Bloody Day

ตอนที่ 14 : :: Turning point ::

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 718
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 ก.พ. 59

Turning point

 

ราวกับถูกใครสักคนสาดน้ำเย็น ๆ ใส่หน้าชาจนแทบไม่รู้สึกอะไร อลิซมองโลแกนและทรุดนั่งกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงและไม่สามารถพูดได้อีก เธอรู้เพียงอย่างเดียว...เธอจุกกับสิ่งที่เห็น

“ไม่เห็นจำเป็นต้องให้เธอบาดเจ็บ” โลแกนพูดขึ้นขณะที่ใช้สายตาสำรวจรอยช้ำจาง ๆ ตามร่างกายของอลิซ

“หึ ฉันไม่ใช่พวกใจอ่อนกับเหยื่อด้วยสิ อีกอย่างเพื่อความสมจริง มันก็ได้ผลดีไม่ใช่เหรอ” แวมไพร์สาวแก้ต่าง เธอกำลังหย่อนตัวลงบนโซฟาสีขาวและเอาขายาว ๆ พาดกับโต๊ะกลางห้องอย่างสบายใจ

“ถ้ากระดูกของผู้หญิงคนนี้หัก ฉันจะหักตัวเธอเป็นสองท่อนแน่ โรซารีน” น้ำเสียงแฝงความโกรธเคืองเตือนการกระทำของโรซารีนที่ยังคงมีท่าทีสบาย ๆ และยิ้มให้โลแกนอย่างใจเย็น

โรซารีนหนึ่งในสายพันธุ์แวมไพร์ผู้คุ้นเคยกับโลแกนในช่วงศตวรรษที่ผ่านมากำลังส่งยิ้มเหยียดอย่างพออกพอใจ

“แหม เจ็บนิดเจ็บหน่อยจะเป็นไรไป ยังไงซะหล่อนก็เป็นของนายอยู่วันยังค่ำ และเมื่อถึงเวลานั้นหล่อนก็ไม่รู้จักความเจ็บปวดนั่นแล้วล่ะหรือบางทีอาจจะชอบมันด้วยซ้ำ”

 “ทางที่ดีเธอควรเลิกออกความเห็น ก่อนที่เธอจะไม่มีปากไว้พูดจะดีกว่า” ดวงตาคมอันทรงอำนาจจ้องมองคนที่เริ่มรู้ตัวว่าไม่ควรหยอกล้อโลแกนในเวลานี้

“ก็แค่พูดให้ตลกเท่านั้นเอง”

“แต่ฉันไม่ตลก” 

“เออน่า รู้แล้วว่าไม่ตลก ทีนี้จะทำยังไงกับยัยมนุษย์นี่ล่ะ”        โรซารีนลุกขึ้นเดินมาสมทบชายหนุ่ม

“ฉันอยากยืมพลังของเธอหน่อย” โรซารีนกลอกตาอย่างนึกรำคาญเมื่อได้ยินคำขอร้องนั้น และรู้สึกเหมือนกับว่าสิ่งมีชีวิตข้าง ๆ เธอกำลังเสียสติ

“ใช้กับมนุษย์เนี่ยนะ”

“ฉันไม่ได้ให้เธอช่วยฟรี ๆ ฉันรู้ว่าเธออยากได้อะไร” โลแกนล้วงถุงบางอย่างออกมา มันเป็นข้อเสนอที่ยั่วยวน โรซารีนกระตุกยิ้มอย่างพอใจ

“ถ้าได้จริงก็เยี่ยม หวังว่านายคงไม่กลับคำ”

อลิซไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าจะได้ยินประโยคเหล่านี้จากพวกเขาที่ไม่คิดสนใจด้วยซ้ำว่าเธอจะให้ความร่วมมือหรือไม่ เธอแทบอยากลุกขึ้นหนีให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ต้องหยุดความคิดบ้า ๆ นั้นไว้ เพราะโรซารีนกำลังจ้องเธออย่างเอาเรื่อง

“ถ้าคิดตุกติก ฉันกัดเธอไม่เลี้ยงแน่” โรซารีนกระชากแขนอลิซเอาไว้ สายตาที่เกลียดชังราวกับมีเรื่องบาดหมางใจกันมาก่อนจ้องหน้าอย่างกินเลือดกินเนื้อ มือของโรซารีนดูบอบบางแต่กลับทรงพลังบีบข้อมืออลิซไว้แน่น ใช้มืออีกข้างคว้าขวดเหล้าที่กลิ้งอยู่บนพื้นทุบมันจนแตกและเกิดรอยหยักแหลมคมอยู่ในมือ

ไม่ทันที่อลิซจะได้ขยับหนี โรซารีนก็ใช้แก้วเฉือนฝ่ามือของเธอให้เลือดหลั่งไหล ใบหน้าเด็กสาวบิดเบี้ยวและร้องครางอย่างเจ็บปวด 

หยดเลือดหลั่งไหลออกจากบาดแผล หยดแหมะบนพื้นห้องจนเป็นวงใหญ่ กลิ่นคาวแสนทรมานใจเย้ายวนจนโลแกนต้องรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ยอมรับว่ากลิ่นของมันกำลังทำให้เขาเริ่มกระหายเลือด

“เลือดแม่นี่มีผลกับนายผิดปกตินะ แต่มันไม่มีผลกับฉันซักนิด” ดวงตาคมหันไปมองโลแกนที่ขยับถอยหนี

“รีบจัดการให้เสร็จเถอะ” โรซารีนถอนหายใจไล่ความรำคาญ จากนั้นจึงใช้ฝ่ามือของตัวเองแตะไปยังเลือดและหลับตาลง

 

ภาพต่าง ๆ ก่อตัวขึ้นในหัวอย่างรวดเร็ว จากเลือนรางกลายเป็นชัดเจน โรซารีนพบหญิงสาวในชุดโบราณสวมสร้อยคอคริสตัลสีน้ำเงิน กำลังยิ้มด้วยรอยยิ้มสดใส แต่ภาพเหล่านั้นก็จางลงไปกลายเป็นว่าหญิงคนนั้นทรุดนั่งลงกับพื้นเปียก ๆ พร้อมเสียงกรีดร้องปานขาดใจ เปลือกตาของโรซารีนลืมขึ้นทันที

