Bloody Day

ตอนที่ 13 : :: Nowhere to run ::

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 700
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 ก.พ. 59

Nowhere to run

 

สมองหนักอึ้งราวกับถูกก้อนหินขนาดใหญ่กดทับเอาไว้ ทั้งหัวเต็มไปด้วยอาการปวดหนึบเสียจนคนที่เริ่มรู้สึกตัวแทบลืมตาไม่ขึ้น เมื่อดวงตาสีอ่อนพยายามกะพริบถี่ ๆ เพื่อปรับสายตาให้คุ้นชินกับห้องสีขาวที่ไม่คุ้นเคย คนที่เฝ้ารอการฟื้นตัวของคนเจ็บก็ลุกขึ้นเข้ามาสำรวจอาการของเพื่อนทันที

“นายโอเคไหม” น้ำเสียงเฉยชาแต่แฝงไปด้วยความห่วงใย ถามคนที่มองรอบ ๆ ห้องอย่างแปลกใจ

“ฉันอยู่นี่ได้ยังไง”

“ฉันควรจะถามนายมากกว่า นายไปนอนตากน้ำค้างข้างนอกบ้านทำไม” เรย์มองหน้าคนที่พยายามพยุงตัวเองขึ้นนั่ง

“ฉันจำอะไรไม่ได้เรย์ มึนหัวชะมัด นายช่วยหยิบน้ำให้หน่อยสิ” เรย์ถอนหายใจและทำหน้าที่ดูแลแมคอย่างเสียไม่ได้ เมื่อคนป่วยได้น้ำแล้วก็พยายามสำรวจร่างกายอย่างสับสน เมื่อสัมผัสกับต้นคอที่ถูกผ้าพันแผลปิดเอาไว้ ความรู้สึกปวดแปลบก็เกิดขึ้น แมคจึงอดสงสัยอาการป่วยของตัวเองไม่ได้

“หมอบอกว่าฉันเป็นอะไร” 

“หมดสติเพราะเสียเลือด”

“เสียเลือด? จากอะไร” สีหน้าสับสนทำให้เรย์แน่ใจได้อย่างหนึ่ง แมคลืมเรื่องทุกอย่างเหมือนกับคนอื่น

“จากสัตว์ป่าหรือไม่ก็หมาสักตัวที่อยู่ในป่าหลังบ้านนายไงล่ะ นายพูดมากแบบนี้แสดงว่าปกติดี งั้นฉันกลับเลยแล้วกัน” เรย์หันหลังให้คนป่วย แต่แมคกลับรั้งเขาไว้

“เดี๋ยวสิ ทิ้งกันงี้เลยเหรอวะ”

“ฉันมีธุระ หมอบอกว่านายควรพักอีกสักวัน อาการก็จะดีขึ้นเอง” ไม่ทันที่แมคจะได้แย้ง เรย์ก็หายไปจากประตูห้องเสียก่อน

“ขอบใจนะเรย์ โธ่เอ๊ย! แล้วฉันไปนอนให้หมาที่ไหนกันคอได้ล่ะเนี่ย”

 

ร่างที่พ้นออกจากประตูห้องผู้ป่วยกำลังครุ่นคิดถึงปัญหาใหม่อย่างเคร่งเครียด นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ควรเกิดขึ้น มันบอกได้ถึงภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามา ไม่ใช่แค่แมคแต่อาจจะเป็นใครก็ได้ที่เกิดประจวบเหมาะกับความหิวโหยของสิ่งมีชีวิตที่ปรารถนาลิ้มรสเลือดสด ๆ อย่างแวมไพร์ แน่นอนว่าคนในเมืองนี้คงขวัญผวาไปอีกนานหากได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้น แต่เขาไม่มีทางปล่อยให้มันแพร่ออกไป เพราะฉะนั้นเขาต้องเตรียมตัวจัดการกับมันให้เร็วที่สุดก่อนความมืดจะทำให้มันได้เปรียบ

 

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องสี่เหลี่ยมมีเพียงเสียงนาฬิกาเดิน      ต็อกแต็กดังแทนเจ้าของห้องที่เอาแต่ลืมตาบนเตียง อลิซพยายามแล้วที่จะนอนต่ออีกสักหน่อย แต่มันก็ทำได้ยากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เพราะอาการแฮงค์จนรู้สึกพะอืดพะอมและอยากสำรอกอาหารเช้าของเจมส์ ออกมาซ้ำยังมีเรื่องกังวลใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเจมส์กับเรย์ถึงขั้นบาดหมาง นั่นยังไม่นับรวมถึงปัญหาอื่น ๆ ที่ไม่อยากคิดให้รกสมอง เท่าที่เป็นอยู่เธอก็ได้แต่ลืมตามองเพดานด้วยอาการมืดแปดด้านหมดหนทางแก้ปัญหาที่เข้ามาไม่หยุดหย่อนเสียแล้ว

ก๊อก ก๊อก ก๊อก! เธอละจากความคิด ลุกขึ้นและเดินไปเปิดประตูให้กับเจน่าที่ยิ้มเศร้าสร้อยมาให้ อลิซรู้สึกแปลกใจกับท่าทีของน้าสาวแต่ก็พยายามยิ้มอย่างปกติให้เธอ

“น้าเข้าไปได้ไหม”

“อ่อ ได้สิคะ” อลิซเปิดประตูค้างเอาไว้รอให้เจน่าเดินตามเข้ามา ส่วนเธอก็นั่งบนเตียงรอ

“น้ามีอะไรหรือเปล่าคะ” อลิซมองเจน่าค่อย ๆ ปิดประตูห้องและเข้ามานั่งข้าง ๆ เธอด้วยสีหน้าที่ไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ได้

“คือ...น้ามีเรื่องอยากถามอลิซหน่อย” อลิซเริ่มสงสัยในฝีมือการปกปิดอาการแฮงค์เมื่อเช้า ในขณะที่เธอพยายามยัดออมเลตเข้าปาก มันคงห่วยแตกจนเจน่าจับผิดได้เป็นแน่

“เอ่อ...”

