ไฟไหม้ไฟ (พิษสิเน่หาพยาบาท)

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 3 ความทรงจำ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3902
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    4 พ.ย. 52

ตอนที่ 3 ความทรงจำ


       ”มาสิคะ..เดินมากับหนูสิคะปู่ กลับบ้านนะคะ” เสียงของเด็กหญิงวัย 12 ปี
เอ่ยบอกชายชรา ฝ่ามือเล็กของเด็กสาวดึงรั้งฝ่ามือหนาใหญ่เต็มไปด้วยริ้วรอยของวัย
ที่ปรากฎให้เห็นเด่นชัดบนเนื้อกายของเขา เด็กสาวพยายามออกแรงดึงฝ่ามือหนา
ให้ก้าวเดินตามหล่อน แต่ยิ่งใกล้สถานที่เท่าไหร่ ร่างของชายชรา ก็ยิ่งขืนตัวมากเท่านั้น


       ”..ไม่ใช่ ที่นี่มันไม่ใช่ ไม่!..ฉันจะกลับบ้าน กลับบ้านของฉัน! '' น้ำเสียงต่ำแหบพร่า
พร่ำเอ่ยปฏิเสธ ไม่ต้องการที่จะก้าวเหยียบสถานที่นี้ สถานที่
..ที่เด็กสาวตรงหน้าบอกกับเขา
ว่าที่นี่คือ “บ้าน”


       ”นี่บ้านเราไงคะปู่ เข้าบ้านเถอะค่ะ”เด็กสาวยังคงขอร้องให้ชายชราก้าวตามหล่อน
เข้าไปยังด้านใน แต่ชายชรากลับมีอาการดิ้นรนขัดขืนมากขึ้น


      ”ไม่! ไม่! ปล่อยฉัน! ฉันจะกลับบ้าน!“ ชายชราร้องลั่น ราวกับคนเสียสติ สะบัดมือ
ออกจากฝ่ามือเล็กๆ คู่นั้น จนร่างเล็กเซถลาไปตามแรง ล้มลงบนพื้นดินลูกรัง นิ่วหน้า
ด้วยความเจ็บ อาการของชายชรายังคงครองสติของตนเอาไว้ไม่ได้ ได้แต่กรีดร้อง
คร่ำครวญถึงบ้าน บ้านของเขา บ้านที่เขาถือกำเนิด และเติบโตที่นั่น บ้านที่เป็นของเขา
อย่างแท้จริง
!!


      ”ไม่! ฉันจะกลับบ้าน! บ้านของฉัน! บ้านของฉัน! เธอได้ยินไหม!? บ้านของฉัน !
บ้านสิตางค์
!!“ อาการของชายชราเริ่มคลุ้มคลั่งขึ้นเรื่อยๆ น้ำเสียงต่ำแหบพร่าที่ร้องดัง
ราวกับคนเสียสติ กลับดังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กรีดร้องโหยหวน เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
ยิ่งถ้อยคำสุดท้าย “บ้านสิตางค์” ยิ่งเต็มไปด้วยความคับแค้น ทรมาน เจ็บปวด เสียใจ
รวดร้าว ทุรนทุราย จวนเจียนจะขาดใจ

      ภาพและอาการของชายชราผู้เป็นปู่ตรงหน้าของเด็กสาว มันช่างบีบหัวใจดวงเล็กๆ
ของเด็กสาวในวัยเยาว์นี้ไม่น้อย น้ำตาของเด็กสาวไหลรินอาบแก้ม พยายามฝืนตัวเอง
ลุกขึ้นจากพื้นดิน ตรงเข้าไปกอดร่างของชายชราเอาไว้แน่น


      ”ปู่ขา.....อย่าร้องนะคะ ปางจะพาปู่กลับบ้านสิตางค์เอง ปางจะทำให้บ้านสิตางค์
กลับมาเป็นของเราอีกครั้ง ปางสัญญา
! ปางสัญญา!“ เด็กสาวสะอื้นไห้ตัวโยน
ตะเบ็งแข่งเสียงกับร่างกายที่ยังคงสั่นไหวไปตามแรงสะอื้น เอ่ยให้คำมั่นสัญญากับผู้เป็นปู่
ในอ้อมแขน ว่าหล่อนจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้บ้านหลังนั้น กลับคืนสู่ตระกูลของหล่อนอีกครั้ง