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่ายัยผู้หญิงในอดีตคนนั้นเป็นใคร แต่หล่อนเป็นคนทำให้ยัยนี่ผิดปกติแน่” โรซารีนสะบัดมือออกจากเลือดของอลิซก่อนใช้ฝ่ามือเช็ดเข้ากับเสื้อผ้าของแมคที่เกลื่อนเต็มห้องอย่างนึกรังเกียจ

“ยังไง” โลแกนต้องการรายละเอียดมากกว่านั้น

“มันเป็นภาพเก่าที่ไม่ใช่ความทรงจำของยัยเด็กนี่เลย มันเหมือนกับว่าผู้หญิงคนนั้นตั้งใจทิ้งปริศนาให้ใครสักคนสังเกตเห็นและตามเรื่องราวต่อ ฉันไม่ได้หมายถึงมนุษย์แต่หมายถึงพวกเรา”

“เธอเคยเห็นผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า”

“ไม่ ฉันไม่เคยเห็น” โรซารีนส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะตั้งคำถามอย่างสงสัย

 “จริง ๆ พลังของนายก็ทำได้ ไอ้เรื่องล้วงความทรงจำอะไรพวกนั้น แล้วทำไมต้องให้ฉันช่วยด้วย”

“ถ้ามันใช้ได้ดี ฉันคงไม่เรียกเธอมา” โลแกนตอบนั่นทำให้        โรซารีนนิ่งเงียบก่อนเอ่ยปากขึ้นมาอย่างหวั่นใจ

“นายควรฆ่ายัยนี่ทิ้งซะ ความรู้สึกของฉันบอกได้ว่ายัยนี่ต้องเอาเรื่องยุ่งยากมาให้นายในไม่ช้า และมันอาจจะร้ายแรงกว่านั้นถ้าเกิดมันทำให้เราทั้งหมดเดือดร้อน” สีหน้าจริงจังของโรซารีนทำให้คนฟังอย่าง อลิซหน้าเจื่อนไม่แพ้กัน 

“พะ พวกคุณหมายถึงอะไร!

“ก็หมายถึงหล่อนคือตัวปัญหานะสิ ทำไมไม่รู้จักเกิดเป็นพวกเราหรือเกิดเป็นมนุษย์ธรรมดา ๆ ล่ะยัยโง่!

“เธอไปได้แล้ว” โลแกนแทรกขึ้นทำเอาโรซารีนหัวเสีย เธอยังค้างคากับการด่าทอแต่กลับต้องยั้งปากเอาไว้

“ถ้าเกิดอะไรขึ้นฉันจะไม่ช่วยนายอีกแน่เพราะงั้นตามสัญญา เอามันมาให้ฉัน” โลแกนยื่นถุงกำมะหยีสีดำเล็ก ๆ ให้โรซารีน หญิงสาวล้วงขึ้นมาและยิ้มให้กับเม็ดคริสตัลสีขาวทอประกายวิบวับจับตา

“จริงสิ...พอเห็นคริสตัลนี่ขึ้นมา ในนิมิตมันก็มีนะ”

“คริสตัล?”

“ใช่ มันเป็นสีน้ำเงิน ไม่เคยเห็นของพรรค์นั้นมาก่อน” พูดจบ    โรซารีนก็แยกตัวออกจากโลแกน ก่อนเธอจะก้มลงจุมพิตร่างนิ่งงันของแมค และไม่ลืมส่งสายตาพิฆาตใส่อลิซเมื่อเธอกำลังออกจากประตูบ้าน

“อ่อ ฉันอยากเตือนไว้นะโลแกน การจับจองมนุษย์อย่างเด็กนั่น มันแย่ยิ่งกว่านายเลือกมนุษย์หมาป่าเสียอีก” แต่ไม่ทันที่โรซารีนจะเดินออกจากบ้านก็มีบางอย่างพุ่งทะลุเข้าร่างจนเธอล้มตึง ร่างกายที่เคยนวลเนียนกลับแห้งเหี่ยวกลายเป็นสีเทาในฉับพลัน อลิซจ้องไปยังร่างนั้นอย่างตกตะลึง

 “ออกห่างจากยัยนั่นซะ!” เรย์โผล่พ้นประตูพร้อมถือหน้าไม้เตรียมจ่อยิงโลแกนที่ไม่คิดถอยหนี แต่เขากลับพุ่งกระโจนใส่และพาเรย์กระเด็นออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว

ร่างทั้งสองถูกครูดไปกับพื้นหญ้าหน้าบ้าน เรย์พยายามใช้หน้าไม้เล็งเข้าไปที่ร่างของโลแกนอีกครั้ง แต่ร่างนั้นปัดป้องได้ทันควันและมันก็กระเด็นหลุดจากมือทันที

 

เสียงคำรามน่ากลัวดังออกมา คมเขี้ยวแหลมกำลังจู่โจมเรย์ อย่างไม่ลดละ แต่เขาไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นง่ายนัก เรย์ถีบร่างนั้นให้กระเด็นออกก่อนควานหาหน้าไม้ที่ทำตกอีกครั้ง

“คิดว่าเด็กอย่างแกจะทำอะไรฉันได้” โลแกนลุกขึ้นพุ่งไปยังร่างที่เกือบคว้าหน้าไม้ได้สำเร็จ เขากระชากร่างเด็กหนุ่มและโยนใส่ต้นไม้ใหญ่และเพียงพริบตาเดียวโลแกนก็เข้าถึงตัวเรย์

“ฉันไม่คิดฆ่าแกก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ แต่เมื่อไอ้เด็กหนุ่มตระกูลเว็กซ์ฟอร์ดทำให้ฉันเสียเวลา ฉันก็คงปล่อยแกไปไม่ได้”

“หึ! อย่างน้อยก็ทำให้แกเสียเวลาได้ล่ะนะ” เรย์แสยะยิ้ม ความอวดดีเชิญชวนโลแกนให้ยิ้มตอบเช่นกัน

“ถ้าต้องการแบบนั้นก็ไปอยู่ที่ที่แกชอบซะ!

