Bloody Day

ตอนที่ 12 : :: Old story ::

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 721
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ก.พ. 59

Old story

 

ท้องฟ้ายามค่ำคืนถูกเมฆหนาคืบคลานเข้าบดบังดวงจันทร์ที่เคยเรืองรองอยู่บนฟากฟ้า ดวงตาสีดำสนิทของหนุ่มน้อยวัยสิบห้าปีกำลังจ้องมองมันนิ่งจากหน้าต่างบานใหญ่ในตัวบ้าน

ทั้ง ๆ ที่งานเฉลิมฉลองครบรอบการสถาปนาของผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในตระกูลจัดยิ่งใหญ่อลังการ พร้อมไปด้วยอาหารตระการตาและเครื่องดื่มรสเลิศ รวมไปถึงแขกเหรื่อที่แต่งกายในชุดสวยสดงดงาม เรย์ก็ยังคงมีอาการเบื่อหน่ายพุ่งจุกอกเช่นทุกครั้งที่เคยเป็นมา เขาไม่เคยพิศวาสงานเลี้ยง ไม่เคยสนใจความครื้นเครงของมัน 

และนั่นทำให้เขาพร้อมเสมอที่จะพาตัวเองออกจากงานสังสรรค์โดยไม่สนใจสายตาของผู้เป็นใหญ่ในตระกูลที่จ้องมองเขาอย่างนึกคาดโทษ แม้เขาเพียงแอบหวังลึก ๆ ไว้ว่าการกระทำของเขาอาจทำให้คนที่จ้องมองอยู่นั้นตะโกนลั่น ด่าทอ หรือตักเตือนให้เขากลับมานั่งที่เดิม แต่มันก็เป็นเพียงแค่ความหวังที่ไม่มีวันเป็นจริง หน้าตาของตระกูลย่อมเหนือสิ่งอื่นใด

เรย์จึงถือโอกาสนั้นเดินออกจากงานและพาตัวเองออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่สองขาของเขาจะนำพาไปได้โดยไม่หักกลางทางเสียก่อน

แต่แล้วเขาก็ทำได้เพียงแอบปีนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ในส่วนท้ายของบ้านและนั่งเหม่อลอยออกไปยังชุมชนแออัดข้างนอกกำแพงอิฐที่ล้อมรอบพื้นที่บริเวณส่วนบุคคลของตระกูลก็เท่านั้น จะว่าไปแล้วบริเวณบ้านของเขาก็ใหญ่โตมากทีเดียวซ้ำยังตั้งอยู่ห่างจากผู้คนในเมืองเสียด้วย และที่สำคัญเขาก็พูดไม่เต็มปากว่าสถานที่ที่เขาอาศัยอยู่จะเรียกว่าบ้านได้ เพราะที่นี่ใหญ่เกินกว่าจะใช้คำนั้น เรย์พยายามนึกหาคำที่เหมาะสมและบางทีมันอาจเป็นสถานที่กักกันบุคคลที่น่ารังเกียจที่สุดของโลกก็เป็นได้

ตระกูลเว็กซ์ฟอร์ดเป็นตระกูลเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองนี้ และเป็นตระกูลที่มีความลึกลับซับซ้อนมากที่สุดเช่นกัน คนส่วนใหญ่มักได้ยินคำล่ำลือที่ยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนในตระกูลนี้ถึงได้มีสังคมแปลกแยกไปจากคนทั่วไปนัก เนื่องจากภายในครอบครัวขนาดใหญ่นั้นมีการแบ่งชนชั้นกันเองอย่างชัดเจน มันน่าตลกที่คนในนั้นถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพทั้ง ๆ ที่ข้างนอกกำแพงนั่นถือเป็นเรื่องล้าสมัยแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นคนที่นี่ก็ต่างน้อมรับและทำตามอย่างกับมันคือกฎที่แหกไม่ได้ นั่นรวมถึงตัวเขาเองที่ยังคงทำตามกฎบ้า ๆ อย่างเคร่งครัดเสียด้วย

ตุบ! บางสิ่งทำให้เรย์ละจากความคิด พยายามเหลือบมองหาต้นเสียงที่เกิดขึ้นบริเวณด้านล่าง

“เงียบหน่อยสิ!” เสียงกระซิบกระซาบที่ดังขึ้นมาชวนให้เรย์ยิ่งสงสัย เขาพยายามก้าวขาไปยังกิ่งไม้ที่ใกล้เสียงนั้นให้มากที่สุดและ  ค่อย ๆ แหวกกิ่งก้านที่บดบังเผยให้เห็นเหตุการณ์

“เราไม่ควรทำแบบนี้นะแอนเดรีย” อีกเสียงทำทีเปลี่ยนใจและบอกกับคนที่พยายามขนลังไม้เก่า ๆ มารวมกันไว้บนพื้นหญ้า 

“ขนลังมาขนาดนี้นายยังกล้าพูดแบบนี้อีกเหรอ” 

“แต่ว่า...”