      น้ำเสียงเล็ก ที่ตะเบ็งกรีดร้องเอ่ยให้คำมั่นสัญญา ซึมผ่านเข้าสู่โสตประสาทที่ครองสติ
ของตนเองเอาไว้ไม่ได้  ให้กลับคืนมายังภาวะปกติ ที่ยังไม่เต็มร้อยเท่าใดนัก แต่ก็ทำให้
อาการคลุ้มคลั่งในตอนแรกสงบลงเรื่อยๆ นัยน์ตาคู่เหม่อลอย กลับมีแววประกายสดใส
เข้ามาอีกครั้ง จ้องมองร่างเล็กที่กอดกายเขาเอาไว้แน่น ฝ่ามือหนาเหี่ยวย่น ลูบบนศรีษะ
ของเด็กสาวอย่างเบามือ


      ”ใช่..บ้านสิตางค์! ปู่อยากกลับบ้านสิตางค์ ช่วยปู่ด้วยนะปาง ปู่อยากกลับบ้าน
ช่วยปู่ด้วย
!” มโนภาพและน้ำเสียงที่ได้เห็น และได้ยิน ค่อยๆ จาง และเบาบางลง
เหลือเป็นเพียงภาพสีเทาๆ สองมือเรียวพยายามไขว่คว้าภาพตรงหน้าเอาไว้
ตะเบ็งเสียงกรีดร้องลั่น ”ปู่
!!” ดวงตาคู่กลมโตเบิกกว้าง คราบหยาดน้ำตายังคงเปื้อน
แก้มเนียน

       แสงแดดในยามเช้าส่องสว่างไปทั่วห้อง สมองของหญิงสาวเรียงลำดับเหตุการณ์
อย่างช้าๆ กวาดสายตาคู่สวยมองไปรอบๆ ตัวเอง ห้องนอนขนาดกะทัดรัด ฝาผนังไม้
แผ่นเล็ก ตีทับซ้อนติดกัน จนเป็นชั้นสูงถึงขื่อหลังคาแผ่นยิปซั่ม ด้านบนที่เหลือถูกทำเป็น
ช่องลม ใช้ไม้เส้นตีตอกเป็นตาราง เว้นระยะช่องไฟห่างกันพอดี ได้ระวางที่เหมาะสม
หน้าต่างบานไม้ยังคงปิดกลอนแน่นหนาเหมือนเช่นทุกๆ ครั้ง พื้นไม้ยังคงสะอาดสะอ้าน
เป็นมันวาว ตู้เสื้อผ้าใบน้อย โต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะเขียนหนังสือ และเตียงเล็ก
เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นยังคงเป็นของเก่า ที่เข้าชุดกัน ถึงจะดูเก่าไปตามสภาพ ตามสมัย
แต่ของทุกชิ้นยังคงสภาพดี ใช้งานได้ และหญิงสาวก็ยังต้องการที่จะให้มันคงอยู่ในสภาพเดิม
ยามที่หล่อนยังเป็นเด็ก และเติบโตมาด้วยกันจนรุ่นสาว

       สิปางหลับตาลงอีกครั้งอย่างเหนื่อยอ่อน นิ้วเรียวกรีดหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นผ่าน
ม่านดวงตาคู่สวย ไล้เลื่อนลำนิ้วเรียว ไล่ลงบนแก้มเนียน ให้ทุกหยาดหยดซึมแห้ง
เหือดหาย มิให้หลงเหลือทิ้งคราบใดบนใบหน้าเนียน

      ภาพทุกภาพ น้ำเสียงทุกน้ำเสียง ยังคงดังก้องทั่วทุกโสตประสาท ภาพมันยังติดตา
เสียงมันยังติดหู ยังคงจำวันนั้นได้ดีไม่มีลืม ภาพของปู่ที่หล่อนรัก เจ็บปวดทรมาน
ปางตาย ต้องการกลับบ้านของตน แม้กระทั่งวินาทีสุดท้าย ยามที่ปู่ของหล่อนใกล้
จะหมดลมหายใจ คำว่า ”อยากกลับบ้าน” คำ
..คำนี้ของปู่ ก็ยังคงกรีดความรู้สึก
ของหล่อนไม่รู้ลืม

