Bloody Day

ตอนที่ 15 : :: finding the truth ::

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 694
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ก.พ. 59

Finding the truth

 

          มันเป็นความทรมานที่เธอไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป ภาพเหล่านั้นกำลังกระจ่างชัดราวกับมีใครกระชากมันออกจากความมืดมิดที่เคยกลบกลืนภาพความทรงจำอันปวดร้าว 

ดวงไฟดวงใหญ่สาดวาบเข้าดวงตากลมเล็ก เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น แรงกระแทกอันมหาศาลก็ผลักเธอกระเด็นออกจากรถโดยฉับพลัน ร่างเล็ก ๆ ลอยตัวขึ้นสูงและตกลงมากระแทกเข้ากับขอนไม้ใหญ่ที่ล้มขวางอยู่ข้างทาง จากนั้นร่างเล็ก ๆ ก็กลิ้งหลุน ๆ ไปตามพื้นลาดเอียงจนกระทั่งหยุดนิ่งอยู่บนพื้นหญ้าเย็นเฉียบ

เด็กน้อยไร้แรงขยับเขยื้อน ความเจ็บปวดมากกว่าการหกล้มนับพัน ๆ ครั้งก็ไม่อาจเทียบได้กับอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในชีวิต มันแสนสาหัสเกินว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ จะรับมือได้ เสียงโอดครวญบางเบาจนแทบไม่ได้ยิน ลมหายใจของเด็กน้อยรวยรินจนแทบหมดลมหายใจ

 

            กุกกัก! การเคลื่อนไหวของบางสิ่งเข้าใกล้ตัวเธออย่างรวดเร็ว ดวงตาที่แทบลืมไม่ขึ้นพยายามยกเปลือกตาหนักอย่างช้า ๆ เด็กน้อยพบกับร่างหนึ่งตรงหน้า

            เธออยากขอความช่วยเหลือ...แต่เสียงของเธอไม่สามารถเปล่งออกมาได้ นั่นเป็นเหตุผลให้ร่างเล็กเอาแต่มองตรงมายังร่างนั้นด้วยดวงตาสั่นระรัว

 “คงทรมานมากใช่ไหม” ร่างนั้นนั่งลงข้าง ๆ และโอบเธอไว้อย่างเบามือ กระดูกของเธอแตกหักและอาจมีความคมมากพอจะเสียบทะลุอวัยวะทุกส่วนหากยกพลาด 

“นะ...หนูกลัว”  เสียงสั่นเครืออย่างน่าเวทนา ร่างนั้นรับรู้ได้ถึงอาการสั่นเทาและวาระสุดท้ายของเด็กตัวเล็ก ๆ เพราะในอีกไม่ช้า...เธอกำลังจะตาย

“ไม่ต้องกลัว...ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าการเป็นมนุษย์ที่อ่อนแอนี่หรอก” เด็กน้อยไม่อาจเข้าใจคำพูดของเธอจึงได้แต่ร้องไห้ออกมาด้วยความหวาดกลัวในทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

“เธอคงไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันพูดสินะ” นิ้วของเธอเกี่ยวเส้นผมที่ปรกใบหน้าของเด็กน้อยให้พ้นทางพลางเช็ดน้ำตาที่ไหลจากดวงตาคู่นั้น 

 

หลังจากปล่อยให้เด็กน้อยอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน หญิงคนนี้ก็เอื้อนเอ่ยอีกครั้ง “ฉันมีเรื่องสารภาพ... รถนั่นพลิกคว่ำก็เพราะฉัน” 

“ทะ ทำไมคะ” ราวกับถูกกระชากเอาหัวใจดวงเล็ก ๆ ให้หลุดออกจากอกและขยี้มันซ้ำด้วยฝ่าเท้าดี ๆ นี่เอง เด็กน้อยไม่อาจถามอะไรได้อีกแล้ว เธอนิ่งอึ้งกับคำตอบนั้น 

“ทำไมเหรอ อย่ารู้เหตุผลนักเลย เพราะถึงรู้ เธอก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี...”  น้ำตาของเด็กตัวน้อยไหลรินอย่างมิอาจเข้าใจถึงเหตุผล เธอไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร เหตุใดถึงได้ฆ่าพ่อแม่ และเหตุใดเธอต้องสารภาพเรื่องราวที่เด็กตัวเล็ก ๆ ไม่อาจทนรับเรื่องราวนี้ได้เพียงลำพัง

 

เสียงร่ำไห้ดังกังวานท่ามกลางความเงียบสงัด เพียงไม่นานเสียงของเธอคนนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ต่อไปเธอจะไม่เจ็บปวดกับเรื่องบ้า ๆ นี่อีก ฉันหวังว่าเธอจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ขอให้โชคดี...”

แล้วเขี้ยวคมก็ฝังแน่นบนข้อมือเล็ก ความเจ็บปวดแผ่ซ่านพร้อมเสียงกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมาน เด็กตัวน้อยดิ้นพล่านไม่อาจควบคุมสติได้ ราวกับความร้อนนับพันองศาพุ่งทะลุร่างกายจนมอดไหม้ ดวงตาที่เคยเบิกโพลงอย่างน่ากลัว...บัดนี้ปิดลงพร้อมสติที่หายไป

 

ราวกับว่าอลิซได้ย้อนกลับไปในวัยเจ็ดขวบไม่ผิดเพี้ยน เธอเห็นทุกอย่าง เข้าใจถึงความเจ็บปวด รับรู้ถึงรสชาติของความทุกข์ระทมรวมถึงน้ำเสียงของฆาตกรที่ฆ่าพ่อและแม่

อลิซหลับตาลง เช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างลวก ๆ พลางเอ่ยเสียงอ่อน “ฉันอยากกลับบ้าน...ให้ฉันออกไปเถอะ” สีหน้าเหนื่อยล้าและเรี่ยวแรงที่ถดถอย มันกลับส่งผลต่อการกระทำของเรย์อยู่ไม่น้อย

“เธออยู่ที่นี่แหละดีแล้ว” เรย์รั้ง อลิซมองอย่างไม่เข้าใจและถอนหายใจออกมา

“ฟังให้จบก่อน ฉันไม่อยากทำให้เธอรำคาญหรือลำบากใจ แต่การกลับไปนอนร้องไห้ที่บ้านไม่ต่างอะไรกับการร้องไห้อยู่ตรงนี้หรอก” ตลอดเวลาที่รู้จักกับคนตรงหน้า เรย์มักพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย บางครั้งก็เย็นชาเสียจนเธอไม่อยากเข้าใกล้ด้วยซ้ำ แต่วันนี้เขากลับใช้น้ำเสียงที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน และเธอไม่สามารถเอื้อนเอ่ยประโยคใด ๆ และทำได้เพียงนิ่งฟังอยู่เช่นเดิม

“ฉันเห็นเธอร้องไห้บ่อยจนถือว่าชิน จะร้องหนักอีกสักหน่อยคงไม่เป็นไร” มือของเรย์สัมผัสแก้ม ดวงตาสีนิลกำลังจับจ้องดวงตาสีเปลือกไม้ของเธอ...อลิซไม่อาจละสายตาคู่นั้นได้อย่างที่สมองสั่งการ ความรู้สึกอบอุ่นถ่ายทอดผ่านมือของเขาจนทำให้เธอไม่อยากจากสิ่งนี้ไป