“ไม่เป็นไรน่า งานเลี้ยงก็ออกจะวุ่นวาย ใครจะมาสนใจคนชั้นต่ำอย่างเรากันล่ะ อีกอย่างงานฉันกับนายก็เสร็จแล้วด้วย ให้เราพักผ่อนตามอัธยาศัยบ้างจะเป็นไรไป” เด็กสาวไม่พูดเปล่ายังคงจัดแจงลังไม้  เก่า ๆ วางซ้อนกันให้สูงขึ้นเพื่อจะได้ปฏิบัติภารกิจต่อไป

“ถ้าถูกจับได้ เราตายแน่”

“หุบปากน่า! จับลังนั่นไว้ดี ๆ เถอะ” เด็กสาวค่อย ๆ ปีนป่ายลังนั้นอย่างระมัดระวัง เธอพยายามทรงตัวให้คงที่และมองหาหนทางปีนกำแพงออกไป

“แอนเดรียได้แล้วยัง” เสียงเล็ก ๆ ของเด็กชายตัวเล็กร้องถามอย่างกระวนกระวาย

“เดี๋ยวสิ ฉันกำลังพยายามอยู่”

ในขณะที่แอนเดรียพยายามข้ามพ้นกำแพงหนาออกไป คนที่ลอบสังเกตการณ์มาตลอดก็ตัดสินใจลงจากต้นไม้ทันที

“ยะ แย่แล้ว!” ไม่ทันที่แอนเดรียจะปีนข้าม ลังที่เคยยืนอย่างมั่นคงก็โคลงอย่างรุนแรงและในที่สุด

โครม!

“โอ๊ย!” 

เด็กชายตัวเล็กวิ่งหายไปในใด ทิ้งให้แอนเดรียนั่งแหมะบนไม้ผุ ๆ ของลังที่พังลงมา

แสงไฟจากไฟฉายที่เรย์หยิบติดตัวมาด้วยสาดส่องไปยังใบหน้ายู่ยี่ของเด็กสาวที่กำลังกุมสะโพกจากอุบัติเหตุที่เกิดเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน ผมสีบลอนด์บอกได้ดีว่าเธอไม่ใช่คนในเชื้อสายดั้งเดิมและดวงตาสีน้ำทะเลของเธอก็กำลังมองเขาอย่างเอาเรื่อง

“ถ้าคุณชายจะกรุณาก็ช่วยลดไฟฉายลงหน่อย” น้ำเสียงไม่พอใจของเธอทำให้เรย์ขยับตัวเล็กน้อย มือของหญิงสาวยื่นรอและมองเขาอย่างขอความช่วยเหลือ 

แม้คำพูดของเธอจะฟังเหมือนรู้จักเขาเป็นอย่างดีแต่สำหรับเขา เธอคือคนแปลกหน้า เพราะในแต่ละวันที่จมอยู่กับการเรียนแสนคร่ำเคร่งตามหน้าที่ของคนในเชื้อสายดั้งเดิม เรย์ก็แทบไม่ได้เดินออกไปไหนไกลจากตัวบ้านหรือสนทนากับใครเป็นพิเศษ และยิ่งแทบไม่มีโอกาสเลยที่จะสานสัมพันธ์กับคนในครอบครัวที่มีเชื้อสายรองอย่างเธอ

“ทำไมฉันต้องทำแบบนั้น” แอนเดรียชักสีหน้าเมื่อได้ยินคำตอบจากปากของเขา

“คุณชายทำฉันตกลงมา นั่นคือสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ” 

เรย์มองหน้าคนที่ยังขมวดคิ้วแน่นและทำท่าทางไม่พอใจซ้ำยังยื่นมือมาหาเขาด้วยความแน่วแน่

“นั่นเพราะเธอซุ่มซ่ามต่างหาก อีกอย่างเธอกำลังทำผิดกฎ ฉันไม่เห็นต้องรับผิดชอบอะไร” เด็กหนุ่มไม่คิดช่วยเหลือ อารมณ์ของเด็กสาวก็ยิ่งทวีความโกรธมากขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เธอลุกพรวดอย่างเหลืออด

“หึ! คำก็กฎสองคำก็กฎ นี่มันยุคสมัยไหนกันแล้ว ไม่รู้หรือไงว่าทุกคนมีเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้” เด็กสาวโวยวายใส่คนตรงหน้าอย่างอดไม่ได้

“แต่การปีนกำแพงบ้านคนอื่นยามวิกาลมันไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับเสรีภาพที่เธอว่าเลยสักนิด” สีหน้าโวยวายเมื่อครู่วูบดับลง เธออ้ำอึ้งไม่รู้จะสรรหาคำใดมาต่อว่า

“กลับไปที่ที่ของเธอจะดีกว่า ถ้าไม่อยากมีปัญหา” เรย์หมุนตัวกลับไปทางเดิม

“จริง ๆ คุณชายก็อยากออกไปเหมือนกันใช่ไหมล่ะ” เรย์หยุดชะงักเมื่อได้ฟังสิ่งที่แอนเดรียพูด

“ฉันเปล่า...”