      ภาพเหตุการณ์วันเก่าๆ ในอดีตย้อนกลับคืนมาอีกครั้ง ภาพบ้านเรือนไทยหลังใหญ่
บนเนื้อที่ไม่ต่ำกว่าร้อยไร่ โอบล้อมด้วยพืชพันธุ์ไม้ ร่มรื่น สนามหญ้าหน้าบ้านถูกประดับ
ด้วยเครื่องปั้นดินเผารูปทรงโบราณ ซุ้มศาลาเกวียน ถัดห่างออกไปคือชิงช้ารากไม้
หลังคาแป้นเกล็ด ทรงกาแล สวยงาม ร่างของเด็กชายตัวน้อยนั่งแกว่งไกวโยกตัวน้อยๆ
ไปตามแรงเหวี่ยงของชิงช้ารากไม้ สองมือยังคงสนุกกับของเล่นราคาแสนแพงในมือ
ตามด้วยร่างของเด็กหนุ่มวัยประมาณ
14-16ปี ก้าวยาวเข้าหาร่างของเด็กชายตัวน้อย
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เต็มไปด้วยความรักความผูกพัน กอดร่างของเด็กชาย
ตัวน้อยแน่น เสียงหัวเราะหยอกล้อ ช่างดูมีความสุข

       ฝ่ามือเล็กของเด็กผู้หญิงในวัยเยาว์กำรั้วด้านนอกนั้นเอาไว้แน่น ดวงตาสวยคู่เล็ก
ยังคงจับจ้องภาพตรงหน้า ราวกับจะซึมซับภาพเบื้องหน้าให้อยู่ในความทรงจำเล็กๆ
ของตนเอาไว้ให้หมด สัญญากับตัวเอง ว่าหล่อนจะไม่ลืม ไม่ลืมภาพที่หล่อนได้เห็น
ในวันนี้ ภาพที่มันควรจะเป็นหล่อนและครอบครัวของหล่อนเสียมากกว่า ที่จะต้องยืน
อยู่ในจุด
..จุดนั้น เพียงแค่คิดถึงเรื่องเก่าในอดีต แววตาคู่ที่เคยหม่นในตอนแรกกลับมา
ฉายแววกล้าแกร่งอีกครั้ง และจะไม่มีวัน
..ที่จะอ่อนแอ ไม่ว่าเหตุการณ์ข้างหน้า
จะเลวร้ายขนาดไหน หรือให้หล่อนต้องเสียอะไรไปมากกว่านี้ หล่อนก็ยอม
!!

       สิปางลุกออกจากเตียงนอนเก่าของตนอีกครั้ง หลังจากที่หล่อนไม่ได้กลับมานอนที่นี่
เสียหลายเดือน   ที่
..ที่หล่อนเติบโต ซึมซับเรื่องราวต่างๆ มากมาย ทั้งสุข และทุกข์
เติบโตมากับผู้เป็นพ่อ และปู่ มันคือบ้านในความทรงจำที่ควรจะเป็น บ้านของพ่อ
พ่อที่แสนดีของหล่อน แต่กลับเป็นลูกที่อ่อนแอ เนรคุณของปู่ ลูกชายเพียงคนเดียว
ที่ไม่เคยทำให้ ปู่สมหวังจนกระทั่งหมดลมหายใจ

     พ่อของสิปางอ่อนแอเกินไป พ่อไม่ต้องการที่จะรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ ไม่อยากจม
อยู่ในวังวนของคำว่าแก้แค้น เอาคืน ต้องการให้เรื่องทุกอย่างจบลงกันแต่เพียงชาตินี้
แต่นั่นเป็นเพียงความคิดของพ่อ มันไม่ใช่ความคิดของปู่และหล่อนแน่ หล่อนจะเอาคืน
หล่อนจะแก้แค้น อะไรที่คนในครอบครัวฤทธิ์เกรียงไกร ทำกับครอบครัวของหล่อนเอาไว้
หล่อนจะทวงคืน และตอบสนองย้อนกลับให้สาสมกับสิ่งที่ครอบครัวของหล่อนได้รับ
นับร้อยนับพันเท่า ไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็ตาม