“การร้องไห้คนเดียวมันโหดร้ายกับคนประเภทเธอไปหน่อย แต่อย่างน้อยทุกครั้งที่เธอร้องต้องมีฉันอยู่ข้าง ๆ ไม่ใช่เหรอ” เขาพูดไม่มีผิด ถ้าลองนึกย้อนกลับไป ทุกครั้งที่เธอร้องไห้ เขามักจะเห็นมันเสมอ อลิซเงยหน้ามองใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอย่างอบอุ่นและเธอไม่อาจฝืนทนกับสภาพที่เกินรับได้อีกต่อไป

เธอโอนอ่อนตามแรงฉุดเบา ๆ เข้าหาอ้อมกอดของชายหนุ่มที่ไม่เคยคิดสัมผัส ร่างของเขาโอบกอดอย่างเบามือราวกับกลัวว่าร่างที่สั่นเทิ้มนั้นจะแตกหักไปเสียก่อน ไหล่กว้างรองรับใบหน้าที่ซบลงพร้อมความเปียกชื้นไหลออกจากดวงตาคู่สวยที่ใช้มองเขาอย่างฉุนเฉียวเสมอ แต่บัดนี้ หญิงสาวในอ้อมกอดเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่อ่อนแอและโหยหาที่พึ่งทางใจอย่างที่สุด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ดูเหมือนเขายินดีเป็นที่พึ่งในช่วงเวลาอันเลวร้ายนี้ของเธออย่างเต็มใจเสียแล้ว

“ร้องออกมาให้พอ ต่อไปเธอยังต้องเจอเรื่องแย่ ๆ มากกว่านี้” มือเล็กกระชับกอดร่างสูงให้แน่นขึ้นและน้ำตาก็พรั่งพรูออกมา

เรย์ตอบรับด้วยการโอบกอดเธอเช่นกันและใช้มือของเขาลูบผมสีน้ำตาลเข้มอย่างอ่อนโยน เขาหวังว่าคนที่เอาแต่ร้องไห้นี้จะเข้มแข็งไม่วันใดก็วันหนึ่ง

 

เสียงสวบสาบดังก้องกลางป่าใหญ่ที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตป่าสงวนของเมืองวอเตอร์ฟอร์ด แมกไม้เติบโตอย่างหนาแน่นบนเนื้อที่กว้างใหญ่ จนทำให้แสงแดดไม่สามารถสาดส่องลงมายังพื้นป่าเบื้องล่างได้ มันจึงกลายเป็นสถานที่ดีที่สุดเพื่อใช้หลบสายตามนุษย์ผู้สอดรู้สอดเห็นที่อาจเผลอมาพบพวกเขาในสถานการณ์ที่ไม่ต้องการถูกรบกวนเช่นตอนนี้

โลแกนวางร่างอันแห้งเหี่ยวของโรซารีนบนหินก้อนใหญ่ที่ถูกตะไคร้น้ำจับตัวหนาอย่างเบามือ ดวงตาสีเข้มทอดสายตามองร่างของเธอด้วยดวงตาอันว่างเปล่า เขาไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมา โลแกนนิ่งอยู่เช่นเดิมและปล่อยให้ความคิดมากมายนำพาเขาเข้าสู่การตัดสินใจ

 

เพียงอึดใจเดียวโลแกนก็ก้มคว้าต้นคอของโรซารีนให้เงยขึ้น ใช้เขี้ยวคมของตนกัดข้อมือตนเองให้เลือดหลั่งริน โลแกนเลื่อนข้อมือจรดริมฝีปากแห้งผากของเธอ รอคอยให้หยดเลือดไหลเข้าสู่ช่องปากอย่างเชื่องช้า

 

ผิวกายที่เคยหยาบกระด้างค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างน่าประหลาด จากซีดเซียวดั่งซากศพเริ่มมีเลือดฝาดอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายที่เคยเหี่ยวเฉาติดกระดูกกลับนูนขึ้นและเปล่งปลั่งเช่นเดิม ไม่นานนักเปลือกตาของเธอก็ลืมขึ้นมองร่างที่ยืนนิ่งคอยการกลับมาของเธออีกครั้ง

“อรุณสวัสดิ์โรซารีน” ถ้อยคำแรกดังขึ้นหลังตัดขาดจากโลกเพียงไม่นาน โรซารีนกลอกตาใส่โลแกนอย่างคนหัวเสีย

“ฉันยินดีให้พวกนั้นลากไปเผา ดีกว่าให้นายมาเห็นสภาพทุเรศแบบนี้” โรซารีนรู้สึกหงุดหงิดเมื่อเห็นรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้น มันเป็นยิ้มที่แฝงไปด้วยความกวนประสาทที่เธอไม่เคยปลื้มเลยแม้แต่น้อย

“นาน ๆ ทีจะได้เห็นแบบนี้ก็เจริญหูเจริญตาดีนะ” ดวงตาคมจดจ้องไปหาเขา เธอไม่พอใจอย่างมากที่โลแกนยืนยิ้มในขณะที่เห็นสภาพแห้งเหี่ยวเป็นศพค้างปีของเธอ ขึ้นชื่อว่าเพศหญิงแม้จะไม่ใช่มนุษย์แต่  โรซารีนก็รักสวยรักงามและไม่อยากให้ผู้ชายหน้าไหนมาเห็นสภาพยอดแย่ที่สุดในชีวิต ประหนึ่งมนุษย์เพศหญิงทุกคนที่ไม่อยากให้ผู้ชายเห็นเธอตอนไม่อาบน้ำแปรงฟันอะไรทำนองนั้น

“หุบปากเน่า ๆ ของนายไปเลย!” โรซารีนแหวอย่างสุดทน

“ฉันช่วยเธอไว้ อย่าด่ากันแบบนี้สิ” โลแกนยกมือปรามคนที่เริ่มก่อความไม่สงบให้กับผืนป่าเงียบ ๆ แห่งนี้

“ที่ช่วยก็เพราะต้องการให้ฉันตอบแทนนะสิ อยากได้อะไรก็ว่ามา” โรซารีนฉลาดพอที่จะเข้าใจจุดประสงค์ของโลแกน แม้เธอกับเขาจะไม่ใช่เพื่อนที่ดีต่อกันเสียเท่าไหร่แต่ก็ไม่ถึงกับแย่เสียจนไม่ยื่นมือช่วยเหลือ หลายศตวรรษที่ผ่านมาโลแกนถือได้ว่าเป็นผู้มีบุญคุณท่วมหัวโรซารีนอยู่ไม่น้อย และหนึ่งเรื่องที่น่าจดจำมากที่สุด โลแกนคือคนที่ทำให้เธอไม่ตกเป็นทาสของเลือดมนุษย์ที่เธอเคยโหยหามันทุกวินาที นั่นพอจะทำให้เธอช่วยเหลือเขาทุกอย่างแม้บางครั้งจะขัดอกขัดใจอยู่ไม่น้อยอย่างเช่นเมื่อคืนที่ผ่านมา

“ตามสืบเรื่องของผู้หญิงคนนั้นให้ทีสิ” 

“กะแล้วเชียวว่าต้องเป็นเรื่องนี้ ฉันย้ำแล้วว่ายัยมนุษย์นั่นจะสร้างความวิบัติให้นาย ไม่เข้าใจที่ฉันพูดเหรอ”

