจะได้ห้องส่วนตัว!   ฟังดูเป็นข้อเสนอนี่น่าสนใจ

                “ฟรี?”

                “แน่นอนว่าฟรี”   สตีฟมองมาอย่างคาดหวัง

                “ได้ไหมสุดสวย”   บัคกี้เอ่ยเสริม   “ไหนๆก็ได้อยู่ฟรีแล้วถือว่าฉันขอร้องนะ?”   ไม่นะสายตาแบบนั้นของเขาอีกแล้ว  

                “ที่ตึกนั่นมีครบทุกอย่างเลย   ยิม   ห้องครัว   สระว่ายน้ำ   วิวสวยๆ   ภัตตาคารหรูๆก็มีนะข้างใน   ย้ายเข้าไปอยู่เถอะ  นะ   นะ”

คุณกรอกตาอย่างรำคาญให้กับความใจอ่อนของตัวเอง   “ตกลงค่ะสตีฟ”

 

 

 

 

 

 

สองปีที่คุณอยู่ที่ตึกอเวนเจอร์เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด   คุณสนิทกับคนในทีมโดยเฉพาะสตีฟและวันด้า    ตอนนี้คุณสามารถใช้พลังได้ชำนาญพอที่จะทำให้สตีฟมองเห็นบัคกี้ได้เป็นครั้งคราว   แต่นั่นก็ทำให้คุณค่อนข้างเหนื่อยมากจนต้องนอนพักเป็นวันๆดังนั้นคุณจึงไม่ค่อยทำมันบ่อยมากนัก   แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าสีหน้ามีความสุขของบัคกี้มันก็คุ้มกับค่าเหนื่อยคุณจริงๆ

กับบัคกี้แน่นอนว่าเป็นผีที่คุณสนิทมากที่สุด   สองปีที่ผ่านมาทำให้คุณได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเขามากมายจนกระทั่งมันสร้างความรู้สึกดีระหว่างคุณกับบัคกี้   คุณไม่รู้สึกผิดหวังที่เจอเขาเมื่อสองปีก่อนเลยแม้แต่น้อย   ถ้าเขาไม่คอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆสตีฟก็จะเป็นคุณ

บัคกี้คอยอยู่ข้างคุณเสมอ   เขาพยายามปกป้องคุณจากพวกวิญญาณที่ไม่ประสงค์ดี   มีบางเวลาที่เขาตามสตีฟออกไปทำภารกิจของชิลด์แต่ก็ไม่ลืมเลยที่จะแวะเวียนมาหาคุณเพื่อเช็คว่าคุณยังปลอดภัยดี   จนกระทั่ง...

คุณตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่าใครซักคนกำลังลูบหน้าของคุณอยู่   ตอนแรกคุณคิดว่าเป็นสตีฟไม่ก็วันด้าที่มาปลุกคุณ   แต่เมื่อลืมตามาคุณมองเห็นดวงตาสีฟ้าที่ฉายแววความเศร้าของบัคกี้

“ขอโทษ(y/n)”   เขาเอ่ยด้วยความรู้สึกผิด   ตลอดสองปีที่ผ่านมาแม้ว่าคุณอยากจะสัมผัสตัวเขาขนาดไหน   แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เขาหรือคุณจะสัมผัสกันและกันได้   แต่ครั้งนี้... 

“ฉันตายแล้ว?”   ขอบตาร้อนผ่าว   บัคกี้สวมกอดคุณเอาไว้แนบแน่นปล่อยให้คุณร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนของเขา   มืออีกข้างก็พยายามลูบหลังปลอบใจคุณ  

ไม่รู้เวลาผ่านไปเท่าไหร่คุณซบหน้าลงบนหน้าอกแกร่งของบัคกี้   เขาเล่าให้คุณฟังว่าหลังจากที่คุณให้สตีฟมองเห็นตัวเขานานกว่าปกติมันทำให้ร่างกายคุณอ่อนแอจนพวกวิญญาณสามารถทำอะไรกับร่างคุณได้ง่ายขึ้น   ประจวบเหมาะกับที่ทหารนาซีคนเดิมจ้องทำร้ายคุณอยู่แล้วฉวยโอกาสนี้ฆ่าคุณทิ้ง   พอบัคกี้เขามาเช็คคุณมันก็สายไปแล้ว...

“ฉันขอโทษ”   บัคกี้ยังคงพร่ำขอโทษแม้ว่าตอนนี้ร่างของคุณจะถูกเอาออกไปรอทำพิธีฝังแล้ว

                “มันไม่ใช่ความผิดนายบัค”   สองแขนเขายังกระชับแน่นไม่ยอมปล่อยคุณไปไหน   “อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็จับนายได้แล้วมองในแง่ดีสิ”   คำพูดของคุณทำให้บัคกี้หลุดหัวเราะออกมา

                “ฉันก็ดีใจนะที่จับเธอได้แล้ว”   บัคกี้บบรจงจูบที่หน้าผากของคุณอย่างแผ่วเบา  “แล้วจากนี้เธอจะเอายังไงต่อ”

                คุณยกยิ้มส่งเสียงพึมพำในลำคออย่างพึงพอใจกับจูบที่เขามอบให้   “ฉันจะเคียงข้างนายจนสุดทาง”

                “ฉันจะเคียงข้างเธอจนสุดทาง”   ริมฝีปากสองคู่ประกบกันบ่งบอกความรู้สึกของกันและกันที่เชื่อมถึงกันอย่างแนบแน่น   ความรู้สึกที่ไม่จำเป็นต้องพูด   ความรู้สึกที่จะเป็นนิรันดร์ที่แม้แต่ความตายก็ไม่สามารถพรากไปได้  

 

                ฉันจะเคียงข้างนายจนสุดทาง

                till the end of the line




 Sebastian Stan

 

    จบท้ายด้วยการแปะรูปคนน่ารัก

 

 

               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

21 ความคิดเห็น

  1. #15 Rinina_Oversword (@Rinina_Oversword) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 22:00

    น่ารักมากกกกกก

    #15
    0
  2. #14 ssoomm (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 19:47

    น่ารัก เขินนนนน

    #14
    0