“น้าจะไม่อ้อมค้อมนะอลิซ ช่วยอธิบายให้น้าเข้าใจหน่อยได้ไหม” แทนที่อลิซจะเครียดกับอาการแฮงค์ของตัวเองกลับต้องสรรหาคำโกหกที่น่าเชื่อถืออย่างจริงจังในเมื่อมีดพกที่มีเลือดของโลแกนอยู่ในมือของเจน่า

“น้าเจอมันได้ยังไงคะ”

“มันอยู่ที่ห้องนี้ น้าเจอมันเมื่อวานตอนเช้า อลิซ...มีอะไรก็บอกน้าเถอะ อย่าทำแบบนี้เลย ไม่อย่างนั้นก็ให้น้าตายไปเลยดีกว่าถ้าหลานจะทำร้ายตัวเอง” เสียงสั่นเครือและดวงตาของเจน่ามีน้ำใส ๆ รินไหล  อลิซอดไม่ได้ต้องรีบปฏิเสธทันควัน

“โอ้! ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ น้ากำลังเข้าใจผิด” 

“น้าไม่เชื่อหรอก ขอดูหน่อยเถอะว่าทำบ้า ๆ แบบนี้มากี่ครั้งแล้ว” ไม่ทันที่อลิซจะได้อธิบาย เจน่าก็รีบถลกแขนเสื้อสำรวจร่างกายของเธออย่างบ้าคลั่ง 

“ไม่มีนี่นา...” เจน่ามองหาร่องรอยบาดแผล แต่ก็ไม่พบ

“ค่ะ ก็ไม่มี น้าคะ ใจเย็น ๆ แล้วฟังหนูก่อน มีดนั่นไม่ได้ทำร้ายหนูค่ะ เพราะงั้นสบายใจได้”

“แล้ว...ทำไมมันถึงได้เปรอะเลือดแบบนี้ล่ะ”

“อะ อ๋อ นั่นเป็นเพราะ...ไลก้าซุ่มซ่ามใช้มีดนั่นปอกผลไม้จนเผลอทำบาดมือ แล้วดูเหมือนเมื่อวานก่อนหนูคงจะเหนื่อยมากทีเดียวเลยลืมล้างคราบนี่ไปแน่” นั่นเป็นคำโกหกที่ไร้สาระที่สุดเท่าที่เธอคิดได้

“ตายจริง...ไลก้าเป็นอะไรมากไหม แผลคงลึกน่าดู” อลิซยิ้มเจื่อนเมื่อเจน่ากำลังเชื่อเรื่องที่เธอกุขึ้นอย่างสนิทใจ

“ค่อยยังชั่วหน่อย น้าคิดว่าอลิซจะทำร้ายตัวเอง เรื่องนี้ทำให้น้ากังวลมากรู้ไหม น้ากลัวทำให้พ่อกับแม่เราผิดหวัง...เอ่อ...น้าขอโทษนะ ที่พูดเรื่องของพ่อแม่เราอีกแล้ว” เจน่าก้มลงมองเตียงอย่างผิดหวังในตัวเอง

“เรื่องมันนานแล้วนะคะ พูดถึงพ่อแม่ของหนูอย่างปกติเถอะ ถึงยังไงหนูก็จำอะไรไม่ได้” เธอยิ้มให้กับเจน่าที่เป็นห่วงเธออยู่เสมอ แม้น้าสาวจะเป็นคนโผงผางและดูมั่นใจแต่เมื่อเป็นเรื่องของเธอ เจน่ามักจะเปลี่ยนเป็นคนละคน กังวลใจ เคร่งเครียดและเจ้าน้ำตา นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้อลิซพยายามช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก เธอไม่เคยทำตัวให้เจน่ารู้สึกว่าตัวเองลำบากในการใช้ชีวิตที่ปราศจากพ่อและแม่ อลิซร่าเริง เธอทำตัวเข้มแข็งเสมอยามที่เจน่ากลับมาบ้านและพูดคุยกับเธออย่างวันนี้

 “น้าอย่ากังวลเรื่องพ่อแม่ของหนูอีกเลยนะคะ ไม่ต้องกลัวว่าชีวิตของหนูจะไม่สมบูรณ์ เพราะน้ากับน้าเจมส์คือคนในครอบครัว หนูไม่บกพร่องหรือขาดอะไรเลยสักนิด” เจน่ายิ้มและโอบกอดอลิซอย่างอ่อนโยน 

“น้าดีใจจริง ๆ ที่ได้ยินแบบนี้” น้าสาวคลายอ้อมกอดและยังคงลูบหัวอลิซอย่างรักใคร่

“น้าสบายใจแล้วล่ะ ยังไงก็นอนพักซะ ระบบย่อยคงยังทำงานไม่ดีนักถ้ามีอาการคลื่นไส้อยู่”

“น้ารู้?”