“เลือดของแวมไพร์มีอิทธิพลกับมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ได้ขนาดนั้นเลยเหรอ มันน่าแปลกนะ”

“สรุปว่านายยังดื้อด้านใช่ไหม” โรซารีนย้ำถาม

“ฉันเลิกสนใจผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ พอ ๆ กับที่เธอยังบ้าคริสตัลปัญญาอ่อนนั่นแหละ” โลแกนให้เหตุผลที่โรซารีนหยุดปากโต้เถียง

“เออ...ตรงใจชะมัด” ท้ายที่สุดเธอก็หมดหนทาง

“มีของอีกตั้งมากที่น่าเก็บกว่ามัน เธอก็น่าจะรู้ดี” โลแกนย้ำเตือนถึงอันตรายที่อยู่ในมือโรซารีน พลังลี้ลับของคริสตัลมีมากเกินจะหยั่งรู้ได้และหากมันถูกสร้างด้วยน้ำมือของตระกูลนักล่าแวมไพร์ล่ะก็ หายนะต้องมาเยือนโรซารีนในไม่ช้าอย่างแน่นอน

“ฉันมีเหตุผลของฉันน่า” เธอเลี่ยงตอบคำถามตรง ๆ

“ฉันก็มีเหตุผลเหมือนกัน” โลแกนก็เช่นกัน

“โอเค ตกลงก็ได้” ในที่สุดโรซารีนก็ตอบตกลงอย่างช่วยไม่ได้ เธอรู้ว่ามีเหตุผลบางอย่างที่เธอไม่สามารถยอมรับได้พอ ๆ กับเขาอาจไม่ยอมรับเหตุผลของเธอ “แต่ที่ฉันช่วยก็เพราะว่ามันอาจเกี่ยวข้องกับคริสตัลในนิมิตต่างหากล่ะ และถ้าฉันช่วยนายสำเร็จ รางวัลที่ฉันจะได้ก็คือคริสตัลนั่น” โรซารีนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนกระแทกไหล่โลแกนออกไป

“นั่นเธอจะไปไหน” โรซารีนหมุนตัวกลับพร้อมรอยยิ้มไร้เดียงสา

“ฉันยังเด็กก็ต้องไปเรียนสิ ไปก่อนนะคะคุณปู่” โรซารีนส่งจูบบอกลาก่อนหายลับไปอย่างรวดเร็ว

ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศรอบ ๆ อีกครั้ง ร่างที่เคยส่งเสียงสะอื้นไห้กลับกลายเป็นเสียงลมหายใจแผ่วเบาอย่างต่อเนื่อง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อผู้หญิงที่เขาโอบกอดและปลอบประโลมราวชั่วโมงกว่า ๆ จะสามารถหลับทั้งที่ยืนอยู่ได้ เขานึกขำในใจที่อลิซหลับไม่รู้เรื่องในอ้อมอกราวกับเด็กน้อยที่อดนอนนับสัปดาห์ เขาแน่ใจว่าอลิซคงเหนื่อยล้ามาตลอดหลายวันที่ผ่านมาจนแทบไม่ได้นอนอย่างปกติสุขหลังจากเจอเรื่องรุนแรงนับครั้งไม่ถ้วน เป็นไปได้ที่ร่างกายจะสั่งให้เธอหยุดพักผ่อนแม้จะผิดที่ผิดเวลาก็ตาม

เขาจึงคว้าร่างที่ไร้เรี่ยวแรงขึ้นอุ้ม พาเธอขึ้นไปยังห้องนอนอย่างง่ายดาย วางเธอลงอย่างเบามือที่สุดและดูท่าคนที่เอาแต่หลับตาพริ้มคงไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีกต่อไปแล้ว เขาจึงสามารถนั่งลงบนเตียง เลื่อนผ้าห่มปิดร่างกายได้โดยที่เธอไม่ขัดขืน

ดวงตาของชายหนุ่มจับจ้องยังใบหน้าที่หลับสนิทนั้นอย่างพินิจ ใบหน้าที่ปราศจากอารมณ์ใด ๆ ดูไม่คุ้นชินนัก คิ้วหนาเรียวดูเข้ากับดวงตากลมโต จมูกและริมฝีปากบางก็รับกับทุกส่วนอย่างพอดี ถึงอลิซจะไม่ใช่คนสวยที่สุดเท่าที่เคยเห็น แต่เธอก็สวยในแบบที่เธอเป็น สดใสและเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะยิ้มหรือกำลังโกรธ

แต่ความเศร้าโศกกลับบดบังความเป็นธรรมชาติของเธอไปเสียหมด ใบหน้าเคร่งเครียด กังวลใจและหวาดระแวง เธอไม่เป็นตัวของตัวเองอีกเลยเพราะโชคชะตาบ้า ๆ ยังคอยเล่นงานเธอไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

อลิซเปรียบเสมือนภาพซ้อนของแอนเดรียอย่างช่วยไม่ได้ แม้เขารู้ดีว่าคนทั้งคู่ไม่ใช่คนเดียวกัน หากแต่ความรู้สึกกลับทำให้เขาคิดถึงอดีตที่แสนเจ็บปวดและฝังใจอยู่ทุกลมหายใจ เขาต้องสลัดความรู้สึกนั้นไปเสีย ไม่อยากคิดถึงเรื่องที่ว่าอีก ก่อนใช้มือของตัวเองสัมผัสเส้นผมอลิซ อย่างเบามือ

“อย่างน้อยครั้งนี้ก็ยังมีทางเลือก เธอไม่ใช่คนโชคร้ายที่สุดในโลกแล้วล่ะ” ลมหายใจของเรย์ทอดถอนอย่างแผ่วเบา มองหน้าอลิซอีกครั้งหนึ่งและปล่อยให้เธอได้พักผ่อนอย่างที่ควรจะเป็น ส่วนเขาควรทำสิ่งที่ควรทำ เรย์ลุกขึ้นและปิดประตูห้องนอน เขาเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ

“นี่หูฉันไม่ได้เพี้ยนใช่ไหม” หลังจากเจน่าเปิดประตูรับแขกในยามเช้าและเดินกลับมายังห้องครัว เธอก็ตั้งคำถามกับตัวเองและขมวดคิ้วมุ่นใช้ความคิดอย่างหนัก

“เกิดอะไรขึ้นเหรอ” เจมส์ถามภรรยาที่เอาแต่ส่ายหัวไปมาราวกับมีความคิดขัดแย้งในสมอง

“เรย์มาที่บ้าน เขาบอกว่าอลิซทำงานจนถึงเช้าแถมเพิ่งหลับไปเมื่อครู่นี่เอง เรย์เลยมาบอกฉันเผื่อว่าฉันจะเป็นห่วง นั่นหมายความว่ายังไง” ดวงตาสีน้ำทะเลมองภรรยาของตัวเองที่กำลังขมวดคิ้วสงสัย

“ความหมายก็ตรงตัวอยู่แล้วนี่ที่รัก อลิซทำงานดึกกลับมานอนที่บ้านไม่ได้ เธอเหนื่อยก็เลยขอหลับก่อนยังไงล่ะ”

“สองคนนั้นเป็นแฟนกันหรือเปล่า” 

“ว่าไงนะ”