“เปล่าเหรอ แล้วทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้แทนที่จะอยู่ในงานข้างในนั่นล่ะ คุณชายก็เบื่อที่จะอยู่ในกฎเหมือนกันใช่ไหมละ และอีกอย่างคุณควรจะเรียกคนมาลากคอฉันออกไปทำโทษสิ ไม่ใช่แค่มองดูฉันปีนข้ามกำแพงแบบนี้”

เป็นคำพูดที่ทิ่มแทงใจเขาเสียเหลือเกิน ใช่ เขาเบื่อ เบื่อมากที่จะต้องอยู่ในกรอบที่พ่อของเขาวางไว้ตั้งแต่ยังเด็ก กรอบที่เขาไม่เคยรู้สึกพอใจกับมันเลยสักครั้งเดียวแต่กลับต้องทำมันอย่างเลี่ยงไม่ได้

“เธออยากมีปัญหานักหรือไง” เรย์หันไปเผชิญกับเด็กสาวที่ยังคงจ้องมองเขาอยู่เช่นเดิม ดวงตาของเธอมุ่งมั่นและปราศจากความกลัว  ใด ๆ

“คุณชายก็เห็น ฉันชอบสร้างปัญหาเสมอ” รอยยิ้มสดใสของเธอส่งผ่านมายังคงที่ยืนนิ่งอยู่แบบนั้นและใครจะรู้ว่า...เด็กผู้หญิงธรรมดาคนนี้จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

 

“แอนเดรีย อยู่หรือเปล่า” ค่ำคืนที่แสงจันทร์โดดเดี่ยวอยู่บนท้องฟ้ากว้าง เรย์ยืนเรียกหาคนคุ้นเคยที่มักพบกันเสมอยามที่ผู้คนต่างหลับใหล ต้นไม้ต้นเดิม กำแพงอิฐสูงชัน เรย์ยังรอให้เด็กสาวคนนั้นปรากฏตัวขึ้นอย่างใจจดจ่อเช่นทุกครั้งในหลายเดือนที่ผ่านมา

แทนที่เรย์จะพบแอนเดรียเหมือนเช่นเดิม กลับพบชายร่างสูงผมบลอนด์และดวงตาสีเดียวกับเธอยืนรออยู่ก่อน ใบหน้าสุภาพตลอดเวลาแม้ในยามที่เขาไม่ได้อยู่ขนาบข้างผู้เป็นนาย เขาคือเจมส์ เว็กซ์ฟอร์ดและเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของ  แอนเดรีย เว็กซ์ฟอร์ดซ้ำยังมีศักดิ์เป็นน้ากำลังมองมายังเขา

“เกิดอะไรขึ้น” มีบางอย่างทำให้เรย์โพล่งถามไปแบบนั้นและรอคอยคำตอบจากใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด

“ได้โปรดมากับผม” คำพูดสั้น ๆ แต่เรย์กลับรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว มีบางอย่างที่เขากลัวเสียจนไม่สามารถสั่งให้ร่างกายรู้สึกเป็นปกติได้

เรย์เดินตามเจมส์เข้าตัวบ้านอย่างเงียบเชียบ ร่างที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้าปราศจากเสียงสนทนาเหมือนอย่างเคยทำให้เขารู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก 

จุดหมายที่คนทั้งสองเดินไปถึงนั่นคือห้องทำงานของอเล็กซ์ เว็กซ์ฟอร์ด นายใหญ่ผู้มีอำนาจสูงสุดประจำตระกูลและเป็นบิดาของเรย์

เสียงเคาะประตูไม้แผ่นหนาดังตึก ๆ เจมส์เปิดประตูบานนั้นและรอคอยให้เรย์ก้าวเข้าไป

 

ประตูปิดลงตามหลัง เรย์หันไปเผชิญความจริงเขายืนมองคนที่นั่งประจำบนเก้าอี้ตัวเดิม แต่ภายในห้องไม่ได้มีเพียงเขาและพ่อแต่กลับมีเด็กสาวอีกคนที่เรย์ตามหายืนอยู่ไม่ไกลโดยที่เธอนิ่งงันเสียจนเขากังวลใจ

“มายืนตรงนี้สิ” อเล็กซ์สั่งให้เรย์ที่ยืนนิ่งเข้ามาหา เขาจึงเดินเข้าไปและยืนขนาบข้างแอนเดรียที่ไม่แม้จะขยับเขยื้อนตัวหรือทักทายเขาเหมือนอย่างเคย

“พ่อเรียกผมมาทำไม”

“ฉันมีธุระนะสิ ถึงได้เรียกแกมา” ดวงตาที่ยังจดจ่อกับเอกสารบนโต๊ะไม่ได้เลื่อนมองผู้เป็นลูกแต่อย่างใด

“งั้นก็รีบ ๆ พูด” มือหนาของผู้เป็นพ่อหยุดขีดเขียนบางอย่างลงและเงยหน้าขึ้นมองลูกชายที่มีสีหน้าเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลง 

“ไม่คิดจะเติมหางเสียงหน่อยหรือ ฉันไม่เคยสอนให้แกไร้มารยาท เว้นแต่จะมีใครสักคนทำให้มันผิดแผกไปจากเดิม” ดวงตาเฉียบคมเสมองไปยังร่างที่ก้มหน้านิ่งอย่างหวั่นเกรง

“ผมเป็นของผมนานแล้วต่างหาก มีแต่พ่อที่ไม่ทันสังเกต” เรย์แย้ง คนเป็นพ่อลุกขึ้นและเดินเข้ามาใกล้

