ไฟไหม้ไฟ (พิษสิเน่หาพยาบาท)

ตอนที่ 14 : ตอนที่ 14 นอกใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2805
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    12 ต.ค. 52

ตอนที่ 14 นอกใจ


       ร่างสูงล่ำของปกรณ์ก้าวลงจากรถสปอร์ตคู่ใจของตน ที่ขับเคลื่อนมาจอดที่หน้าเรือนไทย
ก้าวยาวขึ้นไปยังบนเรือน
  ปกรณ์อมยิ้มน้อยๆ ที่เห็นผู้เป็นพ่อนั่งอ่านหนังสือ ไม่ได้ออกไปไหน


      ”สวัสดีครับพ่อ” ปกรณ์พนมไหว้ผู้เป็นพ่อของตน ทรุดตัวลงนั่งเคียงข้าง


      ”อ้าว..เจ้ากรณ์ วันนี้ว่างหรือยังไง ถึงเข้ามาบ้านได้” คุณประพลเอ่ยแหย่ถามผู้เป็นลูกชาย
ที่หายหน้าไปเสียหลายอาทิตย์
  ซึ่งไม่รู้ว่าติดงาน หรือติดอย่างอื่นกันแน่ เพราะภาพข่าวของทางวงสังคม
ในหน้าหนังสือพิมพ์ ที่ผู้เป็นลูกชายของเขาเคียงคู่ออกงานกับลูกสาวเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ บ้านจัดสรร
คอนโดหรู เพิ่งจะได้ผ่านสายตาเขามาเมื่อครู่นี่เอง


      ”ครับ มาทานข้าวเป็นเพื่อนคุณพ่อคุณแม่น่ะครับ แล้วคุณแม่ไปไหนล่ะครับ?“ปกรณ์เอ่ยรับอมยิ้มน้อยๆ
เพราะรู้ความหมายของผู้เป็นพ่อได้ดี พลางมองหาร่างของผู้เป็นแม่


      ”เห็นว่าออกไปสปอร์ตคลับ ไม่ต้องรอทานข้าว เพราะจะออกไปทานกับกลุ่มเพื่อนๆ ของเขาน่ะ”
ผู้เป็นพ่อตอบเรื่อยๆ


      ”ก็ดีนะครับ คุณแม่เขาจะได้ไม่ต้องเครียด เสียใจ หรือคิดมาก” ปกรณ์เอ่ย นัยน์ตาคู่คมฉายแวววูบ
หม่นแสง พลางนึกถึงเรื่อง ที่ทำให้แม่ของเขาต้องเครียด เสียใจและคิดมาก ซึ่งคงจะเป็นเรื่องใดไม่ได้
นอกจากเรื่องของน้องชายเขา


      ”แม่เขาคงทำใจได้แล้วล่ะ เดี๋ยวนี้เห็นอารมณ์ดี ทานข้าวได้ ไม่มีอาการเศร้าโศกให้เห็น
พ่อเองก็สบายใจไปด้วย” ผู้เป็นพ่อเอ่ยตอบด้วยสีหน้าโล่งใจ ที่ผู้เป็นภรรยากลับมามีชีวิตชีวา
ไม่เศร้าหมองอีกครั้ง


      ร่างของผู้เป็นสาวใช้ ค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามายังสองพ่อลูก หยุดการสนทนาของคนทั้งคู่ ”คุณผู้ชายคะ
มีจดหมายของถึงคุณผู้ชายค่ะ” ซองสีน้ำตาลถูกส่งยื่นให้ผู้เป็นเจ้าของบ้าน จ่าหน้าซองระบุชื่อและที่อยู่
ถึงผู้เป็นเจ้าของบ้านชัดเจน แต่กลับไม่มีชื่อของผู้ส่ง มีเพียงข้อความสั้นๆ “ปรารถนาดี” ที่ทุกตัวอักษร
ไม่ได้ใช้ลายมือเขียน แต่กลับใช้เครื่องพิมพ์ตัวอักษรแทน คุณประพลรับซองสีน้ำตาลมาพิจารณา
ซึ่งก็ไม่ได้มีพิรุธ หรือดูอันตรายแต่อย่างใด พลางเปิดดูสิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านใน รูปภาพขนาดใหญ่เท่าการ์ด
คมชัด เห็นใบหน้า และกิริยาท่าทางของผู้ที่อยู่ในรูปได้อย่างชัดเจน ใบหน้าของคุณประพลซีดลงเรื่อยๆ
จนผู้เป็นลูกชายสังเกตได้