“เห็นไหมล่ะ ถ้าฉันถามคุณแบบนี้บ้าง คุณก็ไม่อยากเชื่อหูตัวเองเหมือนกันนั่นแหละ ฉันก็ไม่อยากเชื่อว่าอลิซจะเผลอไปค้างบ้านใครถึงสองหนติดแบบนี้ ถ้าไม่มีความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน” เจน่าออกความคิดเห็น

“โอ้! ผมนึกภาพไม่ออกเลย ญาติผมกับหลานคุณเป็นแฟนกัน”

“ตอนนี้ควรนึกได้แล้วล่ะ อลิซไม่ใช่เด็ก ๆ ส่วนเรย์ก็เป็นหนุ่มหน้าตาดี สองคนนั้นอาจจะคบกันอยู่ก็ได้” เจน่ายิ้มบาง ๆ ให้กับความคิดของตัวเอง 

“อย่าคิดไปไกลมากเลยเจน่า รอจนกว่าสองคนนั้นเข้ามาบอกเราจะดีกว่า

“ชักอดใจรอไม่ไหวแล้วสิ” เจน่านั่งลงบนเก้าอี้และหยิบบิสกิตขึ้นมากัดอย่างอารมณ์ดี ส่วนเจมส์กำลังเทนมใส่แก้วทีละใบและนึกถึงเรื่องราวของสองคนนั้นอยู่เงียบ ๆ

มหาวิทยาลัยผู้คนพลุกพล่านไม่เปลี่ยน ไม่ว่าวันนี้จะเป็นวันธรรมดาหรือหยุดสุดสัปดาห์ก็เต็มไปด้วยเหล่าหนุ่มสาววัยนักศึกษาเข้ามาทำกิจกรรมอยู่เสมอ รวมถึงเรย์ที่เดินทอดน่องเข้ามาพร้อมหูฟังสีขาวอย่างทุกครั้งที่เคยทำ

“เฮ้ เรย์!” เรย์หยุดเดินและหันมองไลก้า เพื่อนสนิทของอลิซที่กำลังยิ้มสดใสให้เขา

“ไง ไลก้า” เขาทักตามมารยาท

“ฉันมีเรื่องขอความช่วยเหลือจากนายหน่อย” ไลก้าไม่ลังเลจึงตัดสินใจบอกความต้องการในทันที

“ว่ามาสิ”

“เดือนหน้าจะมีงานประเพณีเพื่อหารายได้เข้าสู่มหาวิทยาลัยเพื่อใช้เป็นทุนในการแจกจ่ายให้กับชมรมทุกชมรม”

“ประเด็นคือ?”

“ประเด็นคือนักศึกษาต้องจัดกิจกรรมสักอย่างเป็นการแลกเปลี่ยนเงินเหล่านั้นไง อย่างเช่นเปิดร้านปาลูกดอก ร้านอาหารหรือไม่ก็ขายสินค้ามือสอง”

“แล้ว?” 

“แล้วฉันก็มีไอเดียบรรเจิดกว่านั้นนะสิ ฉันจะจัดฟลอร์เต้นรำประมูลชายสุดฮอตให้สาว ๆ แย่งประมูลเพื่อเต้นรำกับนายรวมไปถึงหนุ่มฮอตรายอื่น ๆ ด้วย ฟังดูเจ๋งใช่ไหมละ” ไลก้ายิ้มอย่างภาคภูมิใจในความคิดสุดล้ำอลังการของตน

“เธอคิดออกมาได้ยังไง ฉันขอปฏิเสธ” นี่เป็นครั้งแรกที่เรย์ปฏิเสธอย่างชัดเจนในทันทีที่ไลก้าพูดจบ ขายาวก้าวหลบร่างที่รู้ตัวว่ากำลังเสียโอกาสสุดเจ๋งไป

“เฮ้ๆ เดี๋ยวก่อนสิ ฉันไม่ได้ให้นายเปลืองตัวมากนักหรอก ก็แค่เต้นรำ” ไลก้าพยายามเกลี่ยนกล่อมเรย์อย่างสุดความสามารถ

“ฉันขอผ่านและคิดว่าคนอื่น ๆ ก็คงปฏิเสธเหมือนกับฉัน ล้มเลิกความคิดของเธอซะ”

“ไม่ได้! ฉันคิดหัวแทบแตกตลอดทั้งอาทิตย์ นายจะมาล้มเลิกความคิดนี้ได้ยังไง”

“ถ้าอย่างนั่นก็เรื่องของเธอแล้วล่ะ” เรย์กระชับกระเป๋าสะพายก่อนเดินหลบไปอีกทางอย่างรวดเร็ว

“ให้ตายเหอะ เล่นตัวชะมัด!” ไลก้าหัวเสียเมื่อเรย์หลุดมือไปอย่างง่ายดาย

“ฟังดูเจ๋งดีนะ ถ้าเธอจะเพิ่มตัวเลือกให้หนุ่ม ๆ เข้าไปด้วย” เสียงหนึ่งเอ่ยตอบ ไลก้าหันไปมองสาวผมบลอนด์ที่ยิ้มอยู่ข้างหลังเธออย่างเป็นมิตร

“นั่นก็เจ๋งดี ว่าแต่เธอเป็นใคร ฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน” ไลก้าสำรวจใบหน้าที่จัดว่าสวยมากของเธอคนนี้ ผมสีบลอนด์ นัยต์ตาสีน้ำตาลอ่อน ใบหน้าโฉบเฉี่ยวดูเหมาะกับชุดที่สวมใส่พอดิบพอดี

“ฉันชื่อโรซารีน เพิ่งย้ายมาเรียนวันนี้ ยินดีที่ได้รู้จัก” ไลก้าพยักหน้าและรู้สึกเหมือนเธอจะได้เพื่อนใหม่ที่มีหัวคิดเดียวกัน

“ฉันไลก้า ยินดีที่ได้รู้จัก จะเป็นอะไรไหมถ้าเธอจะช่วยให้เรื่องนี้มันง่ายขึ้น ลำพังตัวฉันก็ดูท่าจะยากหรือไม่ก็แทบไม่มีความเป็นไปได้เลย” เป็นครั้งแรกที่ไลก้ารู้สึกไม่มั่นใจกับงานในครั้งนี้ เหตุผลอีกข้อคือเธอโดนเรย์ปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใยจนความมั่นใจหดหายไปมาก

“ไม่ต้องห่วง ฉันช่วยเธอแน่นอน” 

“จริงเหรอ! ยอดเยี่ยมมากโรซารีน ถ้างั้นเราควรแลกเบอร์กัน”  ไลก้ายิ้มรับอย่างดีใจพลางควานหาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกเบอร์ของเพื่อนใหม่ รอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นในขณะที่มองเด็กสาวที่หลงกลกับมิตรภาพใหม่อย่างง่ายดาย 

มันจะสนุกมากแน่ถ้าฉันวางแผนอยู่เบื้องหลัง

 

ร่างกายที่ได้พักผ่อนเต็มตื่นขึ้นท่ามกลางความเงียบ อลิซมองดูรอบห้องอย่างเชื่องช้าแต่แล้วก็สะดุ้งตัวโหยงเมื่อรู้ว่าเธอนอนหลับอยู่บนเตียงของใคร

“ให้ตายเถอะ ฉันมานอนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” เธอนึกย้อนกลับไปยังเหตุการณ์เก่าพลันมุดหน้ากลับสู่หมอนอีกครั้งอย่างอับอาย นอกจากเธอจะร้องไห้บ่อน้ำตาแตกแล้วเธอยังกอดเรย์ชนิดที่ว่าไม่เคยกอดใครแบบนั้นมาก่อนในชีวิต

“ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย โอ้ย! แล้วจะมองหน้ากันยังไงล่ะ” เธอครวญเสียงหลงและเพิ่งคิดขึ้นได้ว่าการอยู่ที่นี่ต่อไปคงไม่ใช่เรื่องดี เธอไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้าเรย์ได้ในเวลานี้

อลิซจึงรีบพาตัวเองออกจากบ้านหลังนี้ให้เร็วที่สุด โดยไม่ลืมเก็บที่นอนให้เข้าที่จากนั้นก็วิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต

 

ปัง! ประตูบ้านของเจน่าเปิดผ่าง คนที่นั่งซบกันอยู่ผละออกจากกันและมองหน้าผู้มาเยือนเป็นตาเดียว

“เอ่อ ขอโทษที่ขัดจังหวะ” อลิซชะงักเมื่อเห็นภาพสวีทหวานตรงหน้า เธอจึงแสร้งมองไปทางอื่น

“ตื่นแล้วเหรอ ไปอาบน้ำอาบท่าได้แล้ว ถ้าหิวกับข้าวมีอยู่ในครัวนะ” เจน่ายิ้มร่าแล้วหันกลับไปซบไหล่สามีในขณะที่เจมส์เพียงส่งยิ้มและหันกลับไปดูรายการทีวีเช่นเดิม

“เอ่อ...โอเคค่ะ” เธอผละตัวออกจากคนทั้งคู่อย่างแปลกใจและเดินขึ้นห้องไปอย่างไม่รีรอ

“เค้ามีสร้อยคอน่ารัก ๆ ให้กันด้วย เรย์โรแมนติกเหมือนกันนะว่าไหม” เจมส์ไม่รู้สึกยินดีนัก หากสร้อยเส้นนั้นไม่มีความหมายแฝงอยู่ด้วย...

อลิซปิดประตูห้องแล้วพลันทิ้งตัวบนเตียง ดูเหมือนเธอจะใช้เวลาในห้องนี้น้อยเกินไปทำให้บรรยากาศรอบ ๆ ไม่คุ้นชินนัก เธอค่อนข้างกระสับกระส่ายจึงพลิกตัวไปอีกทางอย่างหงุดหงิด

“อะไรเนี่ย” อลิซสัมผัสเข้าที่ต้นคออย่างสงสัย เธอก้มมองดูสร้อยที่คล้องคออย่างประหลาดใจ เธอจำได้ดีว่าไม่เคยมีสร้อยแบบนี้อยู่กับตัว อลิซลุกขึ้นและมองมันผ่านกระจกใส

คริสตัลเม็ดสีขาวถูกเจียระไนให้มีเหลี่ยมมุม ยามที่ต้องแสงแดดหรือแสงไฟก็จะเกิดแสงระยิบระยับสะท้อนออกมา 

“เรย์คงไม่ได้ให้ฉันหรอกนะ” อลิซนึกถึงใบหน้าของเรย์แล้วจู่ ๆ ก็รู้สึกร้อน ผ่าวที่ใบหน้าชอบกล แต่ก็ไม่อยากยอมรับความคิดไม่น่าเชื่อนั้น อย่างไรก็ตามมันก็ไม่มีเหตุผลอื่นที่น่าเชื่อไปกว่านี้แล้ว รอยยิ้มจาง ๆ จึงปรากฏบนใบหน้าขวยเขิน รู้สึกชอบใจกับสิ่งที่แขวนอยู่บนคอ แต่บางอย่างกลับทำให้เธอสงสัยมันขึ้นมา

“คริสตัลนี่จะเหมือนกับที่โรซารีนพูดหรือเปล่า” อลิซจดจ้องมองมันอย่างสงสัย เพราะสร้อยคริสตัลนี้ก็ชวนให้นึกถึงนิมิตของโรซารีนและความฝันที่สมจริงของเธอ ต้องมีเหตุผลบางอย่างที่เกี่ยวข้องกันอยู่เป็นแน่ อีกทั้งมันอาจจะรวมไปถึงผู้หญิงปริศนาและความน่าสะพรึงกลัวของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ...แวมไพร์

“เฮ้อ! นี่ฉันต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ ๆอลิซจ้องมองตัวเองผ่านกระจกบานใส พยายามสลัดความคิดพิสดารของตัวเองออกไป

 

“จะไปไหนอลิซ!” เจมส์ร้องถาม เมื่อเห็นอลิซรีบเร่งลงบันไดและสวมรองเท้าอย่างลวก ๆ

“มหาวิทยาลัยค่ะ” ร่างนั้นวิ่งออกจากบ้านและตรงไปมหาวิทยาลัยในทันที

 

ห้องสมุดใจกลางมหาวิทยาลัยคือจุดหมายของเธอในครั้งนี้ อลิซใช้บัตรประจำตัวนักศึกษาที่หยิบติดมาแสกนและเดินออกจากช่องทางเข้าอย่างรีบเร่ง จากนั้นก็มุ่งตรงไปยังคอมพิวเตอร์ที่ใช้สืบค้นข้อมูลหาหนังสือที่ต้องการ

เหตุผลที่เธอเลือกห้องสมุดของมหาวิทยาลัยในการสืบค้นหาข้อมูลในครั้งนี้ เพราะเธอเชื่อว่าข้อมูลที่เธออยากรู้คงไม่สามารถหาเจอได้ง่าย ๆ บนเว็บไซด์ทั่วไป อีกอย่างห้องสมุดเก่าแก่แห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่องข้อมูลที่ละเอียดที่สุดในประเทศ และต้องมีสักเล่มที่จะช่วยเหลือเธอได้แม้อลิซจะไม่รู้ว่าเรื่องที่เธอกำลังตามหาเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในโลกใบนี้หรือไม่

เธอเริ่มต้นค้นหาด้วยคำว่า อลิซาเบธ เพราะมันเป็นคำเดียวที่เกิดขึ้นในสมอง เพียงไม่นานรายชื่อหนังสือมากมายก็เรียงอยู่บนหน้าจอ เธอไล่กดชื่อเข้าไปเพื่อตรวจสอบรายละเอียดแต่กลับไม่พบว่ามีหนังสือเล่มใดตรงกับความต้องการ อลิซใช้เวลาอยู่กับหน้าจออีกหลายนาทีเพื่อใช้อีกหลายคำในการค้นหา คริสตัลสีน้ำเงิน แวมไพร์ ความลึกลับ ฯลฯ กระทั่งเธอเริ่มถอดใจกับข้อสันนิษฐานของตัวเอง

“ไม่คิดว่าการค้นหาอะไรซักอย่างมันจะยากเย็นเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรใช่ไหมล่ะ” เสียงหนึ่งทักขึ้นอย่างกะทันหัน

“เชสเตอร์!” อลิซหน้าถอดสี แต่เมื่อเห็นว่าเป็นเชสเตอร์ก็รู้สึกโล่ง อกอย่างบอกไม่ถูก

“หาอะไรอยู่เหรอ ดูเคร่งเครียดชอบกล” เชสเตอร์มองหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างสงสัย อลิซจึงยิ้มเจื่อน

 “ไม่มีอะไรหรอก แค่เรื่องไร้สาระน่ะ”