 

ฟึบ! ไม้ปลายแหลมพุ่งเฉือนแขนของโลแกนทันที เขาหยุดชะงักและหันกลับไปยังคนที่ถือหน้าไม้จ่อเขาด้วยอาการสั่นเทา

“ปะ ปล่อยเรย์ซะ ไม่งั้นฉันยิงนายแน่” คนที่ยืนมองกลับหัวเราะอย่างนึกขำในคำขู่ของเด็กสาว

“หึ! คิดว่าไม้นั่นมันจะพุ่งเสียบหัวใจผมง่าย ๆ เหรอ” เด็กสาวพยายามควบคุมสติ ทำใจดีสู้เสือยกมันขึ้นขู่อีกครั้ง

“อย่างน้อย...มันก็โดนแขนของนายแล้ว” ดวงตาของอลิซมุ่งมั่น สร้างความขบขันให้โลแกนเข้าไปอีก

“ลองดูอีกที ผมยินดี” ปากบางขบกัดแน่น นิ้วที่เหนี่ยวไกกำลังรอให้สมองของเธอสั่งการ

 

แต่ร่างที่เคยจับเรย์เอาไว้ก็ปล่อยเด็กหนุ่มให้ร่วงลงพื้น และปรากฏตัวต่อหน้าอลิซทันที

“แวมไพร์เร็วและเหนือกว่ามนุษย์อย่างเธอมากอลิซ นั่นคือความจริง” โลแกนคว้าหน้าไม้ ฟาดมันลงพื้นจนแตกกระจายไม่เหลือชิ้นดี มืออีกข้างโอบกอดร่างที่กำลังดิ้นจากอ้อมกอดนั้นอย่างสุดกำลัง

“นับวันผมก็ยิ่งชอบคุณ แม้คุณจะสร้างรอยแผลให้ผมอยู่เสมอก็เถอะ” รอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้าแต่ดวงตาของโลแกนเศร้ายิ่งกว่าที่เคย

“ผมจะให้โอกาสอีกสักครั้ง กลับไปคิดให้ดีในสิ่งที่เห็นและได้ยินมาทั้งหมด” โลแกนกระซิบข้างใบหูเพื่อเตือนเป็นครั้งสุดท้าย

“ถ้าเลือกอยู่กับผม...ขอสาบานไว้ตรงนี้ ว่าผมจะปกป้องคุณไปตลอดกาล แต่ถ้าไม่ ผมคงต้องฆ่าคุณในไม่ช้านี้”

 

คำพูดสุดท้ายหายไปพร้อมกับร่างนั้น อลิซทรุดนั่งลงกับพื้นทันที เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรหรือต้องคิดอะไร และจู่ ๆ น้ำตาก็พลันไหลออกมา สิ่งนี้ตอบได้ดีว่าเธอกำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างที่สุด

“เป็นอะไรหรือเปล่า” น้ำเสียงแหบพร่าถามคนที่นั่งแหมะอยู่กับหญ้าอันเยียบเย็น เธอไม่ตอบคำถามหรือบางทีอาจไม่มีแรงตอบ จนเรย์ต้องคุกเข่าและจับไหล่ทั้งสองข้างของเธอและบีบมันเบา ๆ

“ทุกอย่างมีทางแก้ ฉันเคยบอกเธอว่าจะช่วย เพราะงั้นตั้งสติแล้วทำสิ่งที่ควรทำก่อนดีกว่า” ไม่มีคำพูดใดให้หวานซึ้งชวนฝันแต่มันกลับทำให้อลิซรู้สึกตัวและลุกขึ้นยืน

“ระ เราจะจัดการกับร่างนั้นยังไง” อลิซมองร่างที่ล้มแน่นิ่งขวางประตูบ้านด้วยดวงตาสั่นเทา

“ตอนนี้ต้องพาแมคกลับไปที่โรงพยาบาล ส่วนร่างนี้ฉันจะกลับมาจัดการทีหลัง” เรย์เดินผ่านอลิซเข้าไปในบ้านโดยไม่พูดอะไรออกมาอีก ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาถูกเช็ดออกด้วยมือของเธอเองก่อนสูดลมหายใจเข้าปอดให้เต็มที่และทำสิ่งที่ควรทำ

 

ในเวลาเที่ยงคืนโดยประมาณ ร่างของแมคถูกพามายังห้องเดิมโดยไม่มีใครสังเกตเห็น เพราะคนทั้งสามลัดเลาะมาเรื่อย ๆ ทางด้านหลังตึกและใช้หน้าต่างพาร่างของแมคเข้าไป ซึ่งโชคดีมากที่ห้องของแมคอยู่ชั้นล่างของโรงพยาบาลพอดิบพอดี เรย์จึงไม่ต้องเสียแรงปีนขึ้นตึกอวดกายกรรมให้ใครเห็น

“ห้องเละขนาดนี้ ทำไมพยาบาลไม่คิดเอะใจเลยสักนิด” เรย์มองดูห้องที่เหมือนระเบิดลงอย่างไม่เชื่อสายตา หลังจากที่วนกลับไปยังห้องโถงโรงพยาบาลและใช้ความสามารถพิเศษในการนำอุปกรณ์    ปฐมพยาบาลมาฝากอลิซที่เริ่มต้นล้างบาดแผลให้แมค

“นั่นสิ...ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน ทำไมคนข้างนอกถึงไม่ได้ยินเสียงนั่น” อลิซค่อย ๆ เช็ดคราบเลือดที่ติดตามซอกคอของแมคออก เธอมองเสื้อที่เลอะคราบเลือดนั้นพลางถอนหายใจ

“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเอาเสื้อใหม่ในตู้นั่นมาเปลี่ยน ส่วนตัวเดิมก็เอาไปเผาพร้อมกับร่างเน่า ๆ ของมัน”

“อือ” เมื่อจัดการเสร็จ อลิซก็ลุกขึ้นและปล่อยให้เรย์จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับแมค โดยที่เธอหันหลังเก็บข้าวของอื่นอย่างเงียบสงบ

“เรียบร้อยแล้ว” หลังจากเงียบกันสักพักเรย์ก็พูดขึ้นในขณะที่ อลิซยังคงจัดการกับพื้นห้อง

“อือ”