      ”รูปภาพอะไรหรือครับพ่อ?“ปกรณ์เอ่ยถามฉงน เพราะสีหน้าของผู้เป็นพ่อนั้น ทำให้เขาอดไม่ได้
ที่จะต้องเอ่ยถาม รับภาพจากมือหนาที่สั่นเทาของผู้เป็นพ่อ สิ่งที่เขาเห็นบนรูปภาพ ทำให้เขามีอาการ
ไม่แตกต่างจากผู้เป็นพ่อเลยสักนิด หัวใจของเขาเย็นวูบ ความมึนงง ซึมซาบสู่ทุกอณูผิว
จนร่างกายแกร่งของเขาชา แทบจะไม่ไหวติง ละทิ้งสายตาจากภาพ จ้องมองใบหน้าซีด ที่เต็มไปด้วย
ความเจ็บปวดของผู้เป็นพ่อ และดูเหมือนว่านั่นจะเป็นสุดท้ายที่เขาเห็น


      ”พ่อ!...พ่อครับ!“ปกรณ์ร้องเรียกผู้เป็นพ่อลั่น เมื่อร่างนั้นแน่นิ่ง ต่อหน้าต่อตาเขา
ปกรณ์รีบพาร่างของผู้เป็นพ่อ ส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน นึกห่วงอาการของผู้เป็นพ่อจับใจ


       หน้าห้องฉุกเฉิน ร่างสูงแกร่งของปกรณ์เดินวนไปวนมา รอคอยผลการรักษาผู้เป็นพ่ออย่างใจจดใจจ่อ
พลันหัวสมองก็คิดทบทวนกับเรื่องที่เกิดขึ้น นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเขากันแน่ ใครกัน
เป็นผู้ส่งภาพบ้าๆ นั่นมาให้พ่อเขา แล้วทำไมแม่ของเขาต้องทำตัวแบบนั้น หักหลัง นอกใจ สวมเขา มีชู้
และคำไหนอีกล่ะ ที่มันจะใช้แทนคำ กับสิ่งที่ปรากฎบนรูปภาพบ้าๆ นั่น แค่คิดเขาก็แทบไม่อยากจะเชื่อ
ว่าผู้เป็นแม่ของเขาจะทำเรื่องแบบนี้ได้ ใช่
...สิทธิเสรีภาพหญิงชายในยุคสมัยนี้มันเท่าเทียมกัน
แต่มันไม่ใช่หญิงชายที่มีครอบครัว มีลูกโตจนเป็นหนุ่มเป็นสาว อย่างครอบครัวเขา

       เสียงประตูห้องฉุกเฉินที่เปิดออกกว้าง พร้อมร่างของนายแพทย์ผู้เป็นเจ้าของไข้ ก้าวเดินออกมา
ยังด้านนอก ทำให้เขาต้องหยุดความคิดวุ่นวายในหัวสมองของเขาโดยเร็ว ก้าวเดินเข้าไปหาบุรุษชุดขาว
โดยทันที


       ”อาการของคุณพ่อผมเป็นอย่างไรบ้างครับ คุณหมอ?“ ปกรณ์เอ่ยถามร้อนรน


      ”ปลอดภัยแล้วครับ คนไข้มีอาการความดันขึ้นสูง ซึ่งหมอจัดการรักษาให้ความดันคนไข้
อยู่ในระดับปกติแล้ว แต่ยังมีอีกเรื่องที่ต้องหน้าเฝ้าระวัง คืออาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันน่ะครับ
ยังไงก็ให้คนไข้พักผ่อนมากๆ พยายามอย่าให้เครียด หรือมีเรื่องกลุ้มใจ ขัดใจ ให้มากนักนะครับ
เพราะอาการเหล่านี้จะกลับคืนมาได้ทุกเวลาครับ” เสียงเอ่ยอธิบายอาการของผู้ป่วย
ก่อนที่คุณหมอจะขอตัวกลับไปทำหน้าที่ของตน