“เหรอ...แต่ฉันก็พอจะรู้จักหนังสืออะไรเทือกนั้นที่เธอหาอยู่นะ” เชสเตอร์ยิ้ม เธอแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่เชสเตอร์หัวไวและทันเห็นหน้าจอที่เธอกดปิดลงไปแล้ว

“เอ่อ...เหรอ”

“แล้ว?” เชสเตอร์เลิกคิ้วรอคำตอบ

“โอเค ก็ได้” สุดท้ายอลิซก็ตอบตกลงเพื่อรักษาน้ำใจ

“ตามฉันมาสิ เห็นฉันตัวโต ๆ แบบนี้ก็ใช่ว่าจะไม่ชอบหนังสือนะ”

“ฉันไม่ทันคิดแบบนั้นเลยเชสเตอร์” อลิซอดยิ้มให้กับความมีน้ำใจของเชสเตอร์ไม่ได้ เขามักช่วยเหลือเธอเสมอและวันนี้ก็เช่นกัน     เชสเตอร์กำลังช่วยหาเบาะแสที่เธอเกือบถอดใจไม่กี่นาทีที่แล้ว อลิซจึงมีความหวังขึ้นมาอีกเล็กน้อย

ไม่น่าเชื่อว่าภายในตึกเก่าแก่แห่งนี้จะมีห้องลึกลับอีกห้องอยู่ลึกเข้าไปหลังประตูไม้แคบ ๆ ถ้าไม่สังเกตดี ๆ นักศึกษาหรือคนอื่นก็มองไม่ออกว่าที่ตรงนี้จะมีประตูอีกบานซ่อนอยู่ เพราะสีของประตูมีลักษณะกลมกลืนไปกับผนังห้อง อลิซเข้าใจมาตลอดว่าอาคารนี้มีเพียงห้อง  ใหญ่ ๆ ไว้สำหรับเก็บหนังสือ ส่วนห้องที่แยกออกไปอีกก็มีเพียงสองห้องที่ใช้สำหรับสืบค้นข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์และห้องถ่ายเอกสารที่เจ้าหน้าที่บรรณารักษ์ประจำการอยู่

 “ฉันไม่เคยเข้ามาในนี้เลยซักครั้ง ไม่คิดว่ามันจะมีอีกห้องอยู่ในตึกด้วย” เธอบอกในขณะที่เชสเตอร์ไขกุญแจพาเธอเข้าไปยังห้องแคบ ๆ นั่นก่อนปิดประตูลง

“มันเป็นห้องสำหรับเก็บบันทึกหลักฐานเก่า ๆ ทางประวัติศาสตร์ของเมืองน่ะ” เชสเตอร์ตอบพลางเก็บกุญแจดอกนั้นไว้ในกระเป๋ากางเกง

“นายมีกุญแจไขเข้ามาได้ด้วยเหรอ”

“อ๋อ ใช่ จริง ๆ แล้วห้องนี้พ่อของฉันเป็นคนต่อเติมมันเองแหละ”

“พ่อนาย?” เชสเตอร์ยิ้มพลางเลือกหาหนังสือบนตู้ที่สูงจรดเพดาน แม้ห้องนี้จะเล็กมากเมื่อเทียบกับห้องข้างนอกแต่หนังสือก็ไม่ได้น้อยไปกว่ากันสักเท่าไหร่

“ทวดของฉันบริจาคเงินเพื่อสร้างห้องสมุดนี้ขึ้นมา นั่นก็นานมาแล้วล่ะ ต่อมาครอบครัวของฉันก็รับหน้าที่เป็นคนบูรณะห้องสมุดนี้จนมาถึงพ่อที่เป็นสถาปนิก ท่านมีไอเดียใหม่ที่จะสร้างห้องนี้เพื่อเก็บเอกสารเก่าพวกนี้แยกจากห้องอื่น คงเพราะมันเก่ามากและมีอย่างละเล่มเท่านั้น” 

“ยอดเลย พ่อนายเก่งมากเลยนะที่ต่อเติมมันได้” อลิซชื่นชมและมองรอบห้องอย่างสนใจ

“แต่ก็แปลกที่พ่อไม่ได้ประกาศบอกใครว่ามีห้องนี้เอาไว้ ยกเว้นก็แต่อาจารย์บรรณารักษ์” เชสเตอร์พูดเรื่อยเปื่อย ในที่สุดก็คว้าหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา

“ฉันเคยอ่านเล่มนี้ตอนที่ไม่มีอะไรทำ” เชสเตอร์ยิ้มให้เธอก่อนเปิดไปยังหน้าที่ต้องการ

ในหน้าหนังสือปรากฏภาพหมู่ของเหล่าผู้คนที่สวมใส่ชุดโบราณ ทุกคนล้วนดูมีฐานะและคงเป็นบุคคลมีชื่อเสียง

“มันเป็นภาพหมู่ตอนที่ทวดฉันยังหนุ่ม ๆ นี่ไง ท่านยืนอยู่ตรงนั้น” อลิซ มองไปยังชายสวมสูทยาวยืนหน้านิ่ง ใบหน้าคมคายและคล้ายคลึงเชสเตอร์อยู่มาก

“เหมือนนายเนอะว่าไหม”

“ก็นั่นต้นตระกูลฉัน” เชสเตอร์ว่าต่อ “นี่เป็นงานเลี้ยงครบรอบการสถาปนาเมืองและคนที่เธอกำลังหา อาจจะใช่คนนี้ก็ได้” เชสเตอร์ชี้นิ้วไปยังภาพบุคคลที่อลิซอาจต้องการหา แต่ใบหน้าของหล่อนกลับเลือนรางไปเสียแล้ว

“ทำไมหน้าเธอ...”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน คงเป็นเพราะเทคนิคการถ่ายภาพ สมัยนั้นคงห่วยน่าดู หน้าของอลิซาเบธเลยหายไป แต่ที่ฉันรู้ว่าอลิซาเบธเป็นคนไหนก็เพราะในนี้ระบุไว้ว่าท่านเจ้าเมืองยืนถ่ายรูปกับบุตรสาวเป็นงานแรกและงานสุดท้ายของเธอ”

“มันเกิดอะไรขึ้น” 

“เธอหายสาบสูญหลังจากเหตุจลาจล”

“จลาจล?”