“ใช่และรู้ว่าเราไปนอนที่ไหนมาด้วย” ใบหน้ากรุ้มกริ่มแบบนั้นทำให้อลิซรีบปฏิเสธ

“เอ่อ ไม่ใช่อย่างที่น้าคิดหรอกนะคะ”

“คิดแบบไหนเหรอ แต่ช่างเถอะ นั่นเรื่องของอลิซจะเป็นยังไงหลานก็ต้องตัดสินใจเอาเอง” น้าสาวของเธอลุกขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะและหายไปหลังประตูที่ถูกปิดลง เธอไม่ได้คลายกังวลสักนิดเมื่อเจน่าเริ่มคิดอะไรแผลง ๆ ขึ้นมาอีกแล้ว

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอเห็นรายชื่อคนโทรเข้าก็รีบฉวยรับด้วยความหงุดหงิด

“ไหนว่าเธอจะขับรถมาส่งฉันที่บ้านไงล่ะ” น้ำเสียงขุ่นเคืองถามคนปลายสายด้วยความอยากรู้

“อ่ะ โทษที ก็ฉันมึน ๆ อยู่นิดหน่อย เลยขอร้องให้เรย์พาเธอกลับบ้าน อย่างน้อย ๆ บ้านก็ใกล้กันนี่” เสียงของไลก้าฟังดูสบาย ๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตให้ต้องรู้สึกผิด

“ถ้าส่งถึงบ้านก็โอเคอยู่หรอก”

“ฮะ? ว่ายังไงนะ! เธอไม่ถึงบ้าน?” เธอตีปากตัวเองที่เผลอหลุดพูดออกไป

“เอ่อ ไม่มีอะไร”

“ห้ามโกหกฉัน พูดมาเดี๋ยวนี้นะ เออ...ไม่สิ เดี๋ยวฉันไปรับเลยดีกว่าเพราะต้องออกไปเยี่ยมแมคด้วย”

“แมค? เป็นอะไรเหรอ” 

“ก็ไม่รู้สิ หมอนั่นโทรมาโอดครวญแต่เช้าว่าอยู่โรงพยาบาล ยังไงก็ไปเยี่ยมด้วยกันนี่เลย อีกสามสิบนาทีเจอกัน แล้วอย่าทำเป็นลืมว่าเผลอพูดอะไรนะ อลิซ” คู่สนทนาตัดสาย อลิซได้แต่ถอนหายใจกับความผิดพลาดครั้งใหญ่ นั่นหมายถึงเธอต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ไลก้าฟังทั้งหมดโดยไม่ให้ขาดตกบกพร่องสักเรื่องเดียว

 

“โอ๊ยตายล่ะ ตบเรย์? เธอเป็นบ้าอะไรขึ้นมา!” นั่นคือสิ่งแรกที่ไลก้าพูดขึ้นหลังจากที่ขับรถมารับที่บ้านโดยที่ไม่ได้ชวนให้ไลก้าลงจากรถ เธอใช้ข้ออ้างว่าการปล่อยให้คนป่วยนอนรอความหวังนาน ๆ อาจดูไม่ดี และอีกเหตุผลคือคำโกหกที่สร้างขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนสถานการณ์เมื่อเช้านั่นด้วย

 “ฉันไม่ได้บ้า แต่หมอนั่นพูดจาไม่ดีกับฉันก่อน”

“ยังไง?”

“ก็แค่พูดไม่ดีน่ะไลก้า ฉันจำไม่ค่อยได้หรอกเพราะปวดหัวอยู่นี่ไง” จริงอยู่ที่เธอพูดว่าจะเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ไลก้าฟัง แต่นั่นก็เฉพาะเรื่องที่พอจะเล่าได้ เธอคงไม่พูดเรื่องที่เรย์เกิดไม่พอใจเธอที่ดันพบโลแกนเข้าแถมยังถูกกัดและทิ้งสัญลักษณ์ไว้ที่ต้นคอโดยที่รอยบ้านั่นอาจทำอันตรายเธอได้ อลิซจึงพยายามเล่าอย่างรอบคอบที่สุดเพื่อไม่ให้ถูกไลก้าจับได้

“เฮ้อ! แต่เธอก็ไม่น่าทำอย่างนั้น เขาช่วยเธอไม่ให้นอนตากน้ำค้างข้างนอกบ้านนะอลิซ เธอขอบคุณเรื่องนี้กับเขาแล้วยัง” 

“ยัง...”

“นั่นไง เยี่ยมมาก ถ้าอย่างนั้นเสร็จจากนี่ก็รีบไปขอบคุณและขอโทษเรย์ซะ” อลิซยู่หน้าไม่พอใจแต่เมื่อเห็นสายตาพิฆาตของไลก้าเข้า เธอก็ถอนหายใจและพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย

“ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนมีเหตุผล” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าอย่างพอใจ

“แล้วเมื่อคืนเธอกลับยังไงล่ะ ฉันจำอะไรไม่ค่อยได้น่ะ” รอยยิ้มนั้นหุบลงไลก้าเริ่มมีพิรุธจนน่าสงสัย

“ก็...ไม่มีอะไร”

“หรือว่า...เชสเตอร์ไปส่ง” อลิซยิ้มอย่างที่ไลก้าทำ

“ก็แค่ไปส่งทำไมต้องยิ้มแบบนั้นด้วย มัวแต่พูดอยู่นั่น ฉันขับรถอยู่ไม่เห็นหรือไง” ไลก้าทำทีไม่สนใจและเริ่มจริงจังกับการขับรถขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“ฉันก็แค่ยิ้มน่ะไลก้า ไม่ได้หมายถึงอะไรทั้งนั้น”

“เหรอ...งั้นก็ดี” อลิซยิ้มขำ เมื่อเพื่อนสาวไม่ได้รู้เลยว่าใบหู   น้อย ๆ ของเธอแดงแจ๋ไปหมดแล้ว นั่นแสดงออกแล้วว่าต้องมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นกับคนทั้งสองแน่นอน