         สิปางนั่งทานอาหารเช้าเงียบๆ อย่างใช้ความคิด เสียงสัญญานโทรศัพท์แบบระบบสั่น
ยังคงเคลื่อนไหว แต่มันกลับไม่ได้เบี่ยงเบนความสนใจจากหญิงสาวได้เลยแม้แต่น้อย
เพราะคงไม่มีใครนอกจากเขา ปราการ แฟนหนุ่มรุ่นน้อง ที่หล่อนกำลังเขี่ยให้เขาเป็นได้
แค่อดีตแฟน เสียงรถยนต์ที่ขับเคลื่อนเข้ามาจอด พร้อมร่างสองร่างที่ก้าวเข้ามายังด้านใน
หยุดความคิดทุกอย่างที่มีอยู่ในสมองของสิปาง


        ”นั่งซิ สิริมา สินาท มาทานอาหารเช้าด้วยกัน พี่ทำข้าวต้มเอาไว้” สิปางเอ่ยบอก
ญาติผู้น้อง ที่ก้าวเดินมายังด้านใน และนั่งร่วมโต๊ะทานอาหารเช้าด้วยกัน


         ”งานของเราสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว พี่ขอบใจเราทั้งสองคนมากนะ ที่ช่วยทำ
ให้แผนการสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยเฉพาะสิริมา”
สิปางเอ่ย ขอบคุณญาติผู้น้อง
โดยเฉพาะญาติสาว ที่ต้องรับบทหนักที่สุด แต่ทั้งคู่ต่างก็เป็นผู้ช่วยที่ดี ให้แผนการ
ที่เตรียมการมานานนับปี สำเร็จไปหนึ่งขั้น แต่นี่มันเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น


       ”ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่ปาง เรื่องแค่นี้เอง สิกับนาท ทำได้อยู่แล้วค่ะ แล้วอีกอย่าง
ควรจะเป็นสิกับนาทมากกว่าที่จะต้องขอบคุณพี่ปาง ถ้าไม่ได้พี่ปางชีวิตพวกเราคงจะแย่
ไม่ได้สบายอย่างเช่นทุกวันนี้ พวกเราเป็นหนี้ชีวิตพี่ปางต่างหากล่ะคะ” สิริมาเอ่ยจากใจจริง
ยังคงซึ้งกับน้ำใจของผู้เป็นญาติผู้พี่ ที่ช่วยเหลือหล่อนกับน้องชาย ให้มีชีวิตความเป็นอยู่
ที่ดีขึ้น ไม่ต้องใช้ชีวิตเสี่ยงๆ แบบเก่า


        ”อย่าพูดแบบนี้เลยสิ ยังไงเราก็เป็นพี่ เป็นน้องกัน เราเป็นคนตระกูลเดียวกัน
ถ้าเราไม่ช่วยกัน แล้วใครจะช่วยเรา
..จริงไหม?“ สิปางเอ่ย ยิ้มน้อยๆ ให้กับญาติผู้น้อง
ที่ต่างเคารพ และเชื่อฟังหล่อน “พี่ว่าเรามาคุยเรื่องแผนการขั้นต่อไปเลยดีกว่านะ
พี่อยากจะให้สิได้พักผ่อนสักระยะ และไม่ควรกลับไปที่ผับนั่นอีก ส่วนนาทก็กลับ
ไปลาออกจากงานที่ผับนั่นซะ แล้วเตรียมพร้อมไปเริ่มงานที่สปอร์ตคลับได้เลย”


       ”ค่ะ/ครับ...พี่ปาง” ญาติผู้น้องตอบตกลงตามที่หญิงสาวต้องการด้วยความเต็มใจ
เพราะรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้น จะได้ผลตอบกลับมาเกินคุ้ม และมันจะทำให้ชีวิตของทั้งคู่สุขสบาย
ไปตลอดชาติ


        ”แล้วพี่ปางจะจัดการยังไงต่อไปคะ กับนายปราการนั่น? ดูท่าทางเขารักพี่ปาง
มากเลยนะคะ พี่ปางจะหลบหน้าเขาได้นานหรือคะ
?“ สิริมาเอ่ยถาม ถึงคู่นอนจำเป็น
ของหล่อน ที่ดูเขาจะคลั่งญาติผู้พี่ของหล่อนมากเลยทีเดียว