      ร่างของคุณประพลถูกนำตัวมาไว้ยังห้องพักของผู้ป่วย โดยที่ปกรณ์คอยเฝ้าดูอาการผู้เป็นพ่อไม่ยอมห่าง
เขาเสียน้องชายของเขาไปคนหนึ่งแล้ว เขายังไม่ต้องการที่จะเสียผู้เป็นพ่อที่รักของเขาไปในตอนนี้
เสียงบานประตูห้องพักที่เปิดออกกว้าง พร้อมร่างของผู้เป็นแม่ของเขา ที่รีบก้าวยาวเข้ามายังด้านใน
สีหน้ายังคงดูห่วงใยอาการของผู้เป็นพ่อของเขาเหมือนดังเช่นทุกๆ ครั้ง


      ”เกิดอะไรขึ้นตากรณ์? ทำไมพ่อของเราถึงได้อาการกำเริบ?“ ผู้เป็นแม่เอ่ยถามอย่างร้อนรน
ยังคงไม่ทราบสาเหตุ หรือเรื่องราวที่ทำให้อาการของสามีตนเองกำเริบ มองหน้าผู้เป็นลูกชาย
ที่หลบสายตา และเบือนหน้าหนีจากหล่อน ไม่ยอมที่จะเอ่ยถ้อยคำใดให้หล่อนได้รับรู้
      “นี่แม่ถามแกอยู่นะตากรณ์
? ทำไมถึงไม่ยอมพูดกับแม่?“ คุณกรองกาญจน์เอ่ยถามย้ำอีกครั้ง
น้ำเสียงกระด้างขึ้นอย่างเริ่มจะมีอารมณ์ ที่ผู้เป็นลูกชายแสดงกิริยาแปลกๆ ใส่ตน


       ”ครับ แต่ผมว่า คุณแม่รอฟังจากปากคุณพ่อเองจะดีกว่านะครับ”ปกรณ์เลือกที่จะเลี่ยงเอ่ยคำตอบ
ให้ผู้เป็นพ่อเขาได้เอ่ยอธิบายเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นเองยังจะดีกว่า ที่จะให้เขาเป็นผู้พูด และเขาก็ละอายเกินไป
ที่จะอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น


      คุณกรองกาญจน์เตรียมจะขยับริมฝีปากเอ่ยเฟ้นคำตอบจากผู้เป็นลูกชาย แต่ก็จำต้องหยุดอาการ
และหันไปสนใจร่างของผู้เป็นสามี ที่เริ่มขยับเปลือกตา และร้องขอน้ำดื่ม


      ”น้ำ ใครอยู่ตรงนั้น ขอน้ำดื่มหน่อย” น้ำเสียงแห้งผากของคุณประพล ร้องขอน้ำ เพื่อดับอาการ
ลำคอแห้งผาก เพราะขาดน้ำ
คุณกรองกาญจน์ตั้งท่าจะหยิบแก้วน้ำ แต่เสียงที่เอ่ยขัดของผู้เป็นลูกชาย
ทำให้หล่อนต้องหยุดชะงัก


      ”เดี๋ยวผมทำเองดีกว่าครับ คุณแม่เพิ่งมาเหนื่อยๆ นั่งพักก่อนดีกว่าครับ” ปกรณ์เอ่ย พลางหยิบแก้วน้ำ
บนโต๊ะข้างเตียง พร้อมหลอด ที่แตะสัมผัสไปที่ริมฝีปากของผู้เป็นพ่อ ดวงตาที่กระพริบถี่ๆ ของคุณประพล
ลืมตาขึ้นอย่างเต็มตาอีกครั้ง ใบหน้าของผู้เป็นลูกชาย และผู้ที่เป็นภรรยาแสนรักของเขาจับจ้องเขาด้วยสีหน้า
ที่เต็มไปด้วยความกังวล เป็นห่วง


     ”เป็นอย่างไรบ้างคะคุณ รู้สึกดีขึ้นหรือยังคะ?“ คุณกรองกาญจน์รีบเอ่ยถามสามี ด้วยความเป็นห่วง