 

อลิซและไลก้าเคาะประตูก่อนเดินเข้าไปยังห้องสีขาวที่มีผู้ป่วยกำลังนอนกดรีโมตทีวีอย่างเบื่อหน่าย

“สวัสดีแมค”

“เฮ้! พวกเธอมาก็ดี อยู่เป็นเพื่อนฉันหน่อย เบื่อจะแย่อยู่แล้ว” แมคกระเด้งตัวลุกนั่งรอให้อลิซและไลก้าเข้ามาอย่างดีอกดีใจ

“เบื่อขนาดนั้นเลย แล้วมานอนอะไรที่นี่แทนที่จะเป็นบ้านของนายซะละ” ไลก้าถามคนที่เอาแต่ทำหน้าเบื่อหน่าย

“โชคไม่ดีที่ฉันดันจำเรื่องพวกนั้นไม่ได้สักนิด แต่รู้อะไรไหม ฉันน่ะโดนหมาที่ไหนก็ไม่รู้กัดคอ”

“หมาเหรอ!” ไลก้าย่นคิ้ว แมคพยักหน้ารับและค่อย ๆ แกะผ้าพันแผลสี่เหลี่ยมโชว์หลักฐานที่ทำให้อีกคนเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

“มันไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่ แต่ก็นั่นแหละเล่นฉันเสียเลือดไปเยอะ เจ้านั่นกัดโดนเส้นเลือดใหญ่พอดี” แมคพูดในขณะที่เห็นใบหน้าสาว ๆ มีอารมณ์แตกต่างกันไป

“แย่ชะมัด เมาจนไม่รู้เรื่องขนาดนั้นเลยเหรอ” ไลก้ามองแผลนั้นอย่างสยดสยอง

“หลังจากออกจากร้านนั่นก็แทบจำอะไรไม่ได้เลย มารู้ตัวอีกทีก็ที่โรงพยาบาลนี่แหละ โชคดีที่เรย์มาเจอฉันที่บ้านน่ะ”

“เรย์เห็นนายเหรอ” อลิซโพล่งถามขึ้น

“ใช่ ไม่รู้ว่าทำไมหมอนั่นไปบ้านฉันแต่เช้า แต่ดีแล้วล่ะไม่งั้นฉันอาจเสียเลือดจนตายกลายเป็นผีเฝ้าบ้านแทนแล้วก็ได้”

“พูดจาให้มันดี ๆ หน่อย ว่าแต่นายฉีดยากันพิษสุนัขบ้าแล้วยังเนี่ย” เสียงสนทนาของทั้งสองกลายเป็นเพียงเสียงหึ่ง ๆ ที่อลิซจับใจความไม่ได้ รอยแผลนั่นไม่ใช่รอยที่เกิดจากการจู่โจมของหมาป่าหรือหมาบ้านด้วยซ้ำ มันน่ากลัวยิ่งกว่าสัตว์ที่ว่านั่นอีก อลิซเริ่มกังวลใจแล้วว่าเรื่องทั้งหมดอาจเป็นฝีมือของโลแกนก็เป็นได้

 

“อลิซ ได้ยินที่ฉันพูดหรือเปล่า” อลิซหลุดจากความคิดและหันกลับมาสนใจเพื่อนทั้งสองอีกครั้ง

“โทษที ว่าไงนะ”

“ฉันถามว่า เธออยากกินพิซซ่าหรือเปล่า ฉันจะสั่งมากินที่นี่ ดูท่าหมอนี่คงไม่อยากกินอาหารโรงพยาบาลแถมฉันก็ไม่อยากกินอาหารของที่นี่ด้วยเหมือนกัน”

“อะ อ่อ ได้สิ ๆ”

“เยี่ยมไปเลย งั้นฉันโทรสั่งมันเดี๋ยวนี้” ไลก้าหยิบโทรศัพท์และกดเบอร์อย่างรวดเร็ว มันจึงสร้างโอกาสเหมาะให้อลิซได้ลองถามสิ่งที่คาใจ

“แมค ฉันถามหน่อยสิ นายจำอะไรไม่ได้ซักอย่างเลยเหรอว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง” แมคพยายามนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนส่ายหน้า

“คิดว่าไม่”

“จริงด้วย...แล้วผู้หญิงคนนั้นที่นาย...เอ่อ จูบก่อนที่ฉันจะกลับบ้านไปล่ะ” ใบหน้าของแมคยู่ยี่ไปหมดเพื่อเค้นเอาคำตอบแต่สุดท้ายแมคก็พบเพียงความว่างเปล่าในสมองโล่ง ๆ ของตัวเอง

“เออ...นั่นสิ ผู้หญิงคนนั้น ฉันไม่รู้เลยว่าเราลงเอยกันยังไง” คำตอบของแมคไม่ได้ช่วยอลิซเลย เธอใจเสียยิ่งกว่าเดิม เพราะถ้าหากเรื่องนี้เกี่ยวกับโลแกน...ผู้หญิงคนนั้นคงตายไปแล้วแน่ ๆ

“นั่นก็ช่างเถอะอลิซ มันเป็นแค่อารมณ์พาไปของทั้งสองฝ่ายน่ะ เธอมานั่งตรงนี้ดีกว่าแล้วช่วยปิดแผลให้ที” เธอเลี่ยงไม่ได้ที่จะช่วยเหลือแมคและลงมือปิดบาดแผลให้เข้าที่เหมือนเดิม แต่ภายในหัวกำลังคิดถึงเรื่องอันตรายที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างน่าหวาดหวั่น

 