       ”พี่มีวิธี สิไม่ต้องเป็นห่วง ไอ้ไก่อ่อนนั่นมันทำอะไรพี่ไม่ได้หรอก อย่างมาก
ก็แจ้นกลับไปฟ้องพี่ชาย” สิปางเอ่ยอย่างเหยียดๆ
เพราะรู้ว่าคนอ่อนแออย่างปราการ
คงทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านี้

        ”พี่ปางครับ นี่ก็บ่ายแล้ว พี่ปางจะกลับพร้อมกับพวกเราหรือเปล่าครับ? “


        ”ไม่ล่ะจ๊ะ พี่กะว่าจะค้างอยู่ที่นี่อีกสักคืน นาทกับสิ กลับไปก่อนเถอะจ๊ะ
เดี๋ยวช่วงเย็นพี่จะเข้าไปที่วัดสักหน่อยน่ะ”


        “งั้นพวกเราขอตัวกลับก่อนนะครับ ฝากกราบหลวงลุงด้วยนะครับ”


        ”จ๊ะ ขับรถกันดีๆ นะ แลัวเดี๋ยวเราค่อยโทรคุยกัน”


        ”ค่ะ/ ครับ”


               น้ำเสียงเอ่ยถ้อยคำอำลา ก่อนที่ญาติผู้น้อง สิริมา และสินาท จะก้าวกลับไปขึ้นรถ
และขับมุ่งหน้ากลับเข้ากรุงเทพฯอีกครั้ง โดยมีสายตาคู่คมของสิปางมองตามห่างออกไป
สิริมา และสินาทเป็นพี่น้องกัน และเป็นหลานของน้องชายปู่ ทั้งคู่เป็นเด็กกำพร้า
พ่อแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตั้งแต่ทั้งคู่ยังเล็ก ทั้งคู่ถูกเลี้ยงดูจากญาติห่างๆ ของผู้เป็นแม่
โตมาอย่างตามมีตามเกิด ในขณะนั้นที่หล่อนไปพบคนทั้งคู่ หลังจากที่ใช้เวลาตามหา
อยู่หลายปี ชีวิตของคนทั้งคู่ ดูแย่มาก จนหล่อนถึงกลับสงสารญาติผู้น้องมากเลยทีเดียว
ถึงหล่อนจะไม่มีแม่ แต่ก็ยังมีพ่อที่แสนดี และปู่คอยเฝ้าดูแล แต่คนทั้งคู่กลับต้องดิ้นรน
กันเพียงลำพัง ถึงจะมีญาติ แต่ก็เป็นเพียงญาติห่างๆ ที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้มากนัก
สินาทในวัย
17 ปี ใช้ชีวิตเป็นลูกล้อให้พวกแก็งอันธพาล ทำอาชีพทุจริตทุกอย่างเพื่อให้ได้เงิน
การศึกษาชั้นป
.6 ก็ยังเรียนไม่จบ ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากสิริมาในวัย 18 ปี ต่างเรียน
ไม่จบด้วยกันทั้งคู่ เพราะต้องออกมาทำงานหาเลี้ยงตนเอง แต่สิริมานั้นยิ่งหน้าสงสาร
หล่อนไม่มีทางเลือก จำต้องเป็นผู้หญิงหากิน ต้องเป็นโสเภณีเลี้ยงตัวเองไปวันๆ
ซึ่งถ้าเทียบกันแล้วชีวิตหล่อนดีกว่ามากมายร้อยเท่า ได้เรียนจบถึงปริญญาตรี มีหน้าที่
การงานที่ดี แต่กับญาติผู้น้องทั้งคู่ของหล่อน ชีวิตยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น ในวินาทีนั้น
ความแค้นของหล่อนยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะคนในตระกูลฤทธิ์เกรียงไกร
ชีวิตของญาติผู้น้องถึงได้ย่ำแย่ขนาดนี้ สิปางเล่าความจริงทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิต
ของตระกูลสิตางค์ และตระกูลฤทธิ์เกรียงไกรให้สินาท และสิริมาได้ฟัง