“เธอพูดได้แค่คำว่า อือ เนี่ยนะ” เรย์มองพฤติกรรมแปลก ๆ   ของอลิซอย่างแปลกใจ

“อือ ฉันไม่รู้จะพูดอะไรนี่” เรย์จ้องหน้าเด็กสาวที่หมดอาลัยตายอยาก

“งั้นฉันพูดแทนเธอแล้วกัน เลือดที่ฝ่ามือนั่นยังไม่หยุดไหล เธอไม่คิดว่ามันเจ็บเหรอ” คำพูดนั้นสะกิดให้เธอก้มมอง แต่อลิซก็ยังคงนิ่งเฉย เรย์ถอนหายใจและคว้ามือนั้นลากไปยังกล่องปฐมพยาบาล

“ฉันทำเองได้” อลิซมองคนที่เริ่มหยิบสำลีและเทน้ำเกลือลงในถาด

“ฉันว่าเธอเงียบก็ดีนะ มันสงบพิลึก งั้นก็เงียบต่อไปเถอะ” เรย์ยังคงก้มหน้าก้มตาเตรียมเครื่องปฐมพยายามต่อ

เธอไม่คิดที่จะโต้เถียงกับเขาอีก เรื่องที่เกิดขึ้นมันก็พอแล้วที่เธอควรหยุดนิ่งและสงบปากสงบคำ อลิซโง่ที่คิดเข้าข้างตัวเองว่าฉลาด สามารถจัดการกับปัญหาแสนสาหัสนี้ได้คนเดียว เรย์ถูกหมดทุกอย่าง ทั้งคำเตือนและคำด่าทอที่เขาพยายามทำให้สิ่งเหล่านั้นซึมเข้าสมองของเธอ

 

เรย์ค่อย ๆ พันผ้าพันแผลอย่างเบามือและผูกมันให้แน่น ก่อนตรวจดูความเรียบร้อยอีกหน่อยและปล่อยมืออลิซให้เป็นอิสระ 

“ทีนี้ฉันควรจะไปจัดการกับร่างนั่นให้เสร็จ” เรย์วางอุปกรณ์ทำแผลลงและหยิบเสื้อผ้าเก่าของแมคติดมือมาด้วย พลางเดินไปยังหน้าต่างและจัดการส่วนที่เหลือให้เสร็จ

“ฉันไปด้วยได้ไหม” เสียงของเด็กสาวดังพอให้เขาหันกลับมา “คิดว่าถ้าอยู่ตรงนี้...จะมีคนสงสัยน่ะ” มันเป็นข้ออ้าง แต่เขาก็เข้าใจและยอมให้เธอมากับเขา

“มาสิ” เขาตอบก่อนจะปีนหน้าต่างออกไปและรอคอยอีกคนให้ตามมา

 

แต่เมื่อคนทั้งคู่กลับเข้าไปยังบ้านแมค ก็พบว่าร่างที่เคยซ่อนเอาไว้อันตรธานหายไป

“หมายความว่าไง” อลิซถามคนข้าง ๆ อย่างไม่เข้าใจ ทั้ง ๆ ที่เธอก็รู้อยู่เต็มอก

“มันเอาศพนั่นไปด้วยหรือไม่ยัยบ้าที่เคยนอนอยู่ก็มีความสามารถพิเศษในการฟื้นคืนชีพ” เรย์ตอบพลางถอนหายใจไล่ความอึดอัด

“เราจะทำยังไงต่อไป” อลิซตั้งคำถามและยังคงจ้องมองพื้นว่างเปล่าไม่เลิก

“กลับ กลับไปนอนและวางแผนกันใหม่พรุ่งนี้” เรย์ตอบก่อนเดินหันหลังออกไป

 

“ถ้าฉันตาย...มันจะไม่มีใครเดือดร้อนอีกใช่ไหม” คำถามที่โพล่งขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดทำให้อีกคนชักสีหน้าเดือดใส่คนสิ้นคิด

“ถ้าเธอไม่คิดว่าตัวเองมีคนข้างหลังให้ห่วง นั่นฉันก็ไม่ว่าแต่การทำตัวเป็นฮีโร่ยอมเสียสละตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องแล้วล่ะก็ ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องโง่เง่ามากและโคตรสิ้นคิด” คนที่รู้สึกเหนื่อยกับเรื่องทั้งหมดเบือนหน้าหนีอย่างทนไม่ได้ เธอยอมรับว่าเธออยากร้องไห้อีกครั้งแต่ต้องไม่ใช่ต่อหน้าคนอย่างเรย์

“ทำไม! กลัวแม้กระทั่งจะแสดงความอ่อนแอให้ฉันเห็นหรือไง ทั้ง ๆ ที่เธอก็ทำแบบนั้นมาตลอด”

“หยุด พอสักที!” อลิซเดินชนไหล่เรย์อย่างจังแต่ก็ถูกเขากระชากกลับ

“อย่าคิดหนีปัญหาแบบนั้นเด็ดขาด” ใบหน้าเดือดดาลมองเข้าไปยังนัยน์ตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำใส ๆ

“ฉันไม่อยากให้ใครเดือดร้อนอีกต่างหาก ฉันกลัวว่าจะต้องเสียใครสักคนไปอีก ในเมื่อฉันรู้ ฉันก็ควรแก้ปัญหาไม่ใช่เหรอ”

“แต่การตายไม่ใช่ทางออก นั่นไม่ใช่ นั่นเรียกว่าหนีปัญหา”

“ฉัน...”

“ฉันรู้ว่ามันยากที่จะรับได้ แต่เธอต้องอยู่ เรายังไม่รู้อะไรอีกหลายอย่าง อย่าเพิ่งรีบตัดสินว่าเธอตายแล้วมันจะเป็นทางรอดสำหรับทุกคน” เขามองคนที่หมดอาลัยตายอยากและถอนหายใจอีกครั้ง

“กลับเถอะ เธอจะยืนอยู่แบบนี้ไปตลอดทั้งคืนไม่ได้หรอก” เรย์คลายแรงที่แขนออกและขยับฝ่ามือนั้นสวมกับฝ่ามือของอีกคนอย่างเบามือ เขาออกแรงดึงเล็กน้อยร่างนั้นก็ขยับเดินตามเขาไปอย่างช้า ๆ