ไม่รู้ว่าเธอกับไลก้าใช้เวลาอยู่ในห้องคนป่วยนานขนาดไหน แต่เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีเทาจาง ๆ ก็มืดมิดไร้แสงไฟ

 “อิ่มชะมัดเลย ขอบใจเธอสองคนมากนะ” แมคลูบท้องของตัวเองอย่างพอใจ จริงอยู่ที่ไลก้าบอกว่าจะกินพิซซ่ากัน แต่เอาเข้าจริงคนนอนป่วยต่างหากที่ฟาดพิซซ่าถาดแล้วถาดเล่าจนมันกองแทบมิดหัว   ไลก้าจึงอดแซวแมคไม่ได้ว่าถ้าหากกินได้ขนาดนี้ก็ควรกลับไปนอนบ้านเสียดีกว่า

“ฉันว่าเราน่าจะปล่อยให้แมคนอนพักสักทีนะ” หลังจากอยู่ที่นี่มาพักใหญ่และเห็นว่าแมคไม่ได้เจ็บหนัก เธอจึงอยากกลับบ้านเพื่อให้แมคได้พักผ่อนตามคำสั่งของหมอเสียที

“เชื่อสิว่าหมอนี่ไม่ได้นอนหรอก คงนั่งกินขนมในถุงนั่นจนหมดแน่ ๆ อะไรกันกะอีกแค่เสียเลือดนายจะบำรุงตัวเองจนอ้วนฉุเลยหรือไง” ไลก้าบ่นใส่คนที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงพร้อมกับหยิบถุงมันฝรั่งขึ้นมากินเหมือนอดอยากแรมปี

“ก็ฉันหิวนี่ เห็นใจคนป่วยหน่อยเถอะน่า” ทั้งอลิซและไลก้าต่างส่ายหน้าหน่าย ๆ ให้คนป่วยเอาแต่ใจ

“งั้นพวกเรากลับก่อนนะแมค”

“โชคดี แล้วเจอกันอีกทีที่มหาวิทยาลัย” แมคโบกมือลา เธอและไลก้าจึงเดินออกไป

 

“ต่อไปเป็นข่าวบันเทิง...เป็นเรื่องน่าเสียดายเมื่อนักร้องหนุ่มขาร็อกขวัญใจสาว ๆ ทั่วโลกกำลังจากวงการบันเทิงชั่วคราว โลแกน ดับเบิลยูให้เหตุผลง่าย ๆ ว่า หลังจากที่ออกอัลบั้มมาสักพักเขาก็เริ่มรู้สึกว่าการทำงานเพลงของตัวเองยังไม่ดีเท่าที่ควร จึงขอออกจากวงการเพลงเพื่อค้นหาไอเดียใหม่ ๆ ในการทำงานและยังไม่มีกำหนดการกลับมาอย่างแน่นอน ทำเอาสาวกแฟนเพลงทั้งหลายต่างเสียดายในความสามารถและใบหน้าอันหล่อเหลาที่จะไม่ได้เห็นไปพักใหญ่ ๆ...”

อลิซหยุดฟังการรายงานข่าวจากทีวีที่ติดอยู่บนเสาตัวใหญ่ใกล้กับเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ในห้องโถงเพราะขาทั้งสองชะงักงันโดยอัตโนมัติราวกับถูกสาป

“โอ้ นั่นขวัญใจคนเก่าของเธอนี่นา” ไลก้าเงยหน้ามองข่าวอย่างสนใจ ไม่น่าเชื่อว่านักร้องหนุ่มขวัญใจคนเก่าของเพื่อนสนิทจะชิงหนีออกจากวงการเร็วขนาดนี้ “เธอคงไม่ได้เห็นหน้าเขาอีกแน่ ฉันเดาได้ว่าหมอนั่นก็แค่ใช้มันเป็นข้ออ้างเพื่อออกจากวงการ” ไลก้าสรุป

“ระ เรากลับบ้านกันดีกว่า” อลิซไม่ตอบโต้เพียงแต่เลี่ยงหลบออกไปอย่างรวดเร็ว...แต่เธอก็อยากให้คำพูดของไลก้าเป็นความจริงและหวังอย่างยิ่งว่าการรายงานข่าวที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่แผนตบตาเพื่อหลอกคนอื่นให้เชื่อตามนั้นอีก 

แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ไลก้าชะงักฝีเท้าเพื่อหยุดรับมัน

“ว่าไงนะ โอเค เดี๋ยวฉันจะบอก” เธอกดวางสาย

“แมคบอกว่าเธอลืมมือถือน่ะ” อลิซก้มมองกระเป๋าสะพายของตัวเองและพบว่าโทรศัพท์ของเธอไม่ได้อยู่ในนั้น

“งั้นเธอรออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวฉันมา”

“อื้อ รีบมาล่ะ” อลิซรับคำและวิ่งกลับไปยังเส้นทางเดิม

 

โถงทางเดินที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงสะท้อนจากฝีเท้าที่เร่งรีบของเธอ อลิซเพิ่งสังเกตว่าตรงทางเดินไม่มีใครสวนแม้แต่คนเดียว ส่งผลให้หัวใจของเธอเริ่มเต้นไม่ถูกจังหวะ

“คิดมาก ๆ เดี๋ยวก็เจอแมคแล้ว” เธอสั่งตัวเองให้รีบเดินโดยไม่วอกแวกจนสติกระเจิดกระเจิง และเมื่อเปิดเข้าไป...ห้องทั้งห้องกลับมืดสนิทจนน่าประหลาดใจ