“ใช่ ฉันไม่ทันสังเกต นั่นทำให้แกเริ่มเสียคนยังไงล่ะ” น้ำเสียงเย็นเยียบประกอบกับสายตาคาดโทษจดจ้องไปยังแอนเดรีย เรย์รู้ดีว่าพ่อของเขาต้องการทำสิ่งใด

“หยุดทำแบบนั้นซักที” เรย์ใช้ร่างของตนบังเด็กสาวที่กำลังสั่นเทิ้มด้วยความกลัว

“หยุด...ปกป้องแอนเดรีย...เหมือนหล่อนเป็นคนสำคัญของแก!” ความโกรธเจือในน้ำเสียง ดวงตาจดจ้องมองอย่างเหลืออด

“คงไม่ได้หรอก...เพราะเธอสำคัญกับผมมากทีเดียว”

เพี้ยะ! ใบหน้าของเรย์หันขวับตามแรงโทสะ ความรุนแรงของมันทำให้ใบหน้าเกิดรอยแดงเฉียบพลัน

“กล้าขัดคำสั่งไม่พอ...แกยังทำเรื่องน่าอับอายให้ตระกูลอีกหรือ แกคิดจะทำลายสิ่งที่ฉันพยายามกอบกู้หรือยังไง!” 

“หึ! มันก็ดีเหมือนกันถ้าผมเป็นคนทำลาย พ่อจะได้สนใจผมขึ้นมาสักครั้งและไม่ปล่อยให้ผมไร้ค่าเหมือนกับแม่”

“อย่าเอาเรื่องนั้นมาเกี่ยว!” มือหนาพุ่งเข้าทำร้ายบุตรของตัวเองอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับถูกแอนเดรียเข้ารับแทน ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั้งใบหน้าของเธอที่ออกตัวปกป้องเรย์อย่างตั้งใจ

“หลีก!” ผู้เป็นนายตะคอกใส่คนเข้าขวางอย่างเดือดดาล

“ได้โปรดอย่าทำร้ายเรย์เลยค่ะ” เด็กสาวเผชิญหน้ากับผู้เป็นนายใหญ่ แม้หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้นในความโหดร้ายของเขาก็ตาม

“หุบปาก! ฉันไม่ฟังอะไรทั้งนั้น จนกว่าฉันจะเอาเลือดชั่ว ๆ ของมันออกมา! 

“ได้โปรดเถอะค่ะ ท่านจะให้ฉันทำอะไรก็ได้ แต่อย่าทำร้ายเรย์อีกเลย” ใบหน้าแดงก่ำมีน้ำตารินไหลและเธอยังคงทำหน้าที่ปกป้องคนสำคัญที่ยืนนิ่งไร้การตอบสนอง

ผู้เป็นนายหันกลับเพื่อสะกดอารมณ์เกรี้ยวกราดของตนก่อนขบคิดปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อคิดบางอย่างได้ เขาก็หันกลับมาสบตากับเธอ

“ถ้าอย่างนั้นหล่อนก็ควรเลิกยุ่งกับลูกชายของฉันซะ”

“ฉันจะทำ หากท่านสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายเรย์อีกต่อไป”

“ไม่! ฉันจะไม่ให้เธอทำแบบนั้น” เรย์สวนกลับด้วยความไม่พอใจ มือทั้งสองจับแขนเธอแน่นและพยายามอย่างที่สุดที่ไม่ให้เธอทำเช่นนั้น

“อย่าทำแบบนั้นเรย์...ฟังฉันก่อน” เธอปรามคนที่กำลังร้อนรุ่มให้มีสติ

“เธอทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ...” ใบหน้าที่เจ็บปวดของเขากำลังมองหน้าหญิงสาวที่ฝืนยิ้มแม้ในใจจะสั่นระรัวและหวาดกลัวเหลือเกิน เธอรู้ดีว่าเขารู้สึกเช่นไร เธอก็เช่นกันเพราะตอนนี้เหมือนหัวใจของเธอกำลังแตกสลายในไม่อีกกี่วินาทีข้างหน้า

“ฉันไม่สามารถเห็นนายเป็นแบบนี้ได้อีกเรย์ ฉันขอโทษ เราไม่ควรเจอกัน ไม่ควรรู้สึกแบบนี้ต่อกัน เพราะสุดท้ายเราทั้งคู่จะกลายเป็นคนที่ทำให้ทุกคนในตระกูลต้องแปดเปื้อน” มือที่เคยจับเธอแน่น บัดนี้ ค่อย ๆ ถูกมือของเธอดึงออกอย่างช้า ๆ และหลุดพ้นมือเธอไป

“หึ! อย่างน้อยหล่อนก็ภักดีกับลูกชายโง่ ๆ ของฉัน” เธอพยายามอดกลั้นความเจ็บปวดไว้ในจิตใจ และฝืนทนรอยยิ้มเหยียดของผู้เป็นนาย

 “หวังว่าจะทำตามที่พูดไว้ แต่หากหล่อนไม่ซื่อสัตย์กับมัน คงรู้ว่าจะเกิดอะไร” สายตาเหยียดหยามมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกลัวอย่างนึกรังเกียจ ผู้เป็นนายเปิดประตูห้องและสั่งคนที่ยืนรออยู่นานแล้วด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

“พาเธอออกไปจากที่นี่เจมส์”

“ไม่ ไม่ แอนเดรียอย่าไป!