      ”ผมยังไม่ตายหรอกคุณกรองกาญจน์” น้ำเสียงเอ่ยประชดผู้เป็นภรรยา พลางเอียงหน้าหนี ไม่ต้องการ
ที่จะเห็นใบหน้าของคนที่นอกใจ สวมเขา สามีแก่ๆ ไม่มีประสิทธิภาพ ไร้น้ำยาอย่างเขา และคงจะไม่มีวัน
ที่จะสู้เด็กหนุ่มๆ ในสต็อกของหล่อนได้แน่


      ”ทำไมคุณพูดอย่างนั้นล่ะคะ คุณประพล ฉันเป็นห่วงคุณนะคะ” กับคำตอบและเนื้อน้ำเสียง
ของผู้เป็นสามีทำให้
คุณกรองกาญจน์ฉงนใจ ที่สามีเอ่ยประชด


      ”ขอบคุณ! แต่ต่อไปนี้คุณไม่ต้องมาคอยห่วงผมหรอก เพราะผมต้องการหย่า!” น้ำเสียงเอ่ยจริงจัง
เน้นคำพูดของตน
ว่าทุกถ้อยคำมันคือคำพูดที่กลั่นมาจากจิตสำนึกที่ครบถ้วนของเขา ไม่ใช่เขายังอยู่
ในอาการมึนงงกับฤทธิ์ยาใดๆ ทั้งสิ้น


      ”คุณประพล!“ “พ่อ!“ เสียงเอ่ยเรียกคนที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยเกือบจะพร้อมกันด้วยความตกใจ
ไม่คิดว่าเขาจะเอ่ยถ้อยคำนี้ออกมา


      ”คุณได้ยินไม่ผิดหรอกคุณกรองกาญจน์ ผมต้องการหย่า และผมหวังว่าระหว่างที่ผมนอนพัก
รักษาตัวในโรงพยาบาล คุณจะย้ายออกไปจากบ้านของผม ส่วนเรื่องสินสมรส หรือส่วนแบ่งในส่วน
ที่คุณจะได้ ผมจะให้ทนายจัดการ” คุณประพลเอ่ยย้ำอีกครั้ง
ว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นเป็นเรื่องจริง


      ”คุณพ่อครับ มีอะไรก็ค่อยๆ พูดกันก่อนเถอะครับ อย่าให้เรื่องราวมันต้องจบแบบนี้เลย” เสียงเอ่ยขอร้อง
ของปกรณ์ เขาแทบไม่อยากจะเชื่อว่าผู้เป็นพ่อของเขาจะตัดสินใจได้รวดเร็วเช่นนี้ ถึงเขาจะรู้อยู่เต็มอก
ว่ามันเป็นเรื่องที่สร้างความเจ็บปวดให้ผู้ชายมากมายนัก กับการที่ภรรยาสุดที่รักนอกใจ สวมเขา
จนเกินให้อภัย แต่เขาก็กลับทำใจไม่ได้ ที่จะเห็นพ่อแม่ต้องแยกทางกัน


     ”นี่มันอะไรกันคุณประพล อยู่ดีๆ คุณจะหย่ากับฉันได้ยังไง ฉันทำอะไรผิด?“ คุณกรองกาญจน์
ยังคงทำใจดีกลั้นใจเอ่ยย้อนถาม ทั้งๆ ที่ใจก็ยังหวั่นไหวกับสิ่งที่ตนได้กระทำ ได้แต่ภาวนา
ว่าอย่าให้เรื่องที่ตนปิดเป็นความลับเป็นสาเหตุของการขอหย่าในครั้งนี้


      ”คุณเองหน้าจะรู้ตัวดีไม่ใช่หรือคุณกรอง หรือจะต้องให้ผมป่าวประกาศ ว่าเมียผมมีชู้!
สวมเขาให้สามีแก่ๆ อย่างผม!''น้ำเสียงเอ่ยตวาดกร้าว หันมาจ้องหน้าผู้เป็นภรรยาของตน
ด้วยสีหน้าเจ็บแค้น ก่อนที่จะนิ่วหน้าจับหน้าอกด้านซ้ายของตน ที่ความรู้สึกเสียวแปล๊บ
แล่นเข้ามาปัจจุบันทันด่วน