“เฮ้! แมค หลับเร็วจัง” เธอค่อย ๆ คลำทางไปยังเตียงที่แมคนอนอยู่ อลิซเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ก็พลอยใจชื้นขึ้น

แต่

ปัง! ประตูปิดลงอย่างแรงเป็นเวลาเดียวกับที่แสงไฟภายในห้องสว่างจ้า อลิซรีบหมุนตัวกลับมายังเตียงทันที

“คะ คุณเป็นใคร!” เธอเห็นแมคหลับตาสนิทภายใต้อ้อมกอดของหญิงสาว เธอมีใบหน้าที่สะสวยและคลับคล้ายคลับคลาว่าอลิซจะเคยเห็นผู้หญิงคนนี้มาก่อน

“ฉัน...ก็แค่มาเยี่ยมแมค แล้วเธอล่ะเป็นใคร” น้ำเสียงฟังดูไม่น่าไว้ใจกำลังจ้องมองอลิซราวกับหาเรื่อง

“ฉันเป็นเพื่อนแมค” หญิงสาวผมบลอนด์ใช้ความคิดก่อนนึกขึ้นได้

“อ๋อ...ที่เจอเมื่อคืนนี่นะ ฉันจำได้แล้วล่ะ” รอยยิ้มสวยนั้นกลับทำให้อลิซขนลุกไปทั้งตัวและท่าทางที่กำลังคลอเคลียแมคก็ดูแปลกพิกล

“ฉันว่า...เธอปล่อยให้แมคนอนเถอะ เขาไม่สบา...” ไม่ทันพูดจบ ร่างของหญิงคนนั้นก็รวบเธอไว้ได้ทันจากนั้นก็กระแทกร่างของอลิซเข้ากับกำแพงอย่างรวดเร็ว

“หุบปากซะ! อย่ามาสะเออะเรื่องของฉัน!” น้ำเสียงเดือดดาลข่มขู่ผู้เป็นรอง หญิงสาวแสนสวยกำลังใช้แรงมหาศาลบีบรัดคอเด็กสาวจนหายใจไม่ออก

“คะ แค่ก ๆ” อลิซไออย่างทรมาน หล่อนกระตุกยิ้มก่อนจะโยนเธอชนเข้ากับโต๊ะที่วางกล่องพิซซ่าจนล้มกระจัดกระจายไปทั่วห้อง

ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั้งตัว เมื่อหันกลับไปยังร่างนั้น กลับพบว่าแมคและผู้หญิงคนนั้นได้หายไปจากห้องเสียแล้ว

Rrrr เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เธอรีบรับในทันที

“เธอช้านะอลิซ” ปลายสายเตือนเมื่อเลยเวลามานาน

“ละ ไลก้า”

“ทำไมทำเสียงแบบนั้น” ไลก้าถามอย่างสงสัย

“ปะ เปล่า เปล่า แค่อยากให้เธอกลับไปก่อน พอดีฉันต้องช่วยนางพยาบาลเก็บของนิดหน่อย ฉันเอ่อ... ฉันซุ่มซ่ามทำของตกเต็มพื้นไปหมดเลย” เธอตัดสินใจโกหก มันอันตรายเกินกว่าที่ไลก้าจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

“ให้ได้แบบนี้สิ เอาเถอะ ยังไงฉันรอต่ออีกหน่อยแล้วกัน”

“มะ ไม่ได้! เอ่อ คงอีกนาน ดูท่าเค้าจะไม่ให้ฉันออกไปง่าย ๆ”

“โธ่เอ้ยอลิซ กลับดี ๆ นะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้”

“อะ โอเค บาย” เธอกดตัดสายด้วยอาการสั่นเทา เธอไม่รู้จริง ๆ ไม่รู้ว่าแมคถูกพาไปที่ไหน แต่จะให้เธออยู่เฉย ๆ คงเป็นไปไม่ได้

“จริงสิ!

เมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังมีอีกคนที่พอจะแก้ไขสถานการณ์เลวร้ายนี้ได้ เธอก็รีบควานหาเบอร์ของเรย์อย่างเร็วที่สุด แต่ว่า...

“ฉันไม่มีเบอร์เรย์!” แล้วความหวังสุดท้ายก็จางหายไป เธอรู้สึกผิดหวังกับตัวเองมากแต่คงไม่สามารถทนรอให้แมคตกอยู่ในอันตรายได้อีกต่อไป เธอจึงพยายามคิด...คิดให้ออกว่าแมคน่าจะถูกพาไปที่ไหน

 

และคงเป็นเรื่องงี่เง่าที่สุดเท่าที่เธอเคยทำมา เธอกำลังทำตัวเป็นฮีโร่เพื่อรักษาชีวิตเพื่อนทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่มีพลังเหนือธรรมชาติด้วยซ้ำ แถมการบุกเดี่ยวเพื่อตามหาแมคมันบ้าและโง่จนเธอไม่อาจหาคำพูดไหนมาแทนตัวเธอได้ดีไปกว่านี้

เธอมองหาอุปกรณ์ทุ่นแรงเพื่อเดินทางมายังบ้านของแมคให้เร็วที่สุดและดูเหมือนจักรยานเก่า ๆ ของโรงพยาบาลจะเป็นตัวช่วยเพียงหนึ่งเดียวที่พาร่างอันปวกเปียกของเธอมาที่นี่จนสำเร็จ อลิซไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะพาตัวเธอมาไกลขนาดนี้เพราะสภาพของมันก็แย่พอ ๆ กับเธอที่กำลังก้าวขาเดินเข้าตัวบ้านด้วยอาการหอบตัวโยน

 

แต่ก็น่าแปลกเธอไม่รู้จริง ๆ ว่าทำไมถึงเลือกบ้านของแมคเป็นอันดับแรก แต่ในหัวของเธอดันมีภาพบ้านหลังนี้ขึ้นมาตลอดทาง เธอจึงไม่อยากปฏิเสธสัญชาตญาณและตัดสินใจมาที่นี่

 

  อลิซพยายามควบคุมการหายใจให้เบาลงเพราะกลัวว่าบางอย่างอาจพุ่งเข้าทำร้ายเธออีกครั้ง อลิซหมุนลูกบิดประตูและพบว่ามันไม่ได้ล็อกอย่างที่ควรจะเป็น...นั่นทำให้หัวใจของอลิซหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก

 

และอลิซคิดว่าสัญชาตญาณของเธออาจจะถูก...