        ”เราเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เราเป็นญาติกันนะ เชื่อพี่เถอะ พี่ชื่อสิปาง นามสกุล
สิทธิจันทร์ ส่วนพวกเธอก็สิริมา สินาท นามสกุล จันทร์สิทธิ พวกเธอสังเกตหรือเปล่า
ว่าชื่อ และนามสกุลของพวกเราดูคล้ายๆ กัน ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจของปู่
ของพวกเรา
ปู่นพ เป็นปู่ของพี่ และก็เป็นพี่ชายของปู่เนตร ซึ่งเป็นปู่ของพวกเธอ ปู่นพ และปู่เนตร
เป็นลูกของเศรษฐีตระกูลสิตางค์  มีบ้านและที่ดินอยู่มาก แถวบางปะอิน ในสมัยนั้น
มีกลุ่มโจรที่ปล้นฆ่า ล่าเอาสมบัติ ซึ่งครอบครัวของปู่ก็ตกเป็นหนึ่งในนั้น ถูกกลุ่มโจรเข้าปล้น
และฆ่าล้างตระกูล ปู่ทวด ย่าทวด และพี่ๆ น้องๆ ของปู่โดนฆ่าตายหมด เหลือแต่ปู่นพ
กับปู่เนตร ที่หนีรอดมาได้ แต่ก็ไม่วายที่โดนพวกกลุ่มโจรตามไล่ล่าอยู่หลายปี
เพราะพวกมันต้องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ไม่ให้เหลือทายาทตระกูลสิตางค์แม้แต่คนเดียว
ปู่นพ และปู่เนตร จำต้องแยกย้ายออกจากกัน และต้องเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล
กันอยู่หลายครั้ง แต่ต่างให้สัญญา และตกลงกันเอาไว้ว่า ให้ปู่เนตรใช้ชื่อใหม่ว่าสิทธิ์
ส่วนปู่นพจะใช้ชื่อใหม่ว่าจันทร์ และยังไงก็แล้วแต่ เมื่อถึงรุ่นลูกให้ปู่เนตรใช้นามสกุลจันทร์สิทธิ
ส่วนปู่นพจะใช้นามสกุลสิทธิจันทร์ ซึ่งจะเป็นตัวแทนให้ตามหากันเจอ และกลับมารวมตัวกัน
อีกครั้ง เดิมทีนามสกุลสิตางค์ มีความหมายว่า พระจันทร์ หรือ แสงสีขาว ปู่นพจึงเลือก
ที่จะใช้คำว่าจันทร์เป็นนามสกุล

        ส่วนชื่อของพวกลูกๆ หลานๆ ให้ขึ้นต้นว่าสิ และนี่ก็เป็นที่มาที่ชื่อและนามสกุล
ของพวกเรา ถึงออกมาคล้ายๆ กัน แล้วพวกเธอรู้ไหมขณะที่ตระกูลเรากำลังย่ำแย่
ต้องหนีหัวซุกหัวซุน อยู่ไม่เป็นที่ ย้ายไปที่โน่นที หนีไปที่นั่นที แต่ไอ้กลุ่มโจรที่ได้ปล้นบ้าน
ที่ดิน และทรัพย์สมบัติของตระกูลเรา กลับมีความเป็นอยู่ที่สบายบนทรัพย์สินของพวกเรา
ใช้นามสกุลฤทธิ์เกรียงไกร เป็นเจ้าของบ้านคนใหม่ของบ้านสิตางค์ เป็นเจ้าของโรงงาน
เจ้าของบริษัท และธุรกิจมากมาย ซึ่งในขณะที่พวกเราเจ้าของตัวจริง กลับมีชีวิต
ความเป็นอยู่ที่ตรงกันข้ามกันสิ้นดี ถ้าพวกเธอไม่เชื่อ พี่จะพาไปดูบ้านสิตางค์
บ้านของพวกเรา”   สิปางเอ่ยเล่าเรื่องราวในอดีต ที่ได้ถ่ายทอดรับฟังมาจากผู้เป็นปู่
ให้ญาติผู้น้องทั้งคู่ได้ฟัง และพาทั้งคู่ไปดูบ้านสิตางค์ พาไปดูโรงงาน และอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ

ที่มันควรจะเป็นของพวกหล่อน


       ”พวกเธอเชื่อหรือยัง ว่าที่พี่เล่าให้ฟังนั้นเป็นเรื่องจริง แล้วพวกเธอจะร่วมมือ
กับพี่ไหม
? ร่วมมือกับพี่ ให้ของที่เป็นของตระกูลเรา กลับคืนมาเป็นของพวกเราอีกครั้ง”
น้ำเสียงหวานแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น เอ่ยถามความสมัครใจจากญาติผู้น้อง
ที่ทั้งคู่ต่างมองหน้ากันราวกับหาคำตอบ ก่อนที่จะหันมาตอบสิปาง