      ”พ่อครับ..พ่อ”เสียงเอ่ยเรียกของปกรณ์รีบเข้าไปดูอาการของผู้เป็นพ่อ “คุณแม่ครับ ผมว่าคุณแม่
กลับบ้านไปก่อนเถอะครับ
เอาไว้ให้อาการของคุณพ่อดีขึ้นเมื่อไหร่ แล้วค่อยคุยกันใหม่นะครับ”
ปกรณ์หันไปเอ่ยบอกผู้เป็นแม่ให้กลับไปยังที่พักเสียก่อน  ก่อนที่อาการของผู้เป็นพ่อจะแย่ลงไปกว่านี้
แต่น้ำเสียงของผู้เป็นพ่อยังคงเอ่ยขัดขึ้น


      ”ฉันไม่มีอะไรต้องคุย! อย่าให้ฉันต้องเห็นหน้าเธออีก! เมื่อฉันกลับบ้าน!”คุณประพลยังประกาศเสียงกร้าว
ไม่ต้องการให้คนที่เคยรักแต่กลับมาทำร้ายเขา ยังต้องอยู่ในบ้านของเขา


      น้ำเสียงกร้าวที่เอ่ยไล่หล่อนรอบแล้วรอบเล่า มันทำให้ใบหน้าซีดเผือดของคุณกรองกาญจน์
ที่ถูกสามีจับได้กลับเข้มขึ้นมาอีกครั้งด้วยความโกรธ ที่ถูกไล่ออกจากบ้านอย่างไม่สนใจใยดี
ถึงจะรู้ว่าตัวเองผิด แต่มันก็หยามกันเกินไป ในเมื่อหล่อนผิด หล่อนก็พร้อมจะยอมรับ
แต่ไม่ใช่มาไล่หล่อนแบบนี้ ใบหน้างามของหล่อนเชิดสูง รอยยิ้มเหยียด ก่อนที่จะเอ่ยถ้อยคำ
ผ่านริมฝีปากของหล่อน
     “ฉันไปแน่คุณประพล
! ไม่ต้องมารอให้คุณไล่ฉันซ้ำหรอก!” น้ำเสียงเอ่ยกระแทก
ก่อนที่จะก้าวออกจากห้อง โดยที่ไม่หันมามองอาการว่าที่อดีตสามีเลยสักนิด


       ภาพของผู้เป็นพ่อ เป็นแม่ ที่แตกร้าว มันกรีดความรู้สึกของเขาเสียเหลือเกิน ไม่คิดว่าครอบครัวของเขา
จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้ ไหนเขาจะเพิ่งเสียน้องชายอันเป็นที่รัก นี่เขากำลังจะเสียครอบครัวที่อบอุ่น
ไม่มีพ่อ มีแม่ที่อยู่เคียงข้างกันเป็นที่เคารพรักของเขาอีกแล้วหรือ เพราะอำนาจความต้องการนั่นแท้ๆ
มันทำให้ครอบครัวเขาร้าวฉาน วันวานที่ดีมีความสุขกลับกลายเป็นเพียงอดีตได้เพียงแค่ชั่วพริบตา
ผู้เป็นพ่อเขาก็ทั้งรักและเคารพ ส่วนผู้เป็นแม่ก็ไม่แตกต่างกัน นี่เขาควรจะทำอย่างไร จะให้เขาเกลียดแม่

ตามความรู้สึกของผู้เป็นพ่อด้วยหรืออย่างไร มันสับสนวุ่นวายไปหมด ไม่รู้ว่าเขาจะเริ่มจากจุดไหนดี
แต่ที่แน่ๆ เขาอยากจะรู้นัก ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เป็นเจ้าของภาพบ้าๆ นั่น เพียงแค่คิดใจเขาก็เดือดเป็นริ้วๆ

                                      ***********************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

262 ความคิดเห็น

  1. #26 nuri.j (@nuri) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2552 / 04:41
    บ้านแตกสาแหรกขาด สิปางคงเดินหน้าไปจนถึงที่สุด
    เป็นผู้หญิงที่น่ากลัวจังเลย
    #26
    0