เสียงน้ำไหลจากฝักบัวเป็นสิ่งเดียวที่อลิซได้ยินหลังจากห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด แสงไฟสีส้มจาง ๆ จากโคมไฟส่องให้เห็นบรรยากาศรอบ ๆ ห้องที่เธอเคยเห็นแล้วให้ชัดเจนขึ้น ห้องนี้ก็ไม่ต่างจากห้องนอนทั่วไป มีเตียงนอนหนึ่งหลัง โต๊ะหนังสือ ตู้เสื้อผ้า กรอบรูปงานศิลปะขนาดใหญ่อีกสองชิ้นที่เป็นผลงานของใครสักคน คลับคล้ายคลับคลาว่ามันคงเป็นภาพทิวทัศน์ของเมืองแห่งหนึ่งที่ไม่สามารถเจาะจงได้ว่ามันคือที่ไหน เว้นเสียแต่ว่าเธอจะลุกขึ้นไปมองมันแต่นั่นไม่ใช่ทางเลือก เธอแค่ต้องการมองดูรายละเอียดของห้องแก้อาการนอนไม่หลับก็เท่านั้น

“ไม่หลับเหรอ” เรย์มาพร้อมเสื้อผ้าครบชุดหลังจากอาบน้ำเสร็จร้องถามเธอที่เอาแต่มองไปรอบ ๆ ห้อง

“กำลังจะ” เธอตอบก่อนหลับตาและดึงผ้าห่มปิดหน้าตัวเอง แต่เรย์ฉลาดกว่าที่รู้ว่าเธอไม่ได้อยากนอนจริง ๆ

“ถ้าไม่ง่วงก็ลุกขึ้นมา” เธอจำใจลุกขึ้นและหันมองผู้ชายที่นั่งลงข้าง ๆ ด้วยสีหน้าราบเรียบ

“มีอะไรอยากถามก็ถามมา” เรย์เหมือนรู้ใจว่าเธอมีคำถามมากมายที่อยากรู้ อลิซพยายามเลือกคำถามที่สำคัญที่สุดและถามออกไป

“ฉันต้องอยู่ที่บ้านหลังนี้อีกนานเท่าไหร่” นั่นเป็นคำถามที่เธออยากได้คำตอบมากที่สุด เพราะตั้งแต่ที่เธอกลับมาถึงบ้าน เรย์ก็สั่งให้เธอย้ายมานอนที่บ้านนี้แทน นั่นก็น่าแปลกใจอยู่แล้วที่จู่ ๆ เรย์ก็พูดแบบนั้น แถมลากเธอเข้าบ้านพร้อมกับยัดผ้าขนหนูดันเธอให้ขึ้นมาอาบน้ำ ตามด้วยสั่งให้เธอนอนลงที่เตียงและห้ามเธอก้าวออกจากบ้านหลังนี้เด็ดขาด ถ้าไม่เช่นนั้นเขาจะลากเธอกลับมานอนที่ห้องนี้อยู่ดี

“จนกว่าบ้านหลังนั้นจะปลอดภัย” เขาตอบเรียบ ๆ จนเธอต้องถามต่อ

“แล้วจะรู้ได้ไงว่ามันปลอดภัยตอนไหน” เรย์ถอนหายใจอีกครั้ง เขารู้สึกว่าทั้งวันเขาชอบถอนหายใจเสียเหลือเกิน

“ตอนที่บ้านหลังนั้นเปลี่ยนเจ้าของ” อลิซขมวดคิ้วแน่น

“ฉันกำลังพูดเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่ การเปลี่ยนชื่อเจ้าของบ้านให้อีกคนเป็นเจ้าของแทน มันช่วยให้สิทธิ์การเข้าออกอาณาเขตบ้านกลับคืนมา”

“ฉันจะไปมีสิทธิ์บอกให้น้าเจน่าเปลี่ยนชื่อเจ้าของบ้านได้ยังไงกันล่ะ”

“แต่เธอต้องทำ”

“แล้วข้ออ้างล่ะ”

“เธอต้องคิดเองสิ ฉันช่วยเธอได้ก็ไม่ได้แปลว่าเธอจะไม่คิดทำอะไรเลย” อลิซกัดปากตัวเองอย่างหงุดหงิดเมื่อได้ยินคำตอบ เรย์ก็ยังเป็นเรย์อยู่วันยังค่ำ

“ถ้ายังคิดไม่ออกก็ต้องอยู่ที่นี่จนกว่าจะคิดออก” เรย์ตอบก่อนลุกขึ้นเอาผ้าขนหนูพาดกับเก้าอี้หลังจากเช็ดผมสีดำสนิทของตัวเองจนแห้ง 

“งั้นนายก็ต้องนอนพื้นเย็น ๆ ทุกคืนน่ะสิ นายจะเสียสละขนาดนั้นเลยหรือไง” อลิซถามคนที่กำลังเดินเข้ามา

“ใครบอกว่าฉันจะเสียสละขนาดนั้น” อลิซอ้าปากค้างเมื่อเห็นอีกฝ่ายทิ้งตัวลงนอนข้าง ๆ

“จะทำอะไร!

“ก็เห็นอยู่ว่ากำลังนอน” เรย์หลับตาพริ้มและหันหลังให้ทันที อลิซจึงต้องระเห็จตัวเองลงมาบนพื้นเย็น ๆ กับหมอนหนึ่งใบ ถึงแม้พื้นนั้นจะมีพรมปูอยู่แต่มันไม่ได้ช่วยให้เธออุ่นขึ้น และไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพราะถ้าเธอกลัวว่าจะนอนแข็งตายเธอคงไม่เลือกลงมานอนตรงพื้นนี้แน่ อีกอย่างเธอมีศักดิ์ศรีพอที่จะไม่ทำตามใจตัวเองให้ต้องอับอายไปอีกหน

“ปิดไฟด้วย มันแยงตาฉัน” เรย์ไม่ใส่ใจการกระทำของเธอสักนิด นั่นย้ำให้รู้ว่าเขาไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตา ถ้าเปรียบได้ก็คงเป็นอากาศที่ลอยไปมาไร้ตัวตนอย่างไรอย่างนั้น เธอจึงเพียงกระตุกโคมไฟให้ดับลงและกลับมาหนุนหัวกับหมอน ขดตัวให้ตัวเองอุ่นอย่างขุ่นเคืองใจ

“อ่อ อีกอย่างพรุ่งนี้ก็รีบตื่นไปทำตัวเนียนให้น้าเธอเห็นด้วยล่ะ ฉันแค่โทรบอกน้าของเธอว่าเธอนั่งปั่นงานอยู่ที่นี่อาจจะกลับดึก”  