“ถ้าแกออกไปจากห้องคงรู้นะว่าหล่อนจะเป็นยังไง!” เรย์หยุดนิ่ง ปล่อยให้เจมส์พาร่างอันไร้เรี่ยวแรงและสั่นเทิ้มของแอนเดรียออกจากห้องและสิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นคือรอยยิ้มอันแสนปวดร้าวของเธอ ก่อนบานประตูไม้ปิดลงพร้อมกับเด็กสาวที่หายลับตา

หลังจากวันนั้นแอนเดรียก็หายไปจากชีวิต เขาปราศจากเธอคนที่ยิ้ม หัวเราะและพูดคุยอยู่ข้าง ๆ ไม่ว่าเขาจะพยายามตามหามากแค่ไหนที่สุดแล้วเขาก็พบแต่ความว่างเปล่า จนกระทั่ง...

เสียงฝีเท้าเร่งรีบและลมหายใจที่พ่นออกมาอย่างตื่นตระหนกของเรย์กำลังพาตัวเองพุ่งตรงไปยังห้องใต้ดินที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตป่าสงวนของตระกูล

หากเขาไม่บังเอิญได้ยินเสียงสนทนาของผู้เป็นพ่อ เรย์คงไม่มีวันรู้ว่าแอนเดรียไปอยู่ที่ไหน และสิ่งที่เขาเป็นทุกข์ร้อนมากที่สุดอยู่ในขณะนี้ นั่นก็คือเหตุใดแอนเดรียจึงถูกจองจำเอาไว้ยังห้องใต้ดินที่ไร้ซึ่งแสงและผู้คนเช่นนักโทษฉกรรจ์

“แอนเดรีย ฟื้นสิแอนเดรีย” กรงขังที่อยู่ในห้องใต้ดินมีร่างของเด็กสาวผิวซีดเซียวนอนนิ่งอยู่บนพื้นเย็น ๆ เสียงเรียกทำให้แอนเดรียขยับตัวลุกขึ้นและมองหน้าคนที่ยืนจับลูกกรง แต่เมื่อดวงตาของเธอสบเข้ากับเขา แอนเดรียก็กลับเบนหน้าหนีและพูดถ้อยคำร้ายกาจเหมือนคนไร้หัวใจ

“ออกไปซะ!” แม้มันจะเจ็บ เจ็บเหมือนถูกก้อนหินทุบเข้าที่สมองให้แตกละเอียด แต่เรย์ก็อดทนและยืนอยู่เช่นนั้นเหมือนไม่รู้สึกอะไร

“ไม่! ฉันจะอยู่ตรงนี้” เรย์ยืนกรานที่จะอยู่ทำให้แอนเดรียยิ่งกระวนกระวาย เธอไม่อยากมองเข้าไปในดวงตาของเรย์ซ้ำอีกหนจนทำให้ทุกอย่างพังทลายดังนั้น

“นายต้องออกไป ก่อนที่ฉันจะฆ่านาย!” แอนเดรียพุ่งตัวอย่างรวดเร็วและผลักร่างเรย์ให้พ้นจากลูกกรงทันที

ความเจ็บปวด ร้าวระบม แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกาย เรย์ลุกขึ้นจากพื้นอย่างประหลาดใจ เขากระเด็นมาไกลด้วยแรงของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ได้อย่างไรกัน

“เธอเป็นอะไรไป แอนเดรียได้โปรดบอกกับฉัน” เรย์พยายามทำความเข้าใจในท่าทางที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงของเธอ เขาสับสน สับสนอย่างมาก

 

“ฉันไม่ใช่พวกเดียวกับนายอีกต่อไป ดูให้เต็มตาเรย์ ถึงฉันอยากตายขนาดไหนแต่มันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม นี่คือบทลงโทษที่เจ็บปวดที่สุด” เด็กสาวหยิบไม้ที่แตกหักบนพื้น คว้าขึ้นมาและใช้มันทิ่มทะลุฝ่ามือของตัวเอง

“อะ แอนเดรีย!” เด็กหนุ่มลุกขึ้นห้าม แต่ก็ชะงักฝีเท้าลงเมื่อพบว่าเลือดที่เคยไหลรินออกจากบาดแผลเริ่มจางหายและปิดสนิทลงเมื่อไม้นั้นดึงออกจากฝ่ามือ

“ฉันไม่สามารถตายได้อย่างต้องการ ฉันเหนื่อย เหนื่อยเหลือเกินเรย์...” เธอปล่อยไม้หล่นลงกับพื้นอย่างหมดแรง น้ำตาที่ไหลไม่สามารถหยุดมันได้ แม้สมองของเธอจะพยายามปิดกั้นความรู้สึกที่ท่วมท้นนั้นแต่เมื่อพบเขาทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิมจนเธออยากตายให้ได้