“อืม มันเกิดขึ้นหลังงานเริ่มไม่นาน ตามที่บอกไว้คนพื้นเมืองต่างไม่พอใจท่านเจ้าเมืองนักเพราะท่านทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเมืองค่อนข้างสูง จะบอกว่าหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็ว่าได้” เชสเตอร์อธิบาย

“ฉันไม่เคยรู้มาก่อน”

“ถ้าเธอไม่ได้เกิดในเมืองนี้ ฉันก็เดาเอาว่าเธอคงไม่รู้ มันไม่แปลกหรอกคนครึ่งค่อนเมืองก็ไม่ได้สนใจอะไรพวกนี้อยู่แล้ว” เชสเตอร์ยื่นหนังสือเล่มนั้นให้ เธอรับมันและจับจ้องไปยังรูปนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“แล้วนี่ใช่คนที่เธอตามหาอยู่หรือเปล่า” เชสเตอร์เอ่ยถาม

“อะ อ่อ ก็ไม่แน่ใจนะ เอ่อ จริงสิ พอจะรู้ไหมคริสตัลสีน้ำเงินที่ผู้หญิงคนนี้ใส่มันอยู่ที่ไหน” อลิซชี้ไปยังสร้อยคอของอลิซาเบธด้วยความอยากรู้

“จะรู้ได้ไงล่ะ คงหายไปพร้อมกับหล่อนมั้ง เธอนี่ก็แปลกนะอลิซ รู้แม้กระทั่งสีของคริสตัล ทั้ง ๆ ที่มันเป็นภาพขาวดำ”

“เอ่อ...คือ”

“เอาล่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะกดดันเธอ แต่ว่าถ้ามีอะไรอยากปรึกษาก็บอกฉันได้ อีกอย่างเก็บนี่ไว้ซะ” เชสเตอร์ยื่นกุญแจให้และยิ้มอย่างใจดี

“แต่มันเป็นของนาย”

“ฉันมีสำรองอีกเพียบ ไม่ต้องห่วง” เขาตบไหล่เบา ๆ ก่อนหันหลังจากไป

“ขอบใจนะเชสเตอร์”

“ด้วยความยินดี” รอยยิ้มของเชสเตอร์หายไปพร้อมประตูที่ปิดลง อลิซถอนหายใจอย่างยากลำบาก แม้เธอจะรู้ว่าอลิซาเบธมีอยู่จริงแต่มันไม่ช่วยให้เธอไขข้อสงสัยอื่น ๆ ได้เลย

อลิซาเบธหายไปไหน...คริสตัลมันสำคัญอย่างไร...กระทั่งเรื่องที่เธอเคยฝันเห็นมันจะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับอลิซาเบธจริง ๆ หรือ ยิ่งคิดสมองก็มีคำถามนับร้อยอยู่เต็มไปหมดจนเธอรู้สึกท้อถอย

“เฮ้อ มันคงหาคำตอบไม่ได้ง่าย ๆ หรอกใช่ไหม” เธอถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้าพลันนึกถึงเสียงร้องไห้ของแม่และความเจ็บปวดของพ่อ “แต่ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเธอถูกแวมไพร์ฆ่าเหมือนอย่างที่ครอบครัวฉันเจอหรือเปล่า” อลิซไม่รู้ว่าสองเรื่องนี้มีสิ่งที่เชื่อมโยงถึงกันหรือไม่ แต่สิ่งที่เธอเชื่อมั่นก็คือหายนะที่เกิดขึ้นระหว่าง อลิซาเบธและครอบครัวของเธอต้องมีต้นเหตุมาจากแวมไพร์ และเธอเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่าในความฝันนั้นต้องมีเค้าของความจริงอยู่ไม่มากก็น้อย เด็กสาวพรูลมหายใจออกมาเพื่อไล่ความรู้สึกอึดอัดและเริ่มต้นสืบหาข้อมูลจากห้องนี้อย่างไม่ละความพยายาม

ประตูเปิดแง้มเพียงเล็กน้อย ร่างสูงแอบลอบมองการกระทำของเธออยู่เงียบ ๆ ตั้งแต่ที่ทำทีเดินออกจากห้องเชสเตอร์ก็ยืนอยู่ตรงนี้มาตลอด 

กะแล้วเชียวว่าเธอต้องปิดบังอะไรอยู่...แต่มันเรื่องอะไรกันแน่นะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

428 ความคิดเห็น

  1. #388 เจนจิบิ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 เมษายน 2558 / 13:43
    ปมเริ่มมคลายแล้วแต่ก็ยังสับสนอยู่ดี

    ประหนึ่งเป็นนางเอกของเรื่อง5555555

    อ่านมาหลายตอนพึ่งจะได้พบเจอกับโมเม้นน่ารัก

    ของเรย์กับอลิซ อร๊ายยยยยย รอให้มันเกิดขึ้นอีก-///-

    งานเต้นรำจะต้องวุ่นวายมากแน่ๆเลย เฮออออ

    อยากรู้จังว่าอลิซยังต้องเศร้าได้อีกแค่ไหน หดหู่เกิ๊นน

    รอรอรอนะคะ^^



    #388
    1
    • #388-1 wondermomo(จากตอนที่ 15)
      7 เมษายน 2558 / 15:25
      เรื่องนี้หาโมเม้นฟรุ้งฟริ้งยากซักหน่อยน้า แต่หลังจากนั้นอาจจะมีประปราย แฮะๆ
      ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่า ปมยังไม่เคลียร์จริงๆ แหละ ต้องรอต่อไป ปมจะค่อยๆ คลายแน่นอนค่ะ ดีใจที่เม้นท์ทักทายนะคะ แล้วเจอกันค่ำนี้ค่า
      #388-1
  2. #311 Daren L. (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 มกราคม 2557 / 10:53
    อ่านตอนนี้จบซักที พี่โมไล่คลายปมของอลิซไปทีละเปลาะ 
    ตอนนี้ชอบซีนเรย์อลิซสุดและ ทำไมเรย์แอบอบอุ่นเบาๆ 
    ปลื้มเวอร์ และทำให้เชียร์คู่ชิปได้ง่ายขึ้นสองเปอร์เซ็นต์ 555 
    จัดว่าเป็นโมเม้นต์น่ารักสุดๆโมเม้นต์แรกเลยของคู่นี้ 
    ภาวนาว่าจะได้เห็นอะไรแบบนี้อีกเรื่อยๆนะคะ 
    อย่าเพิ่งดราม่า!!!!! (กรีดร้องล่วงหน้า) 
    แต่หนูเห็นเค้าลางดราม่าแล้วล่ะ เห็นตั้งแต่ยังไม่ได้อ่านซักตอน (เจนสัมผัสได้ค่ะ) 

    ปล. พี่โมเขียนสนุกมาก เลิฟยูวววว >3< 
    #311
    0
  3. #277 Alive4Dream (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2556 / 23:18
    ตอนนี้มีฉากหวานเล็กๆให้คนอ่านได้ฟินนิดๆ

    ตอนแรกนึกว่าจะมีฉากจูบตอนที่เรย์พาอลิซไปนอนซะแล้ว

    แต่ก็นะ ผช มาดนิ่งๆอย่างเรย์จะให้มาหวานมากๆคงไม่ใช่

    ทั้งอลิซและเรย์ต่างก็มีแอบหวั่นไหวกันบ้างแล้ว ฮิ้ววววว



    * ปมอดีตของอลิซ คลายจนเกือบจะหมดแล้ว แต่ที่สงสัยคือ ทำไมต้องทำให้รถคว่ำ

    * สร้อยที่เรย์ให้มันช่วยอลิซยังไงบ้างอ่ะ แต่ละมุนอ่ะ มีห่วงด้วย :)

    * โรซารีน จะทำให้เรื่องวุ่นวายนวายขึ้นแน่ๆ อยากรู้ว่าทำไมโรซารีนต้องเก็บคริสตัลด้วย

    * เชสเตอร์ จะช่วยให้เรื่องมันคลี่คลายขึ้นใช่ไหม
    #277
    0
  4. #225 Eveeva (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 มีนาคม 2556 / 12:44
    นั่นสิ...เพราะอะไร
    (งงต่อไป)
    5555555555555555
    โธ่ ปมมาอีกแว้ว