“เอ่อ!  รู้แล้วน่า นอนไปเถอะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวและพยายามข่มตานอนให้หลับ หวังเป็นอย่างยิ่งกว่าคนบนเตียงจะเลิกกวนประสาทและปล่อยให้เธอหลับเสียที

 

แต่ทุกอย่างก็เงียบสงัด อลิซหลับลึกไปนานกระทั่งได้ยินเสียงเสียงกุกกักบางอย่างดังต่อเนื่องจนต้องเธอลุกขึ้นอย่างงัวเงีย อลิซหัน มองเรย์ที่ยังคงหลับสนิท เธอคิดว่าคนที่ทำเสียงน่ารำคาญคือเขาแต่ก็ไม่ใช่ เสียงนั้นยังคงดังต่อไปจนเธออดไม่ได้จึงต้องลุกขึ้นไปสำรวจ

 

ข้างล่างมีเพียงความมืดและความเงียบเท่านั้นที่รออยู่ เธอตื่นเต็มตาเสียแล้วเมื่อรับรู้ได้ถึงความหวาดกลัวที่เริ่มย่างกรายเข้ามา อลิซ กลืนน้ำลายลงคอก่อนตัดสินใจเดินลงจากชั้นสองอย่างช้า ๆ และเสียงนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะเบาไปเลย

 

ห้องนั่งเล่นที่ปราศจากผู้คน ห้องครัวที่ปราศจากเสียง ไร้วี่แววว่าสิ่งที่ได้ยินเกิดขึ้นในบริเวณนี้ อลิซถอนหายใจโล่งและเธอกำลังตัดสินใจกลับขึ้นห้อง

“อลิซ อลิซ..” แต่มีใครบางคนกลับร้องเรียกเธออีกครั้ง เสียงที่ว่าดังมาจากนอกบ้าน...ชัดขึ้นและชัดขึ้น...

เธอกำลังชั่งใจว่าควรจะวิ่งขึ้นห้องได้แล้วหรือไม่ หากแต่น้ำเสียงที่ดูคุ้นหูทำให้เธอเลือกที่จะไม่ถอยหนี

“นี่แม่เองอลิซ...เปิดประตูให้แม่หน่อยได้ไหม” น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นพาลให้น้ำตาของเธอไหล อลิซกำลังหวาดหวั่นในใจว่านั่นคือแม่ของเธอจริงหรือ

“แม่จะไม่ทำร้ายลูกหรอก และได้โปรดให้แม่เห็นหน้าอลิซสักครั้งได้ไหม” คำอ้อนวอนนั้นส่งผลให้เด็กสาวตัดสินใจเปิดประตูบ้าน เธอรู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในเวลานี้เลย แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งอารมณ์โหยหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยนับตั้งแต่วันที่เสียแม่ไป

ประตูบานนั้นเปิดออก เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวแสนสวย ดวงตาสีเข้มเหมือนอลิซไม่มีผิด สีผมก็เช่นกัน และรอยยิ้มโอบอ้อมอารีนั้นก็ทำให้เธอเห็นภาพวันเก่า ๆ ย้อนคืนกลับมาทีละนิดทีละนิด...

“นั่นแม่จริง ๆ ใช่ไหม!” หญิงที่ยืนอยู่หลังประตูยิ้มอย่างอ่อนโยนและพยักหน้า

“ฮึก...ทำไมหนูถึงคิดถึงแม่แบบนี้” เมื่อเห็นใบหน้านั้น เด็กสาวก็ไม่อาจหยุดน้ำตาของตัวเองได้ ความกลัวมลายหายไปสิ้นเหลือแต่ความคิดถึงจนแทบขาดใจ

“พลังของมันกำลังเสื่อมสลาย...” น้ำเสียงบางเบาลอยล่องออกจากปากของผู้เป็นแม่

“พลัง?” แม่ของเธอพยักหน้า

“มันช่วยให้ลูกลืมทุกอย่างในเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่ตอนนี้มันไม่สามารถปกป้องลูกได้อีกต่อไป”

“มันเกิดอะไรเหรอคะ แม่ได้โปรดบอกหนูที หนูไม่รู้อะไรทั้งนั้น มันทำให้หนูกำลังแย่” เสียงสะอื้นกำลังอ้อนวอนเธอที่มีสีหน้าเจ็บปวดไม่แพ้กัน

“แม่ขอโทษจริง ๆ แม่ขอโทษ”

“แม่ไม่ผิดอะไรเลย ได้โปรดอย่าโทษตัวเอง”

“แม่ทำพลาดครั้งยิ่งใหญ่ แม่ไม่ดีเอง แม่ปล่อยให้หนูพบกับอันตราย” น้ำเสียงสะอื้นพร่ำโทษตัวเองไม่หยุด

“แม่ แม่บอกหนูที” หญิงตรงหน้าร้องไห้อย่างหนักและหนักขึ้นเรื่อย ๆ  ร่างของเธอกำลังจางหาย น้ำเสียงของเธอก็เบาลงเสียจนเป็นเสียงกระซิบของสายลม

“อลิซ...ถึงอย่างไร ลูกก็ยังเป็นลูกของแม่เสมอ” ภาพวันคืนเก่า ๆ ย้อนกลับมาเหมือนกำแพงที่ไม่สามารถกักกั้นความทรงจำที่อัดแน่นอยู่เบื้องหลังได้อีกต่อไป มันพังทลายลงพร้อมสาดซัดเข้าร่างของเด็กสาว ทั้งเสียงหัวเราะ ความสุข รอยยิ้ม และความทรงจำที่หายไป...