“พ่อฉัน...ทำให้เธอเป็นแบบนี้ใช่ไหม” ดวงตาที่สั่นระรัวมองไปยังเธอที่ก้มหน้ามองพื้นอย่างหมดความหวัง เขาทั้งโกรธ ทั้งเสียใจและรู้สึกได้ถึงความเดือดดาลที่อยู่เต็มอก

“ฉันคิดถึงนายนะเรย์” ดวงตาสีน้ำทะเลเปลี่ยนไปจากเดิม มันเป็นแววตาของคนที่ไร้สิ่งความหวัง ไร้ซึ่งชีวิตชีวา

เด็กหนุ่มขบกัดกรามแน่น ดวงตาที่จ้องไปยังเธอพยายามอย่างที่สุดเพื่อกลบกลืนความทรมานในอก เขารู้ดีว่าเธอกลายเป็นอะไรและรู้ดียิ่งกว่านั้นว่าเธอจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร

“ฉันจะปล่อยเธอ”

“ยะ อย่าทำแบบนั้นเรย์” ใบหน้าที่ตื่นตระหนกมองไปยังคนที่เริ่มมองไปรอบ ๆ อย่างแน่วแน่ แม้ดวงตาคู่นั้นจะแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอยู่ก็ตาม

ในที่สุดเขาก็พบหนทางที่จะช่วยเหลือผู้หญิงตรงหน้า

“มันคือสิ่งที่กักขังเธอ แต่ต่อไปนี้เธอจะเป็นอิสระ หนีไปให้พ้นจากที่นี่ซะ” เรย์กำคริสตัลสีใสอยู่ในมือที่มันเคยแอบซ่อนอยู่ในซอกอิฐ ก่อนโยนมันใส่กำแพงให้มันเกิดรอยร้าวและทำให้พลังงานแฝงของเสื่อมสลาย

 

ตุ้บ! เรย์รีบดึงโซ่ที่คล้องลูกกรงไว้และพุ่งเข้ากอดร่างที่รับอ้อมกอดของเรย์อย่างเต็มใจ

“ฉันก็คิดถึงเธอ” ความโหยหาของเขาทำให้เธอซบใบหน้าที่อกของเรย์นิ่งงัน

“ออกไปจากที่นี่กันเถอะ” เรย์ดึงมือแอนเดรียให้ออกวิ่งแต่กลับถูกผลักให้ล้มลงและเป็นเขาที่ถูกกักขังไว้เสียเอง

“ทำอะไรนะแอนเดรีย!” เขากระชากลูกกรงอย่างแรงและมองใบหน้าของเด็กสาวด้วยความไม่เข้าใจ

“ฉันขอโทษ...แต่มันเป็นคำสั่ง” ใบหน้าเด็กสาวเต็มไปด้วยความเศร้าก่อนเธอจะเผยให้เห็นสัญลักษณ์ผีเสื้อที่กำลังเรืองแสงอยู่บนต้นคอ

“เรย์...ฉันไม่รู้จะทำยังไง ฉันบังคับตัวเองไม่ได้...และฉันต้องกลับไป ขอโทษที่ทำให้นายผิดหวัง”

“ไม่! แอนเดรีย อย่าทำแบบนั้น” เรย์ตะโกนห้ามไม่หยุด แต่  แอนเดรียหาฟังคำขอนั้นไม่

 

และ...

ปัง ปัง ปัง!

“แอนเดรีย!” ปลายกระบอกปืนลดลงมือร่างของแอนเดรียแน่นิ่ง เธอกลายเป็นซากแห้ง ๆ สีเทาและไม่เหลือเค้าเดิมอีกต่อไป

“ทำไมต้องฆ่าเธอ!” น้ำเสียงโกรธจัดร้องลั่นใส่คนที่สังหาร    แอนเดรียอย่างเลือดเย็น

“เพราะคุณชายกำลังปล่อยแอนเดรีย ผมขอโทษที่ทำเช่นนี้”

“ไม่ แอนเดรีย!” เสียงร้องปานขาดใจของเรย์ดังก้องไปทั่วห้องใต้ดิน ใบหน้าของเจมส์มีแต่ความว่างเปล่า นั่นคือภาพสุดท้ายที่เรย์เห็น

 

เรย์กำหมัดแน่นเมื่อเผลอคิดถึงเรื่องเก่า ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง เขาพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองไม่ให้พลุ่งพล่านไปมากกว่านี้ แต่มันก็ไม่ช่วยให้เขาดีขึ้นได้เลย เมื่อพบกับคนที่ไม่อยากเจอมากที่สุดในเวลานี้ 

 

 “ใครสั่งให้มาที่นี่” น้ำเสียงอันแสนจะเย็นชาร้องถามคนที่เดินเข้ามาในบริเวณบ้านของเขา ดวงตาของเรย์ทำให้เจมส์ถอนหายใจและยิ้มตอบอย่างสุภาพเช่นเดิม

“แค่มาดูว่าอลิซอยู่ที่นี่หรือเปล่า เมื่อคืนเธอไม่ได้กลับบ้าน”

“หึ! ไม่คิดว่าคนอย่างคุณจะสนใจคนอื่นด้วยซ้ำ ขนาดพี่น้อง  แท้ ๆ ยังไม่คิดจะสนใจ”