       ”ค่ะ....พวกเรายินดี ที่จะร่วมมือกับพี่” สิริมาเอ่ยตอบ แววตาของหล่อนเป็นแวว
ประกาย ไม่แตกต่างอะไรไปกับสินาทผู้เป็นน้องชาย เพราะสิ่งที่ทั้งคู่ได้เห็นอยู่ตรงหน้านั้น
มันมีค่ามากมายมหาศาล แค่เพียงได้กลับมาส่วนหนึ่ง ชีวิตของหล่อนกับน้องก็สบายขึ้น
ไม่ต้องไปตกนรกทั้งเป็นแบบนั้นอีก


       ”พี่ขอบใจมากที่สิริมา กับสินาทยอมร่วมมือกับพี่ แต่ก่อนอื่น พี่ต้องขอให้สิริมา
กับ สินาท เลิกอาชีพเก่านั่นเสียก่อน พี่จะรับพวกเธอไปอยู่ด้วยกันที่บ้านพี่ เปลี่ยนชีวิต
ความเป็นอยู่ใหม่ทั้งหมด พี่จะให้สิริมา กับสินาทลงเรียนหนังสือ แล้วหลังจากนั้น
เราค่อยมาว่ากันใหม่ ว่าแผนแรกของเราจะเริ่มต้นจากจุดไหนก่อน” สิปางเอ่ยบอก
ญาติผู้น้อง และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้น ที่สิปางได้ตามหาญาติผู้น้องของหล่อนจนเจอ
ตามถ้อยคำขอร้องของผู้เป็นปู่ สิปางให้ชีวิตใหม่กับญาติผู้น้อง ให้ที่อยู่ที่กิน ให้การศึกษา
ให้ทั้งคู่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย ที่ทั้งคู่ต่างก็เชื่อฟัง และให้ความร่วมมือ
กับหล่อนเป็นอย่างดี ถึงแม้หล่อนจะต้องทำงานหนัก
เรียนไปด้วย รับงานในวงการไปด้วย
ซึ่งถือว่ารูปร่าง หน้าตาและความรู้ของหล่อนเป็นใบเบิกทางให้หล่อนได้ก้าวสู่วงการบันเทิง
และรายได้ของมันก็ดีไม่น้อย ทำให้หล่อนและน้องๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบาย
แม้หล่อนจะต้องเหนื่อย แต่มันก็คุ้ม เพราะสิ่งที่รออยู่ตรงหน้ามันคุ้มค่า เสียกว่าสิ่งที่หล่อน
ต้องเหน็ดเหนื่อย และต้องทำอยู่ในขณะนี้

         และดูเหมือนว่าโชคจะเข้าข้างหล่อนเสียด้วยซ้ำ เพราะจุดเริ่มต้นในการวางแผน
คือลูกชายคนเล็กของตระกูลฤทธิ์เกรียงไกร “ปราการ” ที่บังเอิญเสียเหลือเกิน
ที่เขามาเรียนที่เดียวกับหล่อน และยังเป็นคณะเดียวกัน และเขาก็เป็นคนแรกที่หล่อน
เปิดฉากการแก้แค้น

        ปราการเป็นเด็กหนุ่มซื่อๆ ไว้ใจคนง่าย อ่อนไหว อ่อนแอ ขี้โรค เป็นลูกแหง่ลูกรัก
ของครอบครัว ที่ใครๆ ต่างก็เฝ้าคอยเอาใจ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นจุดแรกที่ดีมากเลยทีเดียว
และอีกไม่นานหรอก ที่ทุกคนในครอบครัวนี้จะได้รับผลกรรม หล่อนเองนี่แหล่ะ
จะเป็นผู้สนองผลกรรมเก่า ให้พวกเขาได้รับรู้รสชาติของความเจ็บปวด ทรมานปางตาย

                               ********************************



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

262 ความคิดเห็น

  1. #34 piercensean (@piercensean) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2552 / 02:55
    Oh! ic I got it....
    #34
    0
  2. #8 nuri.j (@nuri) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 กันยายน 2552 / 05:32
    อย่างนี้นี่เอง
    #8
    0