 

ความมืดมิดภายในบ้านทำให้อลิซเริ่มหวาดระแวง เธอลองควานหาของที่พอจะช่วยป้องกันตัวจากภยันตราย แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าเด็กสาวไม่เคยเข้าบ้านแมคและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าของที่จะช่วยเธอได้มันอยู่ตรงไหน แต่โชคดีเหลือเกินที่ไม้เบสบอลของแมคดันตกอยู่ที่พื้น เธอขอบคุณในใจที่แมคบ้ากีฬาทุกประเภทและขอบคุณบ้านที่ดูจะรกรุงรังนี่ด้วย

เธอจึงคว้ามันขึ้นมาและพยายามเพ่งสมาธิกับบรรยากาศรอบ ๆ ตัว กลับต้องชะงักเท้าเมื่อเสียงบางอย่างเกิดขึ้น

“ยังตามมาอีกเหรอ เธอนี่มันแส่ไม่เข้าเรื่องจริง ๆ”

“เธอจะฆ่าแมคไม่ได้!” อลิซโพล่งออกไปท่ามกลางความมืด ไม้เบสบอลถูกกำแน่นจนเม็ดเหงื่อซึมไหล

“หึ! เธอนี่โง่ชะมัด คิดว่าตัวคนเดียวจะปกป้องเพื่อนได้งั้นเหรอ” เสียงเย้ยหยันดูถูกอลิซที่ไม่ได้มีความมั่นใจเช่นกัน

“ฉะ ฉันปล่อยให้เธอทำแบบนั้นไม่ได้ แมคเป็นเพื่อนฉัน” เธอตอบทั้ง ๆ ที่ก็กลัวแทบขาดใจ

 

พรึ่บ! ไฟในห้องสว่างขึ้นเผยให้เห็นสาวผมบลอนด์ที่มีสีตาเปลี่ยนไป ดวงตาสีแดงเรืองรองทำเอาหัวใจอลิซตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม ผู้หญิงคนนี้เป็นแวมไพร์!

“เธอทำอะไรกับเค้า!” อลิซมองร่างที่สวมชุดคนไข้เปรอะไปด้วยเลือดที่ไหลซึมจากซอกคอ แมคนั่งพิงผนังห้องนิ่งงันจนน่าตกใจ

“ก็เห็นกันอยู่ว่าฉันสูบเลือดหมอนี่ แต่ดูท่าเลือดน้อยกว่าเดิมเยอะ และฉันดันไม่อิ่ม...” ดวงตาสีแดงชาดจ้องมอง มันกำลังบอกว่าเธอคือเหยื่อรายต่อไป

“วันนี้ถือว่าโชคดี ไม่ต้องออกแรงล่าก็มีกระต่ายตัวน้อยกระโดดมาหาเอง” หญิงสาวตรงหน้าฉีกยิ้มอย่างน่ากลัว ดวงตาสีแดงยังคงเรืองรองและจดจ้องมองเหมือนอย่างที่โลแกนเคยทำ เสียงคำรามต่ำ ๆ ย้ำให้รู้ว่าเธอพร้อมที่ล่าเหยื่อ

“ถะ ถ้าแลกกับเพื่อน ฉันยอม”

“โอ้ เธอช่างมีเมตตาจริง ๆ ถึงจะน้ำเน่าและโอเวอร์ไปนิด แต่ฉันก็ชอบนะ” 

เสียงหัวใจเธอเต้นแรงมากจนแทบกระเด็นออกมาจากอก รู้ตัวดีว่าช่างโง่เหลือเกินที่ไม่มีแผนสำรองใด ๆ เธอจึงทำได้เพียงยืนหวาดกลัวและรอความตายอยู่เช่นนั้น

 

“แต่...ฉันไม่ชอบกัดผู้หญิงด้วยกันหรอก...มันน่าขยะแขยง” หล่อนเสมองไปอีกด้าน 

“ฉันจะให้แขกคนสำคัญจัดการเธอก็แล้วกัน เข้ามาสิ”

บุคคลปริศนาค่อย ๆ ก้าวพ้นจากความมืดและเมื่อเด็กสาวมองเห็น สรรพสิ่งทุกอย่างรอบกายก็เงียบงันจนน่ากลัว

“สวัสดีอลิซ”

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

428 ความคิดเห็น

  1. #386 เจนจิบิ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 เมษายน 2558 / 13:07
    เป็นโลแกนแน่เลยยยยยยย