“ถ้าเรย์หมายถึงเรื่องอื่นอยู่ น้าคงห้ามให้เรย์คิดแบบนั้นไม่ได้ แต่อลิซคือหลานที่น้าห่วงมากที่สุดและขอถามอีกครั้งว่าอลิซอยู่ที่นี่หรือเปล่า” เจมส์พยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองและพูดอย่างใจเย็น

“ถ้าห่วงมากขนาดนั้น คุณน่าจะทำได้ดีกว่านี้นะเจมส์”

“หมายความว่ายังไง” เรย์เหยียดยิ้มจนเจมส์รู้สึกหวั่นใจ

“ฉันจะไม่บอกอะไรทั้งนั้น” เขาหุบยิ้มก่อนกระแทกไหล่ผ่านเจมส์ไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้คนที่ไม่เข้าใจกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก

 

ประตูเปิดผึ่งในเวลาใกล้กันนั้น อลิซจ้องมองเจมส์อย่างตกใจเมื่อเห็นเขายืนอยู่ตรงหน้า

“น้าเจมส์! ทำไมถึง...” 

“อยู่ที่นี่เอง... น้าคิดว่าเราหายไปไหนทั้งคืน ดีที่เจน่ายังไม่ตื่นก็เลยไม่รู้ว่าอลิซหายไป”

“อะ เอ่อ ขอโทษค่ะ แต่เมื่อคืนหนูปาร์ตี้นิดหน่อย ก็เลย... เอ่อแต่อย่าเข้าใจผิดนะคะ หนูไม่ได้เป็นอะไรกับหมอนั่น เออ...หนูหมายถึงเรย์น่ะค่ะ”

“น้าไม่คิดแบบนั้นหรอกอลิซ น้ารู้ว่าหลานเป็นยังไงและรู้ว่าเรย์เป็นคนแบบไหน ดีแล้วล่ะที่อยู่กับเรย์ ไม่อย่างนั้นน้าคงกังวลเรื่องเรามากกว่านี้” เมื่อเห็นหลานสาวเจมส์ก็พลอยโล่งใจ เขาหันหลังกลับแต่โดยดี

“เดี๋ยวค่ะ”

“ว่าไง”

“อืม ช่างเถอะค่ะ” อลิซส่ายหน้าไปมา

“ถ้าอย่างนั้นรีบกลับบ้านดีกว่าก่อนที่เจน่าจะถามหา” อลิซพยักหน้าพร้อมกับเดินตามเจมส์ที่ยังยิ้มเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แม้จริง ๆ เธอแอบได้ยินสิ่งที่เรย์กับเจมส์สนทนาไปแล้วก็ตาม

 

ความหงุดหงิดทำให้เรย์เดินมาไกลพอที่จะเริ่มหยุดคิดได้ว่าเขาใช้เวลานานขนาดไหนกันถึงได้เดินมายืนอยู่หน้าบ้านของแมคในเวลาเช้าแบบนี้ แต่จริง ๆ เขาก็ไม่อยากสนว่าตัวเองใช้เวลาเท่าไหร่ด้วยซ้ำ เรย์ตัดสินใจกดกริ่งหน้าบ้านของแมคแทน เพื่อหวังว่าจะได้เข้าไปนั่งหายใจทิ้งไล่ความรู้สึกอึดอัดให้หมดไป และบางทีแมคอาจจะชวนทำเรื่องบ้าบอจนลืมคิดสิ่งที่รกหัวอยู่นี่ก็เป็นได้

 

แต่เมื่อนานเกินไป เรย์กดกริ่งหน้าบ้านอีกครั้งและอีกครั้ง จนในที่สุดเขาก็ต้องถอดใจกับมัน

“ไม่ใช่ว่านอนที่อื่นหรอกนะ เสียเวลาชะมัด” เขาพ่นลมหายใจอย่างรำคาญก่อนจะหันหลังเดินกลับไป

แต่...

สัญชาตญาณทำให้เรย์หันกลับอย่างระแวดระวังภัย เขารู้ได้ถึงเหตุการณ์ผิดปกติ ดวงตาอันเฉียบคมของเขามองไปรอบ ๆ  บ้านอย่างระวัง และก็พบกับวัตถุสีดำบางอย่างจึงรีบก้าวเดินไปสำรวจอย่างรวดเร็ว

มันคือกระเป๋าใส่เบสตัวโปรดของแมค แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนรักเครื่องดนตรีเท่าชีวิตจะปล่อยให้มันถูกทิ้งให้อยู่ในพุ่มไม้กับอากาศเย็นชื้นแบบนี้

เรย์เริ่มตระหนักได้ว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นกับแมคและสายตาของเขาก็พลันเห็นร่างนั้นนอนนิ่งไม่ไกลจากที่ที่เขายืนอยู่

 “แมค แมค!” เรย์พุ่งไปยังร่างที่นอนนิ่ง เขาเขย่าร่างนั้นให้รู้สึกตัวแต่แมคกลับไม่ตอบสนองและไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจนน่าตกใจ ทันใดนั้นก็พลันเห็นต้นคอของเพื่อนสนิทมีรอยเขี้ยวฝังจมอยู่ ซ้ำยังเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสดแห้งเกรอะกรัง นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เรย์เริ่มตระหนักได้ว่าสิ่งชั่วร้ายที่เขากำลังตามล่าเข้าใกล้มนุษย์อย่างพวกเขามากเกินไป!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