    แต่เดี๋ยวนะ นั่นอะไร นั่นมันอาร๊ายยยย!!
    เรย์ กรีีดดดดดดดดดดดดดดดดดด
    มีมุมแบบนี้กับเขาด้วยหรือเนี่ย
    อิจฉาอลิซอ่ะ อิจฉา
    จิ๊ ไม่เป็นไร (  -^-) รอโลแกนก็ได้
    ฮ่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา






    ในที่สุดก็ได้เพิ่มมาอีกปม
    แอบฮาอลิซมีพิรุธอ่ะ เช่น คริสตัลสีน้ำเงิน
    โดนแย้งซะงั้นว่าภาพเป็นสีขาวดำ
    555555555555555555555555
    ไปต่อไม่ถูกเลย





    เชสเตอร์มาอีกคนละ
    แอบมองอยู่นะนั่น
    จะเกี่ยวข้องกันรึเปล่า
    รอลุ้นนนนนนนนนนนนนนน
    แต่ที่แน่ๆ รอโลแกนอยู่
    ♥ -///-
    #225
    0
  5. #181 GD จ้า ^^ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2555 / 20:15
    เรย์...ทำไมแกน่ารักขนาดนี้ >///<
    #181
    0
  6. #178 i'm ชีทเค้ก(?)' (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2555 / 18:43
    เรย์ได้โปรดเก็บความรุ้สึกนั่นเอาไว้ซะ TOT
    เค้าปวดใจอะ ! #ไม่ค่อยเกี่วกันนิยายเนอะ 555 สะเทือนใจล้วนๆ

    อิจฉาว้อยยยยย ทำไมต้องอลิซ อลิซ อลิซ โลแกนกับเรย์แมร่งหันเหไปหมด T^T
    แล้วเก๊าละ (กระซิบเบาๆ) #โดนโบกอีกครั้ง

    เฮ้ยยยย สับสนมากกกกกกกกกกกก ใครพระเอก(จะได้เลือกข้างถูก) #อ้าวอินี่
    ใครพระเอก ว้อยยยย กรีาสสสส อ่านแล้วแมร่งติดลม TOT

    มาอัพด่วนๆเบยยยย
    #178
    0
  7. #170 BizcuitO (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2555 / 22:44
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด



    กอดแล้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ



    แอร้ยยยยย นี่สิ ที่รอมาตั้งแต่ตอนแรก กกกกก



    น่ารักที่สุด



    จัดมาเยอะๆ ๕๕๕๕๕



    ปล. ชสเตอร์นายนี่เจ้าหนูจำไมจริง แอบชวนน่าสงสัยนะพ่อหนุ่ม ...แต่ก็ชอบนะตัวเอง ๕๕๕๕
    #170
    0
  8. #167 preaw (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2555 / 13:06
    ขอชมไรเตอร์นะค่ะว่าแต่งได้ดีมาก และอยากจะขอถามไรเตอร์ และช่วยตอบหน่อยนะค่ะว่า ไรเตอร์มีหนังสืออ้างอิงหรืออะไรก็ตามที่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือแม้แต่คำบอกเล่าก็ได้ค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าเลยนะค่ะ และเราอาจเป็นเพื่อนกันได้ ฉันชื่อแพรวค่ะ 18 ปีแล้ว เนื้อเรื่องโคตรชวนให้น่าอ่านมากกกกกกกกกกกกกกกกกก ยิ่งอ่านยิ่งติด ยิ่งอ่นยิ่งหลอนด้วย (อย่าโกรธนะไรเตอร์ เพราะเค้าพูดตามความจริง ที่จริงตัวเองชอบนิยายแนวนี้อยู่แล้ว แต่กลัว) และขอชมในการใช้ภาษาด้วย สุดยอดค่ะ ภาษาไทยจะเจริญเพราะเราใช้ภาษาอย่างถูกต้อง และขอโทษที่เม้นให้แค่อันเดียว เพราะมันติดต้องอ่านต่อค่ะ อัพต่อไปเรื่อยๆๆนะค่ะไรเตอร์ เป็นกำลังใจให้ค่ะ สู้ๆๆๆ
    #167
    0
  9. #166 monobizz (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2555 / 21:30
    ก่อนอื่น...รูปสวยมากอะไรเตอร์
     
    เฮ้ย...น่าสงสารว่ะค่ะ 
    โถ่อลิซเอ้ย...!!
     
    เอ๊ะๆ! นี่มันอะไรกัน =..=
    เรย์จ๋า! นายอยากให้อลิซอยู่ต่อก็บอกไปตรงๆเถอะ
    เป็นห่วงอลิซซะขนาดนั้น อย่ามาอ้อมค้อมเลย!!
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด > < !!
    5555555555
     
    และในที่สุด...! อ๊ากกกกกกกกกกกกก O[]O!!!!
    ในที่สุดมันก็ได้กันสักที กรี๊ดดดดดดดดดดดดด >___
    ยอมกอดเสียโดยดี ไม่งั้นรีดเดอร์คนนี้จะชิ่งนะเว้ย 
    5555555555555 =..=!!?
     
    เอ่อ...บางทีพี่โลแกนกับพี่โรซานี่แบบว่า...อะฮิกอะปิ๊ดอ้ะ (อะไรวะ =..=?)
    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก >////
    ล่ะ...หรือว่า...!!! สองคนนี้คู่กันซะ 
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด >0
    โอ้ยตายๆๆ รีดเดอร์จิ้นและฟินขนาดเลยอะ
    5555555555555555555
     
    ไม่สนว่าพี่โลแกจะใช้อะไรโรซา
    ไม่สนว่าพี่โรซาแกจะทำอะไร
    สนแต่ว่า...ให้สองคนนี้ได้กันเท่านั้น =.,=
    5555555555555555
    (ไหนๆก็พิมพ์ว่าโรซาแล้ว ทำไมไม่พิมพ์เต็มๆว่าโรซารีนเลยวะ)
    # เออนั่นสิ...! ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน = =*
     
    พี่โลๆ แกอย่าเอาคริสตัลมาอ้าง!!
    ชอบเขาก็บอกเขาไปสิ อ๊ายยยยย =///=
    (อินี่คิดไปเองตลอด = =)
     
    คือว่า...นังเรย์ แกช่วยพูดกับพี่ไลก้าให้ดีๆหน่อยได้มั้ย
    'ไง...? คือ...? แล้ว...?' กวนไส้ติ่งจุงเบย เดี๋ยวเจอไลก้าจับจูบอะ!!
     
    เฮ้ยๆๆ นั่นใครมาอีกล่ะฟะ o__O!!?
    ..
    ..
    ..
    ..
    อ๋อ! ที่แท้ก็เจ๊โรซานี่เอง =__=
     
    โอ้โห! อลิซาเบธตัวเบ้อเริ่มเลยแฮะ
    (อะไรของแกวะอิรีดเดอร์ = =*)
     
    เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!
    แล้วมันเรื่องอะไรกันล่ะเนี่ยยยย > < !!
    เรื่องงานแต่งของรีดเดอร์กับโลเรย์อ้ะป่าว
    5555555555555 #โดนโบกซะเถอะ =[]=!!
     
    ปล.โอเคเบย! รอไรเตอร์ได้เสมอฮับบบ ^0^!!!
    #166
    0
  10. #165 monobizz (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2555 / 17:53
    แอ๊กกกกกกกกกก !!!
    จัดมา! จัดมา!! หนูรอ 
    กรี๊ดดดดดดดดดดด > <
    #165
    0