 

เธอสะดุ้งตัวขึ้นและพบว่าตัวเองยังอยู่ที่ห้องของเรย์ แต่คราบน้ำตาและความรู้สึกเจ็บปวดยังระอุอยู่ในอกจนอลิซอยากดึงความรู้สึกนั้นออกจากร่างกายไปเสีย เธอฝันเห็นแม่ แม่ของเธอที่กำลังร้องไห้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเธอคิดถึงแม่มาก มากเสียจนไม่อยากจะอยู่เฉยได้อีกต่อไป

“เธอจะไปไหน” เรย์ที่ตื่นก่อนแล้วมองสีหน้าของอลิซที่เศร้าเกินบรรยายที่เร่งรีบลงจากบันได

“ฉันจะกลับบ้าน” แต่เรย์คว้าแขนเธอได้ทันก่อนเธอจะพ้นจากประตู

“เดี๋ยว! แล้วร้องไห้ทำไม”

“แค่ฝัน”

“ฝันอะไร” อลิซเช็ดน้ำตาที่มันยังคงไหล เธอหยุดหายใจและตอบคำถาม

“ตลอดมานี่ฉันไม่เคยฝันถึงแม่ ไม่เคยคิดถึงท่านเลยด้วยซ้ำ แต่วันนี้เธอยืนอยู่ตรงนั้น หน้าบ้านของนายแล้วบอกว่าพลังของมันทำให้ฉันจำอะไรไม่ได้”

“หมายความว่ายังไง พลังอะไร”

“ฉันเคยความจำเสื่อมและรู้ว่ามันเกิดจากอะไร แวมไพร์ มันคือแวมไพร์! ฉันเคยถูกแวมไพร์กัดที่นี่ ตรงแผลเป็น ตรงนี้!” อลิซยกข้อมือด้านขวาขึ้น สีหน้าของเรย์เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

“ครอบครัวฉันถูกแวมไพร์ฆ่าตาย มันทำให้อุบัติเหตุนั่นเกิดขึ้น!” ดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำใส ๆ แฝงไปด้วยแรงอาฆาตที่เรย์ไม่เคยเห็นมันมาก่อน 

อลิซจำได้ทุกอย่าง...จำได้แม้กระทั่ง เสียงเหล็กกล้าที่บดขยี้เข้ากับถนน เสียงร้องของแม่ เสียงของพ่อ และกลิ่นคาวเลือดที่ไหลออกจากปากตอนที่เธอกำลังจะตาย...

“แต่สิ่งที่ฉันสงสัย...แทนที่ฉันจะตายไปพร้อมกับครอบครัว แต่ทำไม ทำไมมันต้องปล่อยให้ฉันมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ด้วย!

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

428 ความคิดเห็น

  1. #408 Suthira Phengphet (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 เมษายน 2558 / 20:58
    ฟินอลิซกับเรย -.,-
    #408
    1
    • #408-1 wondermomo(จากตอนที่ 14)
      29 เมษายน 2558 / 16:47
      กลับมาฟินต่อนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่า ตอน 29 อัพแล้วนะคะ
      #408-1
  2. #387 เจนจิบิ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 เมษายน 2558 / 13:22
    มาอีกแล้วสินะความลับต่างๆ พลัง? ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครนะ?

    แล้วทำไมถึงช่วยอลิซล่ะ? ฮืออออออ

    โอ๊ยยยยสงสัยจัง-0-

    #387
    0
  3. #322 °My_Dear° (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 / 21:16
    ชอบเรย์ ฮ่าาๆ ยังไงเรย์ก็ต้องเป็นพระเอกนะ
    ไม่ยอมๆ
    #322
    0
  4. #309 Daren L. (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 มกราคม 2557 / 15:43
    เฮ้ยยยยย ตอนนี้อยากรู้ว่าอลิซเป็นอะไรกันแน่ เกิดอะไรขึ้นในอดีตอันขมขื่นของเธอ!!!
    อ่านตอนนี้แล้วชอบเรย์มาก เท่หาคำบรรยายยาก สถานการณ์อย่างนี้ยิ่งทำให้เลือกไม่ถูกว่าจะเชียร์ใคร 
    เหมือนยิ้งอ่านยิ่งชอบโลแกนน้อยลงและเอนเอียงไปทางเรย์ขึ้นมาซะอย่างงั้น 

    ทางที่ดีอยากให้ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย โลแกนยกอลิซให้เรย์แล้วมาซบอกหนูมา!
    เป็นตอนที่ตื่นเต้น ระทึกนิดหน่อย และปวดตับเพราะคำพูดเสี่ยวๆของโลแกน 555
    #309
    0
  5. #276 Alive4Dream (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2556 / 22:02
    นึกว่าเรย์จะมาช่วยไม่ทันซะแล้ว รอดไปคราวนี้

    แต่อลิซก็กล้ามากอ่ะที่ยิงโลแกน เท่ห์มากๆ

    เหมือนโลแกนจะชอบอลิซเข้าอย่างจังอ่ะ  ทำไมเรย์ไม่มีอารมณ์แบบนั้นบ้าง

    เริ่มชอบอลิซขึ้นมานิดนึง ตรงที่นางเริ่มรู้ตัวเองขึ้นมาบ้าง

    ทำตััวดีขึ้นมาบ้าง แต่ดันมาเสียตอนที่ลงมาจากชั้นบนตอนได้เสียงแปลกๆ

    ดีนะที่เป็นแค่ในฝัน ไม่งั้นแอบกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น

    ถึงจะเข้าใจว่าคิดถึงแม่ แต่ก่อนจะลงมา น่าจะเรียกเรย์ก่อนไหม



    เหมือนความจริงค่อยๆคลายออกมาทีละนิด เรย์น่าจะรู้อะไรเพิ่มหลังจากเห็นแผลเป็นของอลิซ

    อลิซก็รู้เรื่องอดีตของตัวเอง แล้วจากนี้อลิซจะทำยังไงต่อ
    #276
    0
  6. #222 I'm Run Devil Run (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 มีนาคม 2556 / 23:45
    งงๆไงไม่รู้อ่าาา
    #222
    0
  7. #177 i'm ชีทเค้ก(?)' (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2555 / 18:33
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด 
    โลแกนของฉันนนนนนนนนนนนนนนนน! # โดนโบกกกก
    คิดไม่ผิดจริงๆ ที่หลงรักเธอ เธอเท่ห์มากๆขอบอกๆ TT^TT

    ตอนเฮียพูดกับโรซารีนนะ เฮ้ยยย ฟินมากกกกกกก T///T
    แอบอิจฉาเบาๆ มาพูดแบบนี้ใส่เค้าบ้างเด่ะ!