    เรย์อยู่ไหนมาช่วยอลิซเร็ววว-0-

    ปล.อลิซจ้ะไม้เบสบอลจะทำอะไรได้ล่ะเนี้ยยย

    #386
    0
  2. #321 °My_Dear° (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 / 21:02
    ทำไมมันมีกันเยอะจัง ฮ่าๆๆๆ 
    โอ้ยยยย จะมีใครมาช่วยอลิซไหมเนี่ย
    #321
    0
  3. #308 Daren L. (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 มกราคม 2557 / 12:42
    โอ้ววว นี่มันศึกปะทะระหว่างนางเอกร่างบางกับแวมไพร์สาวสุดเฉียว!!! 
    คนนึงมีเขี้ยวคนนึงมีไม้เบสบอล =_=! 
    แมคโดนผีดูดเลือดสาวกัดอ่ะ แล้วแมคก็จะโดนฆ่าอีก อลิซ นางเป็นเพื่อนที่ดีมากที่จะปกป้องเพื่อนนะ 
    แต่ดูนางไม่น่าทำอะไรได้มาก เอ๊ะ หรือนางทำได้ 
    เอาใจช่วยแล้วกันนะอลิซ เกิดเป็นนางเอกนิยายแนวนี้ต้องอึด ถึก และบึกบึน!!!

    #308
    0
  4. #275 Alive4Dream (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2556 / 20:27
    อ่านตอนนี้แล้วแอบขัดใจกับนิสัยของอลิซอีกแล้วอ่ะ ก็เข้าใจว่าห่วงเพื่อน

    แต่ช่วยห่วงตัวเองก่อนด้วยได้ไหม มันให้อารมณืแบบเพื่อนจมน้ำ

    แต่ตัวเองก็ว่ายน้ำไม่แข็ง แทนที่จะรอดด้วยกัน มันเหมือนพากันไปตายทั้งคู่

    คืออลิซไม่มีเบอร์เรย์ แต่ไลก้าน่าจะมี ทำไมไม่โทรไปขอ

    อย่างน้อยมีเรย์อีกคนมันก็อุ่นใจกว่า

    สุดท้ายก็เจอกับโลแกนอีกจนได้ // หวังว่าเรย์คงมาช่วยทัน
    #275
    0
  5. #176 i'm ชีทเค้ก(?)' (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2555 / 18:26
    แฮ่กๆๆๆๆๆๆ คนที่มาใครกันๆๆๆๆ
    ตอนหลังตื่นเต้นดีจริงๆนั่นแหละ เป็นแพทแพทไม่กำให้เหงื่อแตกหรอกไม้เบสบอลอะ
    แพทเขวี้ยงใส่แมร่งเลย แพร่มดีนัก 55555

    ส่วนคนที่มาที่หลัง โลกแกนใช่ไหมจ๊ะ T^T
    เค้าให้ดูดทุกวันไม่อิ่มหรอ แงๆๆ #โดนโบก

    ไปอ่านต่ออยากรู้ว่าใคร 
    #176
    0
  6. #158 BizcuitO (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2555 / 12:02
    เรย์ไปไหนอีกแล้วววววววววววววววววววว



    ม่ายน๊าาาาาา



    แต่ ฮะฮิ้วกับคู่ไลก้า อิอิ ชอบๆ
    #158
    0
  7. #157 Eveeva (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2555 / 16:17
    อื้อหือ เริ่มตอนมาก็มีปมปริศนาให้คิด
    ลำบากเรย์อีกแล้วค่ะ
    5555555555555555555555
    มันน่าผวาเจงๆ TOT





    กรรม ไปนอนให้หมากัดคอ?
    555555555555555555555
    ดูคิ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด





    ยกนิ้วให้กับคำแก้ตัวของอลิซจริงๆ
    555555555555555555555555
    น้าก็ยังอุตส่าห์เชื่อ
    ถือว่าคราวนี้รอดไปแล้วกันนะคะ ฮ่าาๆ





    โห ช่วงฉากนั้นตื่นเต้นดีแท้
    555555555555555555
    อลิซแลดูกลายเป็นคนจิตตกไปเลย
    ฮ่าาาาาาาาาๆ




    โลแกน(สุดที่รักของรีดเดอร์)ชัวร์! ไม่ต้องเดายาก
    คิดให้มากความ 55555555555555
    อร๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    มาเล๊ยยยย >w<;;
    #157
    0
  8. #156 GD จ้า ^^ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2555 / 15:05
    โลแกนชัวร์!
    อลิซแย่แล้ว T0T
    #156
    0
  9. #155 monobizz (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2555 / 14:34
    หมางั้นเรอะ!!! มันคือโลแกนเว้ย!
    กรุณาเรียกสุภาพบุรุษของรีดเดอร์ให้มันดีๆนะ =__=+
     
    แหมอลิซ... เธอโหกไปซะแบบ...!? = =
    มีดบาดไลก้า แต่เลือกชุ่มมีดขนาดนั้น
    คุณน้าก็เชื่ออีก บ๊ะ!! =[]=!!!!
     
    แหน่ะๆ มีแอบแซวหลานวุ้ย
    เขินแทนเบย (ไม่เกี่ยวกันเลย)
    555555555555 > <
     
    อือหือออออออออออออ ....!
    ใช้ความรุนแรงสูงนะ
    ไปบอกโลแกนกับเรย์มาทำแบบนี้กับรีดเดอร์เถอะ
    เค้ายอมมมม อ๊ากกกกกกกกกก > < (ไม่เกี่ยวอีกรอบ)
     
    เฮ้ยยยยยยยยยย!!
    ลุ้นนะเนี่ย ใจหายหมดเลยอะ!
    ไรเตอร์ตัดตอนได้น่า....เอิ่ม...
    ฮือออออๆๆๆๆ T^T!!!
    กลับมาต่อเดี๋ยวนี้เลยได้ม้ายยยย
    คนๆนั้นคือใคร มันเป็นใคร
    ปล.รีดเดอร์เดาไม่ออก โง่จริงๆ =..=
    #155
    0