428 ความคิดเห็น

  1. #385 เจนจิบิ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 เมษายน 2558 / 12:55
    เรย์ช่างน่าสงสารT^T

    ขีวิตจะหดหู่ไปไหนนนนนนน

    เอาล่ะมาอยู่กับน้องมาๆ*0*

    ผิดๆ55555
    #385
    0
  2. #320 °My_Dear° (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 / 20:50
    เศร้าอ้ะ น่าสงสาร เรย์น้อยย TT

    #320
    0
  3. #307 Daren L. (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 มกราคม 2557 / 17:54
    อัพนิยายเสร็จก็รีบมาอ่านเรื่องนี้ต่ออีกตามเคย!
    โห อดีตของเรย์ดราม่ามากเลย 
    เรย์ชอบแอนเดรียใช่ไหม แล้วก็เห็นแอนเดรียโดนยิงต่อหน้าต่อตา 
    ขุ่นพระ การเสียคนรักแบบคาหนังคาเขา (เอ๊ะ อินี่จะตลกเพื่อ?) 
    คือถ้าเรย์ไม่เหลือใคร มาหาหนูก็ได้นะคะ หนูพร้อมเสมอค่ะ (เอาเข้าไป) 
    ตอนนี้ทำให้เห็นอดีตที่เจ็บปวดของเรย์ เหมือนเรื่องนี้ใครๆก็มีอดีตที่ขมขื่นแฮะ 
    ตัวละครหลักเรื่องนี้มีปมกันหมด ต้องติดตามต่อเสียแล้ว 
    ช่วงนี้ภารกิจเยอะ จนเจียดเวลามาอ่านนิยายไม่ค่อยได้ ถ้าหายๆ ไปขออภัยล่วงหน้าค่ะ 

    สู้ๆนะคะพี่โม >_<
    #307
    0
  4. #274 Alive4Dream (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2556 / 20:02
    สงสารเรย์ อดีตของเรย์มันแย่จริงๆอ่ะ ไม่แปลกใจที่เรย์จะกลายมาเป็นคนแบบนี้
    และเข้าใจเลยว่าทำไมเรย์ถึงไม่พยายามที่จะช่วยอลิซเท่าไหร่
    คนมันมีปม จะให้ทำยังไง จะให้ช่วยก็คงไม่เต็มร้อย เพราะน้าเจมส์ยิงแอนเดรียต่อหน้าต่อตานี่นาแ
    ถมเหตุผลที่ให้ก็ฟังไม่ขึ้นเลย
    หวังว่าอลิซจะเป็นคนช่วยให้โลกของเรย์สดใสขึ้น

    พ่อของเรย์โหดไปไหมมมมม แล้วทำไมเรย์ถึงต้องมาอยู่กะเจมส์ - -?
    #274
    0
  5. #221 I'm Run Devil Run (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 มีนาคม 2556 / 22:47
    สงสานเรย์จัง จีดีของช้านนน T-T
    #221
    0
  6. #154 monobizz (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2555 / 14:22
    ทำไมเรื่องนี้ต้องทำร้ายผู้ชายด้วย
    555555555555555555 > <

    แอนเดรีย รึจะสู้ รีดเดอร์
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด  > < !!!!

    ชีวิตเรย์ เฮ้อ... TT
    มาอยู่กับเค้ามั้ย
    จะเลี้ยงดูอย่างดีเลย
    #เดินกลับเข้ามุมคนเดียว 
    #154
    0
  7. #150 i'm ชีทเค้ก(?)' (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2555 / 16:26
    เรย์!!!!! เราอยากบอกนายว่าอกเรายังมีที่ว่าง
    หากคุฯจะมาซับน้ำตา เราพร้อม(อินี่ #โดนถีบเปรี้ยงออกนอกบทความ)
    เพราะแบบนี้สินะ เรย์ถึงเป็นฮันเตอร์ ...
     ถามว่าเศร้าไหม ไม่เศร้าแต่สงสาร(บอกทำไม =_=)
    อ่านตอนนี้แล้วรู้สึก อิฉันเข้าใจความรู้สึก และอดีตสามีน้อยมากขึ้น (มันเริ่มอีกแล้ว)
    แต่ไม่ต้องห่วง ภรรเมียคนนี้จะดูแลเธอให้ดีที่สุด (พี่โมถีบออกนอกบทความ...อาเมน)
    #150
    0
  8. #147 BizcuitO (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 / 22:55
    อร้ายยยยยยยยยยยยยย ทำร้ายจิตใจกันอีกแล้ว



    สงสารเรย์ สงสารแมค



    น้าเจมส์ทำอึ้ง
    #147
    0
  9. #143 GD จ้า ^^ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 / 18:20
    สงสารเรย์อ่าาา TT
    #143
    0
  10. #139 Eveeva (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 / 16:04
    อื้อหือ...
    ชอบค่ะ ชอบมาก
    T T หมดคำจะพูด
    สั้นๆ ง่ายๆ ด้วยคำเดิมนะคะ
    'ลึกซึ้ง'
    #139
    0