    ถามว่าส่วนของเรย์รู้สึกยังไง ก็หล่อ ก็เท่อะนะ ก็แมนดีอะ #โปรดนึกภาพน้ำเสียงตาม #โดนโบก
    ไม่รุ้สิจะหาว่าลำเอียงก็ได้นะ แต่รักโลแกนมากกว่าแล้ว T_T
    ทำไมรู้ไหม เพราะอิมเมจเรย์หักอกเค้า แงๆๆๆๆๆ #โดนถีบ 

    ปล. ยาย - น่าจะใช้เป็น ยัย จะดีกว่านะ - - 
    พอใช้ยาย ให้ความรุ้สึกตัวละครดูแก่ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

    ปล.2 แอบรุ้สึกเหมือนมันสั้น หรือเป็นเพราะอารมณ์ขาดตอนไม่รู้ = =
    #177
    0
  8. #164 Eveeva (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2555 / 18:58
    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    เริ่มมาก็มีปมอีกแล้วหรอค๊าบพี่โม
    แง้ๆ T^T
    แต่ก็ยังดี...มีคำพูดของโลแกนปลอบใจ
    คำพูดเล็กๆ น้อยๆ ทำเอารีดเดอร์ฟินได้เลยนะค๊าบ
    กรี๊ดดดดด >///<







    โหยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    ฉากสู้กันนี่...สุดๆ
    ยกนิ้วให้เลยค่ะ บรรยายเห็นภาพมาก
    เมามันส์ โคตรบู๊เบย
    55555555555555555555555






    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
    อร๊ายยยยยยยยยยยยยยยยย
    ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    คำพูดของโลแกนประโยคนี้ บวกกับฟิลริ่งอีก
    ฟินมากกกกกกกกกๆ >.,<
    'นับวันฉันก็ยิ่งชอบเธอ' ประมาณนี้? 555 แบบ...
    ประโยคนี้เอาใจไปเลยค่ะ ♥







    โห ตอนนี้อ่านเพลินค่ะ อ่านเพลิน
    กรี๊ดคอแตกจริงๆ
    55555555555555555555555
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดฟ
    ฟินสุดๆ ตอนนี้
    ลึกซึ้ง เหมือนเดิม >w<
    #164
    0
  9. #162 BizcuitO (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2555 / 15:49
    อร้ายยยยย ในที่สุดก็ได้ฟินซะที ....แอร้ยยยย



    ถึงจะเล็กๆน้อยๆ พอเป็นออเดิร์ฟก็เหอะ คราวหน้าขอเยอะๆ



    แต่ที่เชียร์คู่กันเองก็โอนะ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕
    #162
    0
  10. #161 monobizz (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2555 / 18:18
    อ๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    โลแก๊นนนนนนน  > < !!!!!!!!!!!!!!!
    แกแมนมากๆค่ะ งื้อออออ  >o<
    'ถ้ากระดูกของผู้หญิงคนนี้หัก ฉันจะหักตัวเธอเป็นสองท่อนแน่'
    แว้กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก 
    โลแกนปกป้องสุดๆอะ โอ้ยยยย!! อิจฉาเว้ยยยย!!!!
    #ขอเวลาฟินสักสามวันก่อนนะ อ๊างงงงงงง > <
    แต่ก็นะ โรซารีนมันก็คงไม่ตั้งใจ(มั้ง? -..-)
     
     
    อ๊ะ! อินังโรซา แกทำอะไรกับนางเอของฉัน!!!!
    เดี๋ยวปั๊ดเอาขวดเหล้าฟาดหัว (มันคงจะตายอะนะ - -)
     
     
    โลแกนเฮียเอาถุงอะไรมาแลกกับโรซาหว่า...o__O?
    ..
    ..
    ..
    ..
    ..
    อ๋อ! ที่แท้ก็คริสตัลนี่เอง ขอบ้างสิคะโลลี่ที่รัก > 3 <
     
     
    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!
    เรย์แม่...ง โคตรพระเอกเลยค่ะ > /////////////// <
    (ขอใช้คำไม่สุภาพกับเรย์นะ 555555)
     
     
    แล้วสองคนนั้นก็เลยได้สู้กัน ขอให้มันได้กันเองเถอะ 
    ส่วนแกนะยัยอลิซ ... กลับเข้าคอกไปเลย #โดนโบก
     
     
    ที่ชอบของเรย์ ก็คือบ้านของรีดเดอร์คนนี้เอง
    5555555555555555555 > <
     
     
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!
    อลิซชีก็ตามมาช่วยเรย์ แว้กกกกกก!!!!! > ///// <
    ทำไมรีดเดอร์มีความรู้สึกว่ามันแอบหวานฟะ -..-? 
    5555555555555555555
    ....แต่โลแกนคงเจ็บน่าดู ฮือๆๆ มาซบอกพี่ได้นะน้อง(?) T^T
     
     
     
    'ถ้าเธอเลือกอยู่กับฉัน...ขอสาบานไว้ตรงนี้ ว่าฉันจะปกป้องเธอไปตลอดกาล'
    อื้ออออออออออออออออออออออออออ หือ!! เสี่ยวได้มาดคุณชายสุดๆ 
    ว่าแต่...สนใจปกป้องเค้าแทนมั้ย ?
     
     
    สงสารอลิซจังแฮะ ... ส่วนเรย์ รู้สึกว่าตอนนี้มันจะมีประโยชน์ขึ้นเยอะ
    และดูเหมือนว่า มันจะลดความกวน ...(ทีน) ลงไปเยอะเลย ฮ่าๆๆๆๆ
     
     
     
    ไรเตอร์คะ! พระเอกเป็นใครล่ะทีนี้
    สงสัยตั้งแต่บทแรกๆ ยันบทปัจจุบัน เวรกรรม = =
    รีดเดอร์คิดว่าเป็นเรย์ เพราะ...มันเด็กและเอ็กซ์กว่า
    แว้กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก  >.,< !!!!
     
     
     
    ปล.ตอนนี้ขอเมนท์แบบยาวๆ เพื่อลดความกระหาย ฮ่าๆๆๆ
    #161
    0
  11. #160 GD จ้า ^^ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2555 / 18:10
    อร้ายยยย ชักจะสนุกขึ้นเรื่อยๆแล้วสิ ><
    #160
    0
  12. #159 monobizz (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2555 / 16:17
    กรี๊ดดดดด > < !!!
    มารอค่าาาาาาาาา
    #159
    0